
| คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและพาอาวุธไปในเมือง รวมทั้งการทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และมาตรา 365 ไม่ใช่เพียงการทำร้ายร่างกายเล็กน้อยตามมาตรา 391 แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นญาติกับผู้เสียหายและได้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่การกระทำก็เข้าข่ายความผิดอาญา อย่างไรก็ดี ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษปรับแทนโทษจำคุก อันสะท้อนถึงการพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีโดยรอบคอบ สรุปข้อเท็จจริง • จำเลยทั้งสามบุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธิและโดยมีอาวุธขวานติดตัว • ใช้กำลังล็อกคอ ชกต่อย เตะศีรษะและร่างกายผู้เสียหายหลายครั้ง • จำเลยที่ 3 ใช้ขวานตีศีรษะและร่างกายผู้เสียหายจนเกิดบาดแผลฉีกขาด ต้องรักษา 5–7 วัน • จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย คำวินิจฉัยของศาล • ศาลชั้นต้น: ลงโทษจำคุกและปรับ แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และ 3 • ศาลอุทธรณ์: พิพากษาใหม่ว่าไม่ผิดมาตรา 295 แต่ผิดมาตรา 391 ลงโทษปรับ 10,500 บาทต่อคน • ศาลฎีกา: เห็นว่าการใช้กำลังและการใช้อาวุธตีศีรษะจนบาดเจ็บถือเป็น “อันตรายแก่กาย” ตามมาตรา 295 จึงแก้เป็นว่าผิดมาตรา 295 และมาตรา 365 แต่เห็นพ้องให้ลงโทษปรับแทนโทษจำคุก การวิเคราะห์ทางกฎหมาย ประเด็นที่หนึ่ง: การทำร้ายร่างกายถึงขั้น "อันตรายแก่กาย" หรือไม่ ศาลฎีกายืนยันว่า การถูกตีที่ศีรษะจนเกิดบาดแผลฉีกขาดต้องรักษาหลายวัน ย่อมถือเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 ไม่ใช่เพียงการทำร้ายเล็กน้อยตามมาตรา 391 ประเด็นที่สอง: ความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังและมีอาวุธ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าเคหสถานพร้อมใช้กำลังประทุษร้าย ถือเป็นความผิดตามมาตรา 365 ซึ่งมีโทษหนักกว่าโทษทำร้ายเพียงอย่างเดียว ประเด็นที่สาม: การใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ แม้การกระทำมีความร้ายแรง แต่เนื่องจากคู่ความเป็นเครือญาติและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ศาลจึงเลือกลงโทษปรับแทนจำคุก ถือเป็นตัวอย่างการพิจารณาโทษตามพฤติการณ์ IRAC Analysis Issue (ประเด็น): การกระทำของจำเลยทั้งสามเข้าข่ายความผิดทำร้ายร่างกายที่เป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 หรือเพียงมาตรา 391 Rule (กฎหมาย): • มาตรา 295 ป.อาญา: ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ • มาตรา 365 ป.อาญา: บุกรุกในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือมีอาวุธ • มาตรา 78 ป.อาญา: การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ Application (การปรับใช้): • ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ ต้องรักษาหลายวัน ถือว่าเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 • การบุกรุกพร้อมทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธเป็นเหตุให้ความผิดเข้ามาตรา 365 • แต่เนื่องจากจำเลยเป็นญาติและได้ชดใช้ค่าเสียหาย ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษปรับแทนจำคุก Conclusion (ข้อสรุป): จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 295 และ 365 ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยลงโทษปรับแทนการจำคุก เหมาะสมแก่พฤติการณ์คดี ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า “การใช้กำลังที่ก่อให้เกิดบาดแผล แม้ไม่ร้ายแรงถึงขั้นอันตรายสาหัส ก็ถือเป็นความผิดตามมาตรา 295 ได้” ศาลยังพิจารณาสภาพความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีและการชดใช้ค่าเสียหายประกอบการกำหนดโทษ ถือเป็นแนวทางในการใช้ดุลพินิจเพื่อให้สอดคล้องกับความยุติธรรมเชิงมนุษยธรรม ประเด็นสำคัญที่สุด ที่ศาลฎีกานำมาใช้ในการวินิจฉัย คือ การตีความและการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ มาตรา 365 ซึ่งถือเป็นแก่นของคดีนี้ 📌 กฎหมายที่ใช้หลักในการอธิบายคดี • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 : การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) : การบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือมีอาวุธ และร่วมกันกระทำตั้งแต่สองคนขึ้นไป 📑 Key Words สำคัญที่สุด 5 ข้อความ (พร้อมขยายความสั้น ๆ) 1. “อันตรายแก่กาย” (มาตรา 295) o ศาลฎีกาย้ำว่า บาดแผลฉีกขาดบริเวณศีรษะ แม้ไม่สาหัส แต่ต้องรักษาหลายวัน ถือว่าเป็น “อันตรายแก่กาย” ไม่ใช่การทำร้ายเล็กน้อยตามมาตรา 391 2. “บุกรุกโดยใช้กำลังและมีอาวุธ” (มาตรา 365) o การเข้าไปในบ้านของผู้อื่นกลางคืนโดยไม่ยินยอม พร้อมอาวุธ และใช้กำลังทำร้าย ถือเป็นการบุกรุกที่มีโทษหนักตามมาตรา 365 3. “การรับสารภาพและบรรเทาโทษ” (มาตรา 78) o จำเลยทั้งสามรับสารภาพ ศาลจึงใช้มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่ง เป็นหลักที่ใช้บรรเทาโทษเพื่อสะท้อนความจริงใจในการต่อสู้คดี 4. “การใช้ดุลพินิจลงโทษปรับแทนจำคุก” o แม้เข้าข่ายโทษจำคุก แต่ศาลพิจารณาความสัมพันธ์เป็นญาติและมีการชดใช้ค่าเสียหาย จึงลงโทษปรับแทน เป็นการปรับสมดุลระหว่างความผิดกับพฤติการณ์ 5. “การตีความความผิดหลายบท” (มาตรา 90) o เมื่อการกระทำเข้าหลายมาตรา ศาลต้องเลือกบทที่มีโทษหนักที่สุดเพื่อใช้ลงโทษ ซึ่งในคดีนี้คือมาตรา 365 ประกอบมาตรา 295 ➡️ สรุป: แก่นของคดีนี้อยู่ที่การตีความ “อันตรายแก่กาย” ตามมาตรา 295 และการบุกรุกโดยใช้กำลังและอาวุธตามมาตรา 365 พร้อมการใช้ดุลพินิจลดโทษและลงโทษปรับแทนจำคุก
❓ คำถาม การทำร้ายผู้เสียหายในระหว่างการบุกรุกเคหสถานกลางคืน โดยมีอาวุธและทำให้เกิดบาดแผลที่ศีรษะซึ่งต้องใช้เวลารักษาหลายวัน ถือว่าเป็นเพียงการทำร้ายเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 หรือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่เป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 ประกอบกับความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 365?
✅ คำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และได้ใช้กำลังทำร้ายด้วยการล็อกคอ ชกต่อย เตะ รวมถึงใช้ขวานตีศีรษะจนเกิดบาดแผลฉีกขาด แม้ไม่ถึงขั้นอันตรายสาหัสแต่ต้องใช้เวลารักษาหลายวัน ย่อมถือเป็น “อันตรายแก่กาย” ตามมาตรา 295 ไม่ใช่เพียงการทำร้ายเล็กน้อยตามมาตรา 391 อีกทั้งยังเป็นการบุกรุกโดยใช้กำลังและมีอาวุธ อันเข้าข่ายมาตรา 365 ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 295 ประกอบมาตรา 365 แต่เมื่อจำเลยเป็นญาติของผู้เสียหายและได้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ศาลจึงใช้ดุลพินิจลงโทษปรับแทนโทษจำคุกเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2568 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของ น. ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอจับแขน แล้วชกต่อย และใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่า และสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้ายทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 295, 358, 364, 365, 371 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ระหว่างพิจารณา นายนฤพน ผู้เสียหาย แถลงขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) และฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับคนละ 500 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อาจรอการลงโทษได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 แต่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 20,000 บาท โดยไม่ลงโทษจำคุก ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษแล้ว เป็นปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,500 บาท ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะ และต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายนั้นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อโต้แย้งประกอบพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาตีศีรษะของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีบาดแผลฉีกขาดขนาดยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.3 เซนติเมตร ใช้เวลารักษาประมาณ 5 ถึง 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งบาดแผลดังกล่าว พบว่าอยู่ตรงบริเวณศีรษะของผู้เสียหายและยังพบร่องรอยสะเก็ดเลือดและหยดเลือดในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการใช้กำลังทำร้ายและใช้อาวุธทำร้ายที่บริเวณอวัยวะสำคัญของผู้เสียหาย อันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แล้ว มิใช่เป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษมานั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามของเจ้าพนักงานคุมประพฤติได้ความว่า จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นน้องชายของบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติฝ่ายบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 นับว่าเป็นเครือญาติกัน หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนำเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนชำระให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป และขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสามในสถานเบาเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามโดยไม่ลงโทษจำคุกและยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 มานั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายนฤพน ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 365 (1) ถูกต้องแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2
|




.jpg)