ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2030/2568, คดีบุกรุกบ้านเวลากลางคืน, คดีทำร้ายร่างกายโดยมีอาวุธ, ป.อาญา มาตรา 295, ป.อาญา มาตรา 365, การบุกรุกโดยใช้กำลัง, การพกพาอาวุธในเมือง, แนวทางตีความมาตรา 295, วิเคราะห์คดีอาญา, การลงโทษปรับแทนจำคุก, แนวปฏิบัติทางรูปคดีอาญา, คำวินิจฉัยศาลฎีกา 

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและพาอาวุธไปในเมือง รวมทั้งการทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และมาตรา 365 ไม่ใช่เพียงการทำร้ายร่างกายเล็กน้อยตามมาตรา 391 แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นญาติกับผู้เสียหายและได้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่การกระทำก็เข้าข่ายความผิดอาญา อย่างไรก็ดี ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษปรับแทนโทษจำคุก อันสะท้อนถึงการพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีโดยรอบคอบ

สรุปข้อเท็จจริง

จำเลยทั้งสามบุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธิและโดยมีอาวุธขวานติดตัว

ใช้กำลังล็อกคอ ชกต่อย เตะศีรษะและร่างกายผู้เสียหายหลายครั้ง

จำเลยที่ 3 ใช้ขวานตีศีรษะและร่างกายผู้เสียหายจนเกิดบาดแผลฉีกขาด ต้องรักษา 5–7 วัน

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย

คำวินิจฉัยของศาล

ศาลชั้นต้น: ลงโทษจำคุกและปรับ แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และ 3

ศาลอุทธรณ์: พิพากษาใหม่ว่าไม่ผิดมาตรา 295 แต่ผิดมาตรา 391 ลงโทษปรับ 10,500 บาทต่อคน

ศาลฎีกา: เห็นว่าการใช้กำลังและการใช้อาวุธตีศีรษะจนบาดเจ็บถือเป็น “อันตรายแก่กาย” ตามมาตรา 295 จึงแก้เป็นว่าผิดมาตรา 295 และมาตรา 365 แต่เห็นพ้องให้ลงโทษปรับแทนโทษจำคุก

การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

ประเด็นที่หนึ่ง: การทำร้ายร่างกายถึงขั้น "อันตรายแก่กาย" หรือไม่

ศาลฎีกายืนยันว่า การถูกตีที่ศีรษะจนเกิดบาดแผลฉีกขาดต้องรักษาหลายวัน ย่อมถือเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 ไม่ใช่เพียงการทำร้ายเล็กน้อยตามมาตรา 391

ประเด็นที่สอง: ความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังและมีอาวุธ

การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าเคหสถานพร้อมใช้กำลังประทุษร้าย ถือเป็นความผิดตามมาตรา 365 ซึ่งมีโทษหนักกว่าโทษทำร้ายเพียงอย่างเดียว

ประเด็นที่สาม: การใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ

แม้การกระทำมีความร้ายแรง แต่เนื่องจากคู่ความเป็นเครือญาติและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ศาลจึงเลือกลงโทษปรับแทนจำคุก ถือเป็นตัวอย่างการพิจารณาโทษตามพฤติการณ์

IRAC Analysis

Issue (ประเด็น):

การกระทำของจำเลยทั้งสามเข้าข่ายความผิดทำร้ายร่างกายที่เป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 หรือเพียงมาตรา 391

Rule (กฎหมาย):

มาตรา 295 ป.อาญา: ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

มาตรา 365 ป.อาญา: บุกรุกในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือมีอาวุธ

มาตรา 78 ป.อาญา: การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ

Application (การปรับใช้):

ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ ต้องรักษาหลายวัน ถือว่าเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295

การบุกรุกพร้อมทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธเป็นเหตุให้ความผิดเข้ามาตรา 365

แต่เนื่องจากจำเลยเป็นญาติและได้ชดใช้ค่าเสียหาย ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษปรับแทนจำคุก

Conclusion (ข้อสรุป):

จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 295 และ 365 ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยลงโทษปรับแทนการจำคุก เหมาะสมแก่พฤติการณ์คดี

ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า “การใช้กำลังที่ก่อให้เกิดบาดแผล แม้ไม่ร้ายแรงถึงขั้นอันตรายสาหัส ก็ถือเป็นความผิดตามมาตรา 295 ได้” ศาลยังพิจารณาสภาพความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีและการชดใช้ค่าเสียหายประกอบการกำหนดโทษ ถือเป็นแนวทางในการใช้ดุลพินิจเพื่อให้สอดคล้องกับความยุติธรรมเชิงมนุษยธรรม

ประเด็นสำคัญที่สุด ที่ศาลฎีกานำมาใช้ในการวินิจฉัย คือ การตีความและการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ มาตรา 365 ซึ่งถือเป็นแก่นของคดีนี้

📌 กฎหมายที่ใช้หลักในการอธิบายคดี

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 : การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) : การบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือมีอาวุธ และร่วมกันกระทำตั้งแต่สองคนขึ้นไป

📑 Key Words สำคัญที่สุด 5 ข้อความ (พร้อมขยายความสั้น ๆ)

1. “อันตรายแก่กาย” (มาตรา 295)

o ศาลฎีกาย้ำว่า บาดแผลฉีกขาดบริเวณศีรษะ แม้ไม่สาหัส แต่ต้องรักษาหลายวัน ถือว่าเป็น “อันตรายแก่กาย” ไม่ใช่การทำร้ายเล็กน้อยตามมาตรา 391

2. “บุกรุกโดยใช้กำลังและมีอาวุธ” (มาตรา 365)

o การเข้าไปในบ้านของผู้อื่นกลางคืนโดยไม่ยินยอม พร้อมอาวุธ และใช้กำลังทำร้าย ถือเป็นการบุกรุกที่มีโทษหนักตามมาตรา 365

3. “การรับสารภาพและบรรเทาโทษ” (มาตรา 78)

o จำเลยทั้งสามรับสารภาพ ศาลจึงใช้มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่ง เป็นหลักที่ใช้บรรเทาโทษเพื่อสะท้อนความจริงใจในการต่อสู้คดี

4. “การใช้ดุลพินิจลงโทษปรับแทนจำคุก”

o แม้เข้าข่ายโทษจำคุก แต่ศาลพิจารณาความสัมพันธ์เป็นญาติและมีการชดใช้ค่าเสียหาย จึงลงโทษปรับแทน เป็นการปรับสมดุลระหว่างความผิดกับพฤติการณ์

5. “การตีความความผิดหลายบท” (มาตรา 90)

o เมื่อการกระทำเข้าหลายมาตรา ศาลต้องเลือกบทที่มีโทษหนักที่สุดเพื่อใช้ลงโทษ ซึ่งในคดีนี้คือมาตรา 365 ประกอบมาตรา 295

➡️ สรุป: แก่นของคดีนี้อยู่ที่การตีความ “อันตรายแก่กาย” ตามมาตรา 295 และการบุกรุกโดยใช้กำลังและอาวุธตามมาตรา 365 พร้อมการใช้ดุลพินิจลดโทษและลงโทษปรับแทนจำคุก


❓ คำถาม

การทำร้ายผู้เสียหายในระหว่างการบุกรุกเคหสถานกลางคืน โดยมีอาวุธและทำให้เกิดบาดแผลที่ศีรษะซึ่งต้องใช้เวลารักษาหลายวัน ถือว่าเป็นเพียงการทำร้ายเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 หรือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่เป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 ประกอบกับความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 365?


✅ คำตอบ

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และได้ใช้กำลังทำร้ายด้วยการล็อกคอ ชกต่อย เตะ รวมถึงใช้ขวานตีศีรษะจนเกิดบาดแผลฉีกขาด แม้ไม่ถึงขั้นอันตรายสาหัสแต่ต้องใช้เวลารักษาหลายวัน ย่อมถือเป็น “อันตรายแก่กาย” ตามมาตรา 295 ไม่ใช่เพียงการทำร้ายเล็กน้อยตามมาตรา 391 อีกทั้งยังเป็นการบุกรุกโดยใช้กำลังและมีอาวุธ อันเข้าข่ายมาตรา 365 ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 295 ประกอบมาตรา 365 แต่เมื่อจำเลยเป็นญาติของผู้เสียหายและได้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ศาลจึงใช้ดุลพินิจลงโทษปรับแทนโทษจำคุกเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

 

 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 : การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ •	ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) : การบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือมีอาวุธ และร่วมกันกระทำตั้งแต่สองคนขึ้นไป

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2568

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของ น. ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอจับแขน แล้วชกต่อย และใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่า และสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้ายทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 295, 358, 364, 365, 371 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายนฤพน ผู้เสียหาย แถลงขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) และฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับคนละ 500 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อาจรอการลงโทษได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 แต่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 20,000 บาท โดยไม่ลงโทษจำคุก ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษแล้ว เป็นปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,500 บาท ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะ และต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย


มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายนั้นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อโต้แย้งประกอบพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาตีศีรษะของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีบาดแผลฉีกขาดขนาดยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.3 เซนติเมตร ใช้เวลารักษาประมาณ 5 ถึง 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งบาดแผลดังกล่าว พบว่าอยู่ตรงบริเวณศีรษะของผู้เสียหายและยังพบร่องรอยสะเก็ดเลือดและหยดเลือดในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการใช้กำลังทำร้ายและใช้อาวุธทำร้ายที่บริเวณอวัยวะสำคัญของผู้เสียหาย อันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แล้ว มิใช่เป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น


มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษมานั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามของเจ้าพนักงานคุมประพฤติได้ความว่า จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นน้องชายของบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติฝ่ายบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 นับว่าเป็นเครือญาติกัน หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนำเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนชำระให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป และขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสามในสถานเบาเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามโดยไม่ลงโทษจำคุกและยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 มานั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


อนึ่ง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายนฤพน ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 365 (1) ถูกต้องแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2

 


 




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน