
| เมาสุราและไม่สามารถขัดขืนได้ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อมีการร่วมประเวณีและการล่วงล้ำทางเพศต่อเนื่องในเหตุการณ์เดียวกัน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความรับผิดในคดีความผิดทางเพศ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายอยู่ในสภาวะเมาสุราอย่างหนักและไม่สามารถขัดขืนได้ รวมทั้งประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแยกความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำภายหลังการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา คดีนี้เกิดจากการที่ผู้เสียหายไปเที่ยวสถานบันเทิงและดื่มสุราจนมีอาการมึนเมาอย่างหนัก ก่อนถูกพาไปยังบ้านของจำเลยและมีการร่วมประเวณีกัน ต่อมาหลังจากผู้เสียหายเริ่มรู้สึกตัว จำเลยได้พยายามกระทำทางเพศอีกครั้งโดยใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายและพยายามสอดใส่อวัยวะเพศอีกครั้ง แต่ผู้เสียหายขัดขืนและร้องไห้จนจำเลยยุติการกระทำ ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยประกอบด้วย ผู้เสียหายสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยหรือไม่ ผู้เสียหายอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือไม่ จำเลยมีความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามกฎหมายหรือไม่ การใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายภายหลังการแก้ไขกฎหมายอาญาจะถือเป็นความผิดฐานใด และการกระทำทางเพศที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันภายในเหตุการณ์เดียวจะถือเป็นหลายกรรมหรือเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยพยานบุคคล พยานแวดล้อม พยานทางวิทยาศาสตร์ และผลตรวจทางการแพทย์ ประกอบกับพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และภายหลังเกิดเหตุ จนได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการรับฟังว่าผู้เสียหายอยู่ในสภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ การตีความความหมายของการกระทำชำเราตามบทบัญญัติที่ได้รับการแก้ไขใหม่ ตลอดจนหลักการพิจารณาว่าการกระทำหลายลักษณะที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายใต้เจตนาเดียวกันควรถือเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาความสมัครใจของผู้เสียหายในคดีความผิดทางเพศ การประเมินสภาวะไม่สามารถขัดขืนได้จากอาการมึนเมาและผลของยา ตลอดจนแนวทางการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาภายหลังการแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทางเพศ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดฐานความผิดและการลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีลักษณะเดียวกันต่อไปในอนาคต ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่โจทก์ร่วมพร้อมด้วยนาย จ. และนางสาว ฉ. ไปเที่ยวที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งและมีการดื่มสุราร่วมกันในคืนเกิดเหตุ ก่อนเดินทางไปยังสถานบันเทิงดังกล่าว โจทก์ร่วมและนาย จ. ได้ไปเปิดห้องพักไว้ที่โฮสเทลซึ่งอยู่ใกล้กับสถานบันเทิงเพื่อนอนพักค้างคืน และนำทรัพย์สินส่วนตัวส่วนใหญ่ไปเก็บไว้ในห้องพักเรียบร้อยแล้ว โดยขณะออกจากที่พักมีเพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่และบัตรประจำตัวประชาชนที่นำติดตัวไปด้วย ระหว่างอยู่ภายในสถานบันเทิง โจทก์ร่วมได้พบกับจำเลยและนางสาว ส. ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกัน ดื่มสุราร่วมกัน และร่วมเต้นรำกันเป็นบางช่วง นอกจากนี้จำเลยยังได้ขอเป็นเพื่อนกับโจทก์ร่วมผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อใช้ติดต่อกันในภายหลัง เมื่อเวลาผ่านไปจนดึก โจทก์ร่วมและพวกมีอาการเมาสุราอย่างมาก โดยเฉพาะนาย จ. ที่มีอาการเมาหนักจนปวดศีรษะและคลื่นไส้ โจทก์ร่วมจึงฝากโทรศัพท์เคลื่อนที่และบัตรประจำตัวประชาชนไว้กับนางสาว ฉ. ต่อมานางสาว ฉ. ได้พานาย จ. กลับไปส่งยังโฮสเทลก่อน ส่วนโจทก์ร่วมยังคงอยู่ที่สถานบันเทิงและดื่มสุราต่อพร้อมพูดคุยกับจำเลยและนางสาว ส. จากพยานหลักฐานที่ศาลรับฟังได้ ปรากฏว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ร่วมมีอาการเมาสุราอย่างหนักจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จำเลยจึงประคองตัวโจทก์ร่วมออกจากสถานบันเทิง โดยมีนางสาว ส. ช่วยพยุง และนำตัวโจทก์ร่วมขึ้นรถรับจ้างสาธารณะเดินทางไปยังบ้านของจำเลย ในเวลาใกล้เคียงกันนั้น นางสาว ฉ. ได้กลับมาที่สถานบันเทิงอีกครั้ง แต่ไม่พบตัวโจทก์ร่วม จึงเกิดความเป็นห่วงและแจ้งให้คนรักรวมทั้งบิดามารดาของโจทก์ร่วมทราบ ก่อนเข้าแจ้งความคนหายต่อเจ้าพนักงานตำรวจในพื้นที่ ภายหลังจากเดินทางถึงบ้านจำเลย โจทก์ร่วมยังคงอยู่ในสภาพมึนเมาอย่างรุนแรงและไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ต่อมาจำเลยได้ร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมหนึ่งครั้งจนสำเร็จความใคร่ โดยมีการหลั่งน้ำอสุจิภายในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมเริ่มรู้สึกตัวขึ้นบางส่วน จำเลยได้พยายามกระทำทางเพศกับโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มจากการกอด เล้าโลม และลูบไล้ร่างกายของโจทก์ร่วม จากนั้นใช้นิ้วมือสอดเข้าไปภายในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และพยายามใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในเหตุการณ์ครั้งหลังนี้โจทก์ร่วมเริ่มมีสติรับรู้เหตุการณ์มากขึ้น จึงพยายามขัดขืน ผลักไส ร้องห้าม และร้องไห้ตลอดเวลา ทำให้จำเลยไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปได้สำเร็จ และในที่สุดจำเลยได้ยุติการกระทำดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยได้มอบเงินให้โจทก์ร่วมเพื่อนำไปชำระค่าโดยสารรถรับจ้างสาธารณะ แล้วเดินไปส่งโจทก์ร่วมที่บริเวณปากซอย ก่อนให้โจทก์ร่วมเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จากนั้นจำเลยได้ติดต่อแจ้งนางสาว ฉ. เพื่อให้ไปรับตัวโจทก์ร่วม เมื่อนางสาว ฉ. และนาย จ. ไปพบโจทก์ร่วมที่ห้างสรรพสินค้า พบว่าโจทก์ร่วมมีอาการซึม อ่อนแรง คลื่นไส้ และไม่สามารถพูดคุยได้ตามปกติ เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำตัวโจทก์ร่วมเข้ารับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ ผลการตรวจร่างกายพบอสุจิบริเวณปากช่องคลอดและภายในช่องคลอดของโจทก์ร่วม นอกจากนี้ยังพบสารในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนซึ่งเป็นยานอนหลับ และพบสารในกลุ่มเอสชิตาโลแพรมซึ่งเป็นยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาภาวะซึมเศร้าอยู่ในเลือดของโจทก์ร่วมด้วย เมื่อมีการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์และเปรียบเทียบสารพันธุกรรมจากน้ำอสุจิที่ตรวจพบกับสารพันธุกรรมของจำเลย ผลการตรวจปรากฏว่าดีเอ็นเอในน้ำอสุจิตรงกับดีเอ็นเอของจำเลย อันเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมในคืนเกิดเหตุ ภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา กระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ และพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมสมัครใจมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย ข้อพิพาทสำคัญที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนพิจารณาจึงอยู่ที่ว่า โจทก์ร่วมอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือไม่ การร่วมประเวณีครั้งแรกเกิดขึ้นโดยความยินยอมหรือไม่ การพาโจทก์ร่วมไปยังบ้านจำเลยเป็นการพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ และการกระทำในครั้งหลังที่จำเลยใช้นิ้วล่วงล้ำอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและพยายามร่วมประเวณีอีกครั้งนั้น จะถือเป็นความผิดแยกต่างหากหรือเป็นเพียงการกระทำต่อเนื่องจากเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลทั้งสามชั้นต้องนำมาวินิจฉัยต่อไป คำวินิจฉัยของศาลฎีกา คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทสำคัญหลายประเด็น โดยเริ่มจากการพิจารณาฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารก่อน จากนั้นจึงวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับประเด็นความสมัครใจของโจทก์ร่วม และสุดท้ายจึงวินิจฉัยปัญหาเรื่องการนับกรรมความผิดและการลงโทษ 1. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ การที่จำเลยพาโจทก์ร่วมออกจากสถานบันเทิงไปยังบ้านของจำเลยนั้น เป็นความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า แม้จะพบสารในกลุ่มยานอนหลับอยู่ในร่างกายของโจทก์ร่วม และแพทย์ผู้ตรวจร่างกายจะให้ความเห็นว่ายาดังกล่าวอาจทำให้ง่วงซึม หลับ และเกิดอาการมึนงงได้ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ตาม แต่คดีไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้นำยาไปผสมในสุราหรือเป็นผู้ให้โจทก์ร่วมรับประทานยา ในทางตรงกันข้าม ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ดื่มสุราโดยสมัครใจเอง และโจทก์ร่วมยอมรับว่าตนเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ได้รับยาจากแพทย์ให้รับประทานเป็นประจำ รวมทั้งยังเคยได้รับคำเตือนจากแพทย์ไม่ให้รับประทานยาร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาจากพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุซึ่งพบว่าโจทก์ร่วมและจำเลยได้พบกันภายในสถานบันเทิง มีการพูดคุย ดื่มสุรา เต้นรำ และแลกเปลี่ยนข้อมูลติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยใช้กำลัง ข่มขู่ หลอกลวง หรือใช้อุบายใด ๆ เพื่อบังคับให้โจทก์ร่วมไปกับตน ศาลเห็นว่าการที่จำเลยพาโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในอาการเมาสุราไปยังบ้านของจำเลยเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าจำเลยมีเจตนาวางแผนพาไปเพื่อกระทำอนาจารหรือข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่ต้น อีกทั้งหากจำเลยมีเจตนาดังกล่าวตั้งแต่แรก ก็น่าจะเลือกสถานที่อื่นที่ปกปิดตัวตนมากกว่าการพาไปยังบ้านพักของตนเอง ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในประเด็นนี้ 2. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมไม่ได้สมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมสมัครใจมีเพศสัมพันธ์กับตน และเป็นฝ่ายเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางเพศก่อน ศาลฎีกาได้พิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดโดยละเอียด และเห็นว่าคำกล่าวอ้างของจำเลยไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี ศาลพิเคราะห์ว่า หากโจทก์ร่วมมีความสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยจริง ดังที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อนและมีความพึงพอใจทางเพศต่อจำเลย การที่จำเลยพยายามมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ร่วมอีกครั้งในภายหลัง ย่อมไม่น่าจะได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากโจทก์ร่วม แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับเป็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมเริ่มรู้สึกตัวขึ้น โจทก์ร่วมได้แสดงอาการขัดขืนอย่างชัดเจน ทั้งผลักไส ร้องห้าม ร้องไห้ และพยายามป้องกันไม่ให้จำเลยใช้นิ้วล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือสอดใส่อวัยวะเพศอีกครั้ง ศาลเห็นว่าอาการดังกล่าวเป็นลักษณะของบุคคลที่กำลังหวาดกลัวและพยายามหลีกเลี่ยงอันตราย มิใช่ลักษณะของบุคคลที่เคยสมัครใจมีเพศสัมพันธ์กับอีกฝ่ายหนึ่งก่อนหน้านั้น นอกจากนี้ ศาลยังให้ความสำคัญกับพฤติการณ์อื่นประกอบ ได้แก่ โจทก์ร่วมไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงออกจากสถานบันเทิงจนถึงช่วงที่ตื่นขึ้นในบ้านจำเลยได้ โจทก์ร่วมลืมตุ้มหูไว้ที่บ้านจำเลย แสดงถึงการออกจากบ้านจำเลยอย่างเร่งรีบ เมื่อพบตัวโจทก์ร่วมภายหลังเกิดเหตุ โจทก์ร่วมมีอาการซึม คลื่นไส้ อ่อนแรง และไม่สามารถสื่อสารได้ตามปกติ โจทก์ร่วมให้การกับเจ้าพนักงานตำรวจทันทีว่าไม่รู้สึกตัวในขณะถูกจำเลยร่วมประเวณี พยานบุคคลที่ติดต่อกับโจทก์ร่วมทางโทรศัพท์ในช่วงเกิดเหตุยังได้ยินเสียงจำเลยคอยกำกับคำตอบของโจทก์ร่วม และมีพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยพยายามปกปิดสถานที่อยู่ของตน เมื่อพิจารณาร่วมกับผลการตรวจทางการแพทย์ที่พบสารในกลุ่มยานอนหลับและยารักษาโรคซึมเศร้าในร่างกายของโจทก์ร่วม รวมทั้งสภาพการเมาสุราอย่างหนักของโจทก์ร่วม ศาลจึงรับฟังได้ว่า ในขณะที่จำเลยร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมครั้งแรกนั้น โจทก์ร่วมอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ดังนั้น การร่วมประเวณีดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ไม่ใช่การร่วมประเวณีโดยความสมัครใจ 3. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำทั้งสองครั้งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ประเด็นสำคัญทางกฎหมายอีกประการหนึ่งคือ การที่จำเลยร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมครั้งแรกจนสำเร็จความใคร่ แล้วต่อมาหลังจากโจทก์ร่วมเริ่มรู้สึกตัว จำเลยยังใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและพยายามร่วมประเวณีอีกครั้งหนึ่งนั้น จะถือเป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2561 ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ภายใต้กฎหมายเดิม แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดทางเพศ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้กำหนดนิยามของคำว่า “กระทำชำเรา” ไว้อย่างชัดเจนว่า หมายถึงการใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ผลจากการแก้ไขดังกล่าวทำให้การใช้นิ้วมือซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่น ไม่ถือเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกต่อไป แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำในครั้งหลังที่จำเลยใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดแล้ว ศาลเห็นว่าการกระทำครั้งหลังดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์เดียวกัน และยังคงอยู่ภายใต้เจตนาเดียวกันกับการข่มขืนกระทำชำเราในครั้งแรก จำเลยยังคงอยู่ในสถานที่เดียวกัน อยู่ใกล้กับตัวโจทก์ร่วม และพยายามกระทำการทางเพศต่อเนื่องทันทีหลังจากโจทก์ร่วมเริ่มรู้สึกตัว ดังนั้น การกระทำทั้งสองช่วงจึงมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด เป็นการกระทำต่อเนื่องภายใต้เจตนาเดียว มิใช่ความผิดที่แยกขาดจากกันเป็นคนละเหตุการณ์ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า การกระทำทั้งหมดเป็นเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว 4. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก ประเด็นสุดท้ายที่จำเลยฎีกาคือ ขอให้ศาลลดโทษและรอการลงโทษจำคุก โดยอ้างว่าตนไม่เคยกระทำผิดมาก่อน มีการศึกษาและหน้าที่การงานที่มั่นคง รวมทั้งเคยประกอบคุณงามความดี ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษอย่างเหมาะสมแล้ว โดยกำหนดโทษจำคุก 6 ปี และลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงเหลือจำคุก 4 ปี ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิต ชื่อเสียง เกียรติยศ และสภาพจิตใจของผู้เสียหายอย่างมาก อีกทั้งยังส่งผลต่อบุคคลในครอบครัวของผู้เสียหายด้วย การที่จำเลยมีการศึกษาและมีหน้าที่การงานมั่นคง กลับยิ่งเป็นเหตุที่ควรตระหนักถึงผลของการกระทำก่อนก่อเหตุ มิใช่นำมาใช้เป็นเหตุลดความร้ายแรงของความผิดภายหลัง แม้จำเลยจะไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะความร้ายแรงของการกระทำแล้ว ศาลเห็นว่ายังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ทุกประการ 3. วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนววินิจฉัยของศาลฎีกา คดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดทางเพศภายหลังการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2562 โดยศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ทั้งในเรื่องสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ความหมายของการกระทำชำเรา การกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ และหลักการนับกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 91 1. หลักกฎหมายเรื่องผู้เสียหายอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ประเด็นสำคัญที่สุดประการแรกของคดีนี้ คือ การวินิจฉัยว่าผู้เสียหายอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือไม่ ศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายดื่มสุราเท่านั้น แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการเมาสุราอย่างหนัก การสูญเสียความสามารถในการจดจำเหตุการณ์ การต้องได้รับการประคองตัวออกจากสถานบันเทิง การพบสารยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีนและสารกลุ่มเอสชิตาโลแพรมในร่างกาย ตลอดจนสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสียหายภายหลังเกิดเหตุ ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่ถูกนำตัวไปยังบ้านของจำเลยได้ และไม่สามารถรับรู้หรือควบคุมสถานการณ์รอบตัวได้ตามปกติ หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคำพิพากษานี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การที่ผู้เสียหายจะอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้นั้น ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นหมดสติอย่างสมบูรณ์ หากแต่เพียงอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้เจตจำนงอย่างอิสระในการยินยอมหรือปฏิเสธการกระทำทางเพศได้ ก็อาจถือว่าอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้ว ศาลจึงรับฟังว่าขณะเกิดการร่วมประเวณีครั้งแรก ผู้เสียหายอยู่ในสภาวะดังกล่าว และการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา 2. หลักกฎหมายเรื่องความสมัครใจในการร่วมประเวณี จำเลยต่อสู้ว่าผู้เสียหายสมัครใจร่วมประเวณี และเป็นฝ่ายเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางเพศก่อน ศาลฎีกาไม่รับฟังคำกล่าวอ้างดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าพฤติการณ์ภายหลังเกิดเหตุขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของจำเลยอย่างชัดเจน ศาลพิจารณาว่า เมื่อผู้เสียหายเริ่มรู้สึกตัวและจำเลยพยายามกระทำทางเพศอีกครั้ง ผู้เสียหายได้แสดงอาการขัดขืนอย่างรุนแรง ทั้งผลักไส ร้องห้าม ดิ้นรน และร้องไห้ หากผู้เสียหายมีความสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้าง พฤติการณ์การขัดขืนอย่างรุนแรงเช่นนี้ย่อมไม่สอดคล้องกับพฤติการณ์ของบุคคลที่มีความสมัครใจหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศโดยความยินยอม คำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่าศาลมิได้พิจารณาความสมัครใจจากเหตุการณ์เพียงช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่จะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมทั้งหมดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และภายหลังเกิดเหตุประกอบกัน 3. หลักกฎหมายเรื่องความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร แม้ท้ายที่สุดศาลจะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา แต่ศาลกลับไม่รับฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร เหตุผลสำคัญคือ พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ขณะจำเลยพาผู้เสียหายออกจากสถานบันเทิงนั้น จำเลยมีเจตนาพาผู้เสียหายไปเพื่อกระทำอนาจารหรือข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่ต้น ศาลเห็นว่า จำเลยกับผู้เสียหายเพิ่งพบกันในสถานบันเทิง มีการดื่มสุรา พูดคุย และเต้นรำร่วมกัน อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าจำเลยใช้กำลัง ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือใช้อุบายใด ๆ บังคับให้ผู้เสียหายไปด้วย คำพิพากษานี้จึงสะท้อนหลักสำคัญในคดีอาญาว่า แม้จะเกิดความผิดภายหลัง แต่หากไม่สามารถพิสูจน์เจตนาของจำเลยในขณะเริ่มต้นการกระทำได้โดยปราศจากข้อสงสัย ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหานั้นได้ 4. หลักกฎหมายเรื่องการแก้ไขนิยามคำว่า “กระทำชำเรา” คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงวิชาการ เนื่องจากศาลฎีกาได้อธิบายผลของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2562 อย่างชัดเจน ก่อนการแก้ไขกฎหมาย การใช้นิ้วหรืออวัยวะอื่นล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นอาจถูกตีความว่าเป็นการข่มขืนกระทำชำเราได้ แต่ภายหลังการแก้ไขกฎหมาย ได้กำหนดนิยามของคำว่า “กระทำชำเรา” ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นเท่านั้น ผลของการแก้ไขดังกล่าวทำให้การใช้นิ้วมือหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่น ไม่ถือเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกต่อไป การกระทำลักษณะดังกล่าวจึงกลายเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้ในการวินิจฉัยฐานความผิดตามหลักกฎหมายอาญา 5. หลักกฎหมายเรื่องกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท อีกประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ การกระทำของจำเลยเป็นหลายกรรมหรือกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท โจทก์เห็นว่าการร่วมประเวณีครั้งแรกและการใช้นิ้วล่วงล้ำอวัยวะเพศในครั้งหลังเป็นการกระทำคนละกรรม จึงควรลงโทษแยกต่างหาก แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อเนื่องกันในสถานที่เดียวกัน ภายในช่วงเวลาเดียวกัน และอยู่ภายใต้เจตนาทางเพศเดียวกัน หลังจากร่วมประเวณีสำเร็จแล้ว จำเลยยังคงอยู่ใกล้ผู้เสียหาย และเมื่อผู้เสียหายเริ่มรู้สึกตัว จำเลยก็พยายามกระทำทางเพศต่อทันที การกระทำทั้งสองส่วนจึงมิได้แยกขาดจากกันอย่างชัดเจน แต่เป็นการดำเนินต่อเนื่องภายใต้เจตนาเดียวกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 และให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว 6. หลักกฎหมายเรื่องการรอการลงโทษ แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำผิดมาก่อน มีการศึกษา มีงานทำ และมีประวัติส่วนตัวที่ดี แต่ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก ศาลให้ความสำคัญกับลักษณะความร้ายแรงของความผิดเป็นอันดับแรก โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อศักดิ์ศรี ชื่อเสียง สภาพจิตใจ และอนาคตของผู้เสียหาย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียหายด้วย คำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า ในคดีความผิดทางเพศที่มีลักษณะร้ายแรง แม้จำเลยจะมีประวัติดีหรือไม่เคยต้องโทษมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการรอการลงโทษโดยอัตโนมัติ ศาลยังคงต้องพิจารณาความร้ายแรงของการกระทำและผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) มาตรา 278 วรรคแรก และวรรคสอง และมาตรา 284 วรรคแรก โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 ศาลเห็นว่าการข่มขืนกระทำชำเราและการพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ส่วนการกระทำอนาจารและการใช้อวัยวะอื่นล่วงล้ำอวัยวะเพศเป็นอีกกรรมหนึ่ง ศาลกำหนดโทษจำคุกรวม 12 ปี ก่อนลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยเห็นว่าการกระทำทั้งหมดของจำเลยเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายใต้เหตุการณ์เดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกันตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เมื่อแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) เพียงบทเดียวตามมาตรา 90 กำหนดโทษจำคุก 6 ปี และลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ส่วนข้อหาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารให้ยกฟ้อง 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ทุกประการ โดยรับฟังว่าขณะเกิดการร่วมประเวณีครั้งแรก ผู้เสียหายอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จากอาการเมาสุราและสภาพร่างกายที่ผิดปกติ จึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ส่วนการใช้นิ้วล่วงล้ำอวัยวะเพศและพยายามร่วมประเวณีอีกครั้งภายหลัง เป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมและเกี่ยวพันกับเหตุการณ์เดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 อีกทั้งพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตั้งแต่ต้น จึงยกฟ้องข้อหาดังกล่าว และเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลย 4 ปี สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายอาญาว่า การพิจารณาความยินยอมในความสัมพันธ์ทางเพศมิได้พิจารณาเพียงคำกล่าวอ้างของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมทั้งหมด ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และภายหลังเกิดเหตุ ประกอบกับพยานแวดล้อม พยานบุคคล พยานทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานทางการแพทย์อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ คดียังยืนยันหลักการสำคัญว่าบุคคลซึ่งอยู่ในสภาวะไม่สามารถใช้เจตจำนงได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเกิดจากความมึนเมา ความหมดสติ หรือสภาพร่างกายที่ไม่สามารถต่อต้านได้ ย่อมไม่อาจถือว่ามีความยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมายต่อการกระทำทางเพศได้ การร่วมประเวณีกับบุคคลดังกล่าวจึงอาจเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราได้แม้จะไม่ปรากฏการใช้กำลังประทุษร้ายโดยตรงก็ตาม อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความกฎหมายอาญาตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ โดยภายหลังการแก้ไขกฎหมายอาญา พ.ศ. 2562 การใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้อื่น ไม่ถือเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกต่อไป แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดฐานความผิดและบทกำหนดโทษ คดียังเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้หลักกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยศาลพิจารณาจากความต่อเนื่องของพฤติการณ์ ความเชื่อมโยงของการกระทำ และเจตนาร่วมของผู้กระทำ มากกว่าการพิจารณาเพียงจำนวนการกระทำที่เกิดขึ้นในเชิงกายภาพ ทั้งนี้เพื่อให้การลงโทษสอดคล้องกับสภาพความผิดที่แท้จริงตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายซึ่งอยู่ในสภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ และต่อมามีการใช้นิ้วล่วงล้ำอวัยวะเพศพร้อมพยายามร่วมประเวณีอีกครั้ง จะถือเป็นหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 หรือเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 รวมทั้งการตีความผลของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “กระทำชำเรา” สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การข่มขืนกระทำชำเราครั้งแรกและการใช้นิ้วล่วงล้ำอวัยวะเพศพร้อมพยายามร่วมประเวณีอีกครั้ง เกิดขึ้นต่อเนื่องกันภายใต้เจตนาเดียวกัน ในสถานที่เดียวกัน และภายในเหตุการณ์เดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 มิใช่หลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 2. สภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ศาลรับฟังว่าผู้เสียหายมีอาการเมาสุราอย่างหนัก ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ได้ และมีสารบางชนิดอยู่ในร่างกาย จนไม่สามารถใช้เจตจำนงได้อย่างอิสระในขณะเกิดการร่วมประเวณีครั้งแรก จึงถือว่าอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ทำให้การร่วมประเวณีดังกล่าวเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา แม้จะไม่ปรากฏการใช้กำลังประทุษร้ายโดยตรงก็ตาม อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ คดีนี้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายอาญาหลายบทบัญญัติ ทั้งในส่วนของนิยามความหมายของการกระทำชำเรา หลักการนับกรรมความผิด และองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำราและการกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ซึ่งศาลฎีกาได้นำมาวินิจฉัยประกอบกันเพื่อกำหนดฐานความผิดและการลงโทษจำเลย 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18) มาตรา 1 (18) ถูกเพิ่มขึ้นโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 โดยกำหนดนิยามของคำว่า “กระทำชำเรา” ไว้อย่างชัดเจนว่า หมายถึงการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ก่อนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว แนวการตีความความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรามีขอบเขตกว้างกว่าปัจจุบัน และอาจรวมถึงการใช้อวัยวะอื่นหรือวัตถุอื่นล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ แต่เมื่อมีการบัญญัตินิยามใหม่ขึ้นอย่างชัดแจ้งแล้ว การที่จะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราจะต้องมีการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำร่างกายของผู้เสียหายตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ผลสำคัญของการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวคือ การใช้นิ้วมือหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่น ไม่ถือเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกต่อไป แต่จะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามมาตรา 278 แทน ในคดีนี้ ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายภายหลังการร่วมประเวณีครั้งแรก ไม่ใช่ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกต่อไป แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มาตรา 90 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยหลัก “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ หากการกระทำเพียงครั้งเดียวหรือเป็นการกระทำที่มีความต่อเนื่องกันภายใต้เจตนาเดียว แต่การกระทำนั้นเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมายหลายบทพร้อมกัน ศาลจะลงโทษเพียงบทที่มีโทษหนักที่สุดบทเดียว เจตนารมณ์ของกฎหมายมีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษซ้ำซ้อนจากการกระทำที่แท้จริงแล้วเป็นเหตุการณ์เดียวกัน การพิจารณาว่าเป็นกรรมเดียวหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความต่อเนื่องของพฤติการณ์ ช่วงเวลาของการกระทำ สถานที่เกิดเหตุ วัตถุประสงค์ของผู้กระทำ ความเชื่อมโยงของเจตนา ในคดีนี้ แม้จำเลยจะร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ไปแล้ว และต่อมามีการใช้นิ้วล่วงล้ำอวัยวะเพศพร้อมพยายามร่วมประเวณีอีกครั้ง แต่ศาลเห็นว่าการกระทำทั้งหมดเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกัน ภายในเหตุการณ์เดียวกัน และอยู่ภายใต้เจตนาทางเพศเดียวกัน ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 และให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว 3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาตรา 91 เป็นบทบัญญัติว่าด้วย “หลายกรรมต่างกัน” หลักการสำคัญคือ หากผู้กระทำได้กระทำความผิดหลายครั้ง หลายเหตุการณ์ หรือหลายการกระทำที่แยกจากกันโดยเด็ดขาด แต่ละครั้งถือเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ศาลต้องลงโทษทุกกรรม และนำโทษมารวมกันตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การจะถือว่าเป็นหลายกรรมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าแต่ละการกระทำมีความเป็นอิสระจากกันหรือไม่ มีการสิ้นสุดการกระทำเดิมแล้วเริ่มการกระทำใหม่หรือไม่ และมีเจตนาใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า การร่วมประเวณีครั้งแรกกับการใช้นิ้วล่วงล้ำอวัยวะเพศภายหลังเป็นคนละกรรม จึงใช้มาตรา 91 ลงโทษแยกกระทง แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเห็นต่าง โดยเห็นว่าการกระทำทั้งหมดเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดียวกัน จึงไม่ใช่หลายกรรมตามมาตรา 91 แต่เป็นกรรมเดียวตามมาตรา 90 คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการแยกความแตกต่างระหว่างมาตรา 90 และมาตรา 91 ในทางปฏิบัติ 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ กำหนดความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้คือ การร่วมประเวณีกับบุคคลโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยขู่เข็ญ หรือโดยอาศัยสภาวะที่ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้ ในคดีนี้ ประเด็นสำคัญมิใช่เรื่องการใช้กำลังประทุษร้าย แต่เป็นเรื่องสภาวะของผู้เสียหาย ศาลฎีการับฟังว่า ผู้เสียหายมีอาการเมาสุราอย่างหนัก ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ได้ และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถใช้เจตจำนงได้อย่างเป็นอิสระในขณะเกิดการร่วมประเวณีครั้งแรก เมื่อผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้ การที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) หลักสำคัญที่ปรากฏจากคดีนี้คือ การข่มขืนกระทำชำเราไม่จำเป็นต้องมีการใช้กำลังประทุษร้ายเสมอไป หากพิสูจน์ได้ว่าผู้เสียหายอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ผู้กระทำก็อาจมีความผิดตามมาตราดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน 5. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 มาตรา 278 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานกระทำอนาจาร ภายหลังการแก้ไขกฎหมาย พ.ศ. 2562 ได้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับ “การกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ” ขึ้นโดยเฉพาะ สาระสำคัญคือ หากผู้กระทำใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศ ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอื่น ผู้กระทำย่อมมีความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ เจตนารมณ์ของกฎหมายคือ การคุ้มครองเสรีภาพทางเพศและความปลอดภัยในร่างกายของบุคคล แม้การกระทำนั้นจะไม่ถึงขั้นเป็นการใช้อวัยวะเพศกระทำชำเราก็ตาม ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายภายหลังจากการร่วมประเวณีครั้งแรก เป็นการใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้เสียหายโดยตรง ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 278 ว่าด้วยการกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการข่มขืนกระทำชำเราครั้งแรก และเกี่ยวพันกับเจตนาเดียวกัน ศาลจึงนำหลักกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 มาใช้ และลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้เสียหายที่เมาสุราอย่างหนักจะถือว่าอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เสมอไปหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นว่าบุคคลที่เมาสุราทุกคนจะถือว่าอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามกฎหมาย ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เป็นรายกรณีว่าผู้เสียหายยังมีสติสัมปชัญญะเพียงพอที่จะรับรู้สถานการณ์และสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้หรือไม่ ในคดีนี้ศาลฎีการับฟังว่าผู้เสียหายมีอาการเมาสุราอย่างหนักจนต้องมีผู้ประคองตัวออกจากสถานบันเทิง ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ในช่วงสำคัญได้ และภายหลังเกิดเหตุยังมีอาการซึม มึนงง อ่อนแรง และคลื่นไส้ ประกอบกับผลการตรวจร่างกายพบสารบางชนิดในร่างกาย จึงทำให้ศาลเชื่อว่าขณะเกิดการร่วมประเวณีครั้งแรกผู้เสียหายไม่สามารถใช้เจตจำนงได้อย่างอิสระและไม่สามารถขัดขืนได้ตามปกติ การพิจารณาจึงมิได้อาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่ามีการดื่มสุราเท่านั้น แต่เป็นการประเมินสภาพร่างกาย จิตใจ และความสามารถในการรับรู้เหตุการณ์โดยรวมทั้งหมดร่วมกัน 2 คำถาม หากไม่มีการใช้กำลังประทุษร้ายโดยตรงจะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราได้หรือไม่ คำตอบ ได้ เพราะกฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องมีการใช้กำลังประทุษร้ายทุกกรณีจึงจะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา หากปรากฏว่าผู้เสียหายอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ผู้กระทำย่อมอาจมีความผิดได้เช่นเดียวกัน คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสภาพของผู้เสียหายเป็นสำคัญ โดยรับฟังว่าขณะเกิดการร่วมประเวณีครั้งแรกผู้เสียหายมีอาการเมาสุราอย่างหนัก ไม่สามารถรับรู้หรือจดจำเหตุการณ์ได้ตามปกติ จึงไม่อาจใช้สิทธิในการยินยอมหรือปฏิเสธการกระทำทางเพศได้อย่างแท้จริง แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายอย่างรุนแรงในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อผู้เสียหายไม่อยู่ในสภาพที่จะตัดสินใจหรือขัดขืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การร่วมประเวณีดังกล่าวจึงยังคงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย 3 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับฟังว่าผู้เสียหายสมัครใจมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดในคดีแล้วเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยเฉพาะเหตุการณ์ภายหลังที่ผู้เสียหายเริ่มรู้สึกตัวและจำเลยพยายามกระทำทางเพศอีกครั้ง ผู้เสียหายได้แสดงอาการขัดขืนอย่างชัดเจน ทั้งการร้องห้าม ผลักไส ดิ้นรน และร้องไห้จนจำเลยต้องยุติการกระทำ ศาลเห็นว่าหากผู้เสียหายมีความสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะต่อต้านอย่างรุนแรงในลักษณะดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน เช่น อาการซึมและอ่อนแรงของผู้เสียหายภายหลังเกิดเหตุ การให้การว่าจำเหตุการณ์ไม่ได้ และผลการตรวจทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายในวันเกิดเหตุ เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว ศาลจึงเชื่อว่าผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมต่อการร่วมประเวณีครั้งแรกและตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ 4 คำถาม การพาผู้เสียหายออกจากสถานบันเทิงไปยังบ้านของจำเลยถือเป็นความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป เพราะกฎหมายกำหนดให้ต้องพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำมีเจตนาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตั้งแต่ขณะเริ่มต้นการกระทำ ในคดีนี้แม้ภายหลังจะปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดทางเพศต่อผู้เสียหาย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าขณะที่จำเลยพาผู้เสียหายออกจากสถานบันเทิงนั้น จำเลยมีเจตนาพาไปเพื่อกระทำอนาจารหรือข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่แรก ศาลพิจารณาว่าทั้งสองฝ่ายได้พูดคุย ดื่มสุรา และเต้นรำร่วมกันมาก่อน อีกทั้งไม่ปรากฏการใช้กำลัง ขู่เข็ญ หรือหลอกลวงให้ผู้เสียหายไปด้วย การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังบ้านพักของตนเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปถึงเจตนาในความผิดดังกล่าวได้ เมื่อยังมีข้อสงสัยตามสมควร ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและยกฟ้องในข้อหานี้ 5 คำถาม การใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายยังถือเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอยู่หรือไม่ คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายอาญาภายหลังการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความผิดทางเพศ เนื่องจากศาลฎีกาได้อธิบายว่า ภายหลังการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2562 กฎหมายได้กำหนดนิยามของคำว่า “กระทำชำเรา” ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นเท่านั้น ดังนั้นการใช้นิ้วมือหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศจึงไม่ถือเป็นการกระทำชำเราอีกต่อไป ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายภายหลังการร่วมประเวณีครั้งแรก เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ มิใช่ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเช่นที่เคยมีการตีความในอดีต การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจึงมีผลโดยตรงต่อการกำหนดฐานความผิดและบทกำหนดโทษในคดีความผิดทางเพศ 6 คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าการร่วมประเวณีครั้งแรกกับการล่วงล้ำทางเพศครั้งหลังเป็นกรรมเดียวกัน คำตอบ แม้ในข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้ว และต่อมาภายหลังยังได้ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายพร้อมพยายามร่วมประเวณีอีกครั้ง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อเนื่องกันในสถานที่เดียวกัน ภายในช่วงเวลาเดียวกัน และอยู่ภายใต้เจตนาทางเพศเดียวกัน การกระทำครั้งหลังมิได้เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์แรกสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาดหรือมีการเริ่มต้นเจตนาใหม่อย่างอิสระ แต่เป็นการสืบเนื่องต่อจากการกระทำครั้งแรกโดยตรง ศาลจึงพิจารณาจากลักษณะความเชื่อมโยงของเหตุการณ์มากกว่าจำนวนการกระทำทางกายภาพที่เกิดขึ้น และวินิจฉัยว่าการกระทำทั้งหมดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 ไม่ใช่หลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ส่งผลให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว หลักการดังกล่าวเป็นแนวสำคัญในการพิจารณาคดีอาญาที่มีการกระทำหลายลักษณะภายในเหตุการณ์เดียวกัน 7 คำถาม ผู้กระทำความผิดที่ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อนจะได้รับการรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ คำตอบ การที่จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนหรือไม่เคยต้องโทษจำคุก มิได้หมายความว่าศาลจะต้องรอการลงโทษจำคุกให้เสมอไป เพราะศาลยังต้องพิจารณาถึงลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำความผิด รวมทั้งผลกระทบที่เกิดแก่ผู้เสียหายและสังคมโดยรวมด้วย ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าตนมีการศึกษา มีหน้าที่การงานมั่นคง และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำความผิดในคดีนี้เป็นความผิดร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรี ชื่อเสียง สภาพจิตใจ และวิถีชีวิตของผู้เสียหายในอนาคต อีกทั้งยังกระทบต่อบุคคลในครอบครัวของผู้เสียหายอย่างมาก ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิทรอการลงโทษจำคุก แม้จำเลยจะมีประวัติดีมาก่อนก็ตาม คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าความร้ายแรงของการกระทำเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลใช้ประกอบการพิจารณาเรื่องการรอการลงโทษ 8 คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนากฎหมายความผิดทางเพศอย่างไร คำตอบ คดีนี้ถือเป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญอย่างยิ่งในเรื่องความผิดทางเพศ เนื่องจากศาลฎีกาได้อธิบายและนำบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เกี่ยวกับความหมายของการกระทำชำเรามาใช้วินิจฉัยอย่างชัดเจน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าผู้เสียหายอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือไม่ นอกจากนี้ศาลยังได้วางหลักเกี่ยวกับการแยกความแตกต่างระหว่างความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ รวมถึงหลักการพิจารณาว่าการกระทำหลายลักษณะที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายใต้เจตนาเดียวกันควรถือเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ คดีนี้จึงมีคุณค่าอย่างมากต่อการศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศ โดยเฉพาะการตีความกฎหมายภายหลังการแก้ไขบทบัญญัติใหม่ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดฐานความผิด การนับกรรม และการลงโทษในคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2568 การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้องข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงในโจทก์ร่วมแล้วใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม และพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จอันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมเกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรกตามฟ้องข้อ 1.1 การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 278, 284 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 278 วรรคแรก และวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 284 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราและฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารและฐานกระทำอนาจารโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา คงจำคุก 4 ปี ฐานกระทำอนาจารโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น คงจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 278 วรรคแรก และวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นาย จ. และนางสาว ฉ. ไปเที่ยวที่สถานบันเทิง ม. และมีการดื่มสุรากันด้วย ก่อนที่จะเข้าไปที่สถานบันเทิง ม. โจทก์ร่วมและนาย จ ไปเปิดที่พัก ห. โฮสเทลซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับสถานบันเทิง ม. ของนางสาว ฉ.สำหรับพักค้างในคืนดังกล่าวและนำของใช้ส่วนตัวไปเก็บไว้ในห้องพักก่อนแล้ว คงมีเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่และบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้นที่นำติดตัวไป ระหว่างดื่มสุราที่สถานบันเทิง ม. โจทก์ร่วมพบจำเลยและนางสาว ส. ซึ่งโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักมาก่อน มาเที่ยวและดื่มสุราอยู่บริเวณเดียวกัน ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมได้พูดคุยกับบุคคลทั้งสองและร่วมเต้นรำกันบ้าง จำเลยยังขอเป็นเพื่อนกับโจทก์ร่วมทางแอปพลิเคชันไลน์ ช่วงดึกโจทก์ร่วมกับพวกเมาสุรามากโดยเฉพาะนาย จ. โจทก์ร่วมจึงฝากโทรศัพท์เคลื่อนที่และบัตรประจำตัวประชาชนไว้กับนางสาว ฉ. นางสาว ฉ. และโจทก์ร่วมเห็นนาย จ. มีอาการเมาสุรามากและมีอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้ นางสาว ฉ. จึงไปส่งนาย จ.ที่ ห. โฮสเทลก่อน โจทก์ร่วมยังคงดื่มสุราและพูดคุยอยู่กับจำเลยและนางสาว ส.ก่อนที่นางสาว ฉ. จะกลับมา จำเลยประคองตัวโจทก์ร่วมที่มีอาการเมาสุราอย่างหนักไม่สามารถจดจำอะไรได้โดยมีนางสาว ส. ช่วยพยุงไปขึ้นรถรับจ้างสาธารณะไปบ้านจำเลย ระหว่างโจทก์ร่วมเดินทางไปบ้านจำเลย นางสาว ฉ. กลับมาที่สถานบันเทิง ม. แต่ไม่พบตัวโจทก์ร่วมจึงแจ้งคนรักและบิดามารดาของโจทก์ร่วมและไปแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจในท้องที่ดังกล่าว ระหว่างอยู่ที่บ้านจำเลย จำเลยได้มีการร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วม 1 ครั้ง จนสำเร็จความใคร่ เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยพยายามที่จะร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมอีกครั้งโดยพยายามกอดและเล้าโลมโจทก์ร่วมและใช้นิ้วมือล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของโจทก์ร่วมเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศของโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมพยายามขัดขืนและร้องไห้ จนจำเลยล้มเลิกไม่ได้นำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยให้เงินโจทก์ร่วมเพื่อชำระราคารถรับจ้างสาธารณะและเดินเท้าไปส่งโจทก์ร่วมที่ปากซอยแล้วให้โจทก์ร่วมนั่งรถรับจ้างสาธารณะไปลงที่ห้างสรรพสินค้า ซ. จำเลยแจ้งให้นางสาว ฉ. ทราบเพื่อให้ไปรับตัวโจทก์ร่วม ต่อมาเมื่อตรวจร่างกายโจทก์ร่วมพบอสุจิบริเวณปากช่องคลอดและภายในช่องคลอด และพบยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน และยาคลายเคลียดกลุ่มเอสชิตาโลแพรมในเลือดของโจทก์ร่วม เมื่อเปรียบเทียบดีเอ็นเอในน้ำอสุจิปรากฏว่าตรงกับดีเอ็นเอของจำเลยตามรายงานความเห็นการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการแรกก่อนว่า จำเลยกระทำความผิดพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พบยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนในร่างกายโจทก์ร่วม ซึ่งนาย ว. แพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายโจทก์ร่วมเบิกความว่า ฤทธิ์ยาดังกล่าวจะทำให้เกิดการง่วงซึมและหลับไป และหากดื่มร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้หลับนานยิ่งขึ้น เมื่อตื่นขึ้นมาจะทำให้มีอาการมึนศีรษะ อันสอดคล้องกับอาการของโจทก์ร่วมขณะที่นางสาว ฉ. กับพวกไปพบโจทก์ร่วมครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้า ซ. ก็ตาม แต่การดื่มสุราของโจทก์ร่วมเป็นการดื่มโดยสมัครใจของโจทก์ร่วมเอง ไม่ปรากฏว่าจำเลยพยายามมอมเมาหรือมีส่วนในการเร่งเร้าให้โจทก์ร่วมดื่มสุราแต่อย่างใดไม่ ตัวยาที่พบในร่างกายโจทก์ร่วมนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้นำไปผสมกับสุราให้โจทก์ร่วมดื่มหรือเอาไปให้โจทก์ร่วมรับประทาน โจทก์ร่วมยังตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า โจทก์ร่วมเป็นโรคซึมเศร้ามานานแล้ว เคยไปพบแพทย์ แพทย์ให้ยามารับประทาน โจทก์ร่วมต้องรับประทานยาตลอดทุกวันทั้งในช่วงกลางวันและก่อนนอนวันละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งที่รับประทานเป็นยาคนละชนิดกัน และตอบโจทก์ถามติงว่า ยาที่รับประทานในช่วงกลางวันเป็นยาที่ใช้ปรับสารเคมีในสมองที่จะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และแพทย์ห้ามมิให้รับประทานยาทั้งสองชนิดร่วมกับชาหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนยาอีกชนิดหนึ่งที่รับประทานในช่วงกลางคืนเป็นยาที่ช่วยให้นอนหลับง่าย ปกติจะทานยาดังกล่าวในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา โจทก์ร่วมยืนยันว่าทานยาชนิดที่ 2 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ก่อนเกิดเหตุ 2 วัน จึงเป็นไปได้ที่นาย ว. แพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายโจทก์ร่วมจะยังพบสารประกอบของยาดังกล่าวในเลือดของโจทก์ร่วม เมื่อพิจารณาจากภาพในคลิปวิดีโอ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำด้วยการใด ๆ อันเป็นการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ให้โจทก์ร่วมไปกับจำเลย ทั้งในขณะนั้นจำเลยก็อยู่ในอาการเมาสุราเช่นเดียวกับโจทก์ร่วม จำเลยไม่ได้พบโจทก์ร่วมแล้วบังคับพาไปขึ้นรถรับจ้างสาธารณะไปบ้านจำเลยทันที จำเลยและโจทก์ร่วมพบกันในสถานบันเทิง ดื่มกินด้วยกัน พูดคุยกัน เต้นรำกัน สนุกสนานด้วยกัน แลกไอดีไลน์เพื่อสำหรับไว้ติดต่อกันในภายหลัง ไม่อาจหยั่งทราบได้ว่าจำเลยและโจทก์ร่วมคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนจะพึงพอใจอีกฝ่ายหนึ่งในทางชู้สาวจนมีความคิดในการที่จะมีเพศสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์ร่วมเมาจนมีอาการไม่ได้สติแล้ว จำเลยพาโจทก์ร่วมไปบ้านจำเลยเพียงเท่านี้จะสันนิษฐานว่าจำเลยวางแผนจะพาโจทก์ร่วมไปกระทำอนาจารหรือข่มขืนกระทำชำเรายังไม่ได้ ถ้าจำเลยประสงค์จะพาโจทก์ร่วมไปอนาจารหรือพาไปข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่แรกที่พาไป จำเลยน่าจะพาโจทก์ร่วมไปที่โรงแรมหรือสถานที่อื่นเพื่อปกปิดไม่ให้โจทก์ร่วมรู้จักบ้านจำเลย การที่จำเลยคิดจะร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังเมื่อโจทก์ร่วมสร่างจากอาการเมาแล้วก็อาจเป็นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเป็นห่วงว่าโจทก์ร่วมจะไม่ปลอดภัยแล้วพาไปที่ที่บ้านจำเลย ถ้าสถานการณ์ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยยังดีเหมือนเดิมจำเลยน่าจะต้องเป็นห่วงโจทก์ร่วมเช่นเดิมไม่น่าจะปล่อยให้โจทก์ร่วมกลับไปโดยรถรับจ้างสาธารณะแต่เพียงผู้เดียวทั้งที่ไม่มีทรัพย์สินหรือเงินติดตัว การที่โจทก์ร่วมลืมตุ้มหูไว้ที่บ้านจำเลยเป็นเหตุประการหนึ่งที่แสดงว่าโจทก์ร่วมออกจากบ้านจำเลยด้วยความรีบร้อน อันเป็นการแสดงว่าสัมพันธภาพระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยขณะที่โจทก์ร่วมออกจากบ้านจำเลยนั้นไม่น่าจะดีเช่นปกติ โจทก์ร่วมเบิกความว่าโจทก์ร่วมไม่รู้สึกตัวขณะมาที่บ้านจำเลย การที่จำเลยสามารถเรียกรถรับจ้างสาธารณะพาโจทก์ร่วมไปที่บ้านจำเลยได้ถูกต้อง ยิ่งจำเลยได้โทรศัพท์แจ้งนางสาว ก. น้องสาวเรื่องขอนำโจทก์ร่วมไปนอนที่บ้านพร้อมอธิบายให้เหตุผล ย่อมแสดงได้ว่าจำเลยแม้จะมีอาการเมาสุราแต่ยังมีสติสัมปชัญญะมากกว่าโจทก์ร่วม จำเลยรับว่าการร่วมประเวณีครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นหลังจากนางสาว ก. ออกไปทำงานแล้วและจำเลยลงจากบ้านชั้นสองมานอนข้างโจทก์ร่วมอันเป็นการยืนยันว่าขณะนั้นจำเลยหายเมาสุราแล้ว อาการของโจทก์ร่วมที่ทานยาแก้โรคซึมเศร้าเข้าไป และยังมีสารประกอบต่าง ๆ ของยาหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรืออาจจะมีบุคคลใดผสมยานอนหลับลงในสุราที่โจทก์ร่วมดื่ม และโจทก์ร่วมยังดื่มสุราเข้าไปเป็นจำนวนมากทั้งที่แพทย์เคยสั่งห้าม ประกอบกับที่เป็นเพศหญิงมีอาการป่วยอยู่ก่อนแล้ว เห็นได้จากขณะถูกจำเลยและนางสาว ส. ประคองตัวโจทก์ร่วมออกมาจากสถานบันเทิง ม. โจทก์ร่วมแทบเรียกได้ว่าเป็นคนหมดสติ โจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานว่ารู้สึกตัวพบตนเองนอนหงายอยู่บนโซฟาในบ้านจำเลยก่อนนั้นจำอะไรไม่ได้ ขณะนั้นโจทก์ร่วมสวมเสื้อและกางเกงชั้นใน แต่ไม่มีเสื้อชั้นใน รู้สึกมึนงงและหมดแรง เห็นจำเลยนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ข้าง ๆ แล้วจำเลยขยับตัวมาใกล้แล้วใช้แขนขวาโอบตัวโจทก์ร่วมและพยายามลูบไล้ไปทั่วตัวโจทก์ร่วมจนถึงบริเวณขา โจทก์ร่วมได้ร้องห้ามปรามและดันมือจำเลยออก จำเลยเปลี่ยนจากนอนตะแคงขึ้นคร่อมตัวโจทก์ร่วม จำเลยล้วงเข้าไปจับหน้าอกโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมสะบัดหน้าหนี จำเลยล้วงเข้าไปในกางเกงชั้นในแล้วใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและขยับนิ้ว โจทก์ร่วมพยายามดึงมือของจำเลยออก จำเลยถอดกางเกงตัวเองแล้วนั่งลงหว่างขาของโจทก์ร่วมพยายามเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมดิ้นรนต่อสู้และร้องห้ามตลอดเวลา แต่จำเลยยังพยายามสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมแต่เข้าไปไม่ได้ โจทก์ร่วมผลักตัวจำเลยอย่างแรงและร้องไห้ จำเลยจึงหยุดแล้วกลับไปนอนที่เดิม ซึ่งการกระทำดังกล่าวตามที่โจทก์ร่วมเบิกความมานี้เป็นการกระทำในครั้งหลัง หลังจากที่จำเลยได้กระทำชำเราโจทก์ร่วมครั้งแรกก่อนแล้ว การที่โจทก์ร่วมเริ่มรู้สึกตัวและเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมเริ่มหายจากอาการเมาสุราขึ้นบ้างแล้ว จึงมีสติได้แสดงอาการขัดขืนไม่ยอมให้จำเลยกระทำชำเราและร้องไห้จนจำเลยยอมที่จะไม่กระทำชำเราโจทก์ร่วม ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าฝ่ายโจทก์ร่วมสมัครใจที่จะร่วมประเวณีกับจำเลยถึงขนาดเป็นผู้เริ่มต้นก่อนโดยเข้ามาจูบปากจำเลยและใช้ปากกับอวัยวะเพศของจำเลยในการร่วมประเวณีในครั้งแรก ถ้าโจทก์ร่วมมีความพิศวาสและปรารถนาที่จะร่วมประเวณีกับจำเลยถึงขั้นแสดงอาการเชิญชวนจำเลยก่อน และลงมือปฏิบัติการทางเพศต่อจำเลยก่อนดังที่จำเลยกล่าวอ้าง การที่จำเลยพยายามกระทำชำเราโจทก์ร่วมครั้งหลังนี้ โจทก์ร่วมไม่น่าที่จะปฏิเสธหรือขัดขืนแบบผลักไสจำเลยและร้องห้ามจำเลยตลอดเวลาไม่ให้จำเลยเล้าโลมทางเพศต่อโจทก์ร่วม และขัดขืนไม่ให้จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมพร้อมทั้งร้องไห้ แม้โจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะร่วมประเวณีกับจำเลยในครั้งหลังนี้ โจทก์ร่วมน่าจะกล่าวปฏิเสธหรือแสดงอาการขัดขืนแบบเอื้ออาทรหรือมีเยื่อใยต่อจำเลยบ้าง คงไม่แสดงอาการกริยาขัดขืนและร้องไห้แบบตรงไปตรงมาดังเช่นบุคคลที่มีความเกรงกลัวภัยร้ายกำลังมาถึงตัวเช่นดังที่ปรากฏ นางสาว ฉ. และนาย จ. เบิกความตรงกันว่า ขณะพบตัวโจทก์ร่วมที่ห้างสรรพสินค้า ซ. โจทก์ร่วมนั่งฟุบหน้ามีอาการคลื่นไส้ เมื่อถามโจทก์ร่วมก็ไม่ค่อยพูด มีลักษณะซึม เจ้าพนักงานตำรวจจึงส่งตัวโจทก์ร่วมไปพบแพทย์ และผลการตรวจร่างกายปรากฏตามรายงานความเห็นการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ โจทก์ร่วมได้ให้การทันทีไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ว่า โจทก์ร่วมไม่รู้สึกตัวขณะถูกจำเลยร่วมประเวณีครั้งแรก นางสาว ฉ. เบิกความว่าขณะพูดคุยกับจำเลยทางโทรศัพท์ จำเลยส่งโทรศัพท์ให้คุยกับโจทก์ร่วม ขณะที่พูดคุยกับโจทก์ร่วมพยานได้ยินเสียงจำเลยกำกับบอกบทให้โจทก์ร่วมตอบพยาน ลักษณะน้ำเสียงของโจทก์ร่วมมีลักษณะเหมือนง่วง ๆ มึน ๆ พยานพยายามให้โจทก์ร่วมแชร์ตำแหน่งแต่โทรศัพท์ถูกตัดสายไปก่อน อันเป็นการแสดงว่าผู้ที่ควบคุมโทรศัพท์ซึ่งก็คือจำเลยไม่ต้องการให้มีการแชร์ตำแหน่งบ้านจำเลย อันเป็นการพยายามปกปิดที่อยู่ของจำเลย ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ ที่ส่อจะทำให้จำเลยเดือดร้อน จำเลยน่าจะรีบแจ้งที่อยู่ของจำเลยที่โจทก์ร่วมพักอยู่ด้วยในขณะนั้นให้นางสาว ฉ. ทราบเพื่อที่จะได้มารับตัวโจทก์ร่วมไปหรือจะได้มาดูแลโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าขณะที่จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยการสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมจนจำเลยสำเร็จความใคร่และหลั่งน้ำสุจิในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมนั้น ขณะนั้นโจทก์ร่วมมีอาการเมาสุราและมียานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน และยาคลายเคลียดกลุ่มเอสชิตาโลแพรมในเลือดของโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่รู้สึกตัวจึงถือว่าโจทก์ร่วมอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยการสอดนิ้วมือเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมนั้น เกิดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2561 ซึ่งในขณะนั้นต้องบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 278 วรรคสอง การที่จำเลยได้สอดใส่นิ้วเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมในขณะนั้นถือว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมแล้ว แต่ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27 ) พ.ศ. 2562 ออกใช้บังคับ มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาว่า "(18) " กระทำชำเรา" หมายความว่ากระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคที่สองของมาตรา 278 ว่า " ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวที่แก้ไขใหม่แสดงว่าการที่จำเลยใช้นิ้วมือซึ่งมิใช่อวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ( เดิม ) อีกต่อไป จึงเป็นเพียงการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ตามที่โจทก์ฟ้องมาในข้อ 1.2 เท่านั้น การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้อง ข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัวจำเลยพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จอันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ตามฟ้องข้อ 1.2 ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมเกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรก ตามฟ้องข้อ 1.1 การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า การกระทำของจำเลยที่ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรก ตามฟ้องข้อ 1.1 กับการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำต่อโจทก์ร่วม ตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเพียงบทเดียวนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ควรลงโทษจำคุกจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดโทษจำคุกจำเลยมาเพียง 6 ปี และเห็นว่าทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ และได้ลดโทษจำคุกให้จำเลยอีก 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 4 ปีนั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ส่งผลต่อวิถีชีวิตของโจทก์ร่วมในอนาคต ทั้งเป็นการเหยียบย่ำทำลายต่อชื่อเสียงเกียรติยศ และกระทบกระเทือนต่อจิตใจของโจทก์ร่วม และบุคคลในครอบครัวของโจทก์ร่วมอย่างมาก การที่จำเลยมีการศึกษาและหน้าที่การงานที่มั่นคง จำเลยควรตระหนักเสียก่อนที่จะกระทำความผิด มิใช่เมื่อกระทำความผิดแล้วนำเหตุดังกล่าวขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อที่จะให้รับโทษเบาลง แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และได้ประกอบคุณงามความดีต่าง ๆ ตามที่ได้ฎีกามาก็ตาม เหตุเพียงเท่านี้ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษและใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน พิพากษายืน
|




