
| ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแยกวินิจฉัยความผิดฐาน “ซ่องโจร” กับ “ร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย” ว่าเป็นความผิดคนละกรรม ต่างวาระ แม้เกิดในช่วงเวลาเดียวกัน ศาลวินิจฉัยว่าเจตนาและวัตถุประสงค์ของแต่ละฐานต่างกัน จึงต้องลงโทษทุกฐานเป็นกระทงต่างหาก อีกทั้งมีประเด็นการนับโทษต่อ กรณีที่โจทก์ขอให้นับโทษในคดีอื่นต่อมา ซึ่งศาลฎีกาได้แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย กล่าวคือ ฐานซ่องโจรกับฐานก่อการร้ายเป็นความผิดแตกต่าง ต้องลงโทษ “ต่างกรรมต่างวาระ” พร้อมทั้งพิจารณาให้มีการนับโทษต่อในกรณีที่คำพิพากษาคดีอื่นมีผลแล้ว ข้อเท็จจริง • ก่อนเกิดเหตุ มีคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป สมคบกันจัดตั้ง “ขบวนการ ก.” โดยมีวัตถุประสงค์แบ่งแยกราชอาณาจักรไทยในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของสงขลา • ขบวนการดังกล่าวสะสมกำลังพล อาวุธ และวางแผนใช้วัตถุระเบิดเพื่อก่อการร้าย • ในวันที่ 19 ตุลาคม 2555 ถึง 21 ตุลาคม 2555 ได้มีการติดตั้งระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูกในเส้นทางเดินลาดตระเวนและจุดใกล้บ้านชูโว • ระเบิดลูกแรกจุดระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บหลายราย • ระเบิดลูกที่สอง ถูกจุดในบริเวณบ้านชูโว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ผู้บาดเจ็บหลายราย และทรัพย์สินรถหุ้มเกราะวี 150 ได้รับความเสียหาย • เจ้าหน้าที่พบของกลาง เช่น แผ่นโลหะ ภาชนะบรรจุระเบิด สายไฟ แผ่นดีวีดี ภาพถ่าย บันทึกคำให้การ ฯลฯ • จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในหลายข้อหา ทั้งซ่องโจร ก่อการร้าย พยายามฆ่า ฆ่าเจ้าพนักงาน ฯลฯ และเรียกร้องให้ “นับโทษต่อ” จากคดีอื่น • ศาลชั้นต้นยกฟ้อง (แต่ให้ริบของกลาง) • ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กลับคำพิพากษาให้จำเลยมีความผิดหลายบท และพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต (ประหารชีวิตลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต) • โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างฎีกาเข้าสู่ศาลฎีกา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 1. ฐานซ่องโจร (ป.อ. มาตรา 210) กับฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย (ป.อ. มาตรา 135/1) เมื่อกระทำในช่วงเวลาเดียวกัน ถือเป็น “ความผิดเดียวหลายบท” หรือเป็น “คนละกรรม ต่างวาระ” 2. กรณีที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยในคดีอื่นต่อมาว่า มีข้อกฎหมายและเงื่อนไขใดที่ศาลสามารถให้ “นับโทษต่อ” ได้ มาตรากฎหมายที่ศาลฎีกาใช้ในการวินิจฉัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2567 ใช้หลักกฎหมายสำคัญจากประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนี้ • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคสอง ว่าด้วยความผิดฐานเป็นซ่องโจร ความผิดสำเร็จทันทีเมื่อมีการสมคบตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ว่าด้วยความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำที่ล่วงเลยจากขั้นตอนการสมคบ และมีโทษหนักกว่าฐานซ่องโจร • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ว่าด้วยการลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ใช้ในกรณีที่เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ว่าด้วยเหตุบรรเทาโทษ เช่น ให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา สามารถลดโทษได้หนึ่งในสาม • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 และ มาตรา 227/1 ว่าด้วยหลักการรับฟังพยานบอกเล่า ศาลอาจรับฟังได้หากมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนและมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ Key Words 5 ประเด็นสำคัญของคดีนี้ 1. “ซ่องโจร” – มาตรา 210) ศาลฎีกาชี้ว่า ความผิดฐานซ่องโจรสำเร็จตั้งแต่มีการสมคบตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิด แม้ยังไม่ได้ลงมือก่อเหตุจริงก็ถือว่ามีความผิดแล้ว การรวมกลุ่มเพื่อวัตถุประสงค์อันมิชอบด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียวเพียงพอต่อการเอาผิดตามบทบัญญัตินี้ 2. “ก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย” (มาตรา 135/1) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การก่อการร้ายโดยใช้ระเบิดถือเป็นการกระทำที่ล่วงเลยจากขั้นตอนการสมคบในฐานซ่องโจร เพราะมีการลงมือใช้กำลังประทุษร้ายจริงและเกิดผลเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของเจ้าหน้าที่รัฐ การกระทำจึงเข้าข่ายเป็นความผิดฐานก่อการร้ายโดยสมบูรณ์ 3. “ต่างกรรมต่างวาระ” (มาตรา 91) แม้เหตุการณ์สมคบและการวางระเบิดจะเกิดในช่วงเวลาใกล้กัน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาและวัตถุประสงค์ต่างกัน การสมคบเป็นการเตรียมการ ส่วนการก่อการร้ายเป็นการลงมือปฏิบัติจริง จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ต้องลงโทษทุกฐานแยกกันตามมาตรา 91 4. “พยานบอกเล่าและคำรับสารภาพ” (มาตรา 226/3 และ 227/1 ป.วิ.อาญา) ศาลรับฟังคำให้การของจำเลยต่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจหลายหน่วย แม้จะเป็นพยานบอกเล่า แต่หากได้มาโดยสมัครใจและมีหลักฐานอื่นประกอบ เช่น ภาพถ่ายหรือบันทึกนำชี้ที่เกิดเหตุ ก็สามารถรับฟังได้ ศาลย้ำว่าพยานบอกเล่าไม่ถูกห้ามโดยเด็ดขาด หากมีความน่าเชื่อถือและมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน 5. “การนับโทษต่อ” (มาตรา 52 และ 91) โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอื่น ศาลฎีกาให้หลักว่า การนับโทษต่อทำได้เมื่อคดีก่อนมีคำพิพากษาแล้วเท่านั้น เพื่อให้การลงโทษเป็นธรรมและไม่ซ้ำซ้อน ศาลจึงให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำที่ 105/2564 ซึ่งมีคำพิพากษาแล้ว สรุปภาพรวม คำพิพากษานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่ชี้ชัดว่า ความผิดฐานซ่องโจรและฐานก่อการร้ายเป็นความผิดคนละกรรม แม้เกิดใกล้เวลาเดียวกันก็ตาม โดยแยกเจตนาและพฤติการณ์ออกจากกันอย่างชัดเจน ศาลฎีกายังอธิบายหลักการรับฟังพยานบอกเล่า การนับโทษต่อ และการบรรเทาโทษอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นแนวคำพิพากษาที่ช่วยให้ผู้ศึกษากฎหมายเข้าใจโครงสร้างของ “ความผิดหลายกรรมต่างวาระ” ได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้าน หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 (ซ่องโจร) — ความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการสมคบตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) (ก่อการร้ายใช้กำลังประทุษร้าย) — ความผิดร้ายแรงที่ล่วงเลยการสมคบ ใช้วัตถุระเบิดและกำหนดให้มีโทษหนัก • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 — หลักว่าความผิดต่างบทหากเป็นกรรมเดียวกัน อาจถือเป็นความผิดหลายบท (หลายบท เพราะบทกฎหมายต่างกัน แต่ถ้าการกระทำเป็นกรรมเดียว) • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 — หลักการ “ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป” • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 — เหตุบรรเทาโทษ • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 — หลักโทษจำคุกรวม • หลัก ต่างกรรมต่างวาระ • หลัก พยานบอกเล่า และ การรับฟังพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3, มาตรา 227/1 • หลัก นับโทษต่อ การประยุกต์กฎหมาย / เหตุผล 1 ฐานซ่องโจร vs ฐานก่อการร้าย — ต่างกรรมต่างวาระ • ศาลฎีกาพิจารณาว่า ความผิดซ่องโจรเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดใดความผิดหนึ่งตามภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา • แต่ฐานร่วมกันก่อการร้ายตามมาตรา 135/1 (1) เป็นการกระทำที่ล่วงเลยขั้นตอนสมคบ คือมีการใช้กำลังประทุษร้ายจริง มีการวางระเบิด ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ — ซึ่งเป็นการกระทำที่อยู่ “เลยการสมคบแล้ว” • ฉะนั้น แม้ทั้งสองฐานอาจเกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ เจตนา และ วัตถุประสงค์ ของแต่ละฐานต่างกัน o ฐานซ่องโจร มุ่งเพียงการรวมตัว สมคบเพื่อกระทำความผิดใดอย่างหนึ่ง o ฐานก่อการร้าย มุ่งใช้ความรุนแรง ใช้วัตถุระเบิดเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน • ดังนั้น ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็น ความผิดต่างกรรม ต่างวาระ (ไม่ใช่กรรมเดียวหลายบท) — จำเลยต้องถูกลงโทษทุกกระทงตามมาตรา 91 2 การนับโทษต่อในคดีอื่น • โจทก์ขอให้ “นับโทษต่อ” ของจำเลยที่ 1 จากคดีหมายเลขดำ 105/2564 และ 277/2564 • ศาลฎีกาพิจารณาว่า คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จึงมีผลให้สามารถนับโทษต่อได้ • เมื่อรวมโทษ (กระทงซ่องโจร + ก่อการร้าย + ฐานอื่น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา) แล้วให้จำเลยทั้งสอง จำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา 91 • สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ “นับต่อ” จากโทษในคดี 105/2564 ได้ (แต่โจทก์ขอให้นับจาก 277/2564 ด้วย ศาลเห็นว่าไม่ปรากฏว่าส่วนใดยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่รับนับเพิ่มเติม) 3 น้ำหนักพยาน & การรับฟังพยานบอกเล่า • แม้พยานโจทก์บางส่วนเป็น “พยานบอกเล่า” (ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ตรง) แต่ศาลพิจารณาว่าด้วยสถานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีเหตุขัดแย้งชี้นำ และคำเบิกความมีความสอดคล้องกัน • คำให้การของจำเลยที่ 1 มีการรับสารภาพในชั้นสอบสวนและในชั้นซักถามทหารและตำรวจหลายหน่วย • จำเลยที่ 2 แม้ให้การปฏิเสธในตอนแรก แต่ภายหลังให้การสอดคล้องกับจำเลยที่ 1 และชี้ที่เกิดเหตุประกอบ • ไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าการให้ถ้อยคำเกิดโดยไม่สมัครใจ • ศาลจึงรับฟังพยานบอกเล่าและคำรับสารภาพเป็นพยานหลักฐานได้ โดยชั่งน้ำหนักร่วมกับหลักฐานอื่น ๆ (ภาพถ่าย บันทึกชี้ที่เกิดเหตุ ฯลฯ) ตาม มาตรา 226/3 และ 227/1 4 การแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ • ศาลฎีกาเห็นพ้องผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในหลายประเด็น เช่น การพิพากษาลงโทษตามฐานก่อการร้ายและฐานอื่น ๆ • แต่ศาลฎีกาแก้ที่ประเด็นสำคัญ คือ ให้ฐานซ่องโจรกับฐานก่อการร้ายเป็น ต่างกรรมต่างวาระ และให้ลงโทษทุกฐานตามมาตรา 91 • และให้ศาลนับโทษต่อในกรณีที่คดีอื่นมีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกา • ฐานซ่องโจร (ป.อ. มาตรา 210) กับฐานร่วมกันก่อการร้าย (ป.อ. มาตรา 135/1) เป็น ความผิดต่างกรรมต่างวาระ — จึงให้ลงโทษทุกบทเป็นกระทงความผิดต่างหาก ตามมาตรา 91 • ให้จำเลยทั้งสองรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในฐานก่อการร้ายและฐานอื่น ๆ รวมกับฐานซ่องโจร • โจทก์มีสิทธิให้นับโทษต่อในกรณีที่คำพิพากษาในคดีอื่นมีผลแล้ว — สำหรับจำเลยที่ 1 ให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำ 105/2564 • เมื่อรวมโทษทั้งหมดแล้ว ให้จำเลยทั้งสอง จำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา 91 • การให้ถ้อยคำ คำรับสารภาพ และพยานหลักฐานอื่น ๆ ได้รับฟังเป็นพยานหลักฐานอันเพียงพอ ไม่ได้มีเหตุให้ระงับการรับฟัง IRAC แบบขยาย (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ปัญหากฎหมาย) • ฐานซ่องโจรกับฐานร่วมกันก่อการร้าย เมื่อเกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ถือเป็น “ความผิดเดียวหลายบท” หรือเป็น “ความผิดต่างกรรมต่างวาระ”? • โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นแก่จำเลยได้หรือไม่ ภายใต้เงื่อนไขใด? Rule (หลักกฎหมาย) • ป.อ. มาตรา 210 (ซ่องโจร) – สำเร็จตั้งแต่สมคบ • ป.อ. มาตรา 135/1 (1) – ก่อการร้าย ใช้วัตถุระเบิด • ป.อ. มาตรา 83 – ความผิดต่างบท ถ้าเป็นกรรมเดียวกัน • ป.อ. มาตรา 91 – ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทง • ป.อ. มาตรา 78 – เหตุบรรเทาโทษ • ป.อ. มาตรา 52 – หลักรวมโทษ • ป.วิ.อาญา มาตรา 226/3, 227/1 – พยานบอกเล่า & การรับฟัง • หลัก “ต่างกรรมต่างวาระ” (different acts in different volitional acts) • หลักนับโทษต่อ — คดีอื่นมีคำพิพากษาแล้ว Application (การวิเคราะห์ / ประยุกต์) • บทซ่องโจรเกิดตั้งแต่การร่วมสมคบ (ก่อนการลงมือใช้ระเบิด) — เจตนาเน้นการรวมกลุ่ม • บทก่อการร้ายเป็นการกระทำที่ล้ำกว่า — ใช้วัตถุระเบิด ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต/ร่างกาย/ทรัพย์สิน • แม้เวลาอาจใกล้เคียงกัน แต่พฤติการณ์ การใช้ความรุนแรง เจตนา และวัตถุประสงค์แตกต่าง • จึงไม่สามารถถือว่าเป็นกรรมเดียวตามมาตรา 83 แต่ต้องถือเป็น ต่างกรรมต่างวาระ • สำหรับการนับโทษต่อ — โจทก์ขอให้จับนับโทษต่อจากคดีอื่น มีความชอบเมื่อคดีนั้นมีคำพิพากษาแล้ว • จำเลยที่ 1 มีคดีหมายเลขดำ 105/2564 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้นให้นับโทษต่อได้ • เมื่อนำโทษทุกกระทงมาบวกและพิจารณาเหตุบรรเทาโทษ + หลักรวมโทษ — ผลรวมอยู่ในเกณฑ์จำคุกตลอดชีวิต Conclusion (คำวินิจฉัยสุดท้าย) ศาลฎีกาให้ฐานซ่องโจรกับฐานก่อการร้ายเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ให้ลงโทษทุกบทตามมาตรา 91 พร้อมทั้งอนุญาตให้นับโทษต่อในกรณีที่มีคำพิพากษาในคดีอื่นแล้ว และพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ตัวอย่างฎีกาเปรียบเทียบ 1. คำพิพากษาศาลฎีกา 1218/2567 กรณีเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนค่าเลี้ยงดูบุตร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564) — ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อลูกย้ายถิ่นที่อยู่แล้ว สิทธิในการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายและไม่สามารถถูกโอนให้ผู้ฟ้องแทนได้ 2. คำพิพากษาศาลฎีกา 1714/2567 วินิจฉัยเรื่องคำสั่งของศาลเกี่ยวกับการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเรื่องการอุทธรณ์ – ศาลชั้นต้นอาจกำหนดให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 27 และ 170 3. คำพิพากษาศาลฎีกา 976/2567 เกี่ยวกับความผิดเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นการหมิ่นประมาทผ่านระบบคอมพิวเตอร์ — ศาลกำหนดให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาฯ ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ในเว็บไซต์ออนไลน์ตามมาตรา 332 (2) 4. คำพิพากษาศาลฎีกา 1016/2567 วินิจฉัยประเด็นขอบเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนในการสรุปสำนวนตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 140 และการฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามตามมาตรา 218 5. คำพิพากษาศาลฎีกา 3107/2568 แม้เป็นปีหลัง แต่แสดงให้เห็นหลักการในการรับฟังพยานหลักฐานและการวินิจฉัยเรื่องลักษณะของพยาน — พิจารณาแหล่งที่มา ความเชื่อถือ และการเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงอื่น ๆ ซึ่งคล้ายหลักการที่ใช้ใน 685/2567 ข้อสังเกต: กรณี 685/2567 มีความเฉพาะในประเด็น “ซ่องโจร vs ก่อการร้าย” ซึ่งไม่ค่อยมีตัวอย่างที่ตรงแบบเดียวกันโดยตรง แต่ตัวอย่างเหล่านี้ช่วยให้เห็นหลักกฎหมายเรื่องการรับฟังพยาน, การอุทธรณ์, การเผยแพร่คำพิพากษา ฯลฯ ที่มักปรากฏในคำพิพากษาอื่น ๆ และช่วยให้ผู้ศึกษาเชื่อมโยงแนวปฏิบัติในหลากหลายคดี ข้อคิดทางกฎหมาย • การแยกแยะระหว่าง ฐานซ่องโจร กับ ฐานก่อการร้าย จำเป็นต้องพิจารณาเจตนา วัตถุประสงค์ และการลงมือปฏิบัติ — แม้เวลาอาจใกล้เคียงกัน ก็อาจเป็น “ต่างกรรมต่างวาระ” ไม่ใช่ “บทเดียวหลายบท” • หลัก ต่างกรรมต่างวาระ มีความสำคัญในการป้องกันการบิดเบือนการลงโทษ — ไม่ให้ผู้กระทำผิดหลบเลี่ยงโทษบทใดบทหนึ่ง • การรับฟัง พยานบอกเล่า ต้องใช้ความระมัดระวัง ศาลต้องพิจารณาน้ำหนักโดยดูที่ แหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือ ความสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น • หลัก นับโทษต่อ ไม่ได้ใช้กับทุกกรณี — ต้องมีเงื่อนไข เช่น คดีที่ขอให้นับโทษต่อเกิดคำพิพากษาแล้ว • การรวมโทษ (มาตรา 52, มาตรา 78) และการลงโทษหลายบท (มาตรา 91) เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับให้โทษรวมมีความเป็นธรรมและเป็นเหตุเป็นผล คำถาม – คำตอบ (2 ประเด็น) คำถาม 1: การกระทำของจำเลยที่ 1 และ 2 ที่ร่วมกันวางระเบิด และสมคบตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป — สามารถถือเป็น “กรรมเดียวหลายบท” หรือ “ต่างกรรมต่างวาระ” และเพราะเหตุใด? คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็น ต่างกรรมต่างวาระ เพราะฐานซ่องโจร (มาตรา 210) เกิดตั้งแต่การสมคบตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ขณะที่ฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1) เป็นการใช้อาวุธ วางระเบิด ทำให้เกิดอันตราย ซึ่งล่วงเลยขั้นตอนสมคบแล้ว ทั้งสองฐานมี เจตนา วัตถุประสงค์ และลักษณะการกระทำ แตกต่างกัน จึงไม่ใช่ “กรรมเดียวหลายบท” แต่เป็นหลายกรรมต่างวาระ คำถาม 2: โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขดำ 105/2564 — มีเงื่อนไขใดที่ศาลฎีกาจะอนุญาตให้ “นับโทษต่อ” ได้? คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากคดีหมายเลขดำ 105/2564 มีคำพิพากษาแล้ว (ศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษ) ก็ถือว่าเป็นกรณีที่สามารถนับโทษต่อได้ เพราะเป็นคดีที่สิ้นสุดแล้ว ไม่มีความค้างอยู่ต่อไป ดังนั้น เงื่อนไขสำคัญคือ คดีที่ขอให้นับโทษต่อต้องมีคำพิพากษาแล้ว — เมื่อเป็นเช่นนั้น ศาลอนุญาตให้นับโทษต่อได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2567 ความผิดฐานเป็นซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของ ป.อ. ส่วนความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำที่ล่วงเลยการสมคบกันแล้ว แม้การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว กระทำในช่วงเดียวกันแต่เป็นการกระทำที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 210, 221, 224, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 ริบของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 490/2563, 491/2563 และ 824/2563 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2564 และ 277/2564 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4667/2557 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 139/2562 ของศาลจังหวัดยะลา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 (1), 210 วรรคสอง, 221, 224 วรรคหนึ่ง, 289 (2) (4) ประกอบมาตรา 80, 289 (2) (4) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง คำให้การในชั้นดำเนินกรรมวิธีซักถามของจำเลยที่ 1 และในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต โดยนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 490 - 491/2563, 824/2563 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 4667/2557 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ 139/2562 ของศาลจังหวัดยะลา ส่วนคำขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขดำที่ 105/2564 และ 277/2564 ของศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงให้ยกคำขอนี้ และให้ริบของกลางตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุมีคณะบุคคลมากกว่าห้าคนขึ้นไป ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย สมคบกันก่อตั้งขบวนการก่อการร้ายใช้ชื่อว่า ขบวนการ ก. มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรไทยและเพื่อยึดอำนาจการปกครองในส่วนจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ตั้งตนเป็นอิสระปกครองตนเองเรียกว่า รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม โดยสะสมกำลังพลและอาวุธ กระทำการก่อการร้าย ยุยง ปลุกระดม ชักจูงราษฎรที่นับถือศาสนาอิสลามให้เกลียดชังราษฎรที่นับถือศาสนาพุทธและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้เข้าเป็นสมาชิกขบวนการดังกล่าว มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธทำการก่อการร้ายในพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นความผิดอาญาซึ่งความผิดนั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำการอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต อันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายและเสรีภาพของบุคคลด้วยการก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2555 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน มีคนร้ายซึ่งเป็นแนวร่วมขบวนการดังกล่าวหลายคนร่วมกันมีวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเอง 2 ลูกและร่วมกันใช้ระเบิดแสวงเครื่องลูกที่หนึ่งจุดชนวนระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ที่เส้นทางถนนสายบือเระ – บือแนะปิแย ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเดินเท้าออกลาดตระเวนในเส้นทางดังกล่าว จนมาถึงบริเวณบ้านตันหยงที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 7 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร จากนั้นผู้เสียหายที่ 9 ถึงที่ 15 และผู้ตายทั้งสองเดินทางโดยรถหุ้มเกราะวี 150 จำนวน 2 คัน มาถึงถนนสายกาเยาะมาตี – บ้านชูโว บริเวณบ้านชูโว เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 คนร้ายซึ่งเป็นแนวร่วมขบวนการหลายคนดังกล่าว ร่วมกันจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องลูกที่สองที่ซุกซ่อนไว้บริเวณบ้านชูโวที่เกิดเหตุเป็นเหตุให้สะเก็ดระเบิดถูกผู้เสียหายที่ 14 และที่ 15 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย และผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตรและรายงานการชันสูตรพลิกศพ ระเบิดถูกรถหุ้มเกราะวี 150 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 16 ได้รับความเสียหาย ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเจ้าพนักงานตรวจที่เกิดเหตุที่กลุ่มคนร้ายพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ยึดได้แผ่นโลหะภาชนะบรรจุระเบิด 1 แผ่น เหล็กเส้นตัดท่อน 1 ถุง สายไฟสีดำและสีขาว 2 เส้น ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ 1 ชิ้น เศษชิ้นส่วนหลอดดินขยาย 1 ชิ้น สวิตช์สีดำ 1 ชิ้น เศษถุงพลาสติกสีดำ 1 ชิ้น เทปพันสายไฟสีดำและสีส้ม 1 ชิ้น เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา และตรวจที่เกิดเหตุที่กลุ่มคนร้ายพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 9 ถึงที่ 15 และฆ่าผู้ตายทั้งสอง ยึดได้แผ่นโลหะภาชนะบรรจุระเบิด 1 ถุง เหล็กเส้นตัดท่อน 1 ถุง สายไฟสีขาว 1 เส้น และเทปพันสายไฟสีดำ 1 ชิ้น เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกของคณะบุคคลขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้วัตถุระเบิดแสวงเครื่องเป็นอาวุธจุดชนวนระเบิด เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บและรถหุ้มเกราะวี 150 ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการก่อการร้ายดังกล่าว แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายลอบวางระเบิดและจุดชนวนระเบิด แต่จำเลยที่ 1 และนาย ก. ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ทหาร ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ตามสรุปผลการดำเนินกรรมวิธี และให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตามรายงานผลการซักถามเบื้องต้นและให้การในฐานะพยาน ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาและใบต่อคำให้การ โดยมีสิบโท พ. อาสาสมัครทหารพรานอรรถพล ร้อยตำรวจเอก อ. เจ้าหน้าที่ผู้ซักถาม พันตำรวจโท ว. และพันตำรวจโท ท. พนักงานสอบสวน มาเบิกความสนับสนุน สรุปได้ความว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าเป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการ ก. ร่วมก่อเหตุวางระเบิดคดีนี้ และให้การว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วย โดยจำเลยที่ 1 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพจุดเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 วางระเบิดซึ่งอยู่ใกล้กับศาลาริมทาง ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาและภาพถ่าย ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ให้การปฏิเสธ แต่ให้การรับว่า เข้าร่วมเป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน และร่วมวางระเบิดคดีนี้ พยานโจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเบิกความไปตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อนและเบิกความสอดคล้องต้องกัน เชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริงแม้พยานโจทก์ดังกล่าวมิได้รู้เห็นเหตุการณ์หรือทราบถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมาด้วยตนเองโดยตรง ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า ส่วนผลการดำเนินกรรมวิธี ผลการซักถามเบื้องต้น บันทึกคำให้การในฐานะพยาน บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่ายดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นพยานบอกเล่าเช่นเดียวกัน แต่ตามกฎหมายมิได้ห้ามรับฟังพยานบอกเล่าเสียทีเดียว หากพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบอกเล่านั้นเพียงแต่ว่าการชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 เมื่อพิจารณาบันทึกถ้อยคำของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ชั้นควบคุมตัวที่หน่วยซักถามกรมทหารพรานที่ 46 จังหวัดนราธิวาส ที่ศูนย์พิทักษ์สันติจังหวัดยะลา การสอบคำให้การจำเลยที่ 1 ในฐานะพยานและผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกระทำความผิดคดีนี้มาโดยตลอด ซึ่งมีการบันทึกการให้ถ้อยคำและให้การต่อเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าพนักงานตำรวจคนละหน่วยงานกันและคนละเวลากัน โดยมีรายละเอียดของการกระทำ และตัวบุคคลซึ่งยากที่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องจะแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งในการดำเนินการดังกล่าวก็ได้มีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวตามแผ่นดีวีดีโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ๆ ที่จะส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำ ให้การหรือนำชี้ที่เกิดเหตุโดยไม่สมัครใจ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 มีทนายความ ภริยาและน้องสาวเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะให้การปฏิเสธเมื่อถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่เมื่อพนักงานสอบสวนถามคำให้การในรายละเอียด จำเลยที่ 2 ก็ให้การยอมรับข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 โดยมีทนายความลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 นำชี้ที่เกิดเหตุที่ตนร่วมกับพวกนำวัตถุระเบิดไปฝังเพื่อก่อเหตุด้วย ตามภาพถ่ายประกอบคดี เมื่อไม่ปรากฏว่า ถ้อยคำและคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมิชอบแต่อย่างใด จึงสามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานและรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ส่วนความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) เป็นการกระทำที่ล่วงเลยการสมคบกันแล้ว กล่าวคือ มีการลงมือใช้วัตถุระเบิดฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน แม้การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว กระทำในช่วงเดียวกันแต่เป็นการกระทำที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2564 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้ว จึงให้นับโทษต่อได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคสอง กับความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นซ่องโจร จำคุกคนละ 3 ปี คำให้การในชั้นดำเนินกรรมวิธีซักถามและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ส่วนโทษความผิดฐานร่วมก่อการร้ายและความผิดฐานอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2564 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 |



.jpg)

