ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)

“คำพิพากษาศาลฎีกา 1656/2567, คดีเด็กและเยาวชน, รายงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว 2553, มาตรา 131 และ 118, การรับฟังรายงานเยาวชนในคดีอาญา, หลักกฎหมายเยาวชน, ความผิดหลายกรรมต่างกัน, กรรมเดียวความผิดหลายบท, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297, แนวปฏิบัติศาลเยาวชน, วิเคราะห์คำพิพากษาเยาวชน”

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีอาญาที่จำเลยเป็นเยาวชน ซึ่งมีประเด็นสำคัญว่า รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 131 และ 118 แม้ว่าจะมีความสำคัญต่อการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แต่ไม่อาจนำมาใช้โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบเพื่อพิพากษาความผิดอาญาได้ อีกทั้ง ศาลยังวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ใช่ “กรรมเดียว” แม้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่เป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และอนุโลมบทบาทมาตรา 83 ซึ่งส่งผลให้ลงโทษตามกระทงความผิดแยกกัน

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297 โดยกล่าวว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายนาย จ. (ผู้เสียหายที่ 1) และนาย ว. (ผู้เสียหายที่ 2) ในวันเวลาและสถานที่ตามฟ้อง โดยมีอาวุธมีดเป็นอุปกรณ์ทำร้าย ผู้เสียหายที่ 2 รับอันตรายสาหัส

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 และ 2 (ผู้ร้อง) ขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 87,000 บาท และผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 754,165 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดต่อเนื่องจนชำระเสร็จ

จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่เรียกมาสูงเกินไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา: จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม มาตรา 295, 297 (ถูกมาตรา 297 (8)) ประกอบมาตรา 83 โดยจำเลยอายุ 16 ปี และ 17 ปีเศษ ตามลำดับ จึงลดโทษตามมาตรา 75 ประมวลกฎหมายอาญา ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส (มาตรา 90) จำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท แล้วลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท อาศัยอำนาจมาตรา 56 ให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ เช่น ไปรายงานตัวทุก 4 เดือน ตรวจปัสสาวะ หากพบสารเสพติดให้รายงานศาล, ประกอบอาชีพ, ห้ามเที่ยวกลางคืน/คบคนพฤติกรรมไม่ดี/เกี่ยวข้องยาเสพติด, กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง และหากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฯ มีกำหนด 10 วัน (อาศัยอำนาจ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง)

ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2562 ถึง 10 เม.ย. 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป จนชำระเสร็จ

ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 262,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2562 ถึง 10 เม.ย. 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไปจนชำระเสร็จ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้เป็น: ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป จนชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัย: ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในลักษณะที่อธิบายข้างต้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา:

1. การที่ศาลอุทธรณ์ฯ รับฟังรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจ ฯ แล้วเชื่อว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

ศาลวินิจฉัยว่า แม้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจ ฯ มีความสำคัญต่อการพิจารณา เนื่องจาก พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 131 บัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว แต่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวกับจำเลย บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ หรือบุคคลซึ่งให้การศึกษา ทำงาน หรือมีความเกี่ยวข้องตามมาตรา 115 เข้าสู่สำนวนคดี โดยมาตรา 118 บัญญัติว่า ในคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟัง “รายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง” โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ได้ เพื่อเสนอรายงานความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้น หากศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งถูกฟ้อง รายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดได้หรือไม่ได้ ซึ่งหมายความว่า รายงานนั้นไม่ใช่พยานหลักฐานแทนการสืบพยานของคู่ความได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ แล้ววินิจฉัยว่าเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น จึง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. การที่ศาลอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฯ หรือไม่?

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน (ข้อ 1.1 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ถูกบริเวณศีรษะ; ข้อ 1.2 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 หลายแห่ง) เจตนาต่างกัน ผลอันตรายต่างกัน ผู้ร้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 91 ด้วย ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่ “กรรมเดียว” ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

พิพากษาแก้: ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท; ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท; ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง: ฐานแรก คุกคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท; ฐานที่สอง คุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน ปรับคนละ 15,000 บาท พร้อมให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกฯ มีกำหนด 15 วัน หากไม่ชำระค่าปรับ ส่วนมาตรการรอการลงโทษและอื่น ๆ นอกเหนือจากที่แก้ตามอุทธรณ์

ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567 อยู่ที่การตีความบทบัญญัติของ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ร่วมกับ ประมวลกฎหมายอาญา เพื่อวินิจฉัยว่า “รายงานสถานพินิจ” มีสถานะเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็น “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน”

🔹 มาตรากฎหมายสำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัย

1. มาตรา 131 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ

กำหนดว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับรายงานข้อเท็จจริงจากสถานพินิจแล้ว

→ ศาลย้ำว่า รายงานนี้มีไว้เพื่อประกอบการพิจารณามาตรการต่อเยาวชน ไม่ใช่พยานหลักฐานในข้อเท็จจริงแห่งความผิด

2. มาตรา 118 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ

ระบุว่า ศาลจะรับฟังรายงานข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดได้โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ

→ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า ถ้าเป็นข้อเท็จจริง “เกี่ยวกับการกระทำความผิด” ต้องมีพยานบุคคลประกอบ มิฉะนั้นถือว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3. มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา

ว่าด้วยกรณีผู้ใดกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม

→ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทำร้ายผู้เสียหาย 2 คนในลักษณะต่างกัน จึงถือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ไม่ใช่กรรมเดียว

4. มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา

ว่าด้วยการร่วมกันกระทำความผิด

→ ใช้ประกอบเพื่อกำหนดว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันในการทำร้าย จึงต้องรับโทษร่วมกัน

5. มาตรา 75 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 75 ว่าด้วยการลดโทษสำหรับเยาวชน, มาตรา 78 ว่าด้วยการลดโทษเพราะรับสารภาพ

→ ศาลนำมาใช้เพื่อลดโทษจำคุกและปรับ พร้อมให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติ

🔑 คำสำคัญ 5 ข้อความพร้อมขยายความ

1. “รายงานสถานพินิจไม่ใช่พยานหลักฐานแห่งความผิด”

→ ศาลฎีกาวางหลักว่า รายงานของสถานพินิจมีไว้เพื่อประกอบการใช้มาตรการต่อเยาวชน ไม่สามารถใช้วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดได้ หากไม่มีพยานบุคคลประกอบ

2. “การกระทำหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรม”

→ จำเลยทำร้ายผู้เสียหายสองคนต่างเวลา ต่างผลอันตราย ศาลจึงเห็นว่าเป็นความผิดหลายกรรมตามมาตรา 91

3. “เจตนาและผลอันตรายเป็นเกณฑ์แยกกรรม”

→ แม้เกิดในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ถ้าเจตนาและผลต่างกัน ถือเป็นกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวหลายบท

4. “สิทธิในการใช้รายงานสถานพินิจจำกัดเฉพาะการพิจารณาโทษ”

→ มาตรา 118 กำหนดให้ใช้รายงานเฉพาะเพื่อการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็ก ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์การกระทำผิด

5. “ศาลอุทธรณ์รับฟังรายงานสถานพินิจโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

→ เป็นแก่นของคดีที่ทำให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษา เพราะศาลอุทธรณ์ใช้รายงานสถานพินิจผิดขอบเขตตามเจตนารมณ์กฎหมายเยาวชน

สรุปสั้น:

คดีนี้เป็นหลักสำคัญในการตีความบทบาทของ “รายงานสถานพินิจ” ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 131 และ 118 ว่ามีขอบเขตเพื่อการพิจารณาโทษเท่านั้น ไม่ใช่พยานหลักฐานข้อเท็จจริง และเป็นคดีตัวอย่างของการแยก “กรรมเดียว” ออกจาก “หลายกรรมต่างกัน” ตาม มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา

คำวินิจฉัยและขยายความประเด็นทางกฎหมาย

ประเด็น 1: รายงานสถานพินิจ ฯ ไม่ใช่พยานหลักฐานโดยลำพัง

ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 131 ระบุว่า ศาลจะพิพากษาหรือใช้วิธีการกับเด็ก/เยาวชนได้ เมื่อได้รับทราบ รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลย/ผู้ปกครอง/บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าสู่สำนวนคดี

ตามมาตรา 118 บัญญัติว่า ในคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟัง รายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบได้ เพื่อเสนอรายงานและความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการ “ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน” เท่านั้น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “การกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง” เป็นข้อเท็จจริงซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 118 หากต้องการใช้เป็นพยานหลักฐาน จะต้องมีพยานบุคคล / พยานเอกสารตามกระบวนการสืบพยานของคู่ความ

ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ฯ รับฟังรายงานสถานพินิจ ฯ ขึ้นสำนวนโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ แล้วใช้เป็นเหตุให้วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดได้ ถือว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

สรุป: รายงานสถานพินิจ ฯ มีบทบาทสำคัญในการพิจารณา “วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน” (เช่น การรอการลงโทษ, คุมความประพฤติ) แต่ ไม่อาจ ใช้แทนการสืบพยานเพื่อพิพากษาความผิดโดยอาศัยเพียงรายงานดังกล่าว

ประเด็น 2: กรรมเดียว กับ หลายกรรมแตกต่าง – หลักกฎหมายและการตีความ

หลักกฎหมาย: ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า “ถ้าผู้ใดได้กระทำความผิดหลายกรรมต่าง ๆ กัน ให้ลงโทษทุกกรรมไป”

ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และบทอื่น ๆ อาจกล่าวถึงความผิดฐานเดียวมีหลายบท หรือร่วมกันทำด้วยกัน

ในคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องแยกข้อ 1.1 และ 1.2 อย่างชัดเจน ซึ่งมีรายละเอียดต่างกัน: ผู้เสียหายที่ 1 โจทย์อ้างถูกทำร้ายบริเวณศีรษะ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย (แต่ไม่ถึงขั้นสาหัส) ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกฟันหลายแห่ง ถูกบริเวณศีรษะและอวัยวะอื่นหลายแห่ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส (หรือทุพพลภาพ/ป่วยเจ็บ > 20 วัน)

ด้วยเหตุนี้ เจตนา ผลอันตราย และวิธีการแตกต่างกันในแต่ละกรรม ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวที่ผิดหลายบท

ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดหลายบท” จึงไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

ผล: ศาลฎีกาแก้ให้ลงโทษแยกตามแต่ละกรรม ตามมาตรา 91 ซึ่งสอดคล้องกับหลักว่า เมื่อมีหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรม

ประเด็น 3: ผลทางแพ่ง – ค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในคดีอาญา เป็นเหตุให้มีการลดโทษตามมาตรา 78

ในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นให้จำเลยร่วมชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยต่างอัตราในช่วงเวลาที่กำหนด

ศาลอุทธรณ์ฯ ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไปจนชำระเสร็จ โดยให้ปรับตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกอัตราเพิ่ม 2 % ต่อปี แต่ไม่เกิน 7.5 % ต่อปี

แม้ศาลฎีกาไม่ได้แก้โทษแพ่งโดยละเอียดในคำพิพากษาที่สรุปไว้ แต่องค์ความรู้ที่ได้รับคือ: การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยในคดีอาญา-แพ่งกับจำเลยเยาวชน มีลักษณะพิจารณาควบคู่ทั้งโทษอาญาและการชดใช้แก่ผู้เสียหาย

ประเด็น 4: บทบาทของกฎหมายเยาวชนในคดีอาญา

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ 2553 มีบทบัญญัติเชิงพิเศษสำหรับเด็ก/เยาวชน เช่น มาตรา 131 และ 118 ซึ่งให้รายงานสถานพินิจ ฯ มีบทบาทในการพิจารณา “วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน” หรือการใช้มาตรการทางเลือก เช่น รอการลงโทษ, คุมความประพฤติ

แต่บทบัญญัติเหล่านี้ ไม่ได้ ยกเว้นขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาตามปกติ: เมื่อเป็นการพิจารณาความผิดอาญา จำเลยเยาวชนยังคงต้องได้รับการพิพากษาโดยศาลตามกระบวนการ เช่น การนำพยานบุคคล/เอกสารมาแสดง

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นใช้มาตรา 56 (รอการลงโทษ), มาตรา 75 (ลดโทษเยาวชน), มาตรา 78 (ลดโทษตามการรับสารภาพ) ร่วมกับมาตรการคุมความประพฤติ ซึ่งอยู่ในกรอบกฎหมายเยาวชน

ข้อสังเกต: การทำสัญญารอการลงโทษและเงื่อนไขคุมความประพฤติ มีบทบาทสำคัญในการดูแลเยาวชน แต่ ไม่ชดเชย การพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการอาญา

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

Issue

1. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังรายงานข้อเท็จจริงของ สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และ เยาวชน โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

2. การที่ศาลอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ถูกต้องหรือไม่?

Rule

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ 2553 มาตรา 131: ศาลจะพิพากษาหรือใช้วิธีการสำหรับเด็ก/เยาวชนได้เมื่อได้รับรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลย/ผู้ปกครอง/บุคคลที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 118: ในคดีอาญาที่เด็ก/เยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบได้ เพื่อเสนอรายงานความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็ก/เยาวชน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91: ถ้าผู้ใดได้กระทำความผิดหลายกรรมต่าง ๆ กัน ให้ลงโทษทุกกรรมไป

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83: ผู้ใดร่วมกันกระทำความผิดให้วินิจฉัยตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด (เมื่อเป็นความผิดกรรมเดียวหลายบท)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56, 75, 78: มาตรการสำหรับเยาวชน เช่น รอการลงโทษ, ลดโทษ, รับสารภาพ

Application

สำหรับประเด็น 1: รายงานสถานพินิจ ฯ มีบทบาทตามมาตรา 131 และ 118 แต่มีข้อจำกัดว่า ไม่ ใช้เป็นพยานหลักฐานแทนการสืบพยานในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฯ รับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลแล้ววินิจฉัยความผิดกรรมเดียวนั้น จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 118 และถือว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

สำหรับประเด็น 2: จากข้อเท็จจริงในฟ้อง โจทก์ได้ระบุแยกกรรมอย่างชัดเจน (การทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2) ซึ่งกรรมแต่ละครั้งมีเจตนา วิธีการ และผลอันตรายแตกต่างกัน จึงเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ไม่ใช่ “กรรมเดียวหลายบท” ตามมาตรา 83 ดังนั้นการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ฯ ว่าเป็นกรรมเดียวจึงไม่ถูกหลักกฎหมาย และศาลฎีกาจึงแก้ให้ลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91

Conclusion

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การรับฟังรายงานสถานพินิจ ฯ โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ แล้วนำมาใช้วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิด เป็นการ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ศาลยังวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ไม่ใช่ “กรรมเดียวหลายบท” ตามมาตรา 83

ผล: คดีถูกแก้ให้ลงโทษแยกทุกกรรมตามมาตรา 91 พร้อมลดโทษตามมาตรา 78 สำหรับการรับสารภาพ และให้มีการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมในกรณีไม่ชำระค่าปรับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

รายงานของ สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และ เยาวชน มีบทบาทสำคัญสำหรับการพิจารณา “วิธีการสำหรับเด็ก/เยาวชน” แต่ ไม่อาจ ใช้แทนการสืบพยานเพื่อวินิจฉัยการกระทำความผิดในคดีอาญาโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ

เมื่อมีการกระทำหลายกรรมซึ่งแยกจากกันได้ตามเจตนา วิธีการและผลอันตราย ต้องพิจารณาเป็นกระทงความผิดหลายกรรมตามมาตรา 91 ไม่ใช่รวมเป็นกรรมเดียวหลายบทตามมาตรา 83

กฎหมายเยาวชน (พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ) กับกฎหมายอาญาปกติต้องทำงานควบคู่กัน: เยาวชนอาจได้รับการลดโทษ รอการลงโทษ หรือได้รับมาตรการคุมความประพฤติ แต่ไม่ใช่ยกเว้นการพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการอาญา

การฟ้องขอค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาที่จำเลยเป็นเยาวชน รวมถึงการเรียกดอกเบี้ย ต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเป็นหลักฐาน / คำขอที่ถูกต้องตามกระบวนการแพ่งและอาจได้รับผลกระทบจากการวินิจฉัยอาญา

❓คำถามที่ 1:

ในคดีอาญาที่จำเลยเป็นเยาวชน หากศาลอุทธรณ์นำ “รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน” มาใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “การกระทำความผิด” โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ รายงานดังกล่าวจะถือเป็นพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขัดต่อหลักการตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 หรือไม่?

✅ คำตอบ:

ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายไว้ชัดเจนว่า รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา “มาตรการสำหรับเด็กและเยาวชน” เท่านั้น มิใช่เพื่อใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งความผิดในคดีอาญาโดยตรง

ตาม มาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนฯ บัญญัติให้ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ก็ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เพื่อให้ศาลเข้าใจภูมิหลัง สภาพแวดล้อม ครอบครัว และพฤติกรรมของเยาวชนในการกำหนดโทษหรือวิธีการอบรมที่เหมาะสม แต่รายงานนี้ไม่ใช่ “พยานหลักฐานแห่งความผิด”

ขณะเดียวกัน มาตรา 118 ของกฎหมายฉบับเดียวกันกำหนดว่า ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 “ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด” โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ได้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการลงโทษหรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แต่ถ้าศาลจะนำรายงานนั้นมาใช้รับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “การกระทำความผิด” จะต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นด้วย

ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในคดีนี้นำรายงานสถานพินิจมาใช้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิด “กรรมเดียว” โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การกระทำนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะขัดต่อหลักแห่งมาตรา 118 และ 131 ของพระราชบัญญัติศาลเยาวชนฯ ซึ่งมุ่งให้ศาลใช้รายงานดังกล่าวเพื่อพิจารณาเรื่อง “การลงโทษหรือวิธีการแก้ไขฟื้นฟูเยาวชน” มิใช่เพื่อพิสูจน์ความผิดอาญาโดยตรง และยังเป็นการปกป้องสิทธิของเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมให้ได้รับการพิสูจน์ความผิดตามหลักพยานหลักฐานที่เป็นธรรม

❓คำถามที่ 2:

ในกรณีที่จำเลยเยาวชนร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย 2 คน โดยแต่ละคนได้รับบาดเจ็บต่างระดับกัน ศาลจะพิจารณาว่าเป็น “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” และการแยกกรรมส่งผลต่อการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอย่างไร?

✅ คำตอบ:

ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567 ซึ่งศาลต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ใช้มีดทำร้ายผู้เสียหาย 2 คนในเหตุการณ์เดียวกัน ถือเป็น “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” ตามหลักกฎหมายอาญา

ศาลฎีกาได้พิจารณาตามถ้อยคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งบรรยายแยกการกระทำออกเป็น 2 ตอน ได้แก่

ข้อ 1.1 จำเลยร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 ถูกศีรษะ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย แต่ไม่ถึงขั้นสาหัส

ข้อ 1.2 จำเลยร่วมกันใช้อาวุธมีดเล่มเดียวกันฟันผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง ถูกบริเวณศีรษะและอวัยวะอื่น จนได้รับอันตรายสาหัสและต้องทุพพลภาพ

ศาลเห็นว่า แม้เหตุการณ์จะเกิดต่อเนื่อง แต่แต่ละการกระทำมี “เจตนา” และ “ผลของการกระทำ” แตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้เสียหายแต่ละคนเป็นคนละราย การทำร้ายคนละครั้ง และผลที่เกิดขึ้นต่างกัน จึงไม่ใช่ “กรรมเดียว” ที่ผิดหลายบท แต่เป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ซึ่งต้องลงโทษทุกกรรมไปตาม มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา

นอกจากนี้ ยังมีการปรับใช้ มาตรา 83 ซึ่งว่าด้วยการร่วมกันกระทำความผิด เพื่อระบุว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันในการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น จึงต้องรับโทษร่วมกันในแต่ละกรรม และศาลยังใช้ มาตรา 75 เพื่อลดโทษให้เพราะเป็นเยาวชน และ มาตรา 78 เพื่อลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ รวมถึงให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติ

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมแยกกัน ตามหลักในมาตรา 91 และให้ลดโทษตามเหตุเยาวชนและการรับสารภาพ ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของการแยก “กรรมเดียว” ออกจาก “หลายกรรม” โดยพิจารณาจากเจตนา ลักษณะการกระทำ และผลแห่งการกระทำเป็นเกณฑ์ อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญในคดีอาญาเยาวชน


•ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 : “เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี …”   มาตรา 75 ประมวลกฎหมายอาญา “ถ้าผู้กระทำความผิดในขณะกระทำความผิดยังไม่มีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ ให้ศาลลดโทษตามบทที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นลงได้กึ่งหนึ่ง ถ้าผู้กระทำความผิดในขณะกระทำความผิดมีอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ ศาลจะสั่งให้กักขังไว้ในสถานพินิจจนกว่าจะครบอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ก็ได้ ถ้าผู้กระทำความผิดในขณะกระทำความผิดมีอายุยังไม่ถึงสิบห้าปีบริบูรณ์ ศาลจะสั่งให้ส่งตัวไปคุมตัวไว้ในสถานพินิจเพื่อฝึกอบรมอบรมหรือคุมความประพฤติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุมความประพฤติของเด็กและเยาวชนก็ได้” มาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา “เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่ม หรือการลดโทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นแล้วหรือไม่ ถ้าศาลเห็นสมควร จะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ วรรคสอง เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ ผู้กระทำความผิดเป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญาตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาแต่ก่อน รู้สึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา หรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567

แม้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจจะมีความสำคัญแก่การพิพากษาคดี เนื่องจากพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 131 บัญญัติไว้มีใจความว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลย บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วย หรือบุคคลซึ่งให้การศึกษา ให้ทำการงาน หรือ มีความเกี่ยวข้องตามมาตรา 115 เข้าสู่สำนวนคดี โดยมาตรา 118 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การพิจารณาคดีอาญา ที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้องโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นก็ได้ เพื่อเสนอรายงานและความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการลงโทษ หรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยเท่านั้น หากศาลจะฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง ศาลจะรับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามรายงานมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบพยานของคู่ความ จึงไม่สามารถนำมารับฟัง ในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยได้ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร แล้วเชื่อว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาย จ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ว. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ร. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 87,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 754,165 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่เรียกมานั้นสูงเกินส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (ที่ถูก 297 (8)) ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 16 ปี และ 17 ปีเศษ ตามลำดับ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 3 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้ภายในเวลาดังกล่าว โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ จำเลยทั้งสองดังนี้

1 ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ทุกครั้งที่ไปรายงานตัวให้ตรวจปัสสาวะจำเลยทั้งสอง หากพบสารเสพติดให้รายงานศาล

2 ให้จำเลยทั้งสองประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ

3 ห้ามจำเลยทั้งสองคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือในสถานเริงรมย์ทุกแห่ง และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด

4 ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง

หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครมีกำหนด 10 วัน ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 262,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องทั้งสองขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายนาย จ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และนาย ว. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร ขึ้นมาวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจจะมีความสำคัญแก่การพิพากษาคดี เนื่องจากพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 131 บัญญัติไว้มีใจความว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อใช้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลย บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วย หรือบุคคลซึ่งให้การศึกษา ให้ทำการงาน หรือมีความเกี่ยวข้องตามมาตรา 115 เข้าสู่สำนวนคดี โดยมาตรา 118 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การพิจารณาคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้องโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นก็ได้ เพื่อเสนอรายงานและความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการลงโทษ หรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยเท่านั้น หากศาลจะฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง ศาลจะรับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามรายงานมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบพยานของคู่ความ จึงไม่สามารถนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยได้ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร แล้วเชื่อว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ 1.1 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ถูกบริเวณศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดอันตรายแก่กาย กับข้อ 1.2 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธมีดที่ได้ใช้กระทำความผิดในข้อ 1.1 ฟันทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง ถูกบริเวณศีรษะและอวัยวะอื่นอีกหลายแห่ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยทั้งสองต่อผู้เสียหายแต่ละคน โดยผลของการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนก็แตกต่างกันไปอันมีเจตนาต่างกันในแต่ละครั้ง อีกทั้งโจทก์ยังมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย คงจำคุกคนละ 3 เดือน และคงปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และคงปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 15,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครมีกำหนด 15 วัน ส่วนการรอการลงโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1) ฎีกา 5310/2533 – ทำร้ายร่างกาย: ลงโทษได้แม้คำฟ้องระบุหนักกว่า (295 vs 297)

ประเด็น: โจทก์ฟ้องฐานทำร้ายจน “อันตรายสาหัส” ตาม ม.297(8) แต่พยานหลักฐานในสำนวนรับฟังได้เพียงถึง “อันตรายแก่กาย” ตาม ม.295 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำขอท้ายฟ้องจะประสงค์ลงโทษตามบทหนักกว่า (ม.297) หากข้อเท็จจริงปรากฏเพียงระดับความเสียหายตาม ม.295 ศาลก็ลงโทษจำเลยตาม ม.295 ได้ โดยไม่ถือว่า “ลงโทษนอกฟ้อง” เพราะยังเป็นฐานความผิดชนิดเดียวกัน (ทำร้ายร่างกาย) ต่างกันเพียงระดับผลความเสียหายต่อร่างกายที่พิสูจน์ได้ ข้อนี้สอดรับกับแนวในคดี 1656/2567 ที่ศาลแยกวิเคราะห์ “ผล” ต่อผู้เสียหายแต่ละคนอย่างจำเพาะ (รายหนึ่งแค่อันตรายแก่กาย อีกคนอันตรายสาหัส) ก่อนจัดวางผลทางกฎหมายและโทษที่เหมาะสม กรณีนี้ช่วยย้ำหลักว่าศาลยึด “ข้อเท็จจริงตามที่พิสูจน์ได้” เป็นแกน ไม่ยึดเพียงถ้อยคำที่ฟ้อง ซึ่งมีนัยต่อการประเมินว่าจะเป็น “กรรมเดียวหลายบท” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” และต่อการจัดชั้นบทลงโทษให้ได้สัดส่วนกับผลความเสียหายจริงของผู้เสียหายแต่ละรายด้วย. 

2) ฎีกา 7844/2552 – วิธีคำนวณโทษเมื่อเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตาม ม.91

ประเด็น: ศาลฎีกาย้ำหลักวิธีคำนวณโทษเมื่อผู้กระทำได้ทำผิด “หลายกรรมต่างกัน” ตาม ม.91 ต้อง “ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป” แล้วจึงพิจารณาขีดจำกัดโทษรวมตามกรอบของ ม.91 (เช่น เพดานโทษจำคุกสูงสุดกรณีต่าง ๆ) คดีนี้เน้นเทคนิคการคิดโทษในเชิงระบบ—ไม่ว่ามีการเพิ่มหรือลดโทษก็ตาม ให้คำนวณจากโทษรวมทุกกระทงก่อน แล้วค่อยตรวจสอบว่ามีส่วนใดเกินเพดานที่ ม.91 กำหนดหรือไม่ ก่อนปรับให้ไม่เกินกรอบในวรรคต่อ ๆ ไป หลักดังกล่าวสอดคล้องกับคดี 1656/2567 ที่ศาลฎีกาแยกการทำร้ายผู้เสียหาย 2 คนออกเป็น “หลายกรรมต่างกัน” แล้วลงโทษแยกกระทง (ผู้เสียหายที่ 1 ตาม ม.295 และผู้เสียหายที่ 2 ตาม ม.297) ก่อนพิจารณาลดโทษจากเหตุเยาวชน (ม.75) และรับสารภาพ (ม.78) ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพการ “เรียงกระทง–รวมโทษ–คุมเพดานตาม ม.91” อย่างเป็นขั้นตอน. 

3) ฎีกา 1457/2529 – หลายกรรมต่างกัน: ต้องเรียงกระทงลงโทษตาม ม.91

ประเด็น: คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่าการกระทำของจำเลยเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” (รวม 3 กระทง) จึงต้อง “เรียงกระทงลงโทษ” ตาม ม.91 การย้ำหลักดังกล่าวช่วยให้ผู้ศึกษากฎหมายเห็นเกณฑ์แยกกรรมในทางปฏิบัติ: เมื่อการกระทำแต่ละครั้งมี “เจตนา–พฤติการณ์–ผล” แยกจากกันชัด (ทั้งในด้านเวลา เหยื่อ/ผู้เสียหาย และระดับผล) ก็ไม่ใช่ “กรรมเดียวหลายบท” แต่เป็น “หลายกรรมต่างกัน” ต้องลงโทษทุกกรรมไป หลักนี้สอดรับกับ 1656/2567 ซึ่งแยกการทำร้ายผู้เสียหายสองรายคนละผล (อันตรายแก่กาย vs อันตรายสาหัส) และวินิจฉัยว่าต้องลงโทษเป็นคนละกระทงตาม ม.91 แล้วจึงพิจารณามาตราลดโทษอื่น ๆ ภายหลัง การทำความเข้าใจแนวนี้ช่วยให้จัดวางโจทย์คำฟ้องและกลยุทธ์นำสืบได้ตรงกับโครงสร้างโทษปลายทาง. 

4) ฎีกา 1057/2529 – พฤติการณ์แยกหลายผลผิดกฎหมาย: เป็น “หลายกรรมต่างกัน”

ประเด็น: ศาลฎีกาพิจารณาว่าเมื่อพฤติการณ์การใช้อาวุธ (เช่น มีอาวุธปืนไว้–พาอาวุธไปในที่สาธารณะ) ก่อให้เกิด “ผลเป็นความผิดหลายอย่างต่างกัน” การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” มิใช่กรรมเดียว คดีนี้ให้บทเรียนว่าการวิเคราะห์ “องค์ประกอบความผิดที่แตกแขนงหลายฐาน” จากพฤติการณ์เดียว (เช่น การมี–การพา–การใช้) อาจแยกได้เป็นหลายกรรม หากแต่ละฐานมีองค์ประกอบและผลกระทบที่เป็นอิสระต่อกัน แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ 1656/2567 ในมิติของ “การแยกผลต่อผู้เสียหาย” แม้เกิดใกล้เคียงกันทางเวลา แต่ผลกระทบต่อกฎหมายคนละส่วน/คนละบุคคล ทำให้ต้องเรียงกระทงลงโทษตาม ม.91 และพิจารณาลดโทษตามเหตุเฉพาะราย (ม.75, ม.78) เพื่อให้ลงโทษได้สัดส่วนและยุติธรรม. 

5) ฎีกา 1696/2529 – ตัวอย่าง “กรรมเดียวผิดหลายบท” เพื่อเทียบเกณฑ์แยก–รวม

 

ประเด็น: ในอีกมุมหนึ่ง ศาลฎีกาเคยยอมรับกรณี “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” โดยลงโทษตามบทที่หนักที่สุด (ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด) ซึ่งต่างจาก “หลายกรรมต่างกัน” ที่ต้องเรียงกระทงลงโทษ หลักนี้มีค่ายิ่งเมื่อใช้เปรียบเทียบกับ 1656/2567: หากการทำร้ายผู้เสียหาย 2 คน “เป็นเหตุเดียว–ผลเดียว–เหยื่อเดียว” จนอาจถือว่าเป็น “กรรมเดียวหลายบท” ก็จะลงโทษเพียงบทหนักที่สุด แต่ในคดี 1656/2567 ศาลชี้ว่าฟ้องได้แยกการทำร้ายคนละราย ผลต่างกัน (อันตรายแก่กาย vs อันตรายสาหัส) พร้อมคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม ม.91 จึงต้องถือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” การวางสองแนวเทียบกันช่วยให้ผู้ศึกษาเห็น “เส้นแบ่ง” ระหว่างสองสภาพทางกฎหมายนี้ชัดขึ้น และรู้เกณฑ์ใช้บังคับในคดีทำร้ายหรือความผิดหลายฐานที่เกิดใกล้กัน. 

 



ป.อาญาเรียงมาตรา

การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา article
ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด article
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่ article
ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน
พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้ article
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน