
| วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีอาญาที่จำเลยเป็นเยาวชน ซึ่งมีประเด็นสำคัญว่า รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 131 และ 118 แม้ว่าจะมีความสำคัญต่อการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แต่ไม่อาจนำมาใช้โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบเพื่อพิพากษาความผิดอาญาได้ อีกทั้ง ศาลยังวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ใช่ “กรรมเดียว” แม้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่เป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และอนุโลมบทบาทมาตรา 83 ซึ่งส่งผลให้ลงโทษตามกระทงความผิดแยกกัน สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297 โดยกล่าวว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายนาย จ. (ผู้เสียหายที่ 1) และนาย ว. (ผู้เสียหายที่ 2) ในวันเวลาและสถานที่ตามฟ้อง โดยมีอาวุธมีดเป็นอุปกรณ์ทำร้าย ผู้เสียหายที่ 2 รับอันตรายสาหัส • จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ • ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 และ 2 (ผู้ร้อง) ขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 87,000 บาท และผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 754,165 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดต่อเนื่องจนชำระเสร็จ • จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่เรียกมาสูงเกินไป ขอให้ยกคำร้อง • ศาลชั้นต้นพิพากษา: จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม มาตรา 295, 297 (ถูกมาตรา 297 (8)) ประกอบมาตรา 83 โดยจำเลยอายุ 16 ปี และ 17 ปีเศษ ตามลำดับ จึงลดโทษตามมาตรา 75 ประมวลกฎหมายอาญา ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส (มาตรา 90) จำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท แล้วลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท อาศัยอำนาจมาตรา 56 ให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ เช่น ไปรายงานตัวทุก 4 เดือน ตรวจปัสสาวะ หากพบสารเสพติดให้รายงานศาล, ประกอบอาชีพ, ห้ามเที่ยวกลางคืน/คบคนพฤติกรรมไม่ดี/เกี่ยวข้องยาเสพติด, กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง และหากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฯ มีกำหนด 10 วัน (อาศัยอำนาจ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง) • ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2562 ถึง 10 เม.ย. 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป จนชำระเสร็จ • ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 262,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2562 ถึง 10 เม.ย. 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไปจนชำระเสร็จ • ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้เป็น: ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป จนชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอผู้ร้องทั้งสอง • โจทก์ฎีกา • ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัย: ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในลักษณะที่อธิบายข้างต้น • ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา: 1. การที่ศาลอุทธรณ์ฯ รับฟังรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจ ฯ แล้วเชื่อว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? ศาลวินิจฉัยว่า แม้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจ ฯ มีความสำคัญต่อการพิจารณา เนื่องจาก พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 131 บัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว แต่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวกับจำเลย บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ หรือบุคคลซึ่งให้การศึกษา ทำงาน หรือมีความเกี่ยวข้องตามมาตรา 115 เข้าสู่สำนวนคดี โดยมาตรา 118 บัญญัติว่า ในคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟัง “รายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง” โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ได้ เพื่อเสนอรายงานความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้น หากศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งถูกฟ้อง รายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดได้หรือไม่ได้ ซึ่งหมายความว่า รายงานนั้นไม่ใช่พยานหลักฐานแทนการสืบพยานของคู่ความได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ แล้ววินิจฉัยว่าเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น จึง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2. การที่ศาลอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฯ หรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน (ข้อ 1.1 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ถูกบริเวณศีรษะ; ข้อ 1.2 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 หลายแห่ง) เจตนาต่างกัน ผลอันตรายต่างกัน ผู้ร้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 91 ด้วย ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่ “กรรมเดียว” ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย • พิพากษาแก้: ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท; ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท; ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง: ฐานแรก คุกคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท; ฐานที่สอง คุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน ปรับคนละ 15,000 บาท พร้อมให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกฯ มีกำหนด 15 วัน หากไม่ชำระค่าปรับ ส่วนมาตรการรอการลงโทษและอื่น ๆ นอกเหนือจากที่แก้ตามอุทธรณ์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567 อยู่ที่การตีความบทบัญญัติของ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ร่วมกับ ประมวลกฎหมายอาญา เพื่อวินิจฉัยว่า “รายงานสถานพินิจ” มีสถานะเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็น “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” 🔹 มาตรากฎหมายสำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัย 1. มาตรา 131 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ กำหนดว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับรายงานข้อเท็จจริงจากสถานพินิจแล้ว → ศาลย้ำว่า รายงานนี้มีไว้เพื่อประกอบการพิจารณามาตรการต่อเยาวชน ไม่ใช่พยานหลักฐานในข้อเท็จจริงแห่งความผิด 2. มาตรา 118 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ระบุว่า ศาลจะรับฟังรายงานข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดได้โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ → ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า ถ้าเป็นข้อเท็จจริง “เกี่ยวกับการกระทำความผิด” ต้องมีพยานบุคคลประกอบ มิฉะนั้นถือว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 3. มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยกรณีผู้ใดกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม → ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทำร้ายผู้เสียหาย 2 คนในลักษณะต่างกัน จึงถือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ไม่ใช่กรรมเดียว 4. มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยการร่วมกันกระทำความผิด → ใช้ประกอบเพื่อกำหนดว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันในการทำร้าย จึงต้องรับโทษร่วมกัน 5. มาตรา 75 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ว่าด้วยการลดโทษสำหรับเยาวชน, มาตรา 78 ว่าด้วยการลดโทษเพราะรับสารภาพ → ศาลนำมาใช้เพื่อลดโทษจำคุกและปรับ พร้อมให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติ 🔑 คำสำคัญ 5 ข้อความพร้อมขยายความ 1. “รายงานสถานพินิจไม่ใช่พยานหลักฐานแห่งความผิด” → ศาลฎีกาวางหลักว่า รายงานของสถานพินิจมีไว้เพื่อประกอบการใช้มาตรการต่อเยาวชน ไม่สามารถใช้วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดได้ หากไม่มีพยานบุคคลประกอบ 2. “การกระทำหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรม” → จำเลยทำร้ายผู้เสียหายสองคนต่างเวลา ต่างผลอันตราย ศาลจึงเห็นว่าเป็นความผิดหลายกรรมตามมาตรา 91 3. “เจตนาและผลอันตรายเป็นเกณฑ์แยกกรรม” → แม้เกิดในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ถ้าเจตนาและผลต่างกัน ถือเป็นกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวหลายบท 4. “สิทธิในการใช้รายงานสถานพินิจจำกัดเฉพาะการพิจารณาโทษ” → มาตรา 118 กำหนดให้ใช้รายงานเฉพาะเพื่อการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็ก ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์การกระทำผิด 5. “ศาลอุทธรณ์รับฟังรายงานสถานพินิจโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” → เป็นแก่นของคดีที่ทำให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษา เพราะศาลอุทธรณ์ใช้รายงานสถานพินิจผิดขอบเขตตามเจตนารมณ์กฎหมายเยาวชน สรุปสั้น: คดีนี้เป็นหลักสำคัญในการตีความบทบาทของ “รายงานสถานพินิจ” ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 131 และ 118 ว่ามีขอบเขตเพื่อการพิจารณาโทษเท่านั้น ไม่ใช่พยานหลักฐานข้อเท็จจริง และเป็นคดีตัวอย่างของการแยก “กรรมเดียว” ออกจาก “หลายกรรมต่างกัน” ตาม มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา คำวินิจฉัยและขยายความประเด็นทางกฎหมาย ประเด็น 1: รายงานสถานพินิจ ฯ ไม่ใช่พยานหลักฐานโดยลำพัง • ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 131 ระบุว่า ศาลจะพิพากษาหรือใช้วิธีการกับเด็ก/เยาวชนได้ เมื่อได้รับทราบ รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลย/ผู้ปกครอง/บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าสู่สำนวนคดี • ตามมาตรา 118 บัญญัติว่า ในคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟัง รายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบได้ เพื่อเสนอรายงานและความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการ “ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน” เท่านั้น • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “การกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง” เป็นข้อเท็จจริงซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 118 หากต้องการใช้เป็นพยานหลักฐาน จะต้องมีพยานบุคคล / พยานเอกสารตามกระบวนการสืบพยานของคู่ความ • ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ฯ รับฟังรายงานสถานพินิจ ฯ ขึ้นสำนวนโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ แล้วใช้เป็นเหตุให้วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดได้ ถือว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย • สรุป: รายงานสถานพินิจ ฯ มีบทบาทสำคัญในการพิจารณา “วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน” (เช่น การรอการลงโทษ, คุมความประพฤติ) แต่ ไม่อาจ ใช้แทนการสืบพยานเพื่อพิพากษาความผิดโดยอาศัยเพียงรายงานดังกล่าว ประเด็น 2: กรรมเดียว กับ หลายกรรมแตกต่าง – หลักกฎหมายและการตีความ • หลักกฎหมาย: ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า “ถ้าผู้ใดได้กระทำความผิดหลายกรรมต่าง ๆ กัน ให้ลงโทษทุกกรรมไป” • ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และบทอื่น ๆ อาจกล่าวถึงความผิดฐานเดียวมีหลายบท หรือร่วมกันทำด้วยกัน • ในคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องแยกข้อ 1.1 และ 1.2 อย่างชัดเจน ซึ่งมีรายละเอียดต่างกัน: ผู้เสียหายที่ 1 โจทย์อ้างถูกทำร้ายบริเวณศีรษะ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย (แต่ไม่ถึงขั้นสาหัส) ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกฟันหลายแห่ง ถูกบริเวณศีรษะและอวัยวะอื่นหลายแห่ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส (หรือทุพพลภาพ/ป่วยเจ็บ > 20 วัน) • ด้วยเหตุนี้ เจตนา ผลอันตราย และวิธีการแตกต่างกันในแต่ละกรรม ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวที่ผิดหลายบท • ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดหลายบท” จึงไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย • ผล: ศาลฎีกาแก้ให้ลงโทษแยกตามแต่ละกรรม ตามมาตรา 91 ซึ่งสอดคล้องกับหลักว่า เมื่อมีหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรม ประเด็น 3: ผลทางแพ่ง – ค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ย • จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในคดีอาญา เป็นเหตุให้มีการลดโทษตามมาตรา 78 • ในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นให้จำเลยร่วมชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยต่างอัตราในช่วงเวลาที่กำหนด • ศาลอุทธรณ์ฯ ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไปจนชำระเสร็จ โดยให้ปรับตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกอัตราเพิ่ม 2 % ต่อปี แต่ไม่เกิน 7.5 % ต่อปี • แม้ศาลฎีกาไม่ได้แก้โทษแพ่งโดยละเอียดในคำพิพากษาที่สรุปไว้ แต่องค์ความรู้ที่ได้รับคือ: การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยในคดีอาญา-แพ่งกับจำเลยเยาวชน มีลักษณะพิจารณาควบคู่ทั้งโทษอาญาและการชดใช้แก่ผู้เสียหาย ประเด็น 4: บทบาทของกฎหมายเยาวชนในคดีอาญา • พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ 2553 มีบทบัญญัติเชิงพิเศษสำหรับเด็ก/เยาวชน เช่น มาตรา 131 และ 118 ซึ่งให้รายงานสถานพินิจ ฯ มีบทบาทในการพิจารณา “วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน” หรือการใช้มาตรการทางเลือก เช่น รอการลงโทษ, คุมความประพฤติ • แต่บทบัญญัติเหล่านี้ ไม่ได้ ยกเว้นขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาตามปกติ: เมื่อเป็นการพิจารณาความผิดอาญา จำเลยเยาวชนยังคงต้องได้รับการพิพากษาโดยศาลตามกระบวนการ เช่น การนำพยานบุคคล/เอกสารมาแสดง • ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นใช้มาตรา 56 (รอการลงโทษ), มาตรา 75 (ลดโทษเยาวชน), มาตรา 78 (ลดโทษตามการรับสารภาพ) ร่วมกับมาตรการคุมความประพฤติ ซึ่งอยู่ในกรอบกฎหมายเยาวชน • ข้อสังเกต: การทำสัญญารอการลงโทษและเงื่อนไขคุมความประพฤติ มีบทบาทสำคัญในการดูแลเยาวชน แต่ ไม่ชดเชย การพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการอาญา IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue 1. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังรายงานข้อเท็จจริงของ สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และ เยาวชน โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? 2. การที่ศาลอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ถูกต้องหรือไม่? Rule • พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ 2553 มาตรา 131: ศาลจะพิพากษาหรือใช้วิธีการสำหรับเด็ก/เยาวชนได้เมื่อได้รับรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลย/ผู้ปกครอง/บุคคลที่เกี่ยวข้อง • พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 118: ในคดีอาญาที่เด็ก/เยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบได้ เพื่อเสนอรายงานความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็ก/เยาวชน • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91: ถ้าผู้ใดได้กระทำความผิดหลายกรรมต่าง ๆ กัน ให้ลงโทษทุกกรรมไป • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83: ผู้ใดร่วมกันกระทำความผิดให้วินิจฉัยตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด (เมื่อเป็นความผิดกรรมเดียวหลายบท) • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56, 75, 78: มาตรการสำหรับเยาวชน เช่น รอการลงโทษ, ลดโทษ, รับสารภาพ Application • สำหรับประเด็น 1: รายงานสถานพินิจ ฯ มีบทบาทตามมาตรา 131 และ 118 แต่มีข้อจำกัดว่า ไม่ ใช้เป็นพยานหลักฐานแทนการสืบพยานในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฯ รับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลแล้ววินิจฉัยความผิดกรรมเดียวนั้น จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 118 และถือว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกา • สำหรับประเด็น 2: จากข้อเท็จจริงในฟ้อง โจทก์ได้ระบุแยกกรรมอย่างชัดเจน (การทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2) ซึ่งกรรมแต่ละครั้งมีเจตนา วิธีการ และผลอันตรายแตกต่างกัน จึงเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ไม่ใช่ “กรรมเดียวหลายบท” ตามมาตรา 83 ดังนั้นการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ฯ ว่าเป็นกรรมเดียวจึงไม่ถูกหลักกฎหมาย และศาลฎีกาจึงแก้ให้ลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91 Conclusion • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การรับฟังรายงานสถานพินิจ ฯ โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ แล้วนำมาใช้วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิด เป็นการ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” • ศาลยังวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ไม่ใช่ “กรรมเดียวหลายบท” ตามมาตรา 83 • ผล: คดีถูกแก้ให้ลงโทษแยกทุกกรรมตามมาตรา 91 พร้อมลดโทษตามมาตรา 78 สำหรับการรับสารภาพ และให้มีการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมในกรณีไม่ชำระค่าปรับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • รายงานของ สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และ เยาวชน มีบทบาทสำคัญสำหรับการพิจารณา “วิธีการสำหรับเด็ก/เยาวชน” แต่ ไม่อาจ ใช้แทนการสืบพยานเพื่อวินิจฉัยการกระทำความผิดในคดีอาญาโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ • เมื่อมีการกระทำหลายกรรมซึ่งแยกจากกันได้ตามเจตนา วิธีการและผลอันตราย ต้องพิจารณาเป็นกระทงความผิดหลายกรรมตามมาตรา 91 ไม่ใช่รวมเป็นกรรมเดียวหลายบทตามมาตรา 83 • กฎหมายเยาวชน (พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ) กับกฎหมายอาญาปกติต้องทำงานควบคู่กัน: เยาวชนอาจได้รับการลดโทษ รอการลงโทษ หรือได้รับมาตรการคุมความประพฤติ แต่ไม่ใช่ยกเว้นการพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการอาญา • การฟ้องขอค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาที่จำเลยเป็นเยาวชน รวมถึงการเรียกดอกเบี้ย ต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเป็นหลักฐาน / คำขอที่ถูกต้องตามกระบวนการแพ่งและอาจได้รับผลกระทบจากการวินิจฉัยอาญา ❓คำถามที่ 1: ในคดีอาญาที่จำเลยเป็นเยาวชน หากศาลอุทธรณ์นำ “รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน” มาใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “การกระทำความผิด” โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ รายงานดังกล่าวจะถือเป็นพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขัดต่อหลักการตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 หรือไม่? ✅ คำตอบ: ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายไว้ชัดเจนว่า รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา “มาตรการสำหรับเด็กและเยาวชน” เท่านั้น มิใช่เพื่อใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งความผิดในคดีอาญาโดยตรง ตาม มาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนฯ บัญญัติให้ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ก็ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เพื่อให้ศาลเข้าใจภูมิหลัง สภาพแวดล้อม ครอบครัว และพฤติกรรมของเยาวชนในการกำหนดโทษหรือวิธีการอบรมที่เหมาะสม แต่รายงานนี้ไม่ใช่ “พยานหลักฐานแห่งความผิด” ขณะเดียวกัน มาตรา 118 ของกฎหมายฉบับเดียวกันกำหนดว่า ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 “ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด” โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ได้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการลงโทษหรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แต่ถ้าศาลจะนำรายงานนั้นมาใช้รับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “การกระทำความผิด” จะต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในคดีนี้นำรายงานสถานพินิจมาใช้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิด “กรรมเดียว” โดยไม่มีพยานบุคคลประกอบ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การกระทำนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะขัดต่อหลักแห่งมาตรา 118 และ 131 ของพระราชบัญญัติศาลเยาวชนฯ ซึ่งมุ่งให้ศาลใช้รายงานดังกล่าวเพื่อพิจารณาเรื่อง “การลงโทษหรือวิธีการแก้ไขฟื้นฟูเยาวชน” มิใช่เพื่อพิสูจน์ความผิดอาญาโดยตรง และยังเป็นการปกป้องสิทธิของเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมให้ได้รับการพิสูจน์ความผิดตามหลักพยานหลักฐานที่เป็นธรรม ❓คำถามที่ 2: ในกรณีที่จำเลยเยาวชนร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย 2 คน โดยแต่ละคนได้รับบาดเจ็บต่างระดับกัน ศาลจะพิจารณาว่าเป็น “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” และการแยกกรรมส่งผลต่อการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอย่างไร? ✅ คำตอบ: ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567 ซึ่งศาลต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ใช้มีดทำร้ายผู้เสียหาย 2 คนในเหตุการณ์เดียวกัน ถือเป็น “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” ตามหลักกฎหมายอาญา ศาลฎีกาได้พิจารณาตามถ้อยคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งบรรยายแยกการกระทำออกเป็น 2 ตอน ได้แก่ • ข้อ 1.1 จำเลยร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 ถูกศีรษะ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย แต่ไม่ถึงขั้นสาหัส • ข้อ 1.2 จำเลยร่วมกันใช้อาวุธมีดเล่มเดียวกันฟันผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง ถูกบริเวณศีรษะและอวัยวะอื่น จนได้รับอันตรายสาหัสและต้องทุพพลภาพ ศาลเห็นว่า แม้เหตุการณ์จะเกิดต่อเนื่อง แต่แต่ละการกระทำมี “เจตนา” และ “ผลของการกระทำ” แตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้เสียหายแต่ละคนเป็นคนละราย การทำร้ายคนละครั้ง และผลที่เกิดขึ้นต่างกัน จึงไม่ใช่ “กรรมเดียว” ที่ผิดหลายบท แต่เป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ซึ่งต้องลงโทษทุกกรรมไปตาม มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้ ยังมีการปรับใช้ มาตรา 83 ซึ่งว่าด้วยการร่วมกันกระทำความผิด เพื่อระบุว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันในการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น จึงต้องรับโทษร่วมกันในแต่ละกรรม และศาลยังใช้ มาตรา 75 เพื่อลดโทษให้เพราะเป็นเยาวชน และ มาตรา 78 เพื่อลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ รวมถึงให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมแยกกัน ตามหลักในมาตรา 91 และให้ลดโทษตามเหตุเยาวชนและการรับสารภาพ ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของการแยก “กรรมเดียว” ออกจาก “หลายกรรม” โดยพิจารณาจากเจตนา ลักษณะการกระทำ และผลแห่งการกระทำเป็นเกณฑ์ อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญในคดีอาญาเยาวชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567 แม้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจจะมีความสำคัญแก่การพิพากษาคดี เนื่องจากพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 131 บัญญัติไว้มีใจความว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลย บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วย หรือบุคคลซึ่งให้การศึกษา ให้ทำการงาน หรือ มีความเกี่ยวข้องตามมาตรา 115 เข้าสู่สำนวนคดี โดยมาตรา 118 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การพิจารณาคดีอาญา ที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้องโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นก็ได้ เพื่อเสนอรายงานและความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการลงโทษ หรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยเท่านั้น หากศาลจะฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง ศาลจะรับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามรายงานมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบพยานของคู่ความ จึงไม่สามารถนำมารับฟัง ในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยได้ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร แล้วเชื่อว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นาย จ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ว. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ร. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 87,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 754,165 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่เรียกมานั้นสูงเกินส่วน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (ที่ถูก 297 (8)) ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 16 ปี และ 17 ปีเศษ ตามลำดับ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 3 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้ภายในเวลาดังกล่าว โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ จำเลยทั้งสองดังนี้ 1 ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ทุกครั้งที่ไปรายงานตัวให้ตรวจปัสสาวะจำเลยทั้งสอง หากพบสารเสพติดให้รายงานศาล 2 ให้จำเลยทั้งสองประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ 3 ห้ามจำเลยทั้งสองคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือในสถานเริงรมย์ทุกแห่ง และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด 4 ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครมีกำหนด 10 วัน ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 262,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องทั้งสองขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายนาย จ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และนาย ว. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร ขึ้นมาวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจจะมีความสำคัญแก่การพิพากษาคดี เนื่องจากพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 131 บัญญัติไว้มีใจความว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อใช้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลย บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วย หรือบุคคลซึ่งให้การศึกษา ให้ทำการงาน หรือมีความเกี่ยวข้องตามมาตรา 115 เข้าสู่สำนวนคดี โดยมาตรา 118 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การพิจารณาคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้องโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นก็ได้ เพื่อเสนอรายงานและความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการลงโทษ หรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยเท่านั้น หากศาลจะฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง ศาลจะรับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีพยานบุคคลประกอบไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามรายงานมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบพยานของคู่ความ จึงไม่สามารถนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยได้ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร แล้วเชื่อว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ 1.1 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ถูกบริเวณศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดอันตรายแก่กาย กับข้อ 1.2 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธมีดที่ได้ใช้กระทำความผิดในข้อ 1.1 ฟันทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง ถูกบริเวณศีรษะและอวัยวะอื่นอีกหลายแห่ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยทั้งสองต่อผู้เสียหายแต่ละคน โดยผลของการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนก็แตกต่างกันไปอันมีเจตนาต่างกันในแต่ละครั้ง อีกทั้งโจทก์ยังมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย คงจำคุกคนละ 3 เดือน และคงปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และคงปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 15,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครมีกำหนด 15 วัน ส่วนการรอการลงโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1) ฎีกา 5310/2533 – ทำร้ายร่างกาย: ลงโทษได้แม้คำฟ้องระบุหนักกว่า (295 vs 297) ประเด็น: โจทก์ฟ้องฐานทำร้ายจน “อันตรายสาหัส” ตาม ม.297(8) แต่พยานหลักฐานในสำนวนรับฟังได้เพียงถึง “อันตรายแก่กาย” ตาม ม.295 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำขอท้ายฟ้องจะประสงค์ลงโทษตามบทหนักกว่า (ม.297) หากข้อเท็จจริงปรากฏเพียงระดับความเสียหายตาม ม.295 ศาลก็ลงโทษจำเลยตาม ม.295 ได้ โดยไม่ถือว่า “ลงโทษนอกฟ้อง” เพราะยังเป็นฐานความผิดชนิดเดียวกัน (ทำร้ายร่างกาย) ต่างกันเพียงระดับผลความเสียหายต่อร่างกายที่พิสูจน์ได้ ข้อนี้สอดรับกับแนวในคดี 1656/2567 ที่ศาลแยกวิเคราะห์ “ผล” ต่อผู้เสียหายแต่ละคนอย่างจำเพาะ (รายหนึ่งแค่อันตรายแก่กาย อีกคนอันตรายสาหัส) ก่อนจัดวางผลทางกฎหมายและโทษที่เหมาะสม กรณีนี้ช่วยย้ำหลักว่าศาลยึด “ข้อเท็จจริงตามที่พิสูจน์ได้” เป็นแกน ไม่ยึดเพียงถ้อยคำที่ฟ้อง ซึ่งมีนัยต่อการประเมินว่าจะเป็น “กรรมเดียวหลายบท” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” และต่อการจัดชั้นบทลงโทษให้ได้สัดส่วนกับผลความเสียหายจริงของผู้เสียหายแต่ละรายด้วย. 2) ฎีกา 7844/2552 – วิธีคำนวณโทษเมื่อเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตาม ม.91 ประเด็น: ศาลฎีกาย้ำหลักวิธีคำนวณโทษเมื่อผู้กระทำได้ทำผิด “หลายกรรมต่างกัน” ตาม ม.91 ต้อง “ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป” แล้วจึงพิจารณาขีดจำกัดโทษรวมตามกรอบของ ม.91 (เช่น เพดานโทษจำคุกสูงสุดกรณีต่าง ๆ) คดีนี้เน้นเทคนิคการคิดโทษในเชิงระบบ—ไม่ว่ามีการเพิ่มหรือลดโทษก็ตาม ให้คำนวณจากโทษรวมทุกกระทงก่อน แล้วค่อยตรวจสอบว่ามีส่วนใดเกินเพดานที่ ม.91 กำหนดหรือไม่ ก่อนปรับให้ไม่เกินกรอบในวรรคต่อ ๆ ไป หลักดังกล่าวสอดคล้องกับคดี 1656/2567 ที่ศาลฎีกาแยกการทำร้ายผู้เสียหาย 2 คนออกเป็น “หลายกรรมต่างกัน” แล้วลงโทษแยกกระทง (ผู้เสียหายที่ 1 ตาม ม.295 และผู้เสียหายที่ 2 ตาม ม.297) ก่อนพิจารณาลดโทษจากเหตุเยาวชน (ม.75) และรับสารภาพ (ม.78) ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพการ “เรียงกระทง–รวมโทษ–คุมเพดานตาม ม.91” อย่างเป็นขั้นตอน. 3) ฎีกา 1457/2529 – หลายกรรมต่างกัน: ต้องเรียงกระทงลงโทษตาม ม.91 ประเด็น: คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่าการกระทำของจำเลยเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” (รวม 3 กระทง) จึงต้อง “เรียงกระทงลงโทษ” ตาม ม.91 การย้ำหลักดังกล่าวช่วยให้ผู้ศึกษากฎหมายเห็นเกณฑ์แยกกรรมในทางปฏิบัติ: เมื่อการกระทำแต่ละครั้งมี “เจตนา–พฤติการณ์–ผล” แยกจากกันชัด (ทั้งในด้านเวลา เหยื่อ/ผู้เสียหาย และระดับผล) ก็ไม่ใช่ “กรรมเดียวหลายบท” แต่เป็น “หลายกรรมต่างกัน” ต้องลงโทษทุกกรรมไป หลักนี้สอดรับกับ 1656/2567 ซึ่งแยกการทำร้ายผู้เสียหายสองรายคนละผล (อันตรายแก่กาย vs อันตรายสาหัส) และวินิจฉัยว่าต้องลงโทษเป็นคนละกระทงตาม ม.91 แล้วจึงพิจารณามาตราลดโทษอื่น ๆ ภายหลัง การทำความเข้าใจแนวนี้ช่วยให้จัดวางโจทย์คำฟ้องและกลยุทธ์นำสืบได้ตรงกับโครงสร้างโทษปลายทาง. 4) ฎีกา 1057/2529 – พฤติการณ์แยกหลายผลผิดกฎหมาย: เป็น “หลายกรรมต่างกัน” ประเด็น: ศาลฎีกาพิจารณาว่าเมื่อพฤติการณ์การใช้อาวุธ (เช่น มีอาวุธปืนไว้–พาอาวุธไปในที่สาธารณะ) ก่อให้เกิด “ผลเป็นความผิดหลายอย่างต่างกัน” การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” มิใช่กรรมเดียว คดีนี้ให้บทเรียนว่าการวิเคราะห์ “องค์ประกอบความผิดที่แตกแขนงหลายฐาน” จากพฤติการณ์เดียว (เช่น การมี–การพา–การใช้) อาจแยกได้เป็นหลายกรรม หากแต่ละฐานมีองค์ประกอบและผลกระทบที่เป็นอิสระต่อกัน แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ 1656/2567 ในมิติของ “การแยกผลต่อผู้เสียหาย” แม้เกิดใกล้เคียงกันทางเวลา แต่ผลกระทบต่อกฎหมายคนละส่วน/คนละบุคคล ทำให้ต้องเรียงกระทงลงโทษตาม ม.91 และพิจารณาลดโทษตามเหตุเฉพาะราย (ม.75, ม.78) เพื่อให้ลงโทษได้สัดส่วนและยุติธรรม. 5) ฎีกา 1696/2529 – ตัวอย่าง “กรรมเดียวผิดหลายบท” เพื่อเทียบเกณฑ์แยก–รวม
ประเด็น: ในอีกมุมหนึ่ง ศาลฎีกาเคยยอมรับกรณี “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” โดยลงโทษตามบทที่หนักที่สุด (ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด) ซึ่งต่างจาก “หลายกรรมต่างกัน” ที่ต้องเรียงกระทงลงโทษ หลักนี้มีค่ายิ่งเมื่อใช้เปรียบเทียบกับ 1656/2567: หากการทำร้ายผู้เสียหาย 2 คน “เป็นเหตุเดียว–ผลเดียว–เหยื่อเดียว” จนอาจถือว่าเป็น “กรรมเดียวหลายบท” ก็จะลงโทษเพียงบทหนักที่สุด แต่ในคดี 1656/2567 ศาลชี้ว่าฟ้องได้แยกการทำร้ายคนละราย ผลต่างกัน (อันตรายแก่กาย vs อันตรายสาหัส) พร้อมคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม ม.91 จึงต้องถือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” การวางสองแนวเทียบกันช่วยให้ผู้ศึกษาเห็น “เส้นแบ่ง” ระหว่างสองสภาพทางกฎหมายนี้ชัดขึ้น และรู้เกณฑ์ใช้บังคับในคดีทำร้ายหรือความผิดหลายฐานที่เกิดใกล้กัน. |





.jpg)