
| สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่บริษัทจำกัด (“ผู้ร้อง”) เป็นเจ้าของรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบซึ่งถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญาตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แต่ผู้ร้องยังมิได้ยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามมาตรา 35 วรรค 2 ครบถ้วน จึงไม่อาจใช้บทบัญญัติมาตรา 35 วรรค 3 ได้ ศาลจึงต้องใช้บทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บังคับ และวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสั่งคืนทรัพย์สินของกลาง ข้อเท็จจริง • ผู้ร้องเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบ ยี่ห้อ ซูมิโตโม หมายเลขเครื่อง 776020 หมายเลขตัวถัง STN210T6V00BH1861 (“ของกลาง”) • เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 ผู้ร้องตกลงให้เช่ากับนาย พิชย์สุภณ เป็นเวลา 48 เดือน ค่าเช่างวดละ 91,090 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2562 งวดสุดท้ายวันที่ 25 มีนาคม 2566 • ต่อมา วันที่ 16 ธันวาคม 2562 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ น้ำตกหงาว และตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมกันออกตรวจพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ พบจำเลยใช้รถขุดของกลางขุดดินบริเวณชายเขาป่าบ้านนางคอย จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรค หนึ่ง, มาตรา 72 ตรี วรรค หนึ่ง และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรค หนึ่ง • รถขุดดังกล่าวถูกยึดเป็นของกลางตามคดีแดงหมายเลข 445/2564 ของศาลชั้นต้น • วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางต่อศาลชั้นต้น แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่า “ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง” • ผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งวินิจฉัยว่าโจทก์ (หน่วยงานโจทก์) มิได้ปฏิบัติตามการยื่นคำร้องริบทรัพย์สินของกลางตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ มาตรา 35 วรรค 2 ครบถ้วน จึงไม่อาจใช้มาตรา 35 วรรค 3 ได้ ต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มาใช้บังคับแก่คดี • แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กลับวินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนของกลางโดยอ้างมาตรา 35 วรรค 3 ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า “ไม่ถูกต้อง” • เมื่อถึงชั้นศาลฎีกา ศาลวินิจฉัยประเด็นสำคัญคือ “ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่” โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับจำเลยหรือผู้เช่า ไม่มีพยานหลักฐานว่าได้ยินยอมให้จำเลยนำของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด และผู้ร้องในฐานะเจ้าของทรัพย์สินให้เช่า ไม่อาจตรวจสอบได้ว่าผู้เช่าหรือบุคคลใดจะนำรถไปใช้กระทำความผิดเมื่อใด • ดังนั้น ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้คืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางแก่ผู้ร้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ การใช้บทบัญญัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มาอธิบายและตัดสินกรณีการขอคืนทรัพย์สินของกลาง เนื่องจากผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการยื่นคำร้องตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง อย่างครบถ้วน จึงไม่อาจอ้างสิทธิขอคืนทรัพย์สินตามมาตรา 35 วรรคสามได้ ศาลฎีกาจึงต้องนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเป็นบททั่วไปว่าด้วย “ของกลางในคดีอาญา” มาใช้บังคับ คำสำคัญที่สุดที่เป็นแก่นของคดีนี้มี 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เป็นบทกฎหมายหลักที่ศาลฎีกานำมาใช้ตัดสิน เพราะผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องตามขั้นตอนของกฎหมายพิเศษ ศาลจึงต้องใช้บททั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อพิจารณาว่าผู้ร้องมีสิทธิขอคืนของกลางหรือไม่ โดยเน้นเงื่อนไขสำคัญว่า “ผู้ร้องต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด” 2. พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสองและวรรคสาม เป็นบทกฎหมายเฉพาะที่ว่าด้วยกระบวนการริบและการคืนทรัพย์สินของกลางในคดีป่าสงวนฯ แต่ในคดีนี้ โจทก์ไม่ปฏิบัติตามวรรคสองครบถ้วน จึงไม่อาจใช้วรรคสามได้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ศาลต้องเปลี่ยนไปใช้กฎหมายทั่วไปแทน 3. รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด เป็นประเด็นหลักที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีส่วนร่วมทางเจตนาในการกระทำผิดหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะบริษัทผู้ให้เช่ารถ ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมให้จำเลยนำรถไปใช้กระทำผิดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 4. สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่สุจริต ศาลยืนยันหลักการว่า เจ้าของทรัพย์ที่สุจริตซึ่งไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิด ย่อมมีสิทธิขอคืนของกลางได้ แม้ทรัพย์นั้นจะถูกใช้โดยบุคคลอื่นในทางที่ผิดกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็น ศาลสามารถคืนทรัพย์ได้ตามมาตรา 36 5. ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายเฉพาะกับกฎหมายทั่วไป คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญทางกฎหมายว่า เมื่อกฎหมายเฉพาะ (พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ) ไม่อาจใช้ได้ครบถ้วน ศาลสามารถใช้กฎหมายทั่วไป (ประมวลกฎหมายอาญา) เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ที่สุจริตและไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิดได้ เป็นแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายเชิงระบบให้สอดคล้องกัน โดยสรุป คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนที่ศาลฎีกาใช้ มาตรา 36 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่สุจริตในคดีอาญา แม้คดีจะอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะก็ตาม คำวินิจฉัย 1. ประเด็นหลักเกี่ยวกับการใช้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 35 วรรค 2 และ วรรค 3 o มาตรา 35 วรรค 2 กำหนดว่า ผู้ใดจะขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางตามมาตรา 31 หรือ 32 ต้องยื่นคำร้องภายในระยะเวลาและตามแบบที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด o วรรค 3 กำหนดว่า หลังจากมีคำสั่งริบแล้ว หากผู้ร้องได้ยื่นคำร้องครบถ้วนตามวรรค 2 และมีความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจ ก็สามารถขอคืนทรัพย์สินที่ยังไม่ได้จำหน่ายหรือทำลายได้ o ในคดีนี้ ศาลพบว่า ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอให้สั่งริบตามวรรค 2 อย่างครบถ้วน ดังนั้นจึงไม่อาจใช้วรรค 3 มาเป็นฐานขอคืนของกลางได้ o เพราะฉะนั้น กรณีนี้ “ต้อง” ใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มาใช้บังคับ 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 o กำหนดว่า ของกลางในคดีอาญาซึ่งถูกยึดไว้ ถ้าผู้ร้องซึ่งเคยครอบครองทรัพย์นั้น มิได้รู้เห็นเป็นใจ หรือ ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด และสามารถแสดงตนได้ก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ริบ ให้ศาลมีอำนาจคืนทรัพย์ได้ตามคำร้อง o ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในคดีนี้เป็นเจ้าของทรัพย์ และให้เช่าโดยปกติ ไม่มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีส่วนได้เสียหรือมีความสัมพันธ์พิเศษกับผู้เช่า หรือจำเลยที่นำทรัพย์ไปใช้ในการกระทำความผิด o ดังนั้น ผู้ร้องมิได้ “รู้เห็นเป็นใจ” ในการกระทำความผิดของจำเลย ตามมาตรา 36 3. ผลของการวินิจฉัย o เพราะผู้ร้องใช้สิทธิภายใต้มาตรา 36 ได้ ศาลจึงให้คืนทรัพย์สินของกลางแก่ผู้ร้อง o นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อ้างมาตรา 35 วรรค 3 ของพ.ร.บ.ป่าสงวนฯ มาเป็นเหตุไม่สั่งคืนของกลางนั้น เป็น “ไม่ถูกต้อง” วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย ประเด็น 1: สิทธิยื่นคำร้องคืนทรัพย์สินของกลาง – พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ vs. ป.อ. กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ทรัพย์สินของกลางจะอยู่ในคดีตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ แต่หากผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอริบตามมาตรา 35 วรรค 2 ครบถ้วน ก็จะไม่สามารถอาศัยมาตรา 35 วรรค 3 เพื่อขอคืนทรัพย์ได้ ต้องหันไปใช้มาตราที่เป็นบังคับใช้แก่คดีอาญาทั่วไป คือ ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่รองรับกรณีของกลางในคดีอาญา ประเด็น 2: ฐาน “รู้เห็นเป็นใจ” ตามมาตรา 36 แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งถูกใช้ในการกระทำความผิดโดยบุคคลอื่น แต่ผู้ร้องไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรืออนุญาตให้เกิดความผิด และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีความสัมพันธ์พิเศษกับผู้เช่าหรือจำเลย เมื่อเจ้าของทรัพย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในความผิดและไม่รู้เห็นเป็นใจ ศาลจึงวินิจฉัยให้คืนทรัพย์ได้ ประเด็น 3: ภาระตรวจสอบของผู้ให้เช่าและเจ้าของทรัพย์ แม้ผู้ร้องเป็นผู้ให้เช่า ก็ไม่มีภาระตรวจสอบแบบละเอียดจนทราบล่วงหน้าว่าผู้เช่าจะนำทรัพย์ไปใช้กระทำความผิดหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงในคดีรับฟังว่า ผู้เช่ายังคงชำระค่าเช่าเป็นปกติจนกลางปี 2563 และผู้ร้องไม่รู้ว่ารถถูกยึดเป็นของกลางจนศาลมีคำสั่ง ประเด็น 4: ผลต่อแนวทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้เป็นแนวทางให้เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกใช้ในการกระทำความผิดของบุคคลอื่นว่า แม้จะให้เช่าทรัพย์สิน แต่ก็สามารถขอคืนของกลางได้ภายใต้ป.อ. มาตรา 36 หากไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ และดำเนินการตามขั้นตอนของผู้ร้องอย่างเหมาะสม ซึ่งต่างจากกรณีที่ผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิด ประเด็น 5: การใช้บทบัญญัติแบบเจาะจง vs. แบบทั่วไป กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายเฉพาะ (พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ) กับกฎหมายทั่วไป (ประมวลกฎหมายอาญา) เมื่อบทบัญญัติเฉพาะไม่ได้ถูกนำมาใช้ครบถ้วน ผู้ร้องจำเป็นต้องพึ่งบทบัญญัติเฉพาะกรณีทั่วไป ซึ่งศาลวินิจฉัยอย่างชัดเจน ข้อสรุปและข้อคิดทางกฎหมาย • เจ้าของทรัพย์สินให้เช่า ซึ่งถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดของบุคคลอื่น ไม่จำเป็นต้องเสียสิทธิในการขอคืนของกลาง หากหลักฐานแสดงว่าไม่ได้ “รู้เห็นเป็นใจ” ตามมาตรา 36 ของประมวลกฎหมายอาญา • การยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางตามพ.ร.บ.ป่าสงวนฯ มาตรา 35 วรรค 2 เป็นขั้นตอนที่มีผลอย่างยิ่งต่อสิทธิของผู้ร้อง หากไม่มีการยื่นครบถ้วน จะไม่อาจอาศัยวรรค 3 ได้ • เจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า ควรระมัดระวังเรื่องสัญญาเช่า เงื่อนไขการใช้ทรัพย์ และติดตามสถานะของผู้เช่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นในความผิด • แนวคำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนในเรื่อง การคืนทรัพย์สินของกลางในคดีอาญา โดยใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 36) แทนบทบัญญัติเฉพาะกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามครบถ้วน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2568 โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 36 ใช้บังคับแก่คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้อง โดยอ้างเหตุตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว พ. ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ใดนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ทั้งคดีนี้ผู้ที่นำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำผิดคือจำเลย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับผู้ร้องหรือผู้เช่า หรือผู้เช่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือได้ยินยอมให้จำเลยนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์อ้างมาในคำคัดค้านว่า ผู้ร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางเพื่อประโยชน์ของผู้เช่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องกับผู้เช่ามีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษถึงขนาดต้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อประโยชน์ของผู้เช่า อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 445/2564 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบยี่ห้อซูมิโตโม หมายเลขเครื่อง 776020 หมายเลขตัวถัง STN210T6V00BH1861 ของกลาง วันที่ 7 มีนาคม 2562 ผู้ร้องตกลงให้นายพิชย์สุภณ เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบคันดังกล่าว ในราคา 4,200,000 บาท ระยะเวลาเช่า 48 เดือน อัตราค่าเช่างวดละ 91,090 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2562 งวดสุดท้ายวันที่ 25 มีนาคม 2566 วันที่ 16 ธันวาคม 2562 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมกันออกตรวจพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าทุ่งระยะและป่านาสัก พบจำเลยกำลังใช้รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบคันดังกล่าวขุดดินบริเวณชายเขาป่าบ้านนางคอย จังหวัดชุมพร ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 จึงเข้าจับกุมจำเลยส่งตัวดำเนินคดีและยึดรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบเป็นของกลาง โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปิดประกาศ เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลาง ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดเหตุและภูมิลำเนาจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 445/2564 ของศาลชั้นต้น วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางได้ เห็นสมควรต้องวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่กลับไปวินิจฉัยถึงเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถขุดไอดรอลิกตีนตะขาบของกลาง โดยอ้างเหตุตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม นั้น เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มาใช้บังคับแก่คดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้องโดยอ้างเหตุตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในปัญหาว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน โดยปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องประกอบธุรกิจให้สินเชื่อด้วยการให้บุคคลทั่วไปเช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบ เพื่อนำไปใช้ในกิจการของผู้เช่า ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจในทางการค้าปกติ และมีลูกค้าอยู่หลายรายทั่วประเทศ กรณีจึงไม่อาจตรวจสอบหรือระมัดระวังได้ว่าผู้เช่ารายใดจะนำทรัพย์สินไปใช้ในการกระทำความผิดเมื่อใด ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2563 ผู้เช่ายังคงชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ร้องตลอดมา เพิ่งจะหยุดชำระค่าเช่าเมื่อกลางปี 2563 โดยผู้เช่าไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบถึงการที่รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบถูกยึดไว้เป็นของกลาง ผู้เช่าเพิ่งจะมาแจ้งให้ผู้ร้องทราบเมื่อศาลมีคำสั่งให้ริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบจึงได้บอกเลิกสัญญาและมายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางดังกล่าว ผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิดของจำเลย เห็นว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว นายพิชย์สุภณ ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ใดนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ทั้งคดีนี้ผู้ที่นำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำผิดคือจำเลย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับผู้ร้องหรือผู้เช่า หรือผู้เช่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือได้ยินยอมให้จำเลยนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์อ้างมาในคำคัดค้านว่าผู้ร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางเพื่อประโยชน์ของผู้เช่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องกับผู้เช่ามีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษถึงขนาดต้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อประโยชน์ของผู้เช่า อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้คืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบ ยี่ห้อ ซูมิโตโม (SUMITOMO) หมายเลขเครื่องยนต์ 776020 หมายเลขตัวถัง STN210T6V00BH1861 ของกลางแก่ผู้ร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2535 — ภาระการพิสูจน์ของผู้ร้องเมื่อขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 Quick Summary: คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ที่ถูกริบเป็นของกลาง โดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของแท้จริงและไม่ได้รู้เห็นเป็นใจต่อความผิดของจำเลย ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า “การขอคืนของกลางตามมาตรา 36 เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา” ผู้ร้องจึงมี “ภาระพิสูจน์” ต้องนำสืบให้ได้ความตามที่อ้างทั้งในส่วนกรรมสิทธิ์ และในส่วนความสุจริตว่าไม่มีส่วนร่วม/รู้เห็นเป็นใจ การเพียงแต่อ้างว่าเป็นเจ้าของไม่เพียงพอ หากไม่ยอมสืบพยานหรือไม่มีหลักฐานหนักแน่น ศาลย่อมไม่รับฟังให้คืนทรัพย์ได้ หลักนี้มีค่านำไปเทียบคดีกลุ่มทรัพย์เช่า/ทรัพย์ที่ผู้กระทำผิดหยิบยืมมาใช้ เพราะมักติดขัดตรง “การพิสูจน์ว่าเจ้าของไม่รู้เห็น” คดีนี้จึงย้ำว่าผู้ร้องต้องเดินคดีเชิงรุก เตรียมเอกสารสิทธิ ช่องทางการใช้ทรัพย์ ประวัติการชำระ (เช่น ค่าเช่า/ค่างวด) และคำเบิกความที่กระทบข้อสงสัยเรื่องการรู้เห็น เพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าทรัพย์มิได้อยู่ในความผิดของผู้ร้องและควรคืนตามมาตรา 36 ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับแนววินิจฉัยในคดี 908/2568 ที่ศาลเห็นว่าบริษัทผู้ให้เช่าไม่รู้เห็น จึงให้คืนรถขุดของกลาง 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2523 — มาตรา 36 ใช้ได้เมื่อผู้ร้องพิสูจน์ “ความเป็นเจ้าของ” และ “ไม่รู้เห็นเป็นใจ” ครบองค์ประกอบ Quick Summary: ฎีกานี้ย้ำหลักซ้ำกับ 368/2535 ว่า “การคืนของกลางต้องอยู่บนฐานของการพิสูจน์สองชั้น” ชั้นแรก ผู้ร้องต้องแสดงให้ชัดว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางโดยชอบ ชั้นที่สอง ต้องชี้ให้เห็นว่าไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ หรือมีส่วนร่วมในการกระทำผิดของจำเลย หากบกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง คำร้องอาจถูกยกได้ แม้ในทางคดี ผู้ร้องบางรายมีเอกสารกรรมสิทธิ์ชัดเจน แต่ศาลยังคงพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อม เช่น ความสัมพันธ์กับจำเลย ลักษณะธุรกรรม การส่งมอบครอบครอง การรับรู้เกี่ยวกับการใช้ทรัพย์ในพื้นที่/ลักษณะเสี่ยง หรือการละเลยตรวจตราอย่างผิดปกติ เพื่อชั่งน้ำหนักว่ามี “การรู้เห็นโดยปริยาย” หรือไม่ ฎีกานี้จึงเป็นกล้องส่องให้เห็นภาระทางกลยุทธ์ของผู้ร้อง: ต้องเตรียมพยานบุคคล/เอกสารเสริมพิสูจน์ความสุจริต เช่น ข้อตกลงเช่า หลักฐานชำระ และบันทึกสื่อสารแจ้งเหตุผิดสัญญาเมื่อทราบการยึด ช่วยลดข้อสงสัยศาลและยกระดับโอกาสคืนทรัพย์ ซึ่งแนวคิดนี้ถูกศาลฎีกาในคดี 908/2568 นำไปใช้กับบริษัทให้เช่าเครื่องจักรที่ไม่มีพยานเชื่อมโยงถึงการยินยอมให้ใช้รถในความผิด จึงพิพากษาคืนของกลาง 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2543 — ลำดับขั้นก่อน–หลัง: ต้องมีคำสั่ง “ริบ” ก่อน จึงพิจารณาคำร้อง “คืนของกลาง” ตาม มาตรา 36 Quick Summary: ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ “ลำดับชั้นทางกระบวนพิจารณา” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องตามมาตรา 36 เพื่อขอคืนของกลาง ศาลต้องตรวจว่ามี “คำสั่งริบ” หรือ “คำพิพากษาพิพากษาให้ริบ” มาก่อนเสียก่อน หากคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาและยังไม่มีคำพิพากษา/คำสั่งริบ ทนายผู้ร้องไม่ควรเร่งยื่นขอคืน เพราะศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ไม่มีอำนาจสั่งคืนในเวลานั้น การสั่งจึง “ไม่ชอบ” หลักนี้สำคัญต่อการจัดจังหวะคดี: ฝ่ายผู้ร้องต้องจับจุด “เมื่อคดีริบถึงที่สุด/มีคำสั่งริบแล้ว” จึงยื่นคำร้องและเดินสืบในประเด็นเจ้าของ–ไม่รู้เห็นตามมาตรา 36 ให้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังสะท้อนความสัมพันธ์ของกฎหมายเฉพาะกับกฎหมายทั่วไป—หากขั้นตอนตามกฎหมายเฉพาะยังไม่ครบ การอาศัยมาตรา 36 ต้องรอฐานคำสั่งริบให้เกิดก่อน จึงจะเข้าสู่ดุลพินิจคืนทรัพย์ได้ หลักนี้เชื่อมกับคดี 908/2568 ที่ศาลตรวจเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ ม.35 วรรคสอง–สามไม่ครบ จึงหันไปใช้มาตรา 36 แทน แต่ก็ยังคงยึดหลัก “ต้องมีฐานริบ/คดีอาญาเป็นแกน” ก่อนพิจารณาคืน 4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2531 — ผู้ร้องต้องเป็น “เจ้าของโดยแท้จริง”; ศาลอุทธรณ์–ฎีกายกคำร้องได้แม้เหตุแตกต่าง หากแก่นคือ “ไม่ใช่เจ้าของ” Quick Summary: ศาลฎีกาวางแนวว่า เงื่อนไขขั้นแรกของมาตรา 36 คือ “ผู้ร้องต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางโดยแท้จริง” หากสุดท้ายข้อเท็จจริงชี้ว่า “ไม่ใช่เจ้าของ” ต่อให้ศาลชั้นต้นเคยรับฟังบางส่วน ศาลอุทธรณ์ย่อมพิพากษายกคำร้องได้ด้วยเหตุผลว่าทรัพย์มิใช่ของผู้ร้อง และเมื่อขึ้นศาลฎีกา หากศาลเห็นพ้องว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของ ก็ย่อมพิพากษายืนยกคำร้องเช่นกัน ฎีกานี้ย้ำหลัก “เจ้าของแท้จริงก่อน ไม่รู้เห็นทีหลัง” คือ แม้ผ่านด่านเจ้าของได้ ก็ยังต้องผ่านด่าน “ไม่รู้เห็นเป็นใจ” อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นการเตรียมคดีต้องเริ่มที่ฐานกรรมสิทธิ์ให้แน่น: เอกสารสิทธิ การครอบครองต่อเนื่อง แหล่งที่มา/ที่ไปของทรัพย์ และพยานที่ลดข้อสงสัยเรื่องตัวแทน/การโอนซ้อน ขนานกับการพิสูจน์ความสุจริตไม่รู้เห็น คดีนี้จึงนำไปเทียบกับ 908/2568 ได้ดี—บริษัทผู้ให้เช่าในคดี 908/2568 พิสูจน์กรรมสิทธิ์รถขุดและพฤติการณ์เช่าเป็นปกติ ไม่มีความสัมพันธ์พิเศษกับผู้กระทำผิด ศาลจึงรับฟังและคืนทรัพย์ 5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2311/2567 — เส้นตาย “ยื่นภายใน 1 ปีนับแต่คดีถึงที่สุด” ตามมาตรา 36; พ้นกำหนดสิทธิดับ Quick Summary: คดีนี้ศาลฎีกาตอกหมุดเรื่อง “กำหนดเวลายื่นคำร้อง” ตามมาตรา 36 ว่า เจ้าของแท้จริงต้องยื่นคำร้อง “ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด” ของคดีที่มีคำสั่งริบของกลาง หากยื่นช้ากว่านั้น สิทธิขอคืนย่อมสิ้นสุด หลักนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อฝ่ายผู้ร้อง/ทนายความ เพราะจังหวะเวลาคือเงื่อนไขตัดสิทธิ ไม่ใช่เพียงเงื่อนไขด้านพยานหลักฐาน ตัวคดีมีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้และการริบไม้/ยานพาหนะ ซึ่งคล้ายโครงสร้างข้อเท็จจริงของคดี 908/2568 (ทรัพย์ถูกใช้ในความผิดกฎหมายป่าไม้–ที่ดินป่า) ทำให้บทเรียนเรื่อง “เส้นตาย 1 ปี” นำไปใช้เชื่อมโยงในบทความเดียวกันได้ดี ฝ่ายผู้ร้องจึงควรนับเวลาอย่างเคร่งครัดทันทีที่คดีริบถึงที่สุด พร้อมจัดเตรียมคำร้อง พยาน และเอกสารพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ–ความสุจริตให้พร้อมยื่นโดยเร็ว ทั้งนี้ แหล่งอ้างอิงสาธารณะหลายแห่งสรุปแนวคำพิพากษาไว้สอดคล้องกัน ชี้ชัดว่าเกินหนึ่งปีแล้วสิทธิดับ ซึ่งช่วยยืนยันแนวทางปฏิบัติสำหรับคดีคืนของกลางในอนาคต IRAC Issue (ประเด็น): ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบที่ถูกยึดเป็นของกลาง ต้องการขอคืนทรัพย์สินของกลางในคดีอาญา โดยอ้างว่าผู้ร้องมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจต่อการกระทำความผิดของจำเลย แต่โจทย์ว่า (1) ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สินของกลางตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 35 วรรค 2 ครบถ้วนหรือไม่ และ (2) ผู้ร้องมีฐานะรู้เห็นเป็นใจต่อการกระทำความผิดของจำเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 หรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้): • พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรค 2 และ วรรค 3 – วรรค 2 กำหนดเงื่อนไขการยื่นคำร้องริบทรัพย์สินของกลาง ถ้าครบถ้วนจึงสามารถอาศัยวรรค 3 ขอคืนทรัพย์สินที่ยังไม่ถูกจำหน่ายหรือทำลายได้ • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 – กำหนดว่า หากของกลางมิได้อยู่ในความผิดต่อกฎหมายของผู้ร้อง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจ ต่อการกระทำความผิด ผู้ร้องอาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ Application (การใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง): • ข้อเท็จจริงในคดีระบุว่า ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางตามมาตรา 35 วรรค 2 อย่างครบถ้วน ดังนั้น จึงไม่อาจใช้มาตรา 35 วรรค 3 มาเป็นฐานขอคืนทรัพย์ • เมื่อผู้ร้องไม่ผ่านเงื่อนไขตามมาตรา 35 วรรค 2 จึงจำเป็นต้องใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แทน • ตามพยานหลักฐาน ผู้ร้องเป็นเจ้าของทรัพย์ สัญญาเช่าเป็นปกติ ผู้เช่ายังคงชำระค่าเช่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับจำเลยที่นำทรัพย์ไปใช้ในการกระทำความผิด และไม่มีหลักฐานแสดงว่าผู้ร้องรู้เห็นชัดเจนหรือได้ยินยอมให้ทรัพย์ใช้ในการกระทำความผิด • ด้วยเหตุนี้ ผู้ร้องจึงเข้าเงื่อนไขในมาตรา 36 ว่า มิได้รู้เห็นเป็นใจ และสามารถขอคืนของกลางได้ Conclusion (บทสรุป): ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้คืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางแก่ผู้ร้อง เนื่องจากผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ มาตรา 35 วรรค 2 ครบถ้วน จึงไม่อาจใช้วรรค 3 แต่ผู้ร้องอยู่ในฐานะที่มิได้รู้เห็นเป็นใจต่อการกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงได้รับสิทธิขอคืนของกลางตามบทบัญญัตินี้ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทจำกัดให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบแก่บุคคลภายนอก ต่อมารถขุดดังกล่าวถูกจำเลยนำไปใช้ขุดดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญา ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอคืนของกลางโดยอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด แต่โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและรู้เห็นเป็นใจ คำถามมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลางได้หรือไม่ คำตอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นของกลางไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำความผิดของผู้ร้อง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจคืนทรัพย์ให้ผู้ร้องได้ กรณีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถขุดโดยชอบ ให้เช่าในทางธุรกิจปกติ ไม่มีข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมกับผู้เช่าหรือจำเลยในการใช้ทรัพย์สินกระทำความผิด อีกทั้งผู้เช่ายังชำระค่าเช่าตามปกติจนถึงก่อนถูกจับกุม ศาลจึงถือว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจ และมีสิทธิได้รับคืนของกลางตามมาตรา 36 โดยไม่ต้องรับผลจากการกระทำผิดของผู้อื่น ข้อ 2. ในกรณีที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินของกลางตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง ศาลจะยังสามารถใช้มาตรา 35 วรรคสาม เพื่อพิจารณาการคืนของกลางได้หรือไม่ คำตอบ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง กำหนดให้การยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินของกลางต้องทำตามแบบและภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนวรรคสามเป็นบทที่ให้อำนาจคืนทรัพย์สินในกรณีที่ได้ดำเนินการครบถ้วนตามวรรคสองแล้วเท่านั้น เมื่อโจทก์ในคดีนี้ไม่ได้ดำเนินการยื่นคำร้องตามขั้นตอนดังกล่าวครบถ้วน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ไม่อาจนำวรรคสามมาใช้บังคับได้ ต้องใช้บททั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แทน การตีความในลักษณะนี้เป็นการคุ้มครองหลักความชอบด้วยกระบวนพิจารณา และรักษาสิทธิของบุคคลภายนอกที่สุจริตซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิด ข้อ 3. เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่กลับไปใช้เหตุผลอ้างอิงตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 35 วรรคสาม เพื่อไม่คืนของกลาง การกระทำดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้เหตุผลอ้างอิงมาตรา 35 วรรคสาม นั้นไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการตามมาตรา 35 วรรคสองครบถ้วนแล้ว วรรคสามย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ การอ้างบทบัญญัติที่ไม่บังคับใช้ในคดีนี้จึงเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อหลักกฎหมาย ศาลฎีกาได้แก้ไขโดยพิจารณาเองในปัญหาสำคัญว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ และเมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง เป็นการยืนยันหลักการว่าศาลต้องใช้บทกฎหมายที่ถูกต้องและเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี ข้อ 4. หลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกานี้เกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินสุจริตในการขอคืนของกลางในคดีอาญาคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในทางปฏิบัติ คำตอบ หลักกฎหมายที่ได้จากคดีนี้คือ เจ้าของทรัพย์สินที่สุจริตและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของผู้อื่น มีสิทธิขอคืนของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แม้ทรัพย์สินนั้นจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของบุคคลอื่นก็ตาม ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็น ศาลย่อมคืนทรัพย์ให้ผู้ร้องได้ หลักนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะเป็นการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สุจริตในกรณีที่ทรัพย์ถูกใช้ในทางผิดกฎหมายโดยบุคคลอื่น และเป็นแนวทางในการแยกแยะระหว่างผู้มีเจตนาร่วมในความผิดกับผู้ที่เพียงเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยบริสุทธิ์ใจ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายอาญาเพื่อป้องกันการกระทำผิดกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน |





