ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 429/2567, การวินิจฉัยความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357, ข้อกำหนดฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 วรรคหนึ่ง (5), การแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 134 วรรคแรก, การประเมินน้ำหนักคำซัดทอดในคดีอาญา, การรับฟังพยานร่วมกระทำผิด, คำฟ้องที่ไม่ขัดแย้ง, ความชอบด้วยการสอบสวนของพนักงานสอบสวน, หลักการพิสูจน์ข้อเท็จจริงคดีรับของโจร, การวินิจฉัยเจตนาในการรับทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิด

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความผิดฐานรับของโจร การพิจารณาความชอบด้วยคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการสอบสวน โดยเฉพาะการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดพฤติการณ์ให้ผู้ต้องหาทราบ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการประเมินน้ำหนักพยานซัดทอดที่เกิดจากผู้ร่วมกระทำผิด ซึ่งศาลได้วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของพยานประกอบพฤติการณ์แห่งคดีอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่าจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งควรเป็นแบบอย่างแก่สังคมแต่กลับเกี่ยวข้องกับการซ่อนเร้นและนำอาวุธปืนที่ลักมาไปจำนำ ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ และวินิจฉัยพิพากษายืนตามศาลล่าง

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 คำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายรายละเอียดอาวุธปืนของกลางอย่างครบถ้วนจะถือว่าชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 158 หรือไม่

2 การแจ้งข้อกล่าวหาโดยมิได้ระบุพฤติการณ์แห่งคดีในครั้งแรก แต่มีการแจ้งเพิ่มเติมภายหลังจะถือว่าการสอบสวนชอบด้วยมาตรา 134 หรือไม่

3 คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดประกอบพยานแวดล้อมมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรหรือไม่

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ รู้จักกับนายสมชายและดาบตำรวจสันติชัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลักอาวุธปืนราชการ ต่อมาทั้งสามได้ติดต่อและนำอาวุธปืนของกลางไปจำนำกับนายธนากรและนายนิพนธ์ โดยมีพฤติการณ์ใช้สกอตเทปดำปิดตำแหน่งตราโล่บนอาวุธปืน เมื่อมีการสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามอาวุธปืนคืนได้จำนวน 7 กระบอก และพบรายการโอนเงินเข้าออกระหว่างบัญชีของจำเลย ดาบตำรวจสันติชัย และนายสมชายหลายครั้ง

จำเลยปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าเป็นเพียงการยืมเงินหมุนเวียนในการเล่นการพนันออนไลน์ร่วมกัน และไม่ได้ทราบว่าอาวุธปืนที่นำไปจำนำเป็นอาวุธปืนที่ลักมาจากราชการ อย่างไรก็ดี ข้ออ้างดังกล่าวไม่สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย และไม่มีหลักฐานยืนยันการยืมเงินตามที่กล่าวอ้าง

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 และตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดฐานรับของโจร จำคุก 1 ปี และยกฟ้องข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 และความชอบด้วยคำฟ้องและการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และมาตรา 134 วรรคแรก ซึ่งศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การแจ้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ และพยานซัดทอดจากผู้ร่วมกระทำผิดสามารถรับฟังได้หรือไม่ ส่งผลต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจรหรือไม่

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ประกอบการลงโทษ)

พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4 7 72

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 ความผิดฐานรับของโจร มาตรา 357

ประเด็นหลักของคดีคือการตีความว่าเพียงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือรับจำนำทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดก็เป็นความผิดฐานรับของโจรแล้ว โดยไม่จำต้องมีการครอบครองทรัพย์ด้วยตนเอง องค์ประกอบสำคัญอยู่ที่การรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์

2 ความชอบด้วยคำฟ้อง มาตรา 158 (5)

ข้อโต้แย้งของจำเลยว่าคำฟ้องไม่บรรยายรายละเอียดอาวุธปืน ไม่ระบุลักษณะ หมายเลขทะเบียน หรือไม่บรรยายการครอบครองก่อนซ่อนเร้น ศาลวินิจฉัยว่าฟ้องไม่จำต้องลงรายละเอียดครบถ้วน โจทก์สามารถนำสืบเพิ่มเติมได้ จึงเป็นฟ้องชอบด้วยกฎหมาย

3 ความชอบด้วยการแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 134 วรรคแรก

จำเลยอ้างว่าไม่ได้รับแจ้งพฤติการณ์แห่งคดี แต่ศาลตรวจพบว่ามีบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมที่ให้รายละเอียดครบถ้วน จำเลยเข้าใจและให้การปฏิเสธได้อย่างชัดเจน ถือว่าการสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย

4 น้ำหนักพยานซัดทอด

พยานโจทก์หลายคนเป็นผู้ร่วมกระทำผิด แต่ศาลเห็นว่าไม่มีสาเหตุโกรธเคือง เบิกความสอดคล้องกัน และมีพยานแวดล้อมสนับสนุน เช่น รายการโอนเงิน ทำให้คำซัดทอดมีน้ำหนักเพียงพอรับฟังลงโทษจำเลย

5 พฤติการณ์ร้ายแรงของจำเลยในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ศาลให้ความสำคัญกับสถานะจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ควรรักษากฎหมายแต่กลับมีส่วนร่วมในขบวนการนำอาวุธปืนราชการไปจำนำ ถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ แม้โทษจำคุกจะไม่สูงก็ตาม

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นแรก คือ คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เนื่องจากจำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนก่อนการซ่อนเร้นหรือรับจำนำ จึงเป็นคำฟ้องที่คลุมเครือ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานรับของโจรไม่จำต้องมีการครอบครองทรัพย์ด้วยตนเอง เพียงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ก็ครบองค์ประกอบแล้ว คำฟ้องจึงไม่ขัดแย้ง และไม่จำต้องบรรยายลักษณะหรือหมายเลขอาวุธปืนไว้โดยละเอียดในคำฟ้อง โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่สอง คือ การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายตามปวิอ มาตรา 134 วรรคแรกหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าพนักงานสอบสวนแจ้งแต่ข้อกล่าวหา ไม่มีการแจ้งรายละเอียดพฤติการณ์แห่งคดี

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมพร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวกับพฤติการณ์ให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธโดยเข้าใจข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน จึงถือว่าการสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่สาม คือ น้ำหนักคำซัดทอดและพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์เพียงพอหรือไม่ จำเลยอ้างว่าพยานโจทก์เป็นผู้ร่วมกระทำผิดทั้งหมด

ศาลเห็นว่า แม้พยานจะเป็นผู้ร่วมกระทำผิด แต่ไม่มีเหตุโกรธเคือง และเบิกความสอดคล้องกัน ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยและการโอนเงินเข้าบัญชีที่เกี่ยวข้องกัน หลักฐานของจำเลยไม่สามารถหักล้างได้ ศาลจึงรับฟังว่าจำเลยกระทำผิด

ประเด็นสุดท้าย คือ สมควรลดโทษหรือรอการลงโทษหรือไม่ ศาลเห็นว่าจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่กลับเกี่ยวข้องในการนำอาวุธปืนราชการไปจำนำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ลักษณะการกระทำเป็นภัยต่อสังคม จึงไม่อาจรอการลงโทษได้

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญเกี่ยวกับความผิดฐานรับของโจรว่า ไม่จำเป็นต้องมีการครอบครองทรัพย์ด้วยตนเอง จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อนเร้นหรือรับทรัพย์ที่มาจากการกระทำผิด นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงหลักการตรวจสอบความชอบด้วยคำฟ้องและกระบวนการสอบสวนที่ต้องให้ผู้ต้องหาทราบข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน และย้ำว่าพยานซัดทอดสามารถรับฟังได้หากมีเหตุผลประกอบเพียงพอ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าการกระทำผิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงที่ศาลจะไม่ผ่อนปรนโทษ

บทความฉบับเต็ม 

คำพิพากษาศาลฎีกา 429/2567 เป็นแนวคำพิพากษาที่มีความสำคัญต่อการตีความองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร กระบวนการฟ้องคดีอาญา และการชั่งน้ำหนักคำให้การของพยานที่เป็นผู้ร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความชอบด้วยคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่กำหนดว่าฟ้องต้องมีความชัดเจน ไม่ขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีได้ อีกทั้งยังมีประเด็นการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดพฤติการณ์ตามมาตรา 134 วรรคแรก ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน

คดีนี้เกี่ยวข้องกับการนำอาวุธปืนราชการที่ถูกลักไปมาจำนำ โดยจำเลยมีบทบาทสำคัญในการประสานงานการนำอาวุธปืนดังกล่าวไปให้ผู้รับจำนำ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าพยานโจทก์แม้เป็นผู้ร่วมกระทำผิด แต่มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเสริม เช่น รายการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกันระหว่างจำเลย ดาบตำรวจสันติชัย และนายสมชาย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนการกระทำผิดของจำเลย

ศาลฎีกาได้พิจารณาและวินิจฉัยอย่างละเอียดว่า การรับฟังคำซัดทอดในคดีอาญาไม่ถูกห้ามโดยกฎหมาย แต่ต้องมีเหตุผลและพฤติการณ์ประกอบที่เพียงพอ ซึ่งกรณีนี้พยานมีความสอดคล้องกันและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ศาลจึงรับฟังได้ ข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับการยืมเงินและไม่ได้เห็นอาวุธปืนไม่สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวน ศาลจึงไม่รับฟัง

นอกจากนี้ศาลวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่กลับร่วมกับผู้กระทำผิดเพื่อนำอาวุธปืนราชการไปจำนำ เป็นการกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นขบวนการ ไม่สมควรรอการลงโทษ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่างทุกประการ

IRAC 

Issue

ประเด็นแรก คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) หรือไม่

ประเด็นที่สอง การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยมาตรา 134 วรรคแรก หรือไม่

ประเด็นที่สาม พยานซัดทอดและพฤติการณ์ประกอบเพียงพอในการรับฟังหรือไม่

ประเด็นที่สี่ มีเหตุสมควรลดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกหรือไม่

Rule

มาตรา 158 (5) กำหนดว่าคำฟ้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดและพฤติการณ์ที่ชัดเจน

มาตรา 134 วรรคแรก กำหนดว่าพนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและพฤติการณ์ให้ผู้ต้องหาทราบ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กำหนดองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร

หลักกฎหมายว่าด้วยพยานซัดทอด ไม่มีกฎหมายห้ามรับฟัง แต่ต้องมีเหตุผลและพยานแวดล้อมสนับสนุน

Application

ศาลวินิจฉัยว่าความผิดฐานรับของโจรไม่จำต้องมีการครอบครองทรัพย์ด้วยตนเอง คำฟ้องแม้ไม่ระบุลักษณะอาวุธปืนโดยละเอียดก็ไม่ทำให้ฟ้องเคลือบคลุม

การสอบสวนมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมพร้อมพฤติการณ์ จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาแล้ว จึงชอบด้วยมาตรา 134

พยานโจทก์แม้เป็นผู้ร่วมกระทำผิด แต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคือง และเบิกความสอดคล้องกัน ประกอบกับรายการโอนเงินเป็นพยานแวดล้อมที่มีน้ำหนัก

พฤติการณ์ของจำเลยร้ายแรง เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่กลับเกี่ยวข้องกับการนำอาวุธปืนราชการไปจำนำ จึงไม่สมควรรอการลงโทษ

Conclusion

ศาลฎีกาจึงพิพากษาว่าคำฟ้องชอบตามกฎหมาย การสอบสวนไม่บกพร่อง พยานมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และจำเลยมีความผิดฐานรับของโจรโดยไม่มีเหตุรอการลงโทษ พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 429/2567

การกระทำความผิดฐานรับของโจรผู้กระทำไม่จำต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดก็ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรแล้ว แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนของกลางด้วยตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมายในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก่อนแล้วจึงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งอาวุธปืนของกลางอันเป็นความผิดฐานรับของโจรก็ไม่ทำให้คำฟ้องขัดแย้งกัน ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางในคำฟ้อง โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนยี่ห้อใด หมายเลขทะเบียนใด และได้มาอย่างใด ฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

แม้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนเพียงแต่แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่ากระทำความผิดฐานรับของโจร โดยไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งถึงข้อเท็จจริงทั้งหลายพร้อมรายละเอียดที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา (เพิ่มเติม) ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย โดยผู้ต้องหาทราบข้อกล่าวหาและเข้าใจดีโดยตลอดแล้ว ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดให้จำเลยทราบแล้ว การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคแรก

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยกับดาบตำรวจสันติชัย จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.71/2564 ของศาลชั้นต้น และนายสมชาย รู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2563 ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับนายสมชายช่วยติดต่อหาผู้รับจำนำอาวุธปืนให้แก่ดาบตำรวจสันติชัย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของผู้เสียหายคืนได้ 7 กระบอก สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนของกลางด้วยตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมายก่อนถึงจะช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งอาวุธปืนของกลางอันเป็นความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นคำฟ้องที่ขัดแย้งกัน และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าอาวุธปืนของกลาง 6 กระบอก เป็นอาวุธปืนยี่ห้อใด หมายเลขทะเบียนใด ได้มาอย่างใด จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรผู้กระทำไม่จำต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดก็ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรแล้ว แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก่อนความผิดฐานรับของโจรก็ไม่ทำให้คำฟ้องขัดแย้งกัน ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางทั้ง 6 กระบอก ในคำฟ้อง โจทก์ก็สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาว่าอาวุธปืนของกลางทั้ง 6 กระบอก เป็นอาวุธปืนยี่ห้อใด หมายเลขทะเบียนใด และได้มาอย่างใด ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้น จึงชอบแล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนระบุเฉพาะข้อกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร แต่ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก นั้น เห็นว่า แม้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนเพียงแต่แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่ากระทำความผิดฐานรับของโจร โดยไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งถึงข้อเท็จจริงทั้งหลายพร้อมรายละเอียดที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา (เพิ่มเติม) ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่า "...จากการสอบสวนดาบตำรวจสันติชัย ผู้ต้องหาที่ 1 และนายสมชาย ผู้ต้องหาที่ 3 ให้การสอดคล้องต้องกันว่าจำเลยนำอาวุธปืนสั้นจำนวน 2 กระบอก ไปฝากจำนำกับผู้ต้องหาที่ 3" ผู้ต้องหาทราบข้อกล่าวหาและเข้าใจดีโดยตลอดแล้ว ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดให้จำเลยทราบแล้ว การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายนั้นจึงชอบแล้ว

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำซัดทอดของดาบตำรวจสันติชัย นายสมชาย นายธนากร และนายนิพนธ์ ผู้ร่วมกระทำความผิดซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ไม่เพียงพอรับฟังลงโทษจำเลยนั้น ได้ความจากนายสมชายกับนายนิพนธ์พยานโจทก์และพยานจำเลยกับนายธนากรพยานโจทก์ตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุนายสมชายเคยพาจำเลยนำรถกระบะมาจำนำแก่นายนิพนธ์ 1 คัน และนายธนากร 1 คัน หลังจากไถ่รถกระบะคืนไปแล้ว ตามวันเวลาเกิดเหตุ นายสมชายพาจำเลยนำอาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อซิกซาวเออร์ หมายเลขประจำปืน ที 60135311 ไปจำนำแก่นายธนากร และอาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อซิกซาวเออร์ หมายเลขประจำปืนที 60138641 ไปจำนำแก่นายนิพนธ์ ขณะที่รับจำนำอาวุธปืนดังกล่าวสังเกตเห็นมีสกอตเทปสีดำปิดอยู่บริเวณจุดเล็งปืนหรือหน้าศูนย์ เห็นว่า นายสมชายรู้จักจำเลยมาก่อนเกิดเหตุและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน ส่วนนายธนากรกับนายนิพนธ์รู้จักจำเลยภายหลังจากนายสมชายพาจำเลยนำรถกระบะมาจำนำและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยเช่นกัน จึงเชื่อว่าบุคคลทั้งสามเบิกความไปตามความเป็นจริงโดยมิได้ปรักปรำจำเลย ยิ่งกว่านี้โจทก์มีร้อยตำรวจโทภัทรพงศ์ พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบแผนผังการโอนเงินระหว่างนายสมชาย ดาบตำรวจสันติชัย จำเลย นางสาวแพรว คนรักของนายนิพนธ์ และนายสมบัติ โดยมีนายสมชายเป็นคนกลาง หลังจากนั้นได้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากของนายสมชาย ดาบตำรวจสันติชัยและจำเลยพบว่ามีรายการโอนเงินเข้าออกระหว่างกันหลายรายการ แม้นายสมชาย นายธนากรกับนายนิพนธ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย นายสมชายถูกกันเป็นพยาน ส่วนนายธนากรกับนายนิพนธ์ถูกดำเนินคดีในข้อหารับของโจร ซึ่งคำเบิกความของบุคคลทั้งสามเข้าลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติไม่ให้รับฟังคำซัดทอดของผู้ต้องหาว่ากระทำผิดด้วยกัน การที่จะเชื่อคำพยานได้หรือไม่นั้นย่อมแล้วแต่เหตุผลที่พยานเบิกความ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาว่า ตั้งแต่ปี 2563 ที่จำเลยรู้จักกับนายสมชายและจำเลยแนะนำดาบตำรวจสันติชัยให้รู้จักกับนายสมชายเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้ มีรายการโอนเงินเข้าออกระหว่างบัญชีของดาบตำรวจสันติชัย จำเลยและนายสมชายหลายรายการ แม้จำเลยอ้างตนเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยมีความสนิทสนมกับนายสมชายและดาบตำรวจสันติชัย มีการเล่นการพนันออนไลน์ด้วยกัน ทำให้จำเลย นายสมชายและดาบตำรวจสันติชัยมีการหยิบยืมเงินกัน หากดาบตำรวจสันติชัยเงินหมดก็จะยืมเงินจากจำเลย บางครั้งจำเลยก็ไปยืมเงินจากนายสมชายเป็นการยืมวนกันไปมา แต่เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ารายการโอนเงิน เป็นการโอนเงินกู้ยืมกันระหว่างจำเลย ดาบตำรวจสันติชัยและนายสมชาย จึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ และที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ได้เห็นอาวุธปืนที่นำไปจำนำแก่นายนิพนธ์เนื่องจากนายสมชายใส่ไว้ในกระเป๋าก็แตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ทำเป็นหนังสือว่า "...และทางดาบตำรวจสันติชัยก็เดินมาหาข้าฯ แล้วนำเอาอาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อซิกซาวเออร์โดยเอาสกอตเทปสีดำปิดทับตรงคันรั้งด้านบนเอาไว้ แต่ข้าฯ ไม่ทันสังเกตแต่มาทราบภายหลังว่ามีการเอาเทปสีดำปิดทับตราโล่เอาไว้..." จำเลยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่ปี 2555 จนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้เมื่อปี 2564 เป็นระยะเวลานานเกือบ 10 ปี จำเลยย่อมต้องทราบดีว่าอาวุธปืนที่ใช้ในราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมีหมายเลขประจำปืนและมีตราโล่ประทับไว้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรเพราะไม่ทราบว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและถูกดาบตำรวจสันติชัยลักมานั้น จึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือเช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทราบว่าอาวุธปืนของกลางที่ร่วมกับนายสมชายนำไปจำนำแก่นายธนากรและนายนิพนธ์เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จึงชอบแล้ว

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง สมควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน แต่กลับกระทำการละเมิดต่อกฎหมาย ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวลำพังจำเลยเพียงคนเดียวไม่อาจทำได้ คงจะต้องมีผู้ร่วมกระทำผิดเป็นขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขั้นเป็นตอนเพียงเพื่อประโยชน์ของตนเองกับพวกโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม ทั้งความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดอาชญากรรมอื่น ๆ ติดตามมาอีกมากมาย อันเป็นภัยต่อสุจริตชนและกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษและพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 พฤติการณ์แห่งคดีมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมซ่อนเร้นและนำอาวุธปืนของกลางไปจำนำ จึงลงโทษจำคุก 1 ปี และยกฟ้องข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอ คำซัดทอดมีความสอดคล้องกัน และข้ออ้างของจำเลยไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับพฤติการณ์และพยานแวดล้อมต่างสนับสนุนการกระทำผิด

3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนชอบด้วยมาตรา 134 และพยานซัดทอดสามารถรับฟังได้ เมื่อพฤติการณ์ชี้ว่าจำเลยทราบว่าอาวุธปืนเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการลักทรัพย์ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ไม่รอการลงโทษ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้แสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รู้จักคุ้นเคยกับดาบตำรวจสันติชัยและนายสมชายมาก่อน โดยร่วมกันติดต่อหาแหล่งรับจำนำอาวุธปืนของกลางซึ่งถูกลักมาจากทางราชการ และได้มีการนำอาวุธปืนไปจำนำต่อผู้รับจำนำสองราย ทั้งยังปรากฏรายการโอนเงินเข้าออกระหว่างจำเลย ดาบตำรวจสันติชัย และนายสมชายหลายครั้ง ประเด็นคือการกระทำของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 หรือไม่ ทั้งที่จำเลยอ้างว่าไม่ทราบว่าอาวุธปืนเป็นของที่ได้มาโดยการกระทำความผิด

ธงคำตอบ

ความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 ไม่กำหนดให้ผู้กระทำต้องครอบครองทรัพย์ของกลางด้วยตนเอง เพียงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย หรือรับจำนำทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดก็เป็นความผิดแล้ว ศาลพบว่าพยานของโจทก์แม้จะเป็นผู้ร่วมกระทำผิด แต่มีความสอดคล้องกันและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย อีกทั้งมีพยานแวดล้อมคือรายการโอนเงินที่ยืนยันความสัมพันธ์และการร่วมกระทำผิด แม้จำเลยอ้างว่าการโอนเงินเป็นเพียงการยืมเงินเล่นการพนัน แต่ไม่มีสืบยืนยันและคำให้การชั้นสอบสวนกลับขัดแย้งกับคำให้การต่อสู้ ศาลจึงฟังได้ว่าจำเลยทราบว่าอาวุธปืนเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357

ข้อ 2

ในคดีนี้จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) เนื่องจากฟ้องไม่ได้บรรยายรายละเอียดอาวุธปืนของกลาง เช่น ยี่ห้อหรือหมายเลขทะเบียน และไม่ได้บรรยายว่าเขาครอบครองปืนก่อนที่จะรับจำนำหรือช่วยจำหน่าย ประเด็นคือคำฟ้องดังกล่าวถือว่าเคลือบคลุมหรือขัดแย้งในตัวเองหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าจำเลยต้องครอบครองทรัพย์ก่อน จึงไม่ทำให้คำฟ้องขัดแย้งหรือไม่ชอบ อีกทั้งฟ้องไม่จำต้องบรรยายลักษณะอาวุธปืนโดยละเอียด เช่น หมายเลขทะเบียนหรือยี่ห้อ โจทก์สามารถนำสืบข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาได้ ศาลจึงเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีความชัดเจนเพียงพอต่อการให้จำเลยทราบข้อหา สามารถต่อสู้คดีได้ และชอบด้วยมาตรา 158 (5)

ข้อ 3

จำเลยฎีกาว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพนักงานสอบสวนแจ้งเพียงข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานรับของโจร แต่ไม่ได้แจ้งพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 134 วรรคแรก ประเด็นคือการแจ้งข้อกล่าวหาเช่นนี้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

แม้บันทึกคำให้การของผู้ต้องหาครั้งแรกจะมีการแจ้งเพียงข้อกล่าวหา แต่ศาลตรวจพบว่ามีบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดแห่งคดีให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยแสดงว่าทราบข้อเท็จจริงโดยปฏิเสธข้อกล่าวหาตลอด ศาลจึงเห็นว่าการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นไปตามมาตรา 134 วรรคแรกซึ่งต้องแจ้งทั้งข้อหาและพฤติการณ์ที่อ้างว่ากระทำผิด เมื่อจำเลยทราบข้อหาชัดเจนและสามารถต่อสู้คดีได้ การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นเหตุให้คดีเสียไป

ข้อ 4

พยานสำคัญในคดีนี้ประกอบด้วยนายสมชาย นายธนากร และนายนิพนธ์ ซึ่งล้วนเป็นผู้ร่วมกระทำผิดในคดีเดียวกัน จำเลยฎีกาว่าคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย ไม่พอรับฟังลงโทษ ประเด็นคือพยานซัดทอดในคดีนี้สามารถรับฟังได้หรือไม่ และมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่

ธงคำตอบ

กฎหมายมิได้ห้ามรับฟังคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิด เพียงแต่ต้องพิจารณาน้ำหนักตามพฤติการณ์แห่งคดี ศาลเห็นว่าพยานทั้งสามไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย มีความสอดคล้องกันทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา อีกทั้งสอดคล้องกับพยานแวดล้อมคือรายการโอนเงินจำนวนหลายครั้งระหว่างจำเลย ดาบตำรวจสันติชัย และนายสมชายซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ ศาลจึงเห็นว่าคำซัดทอดมีน้ำหนักเพียงพอ ประกอบกับข้ออ้างของจำเลยที่ไม่ชัดเจนและขัดกับคำให้การเดิม จึงรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมรับจำนำอาวุธปืนที่ลักมา

ข้อ 5

จำเลยขอให้ศาลพิจารณารอการลงโทษหรือใช้โทษสถานเบา โดยอ้างว่าไม่มีเจตนาร้ายแรงและเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อย ประเด็นคือพฤติการณ์ของจำเลยสมควรรอการลงโทษหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยและบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับร่วมกับผู้กระทำผิดในการนำอาวุธปืนราชการไปจำนำ เป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นของประชาชน อีกทั้งลักษณะการกระทำมีลักษณะเป็นขบวนการแบ่งหน้าที่กันทำด้วยเจตนาหาประโยชน์ ศาลจึงเห็นว่าไม่อาจรอการลงโทษได้ แม้โทษจำคุกไม่สูงแต่พฤติการณ์ถือว่าร้ายแรง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่างโดยไม่รอการลงโทษ




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน