
| ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์ถังสแตนเลสขนาดใหญ่ภายในสถานประกอบการซึ่งผู้กระทำเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรับฟังพยานแวดล้อม การตรวจสอบข้อมูลการเข้าออกประตูทางเข้าไร่ และการวินิจฉัยว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำความผิดในฐานะตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แม้จะไม่มีพยานเห็นขณะยกทรัพย์ขึ้นรถก็ตาม ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมที่สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นจนสามารถสรุปได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมในการลักทรัพย์ของนายจ้าง และยืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำคุกและให้ชดใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การที่จำเลยร่วมโดยสารรถที่บรรทุกถังสแตนเลสออกจากพื้นที่จะถือเป็นพฤติการณ์ร่วมกระทำความผิดตามมาตรา 83 หรือไม่ 2 พยานแวดล้อมที่มิได้เห็นการยกถังขึ้นรถโดยตรงจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟังเป็นหลักฐานยืนยันการลักทรัพย์ได้หรือไม่ 3 การใช้รถกระบะของนายจ้างเพื่อนำถังสแตนเลสออกไปจะเข้าองค์ประกอบการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ตามมาตรา 336 ทวิ หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าพยานแวดล้อมและพฤติการณ์ที่สอดคล้องกันสามารถทำให้ศาลเชื่อได้หรือไม่ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมในการลักทรัพย์ของนายจ้าง แม้จะไม่มีพยานเห็นการยกถังสแตนเลสขึ้นรถก็ตาม โดยศาลฎีกาใช้หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 335 และมาตรา 336 ทวิ มาวินิจฉัยประกอบกับพยานแวดล้อมและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ มาตรา 83 มาตรา 335 และมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นฐานความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ตัวการร่วม (มาตรา 83) ประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นและร่วมกระทำการนำถังสแตนเลสออกจากไร่ แม้จะไม่มีพยานเห็นขณะยกของขึ้นรถ แต่การร่วมเดินทางออกไปและกลับเข้ามาในช่วงเวลาที่ทรัพย์หาย ถือเป็นพฤติการณ์ร่วมกันกระทำผิด 2 ลักทรัพย์นายจ้าง (มาตรา 335) คดีนี้เป็นกรณีที่ลูกจ้างลักทรัพย์ของนายจ้างซึ่งเป็นเหตุหนักตามมาตรา 335 โดยถังสแตนเลสเป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วม และพฤติการณ์การนำออกไปโดยมิชอบเข้าลักษณะลักทรัพย์ครบองค์ประกอบ 3 ใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ (มาตรา 336 ทวิ) การนำถังสแตนเลสขนาดใหญ่ออกไปจากไร่โดยใช้รถกระบะของนายจ้างเป็นองค์ประกอบเพิ่มโทษตามมาตรา 336 ทวิ ซึ่งศาลใช้เป็นส่วนหนึ่งของการวินิจฉัยความผิด 4 พยานแวดล้อมที่สอดคล้องกัน แม้ไม่มีพยานเห็นการยกถังขึ้นรถ แต่พฤติการณ์ของรถตอนออกมีถังบรรทุก และตอนกลับไม่มีถัง พร้อมทั้งบันทึกการเข้าออกและคำให้การของพนักงานรักษาความปลอดภัย เป็นพยานแวดล้อมที่ศาลเห็นว่ามีน้ำหนักเพียงพอ 5 หลักการรับฟังพฤติการณ์ต่อเนื่อง ศาลฎีกาเน้นว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันและเชื่อมโยงกัน เช่น การออกจากไร่พร้อมถัง การกลับเข้ามาโดยไม่มีถัง และการบันทึกข้อมูลการเข้าออก สามารถสร้างข้อสรุปทางนิติวิทยาศาสตร์ของเหตุการณ์ได้ แม้ไม่มีพยานเห็นโดยตรง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและพฤติการณ์เกิดเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของไร่ซึ่งมีการเก็บรักษาถังสแตนเลสขนาดใหญ่ประมาณสูง 1.5 เมตร กว้าง 1 เมตร น้ำหนักประมาณ 1 ตัน ราคา 1,000,000 บาท ภายในโกดังของไร่ จำเลยและนายบุญมีเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถ มีหน้าที่ขับรถกระบะของไร่เข้าออกบริเวณพื้นที่ดังกล่าว วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา 50 นาที รถกระบะของไร่ขับออกจากพื้นที่ โดยมีนายบุญมีเป็นผู้ขับและจำเลยนั่งมาด้านหน้า พยานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองปากสังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่คล้ายถังสแตนเลสบรรทุกอยู่ท้ายรถคลุมด้วยผ้าใบสีดำ และได้มีการลงบันทึกรายละเอียดการเข้าออกตามปกติ เมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา 54 นาที รถกระบะคันเดียวกันกลับเข้ามาในไร่โดยไม่มีวัตถุดังกล่าวบรรทุกกลับเข้ามาด้วย ต่อมาเมื่อผู้จัดการไร่ตรวจสอบพบว่าถังสแตนเลสหายไปทั้งหมด จึงมีการสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว 2 คำให้การจำเลย จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมลักทรัพย์ และอ้างว่าพยานไม่ได้เห็นตนยกถังขึ้นรถ 3 คำวินิจฉัยศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานไม่อาจชี้ชัดได้ว่าเป็นถังสแตนเลสของไร่ และไม่มีพยานเห็นขณะยกถังขึ้นรถ จึงพิพากษายกฟ้อง 4 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลอุทธรณ์เห็นว่า • พฤติการณ์ขณะออกและกลับเข้ามามีความสอดคล้องกัน • ขนาดถังสแตนเลสมีความพิเศษ สังเกตง่าย • การขนย้ายถังที่หายไปมีความสอดคล้องกับสิ่งที่พยานเห็น จึงลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำ และโดยใช้ยานพาหนะ เพื่อให้สะดวกแก่การกระทำความผิดตามมาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง และมาตรา 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 คำพิพากษาศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างละเอียดถึงประเด็นพยานแวดล้อม ดังนี้ 1 การรับฟังพยานแวดล้อม แม้จะไม่มีพยานเห็นขณะยกถังขึ้นรถ แต่ • จำเลยและนายบุญออกจากไร่ด้วยรถที่มีถังบรรทุกอยู่ • กลับเข้ามาโดยไม่มีถังดังกล่าว • ขนาดถังใหญ่ผิดปกติจนจำได้ง่าย • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีบันทึกที่ชัดเจน • เหตุการณ์เกิดในเวลาใกล้กันจึงจำได้ไม่ผิด ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นจนทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดจริง 2 การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะตัวการร่วม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การที่จำเลยร่วมอยู่ในรถ ร่วมออกไป ร่วมกลับ และวัตถุหายไปในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ย่อมแสดงถึงการร่วมรับรู้และร่วมทำกิจกรรมลักทรัพย์ 3 การใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ ศาลเห็นว่าการนำถังสแตนเลสที่มีขนาดใหญ่อย่างยิ่งออกจากพื้นที่โดยรถกระบะของนายจ้างเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 336 ทวิ ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำคุก 6 ปี และให้ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,000,000 บาทแก่ผู้เสียหาย วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1 น้ำหนักของพยานแวดล้อม ฎีกานี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่า แม้ไม่มีพยานเห็นการลักทรัพย์ แต่หากพฤติการณ์แวดล้อมสอดคล้องกันในลักษณะต่อเนื่องจนไม่อาจอธิบายอย่างอื่นได้ ศาลสามารถรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำของจำเลย 2 ความผิดร่วมตามมาตรา 83 การที่จำเลยไม่ใช่ผู้ยกถังขึ้นรถโดยตรง ไม่ทำให้หลุดพันจากความผิด หากมีพฤติการณ์ร่วมสนับสนุนหรือร่วมเข้าทำกิจกรรมในกระบวนการลักทรัพย์ 3 ลักษณะการใช้ยานพาหนะเป็นองค์ประกอบเพิ่มโทษ มาตรา 336 ทวิ มีวัตถุประสงค์เพิ่มโทษแก่ผู้ใช้ยานพาหนะให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์ ซึ่งตรงกับบริบทของคดีนี้อย่างชัดเจน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงหลักสำคัญว่า พยานแวดล้อมที่มีความต่อเนื่อง สอดคล้อง และเกี่ยวโยงกันอย่างมีเหตุผลสามารถรับฟังเป็นหลักฐานแน่นหนักทัดเทียมพยานเห็นเหตุการณ์ได้ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบร่วมกันของผู้กระทำหลายคนตามมาตรา 83 แม้จำเลยจะมิใช่ผู้ยกของขึ้นรถด้วยตนเองก็ตาม ทั้งยังย้ำหลักว่าการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์เป็นเหตุเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญา IRAC Issue ประเด็นแห่งคดีคือ จำเลยมีความผิดเป็นตัวการร่วมตามมาตรา 83 ในการลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำตามมาตรา 335 และ 336 ทวิ หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีพยานเห็นขณะยกถังขึ้นรถ Rule • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตัวการร่วม • มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัย และลักทรัพย์โดยผู้มีหน้าที่ไว้วางใจ • มาตรา 336 ทวิ การใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ • หลักการรับฟังพยานแวดล้อมและพฤติการณ์ที่เกี่ยวโยงกันของศาลฎีกา Application จากข้อเท็จจริง จำเลยและนายบุญออกจากไร่ด้วยรถกระบะซึ่งมีวัตถุขนาดใหญ่คล้ายถังสแตนเลสบรรทุกอยู่ และกลับเข้ามาโดยไม่มีวัตถุดังกล่าว พยานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีบันทึกการเข้าออกยืนยันสถานะผู้ขับและผู้โดยสาร ขนาดถังมีความผิดปกติโดยสังเกตได้ง่าย อีกทั้งเหตุการณ์เกิดภายในวันเดียวกันทำให้พยานจำเหตุการณ์ได้ชัดเจน แม้ไม่มีพยานเห็นขณะยกถังขึ้นรถ แต่พฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดสอดคล้องกันจนไม่อาจอธิบายอย่างอื่นได้ นอกจากจำเลยร่วมกระทำการลักทรัพย์ดังกล่าว ร่วมใช้รถกระบะของนายจ้างออกไป และร่วมกลับเข้ามาหลังทรัพย์สูญหาย การกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะตัวการร่วมตามมาตรา 83 และการใช้ยานพาหนะเข้ากรณีมาตรา 336 ทวิ Conclusion ศาลฎีกายืนยันว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์โดยเป็นตัวการร่วมและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำตามมาตรา 335 และ 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกและชดใช้ราคาทรัพย์ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2567 แม้จะไม่มีพยานเห็นขณะจำเลยร่วมกับ บ. ยกถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมขึ้นรถกระบะ แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยและ บ. ร่วมนั่งมาในรถกระบะคันเดียวกันโดยขาออกจากไร่มีถังดังกล่าวบรรทุกอยู่ที่กระบะท้าย ครั้นเมื่อกลับเข้ามาในไร่พร้อมกันกลับไม่มีถังดังกล่าวบรรทุกกลับมาด้วย บ่งชี้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ บ. เป็นคนร้ายลักเอาถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมไป ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกลักทรัพย์เป็นถังสแตนเลสของผู้เสียหาย มูลค่า 1,000,000 บาท โดยใช้รถของนายจ้างขนออกจากไร่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะและเป็นตัวการร่วม ลงโทษจำคุก 6 ปี พร้อมให้คืนทรัพย์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยนั่งมากับผู้ร่วมกระทำผิดในรถกระบะของผู้เสียหาย ขณะออกจากไร่มีวัตถุลักษณะคล้ายถังขนาดใหญ่ถูกคลุมผ้าใบอยู่ท้ายรถ และเมื่อกลับเข้ามาในไร่ วัตถุดังกล่าวได้หายไปแล้ว พนักงานรักษาความปลอดภัยได้บันทึกชื่อ เวลา และรายละเอียดการเข้าออกไว้อย่างชัดเจน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ไม่มีพยานเห็นขณะยกถังขึ้นรถ แต่จากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด ทั้งการร่วมเดินทาง การมีวัตถุขนาดใหญ่ตรงกับทรัพย์ที่หาย และการที่ทรัพย์หายไปโดยไม่มีเหตุอื่นอธิบายได้ ย่อมชี้ชัดว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับผู้ร่วมกระทำรายอื่น ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าพยานไม่ได้เปิดดูวัตถุหรือไม่มีผู้เห็นขณะก่อเหตุ ไม่ทำให้น้ำหนักพยานลดลง ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ จึงพิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิด ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักเอาไป 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสุรภี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยและนายบุญมีจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 497/2564 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ต่างเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของไร่ โดยทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ไร่ของโจทก์ร่วมมีทางเข้าออกเพียงทางเดียวโดยบริเวณประตูทางเข้าออกด้านหน้าจะมีป้อมยามซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราดูแลยานพาหนะที่ผ่านเข้าออก ด้วยการบันทึกรายละเอียดชื่อคนขับรถ หมายเลขทะเบียนรถ เวลาที่รถเข้าและออก รวมทั้งจุดหมายปลายทางไว้เป็นหลักฐาน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2564 นายบุญมีลักทรัพย์ถังสแตนเลส สูงประมาณ 1.5 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร หนักประมาณ 1 ตัน ราคา 1,000,000 บาท ของโจทก์ร่วมซึ่งเก็บรักษาอยู่ในโกดังภายในไร่โดยใช้รถกระบะสีขาวมีคอกสูงทำด้วยเหล็ก ซึ่งเป็นรถของโจทก์ร่วมสำหรับใช้งานภายในไร่ขนเอาถังสแตนเลสดังกล่าวขึ้นรถไป จำเลยถูกฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับนายบุญมีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 497/2564 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายบุญมีลักทรัพย์ถังสแตนเลสซึ่งเป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายอุดมศักดิ์ และนายแถว พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำป้อมยามบริเวณประตูทางเข้าออกไร่เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุตามฟ้อง เวลา 8.50 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ป้อมยาม สังเกตเห็นรถกระบะของโจทก์ร่วมจะแล่นออกจากไร่ ขณะนั้นนายแถวนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในป้อมยาม นายอุดมศักดิ์จึงเดินเข้าไปสอบถามคนขับรถ เห็นนายบุญมีเป็นคนขับ จำเลยนั่งอยู่ด้านหน้าคู่คนขับ นายบุญมีและจำเลยบอกพยานว่าจะเดินทางไปอำเภอลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี นายอุดมศักดิ์จึงบันทึกรายละเอียดชื่อของนายบุญมีและจำเลย หมายเลขทะเบียนรถ เวลาออกจากไร่และจุดหมายปลายทางไว้ในบันทึกรายละเอียดรถยนต์ สำหรับนายแถวเมื่อมองออกมาจากป้อมยามคงเห็นแต่นายบุญมีซึ่งเป็นคนขับ ไม่ทันสังเกตว่ามีคนนั่งมากับคนขับด้วยหรือไม่ แต่ก็ได้รับแจ้งจากนายอุดมศักดิ์ว่าจำเลยนั่งมาด้วย นอกจากนั้นพยานทั้งสองสังเกตเห็นว่ามีวัตถุลักษณะกลมคล้ายถังขนาดใหญ่สูงเกือบ 2 เมตร กว้างขนาด 2 คนโอบ ถูกคลุมด้วยผ้าใบสีดำบรรทุกอยู่ที่กระบะท้ายรถ จนกระทั่งเวลา 11.54 นาฬิกา เมื่อนายบุญมีและจำเลยขับรถกลับเข้ามาที่ไร่พยานทั้งสองไม่เห็นมีวัตถุลักษณะคล้ายถังบรรทุกอยู่บนกระบะท้ายรถอีก นายอุดมศักดิ์จึงลงเวลาขณะที่รถกลับเข้ามาไว้ ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายไชยยันต์ผู้จัดการไร่มาสอบถามพยานทั้งสองว่ามีพนักงานคนใดขับรถขนเอาถังสแตนเลสออกไปจากไร่หรือไม่ พยานทั้งสองจึงแจ้งเรื่องที่พบเห็นจำเลยและนายบุญมีขับรถกระบะบรรทุกวัตถุคล้ายถังขนาดใหญ่ให้นายไชยยันต์ทราบ เห็นว่า แม้นายอุดมศักดิ์และนายแถวพยานโจทก์ทั้งสองจะมิได้ขอเปิดผ้าใบสีดำออกดูว่าสิ่งที่ถูกคลุมอยู่เป็นถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมที่ถูกลักไปหรือไม่ดังข้อฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะของถังสแตนเลสซึ่งคล้ายกันกับถังสแตนเลสที่ถูกลักไป เห็นได้ชัดว่าเป็นถังขนาดใหญ่กว่าถังปกติทั่วไปมาก เมื่อนำมาบรรทุกบนกระบะท้ายรถกระบะ ตามภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.8 แผ่นที่ 6 ซึ่งมิใช่เป็นรถขนาดใหญ่ ย่อมเป็นจุดสังเกตเปรียบเทียบให้ผู้ที่พบเห็นโดยเฉพาะพนักงานรักษาความปลอดภัยเกิดความสนใจเป็นพิเศษถึงขนาดความใหญ่โตของวัตถุที่มีการบรรทุกมาได้ง่าย ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองก็ได้เบิกความประมาณขนาดเอาไว้แล้วว่ามีความสูงเกือบ 2 เมตร กว้างขนาด 2 คนโอบ อันมีขนาดและสัดส่วนใกล้เคียงกับถังสแตนเลสที่ถูกลักไป ทำให้เชื่อได้ว่าวัตถุที่บรรทุกอยู่จะต้องเป็นถังแสตนเลสใบเดียวกันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย นายไชยยันต์แจ้งเรื่องถังสแตนเลสที่ถูกลักไปให้พยานโจทก์ทั้งสองทราบในวันเดียวกันนั้นช่วงบ่าย ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดที่พยานโจทก์ทั้งสองเพิ่งจะพบเห็นการบรรทุกวัตถุลักษณะกลมคล้ายถังขนาดใหญ่มาในช่วงเช้า ย่อมเป็นเหตุให้พยานโจทก์ทั้งสองจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนว่าในวันและเวลาเกิดเหตุมีการขนถังดังกล่าวออกไปจากไร่ เฉพาะอย่างยิ่งยังมีการบันทึกรายละเอียดการเข้าออกของรถกระบะซึ่งนายบุญมีเป็นผู้ขับมีจำเลยนั่งมาด้วยไว้เป็นหลักฐานประกอบอย่างชัดเจน จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองให้มีน้ำหนักรับฟังเป็นความจริงได้ หาใช่เป็นคำเบิกความที่มีพิรุธ ไม่ประกอบด้วยเหตุผล หรือมีลักษณะเป็นการปรักปรำจำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนข้อฎีกาของจำเลยว่าพยานโจทก์ปากนายแถวเบิกความว่า ไม่เห็นจำเลยนั่งมาในรถนั้นก็สืบเนื่องจากนายแถวนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในป้อมยาม แต่ต่อมานายแถวก็ได้รับแจ้งจากนายอุดมศักดิ์ว่ามีจำเลยนั่งอยู่ในรถ สอดคล้องกับที่นายอุดมศักดิ์บันทึกไว้ในเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดรถยนต์เข้าออก จึงหามีผลทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมต้องลดน้อยลงไป นอกจากนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานปากใดที่เห็นขณะจำเลยร่วมกับนายบุญมียกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยและนายบุญมีร่วมนั่งมาในรถกระบะคันเดียวกันโดยขาออกจากไร่มีถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมบรรทุกอยู่ที่กระบะท้าย ครั้นเมื่อกลับเข้ามาในไร่พร้อมกันกลับไม่มีการนำถังดังกล่าวบรรทุกกลับมาด้วย รูปคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยร่วมกับนายบุญมีเป็นคนร้ายลักเอาถังสแตนเลสใบนี้ไปโดยไม่มีข้อสงสัย ส่วนการที่วันเกิดเหตุเป็นวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งไร่ของโจทก์ร่วมเปิดดำเนินการตามปกติ ก็มิใช่ข้อสนับสนุนที่จะทำให้เชื่อได้ตามข้อฎีกาของจำเลยว่า จำเลยไม่อาจลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมได้เนื่องจากอาจมีผู้พบเห็นขณะจำเลยยกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ เพราะจำเลยอาจเลือกกระทำในเวลาที่ปลอดคนเนื่องจากไม่ปรากฏว่าโกดังที่เกิดเหตุมีพนักงานของโจทก์ร่วมเข้าออกอย่างพลุกพล่านต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หรือหากมีผู้พบเห็นเข้าโดยบังเอิญแล้วสอบถาม จำเลยก็อาจอ้างได้ว่าได้รับคำสั่งให้นำถังสแตนเลสออกไปซ่อมหรือไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ และในประการสุดท้ายแม้จะได้ความจากที่นายไชยยันต์ตอบคำถามศาลชั้นต้นซึ่งได้มีการบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ว่าถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมสูญหายไปทั้งหมด 2 ใบ นายบุญมีพยานจำเลยเบิกความอ้างว่า ได้เป็นผู้ลักเอาไปเมื่อวันที่ 2 และ 4 พฤษภาคม 2565 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ความชัดว่านายไชยยันต์ทราบถึงเรื่องการสูญหายของถังใบแรกตั้งแต่เมื่อวันใด ฉะนั้นการที่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายไชยยันต์ไม่ได้จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันทรัพย์สินสูญหายหรือมีคำสั่งกำชับให้พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามด้านหน้าทางเข้าออกไร่คอยตรวจตราดูแลเปิดดูวัตถุที่มีการขนย้ายออกไปจากไร่โดยเคร่งครัด จึงไม่นับเป็นข้อพิรุธสงสัยตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้นล้วนแล้วแต่ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นนอกจากนี้เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ว่าพยานไม่มีใครเห็นขณะยกถังสแตนเลสขึ้นรถ และไม่อาจยืนยันได้ว่าวัตถุที่บรรทุกคือถังของผู้เสียหาย จึงเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอฟังลงว่าจำเลยกระทำผิด พิพากษายกฟ้องจำเลย 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิเคราะห์พฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด เห็นว่ารถกระบะออกจากไร่พร้อมถังสแตนเลสและกลับเข้ามาโดยไม่มีถัง อีกทั้งจำเลยนั่งมาพร้อมผู้ร่วมกระทำ ศาลจึงเชื่อว่าจำเลยร่วมลักทรัพย์ พิพากษากลับ ลงโทษจำคุก 6 ปี และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000,000 บาท 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานแวดล้อมมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นจนทำให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับผู้ร่วมกระทำลักถังสแตนเลสดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์และพิพากษายืน แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองปากมิได้เห็นขณะจำเลยและนายบุญมียกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ แต่กลับเห็นเพียงรถกระบะของนายจ้างออกจากไร่พร้อมวัตถุขนาดใหญ่ที่คลุมผ้าใบลักษณะคล้ายถัง และเมื่อรถกลับเข้ามาในไร่กลับไม่มีวัตถุดังกล่าวอีกต่อไป ประกอบกับมีบันทึกชื่อคนขับและผู้โดยสารรวมถึงเวลาเข้าออกอย่างชัดเจน จึงเกิดปัญหาว่าพยานแวดล้อมดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยตามฐานลักทรัพย์หรือไม่ ธงคำตอบ พยานหลักฐานในคดีนี้แม้มิได้เป็นพยานเห็นขณะยกถังขึ้นรถ แต่เป็นพยานแวดล้อมที่สอดคล้องกันในเชิงพฤติการณ์ตั้งแต่รถออกไปพร้อมถังสแตนเลส รถกลับเข้ามาโดยไม่มีถัง และมีบันทึกการเข้าออกที่สามารถตรวจสอบได้ ประกอบกับลักษณะของถังซึ่งเป็นทรัพย์ขนาดใหญ่มาก สังเกตง่าย จึงเป็นเหตุอันทำให้ศาลเชื่อได้ว่าการบรรทุกถังที่เห็นในช่วงเวลาเช้าคือถังเดียวกับที่หายไป ประกอบกับจำเลยร่วมเดินทางออกไปและกลับเข้ามากับผู้ร่วมกระทำ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ทั้งหมดเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น สามารถรับฟังได้ว่าเป็นการร่วมลักทรัพย์ของจำเลยตามมาตรา 335 และมาตรา 83 ข้อ 2 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าถังสแตนเลสที่ถูกลักมีขนาดสูงเกือบสองเมตรและกว้างถึงสองคนโอบ เป็นทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ผู้พบเห็นสามารถสังเกตได้โดยง่าย และพยานทั้งสองได้เห็นวัตถุคลุมผ้าใบขนาดใหญ่ดังกล่าวบรรทุกอยู่ในรถก่อนออกจากไร่ จึงมีปัญหาว่าศาลสามารถเชื่อมโยงลักษณะทางกายภาพของทรัพย์เพื่อวินิจฉัยให้ลงโทษจำเลยได้หรือไม่ แม้พยานจะไม่ได้เปิดผ้าใบตรวจสอบว่าเป็นถังจริงหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้พยานไม่ได้เปิดผ้าใบดูจึงไม่สามารถยืนยันด้วยสายตาว่าเป็นถังสแตนเลสอย่างแน่ชัด แต่ลักษณะของวัตถุที่เห็นมีความสอดคล้องกับถังที่สูญหายซึ่งมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ย่อมเป็นสิ่งที่ผู้พบเห็นจดจำได้โดยง่าย พยานทั้งสองได้เบิกความถึงขนาดของวัตถุสอดคล้องกับสภาพถังที่ถูกลัก การบรรทุกวัตถุขนาดใหญ่ในรถกระบะของนายจ้างซึ่งมิใช่รถบรรทุกขนาดใหญ่ย่อมเป็นเหตุสะดุดตาและทำให้พยานจดจำได้อย่างแม่นยำ เมื่อประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดในวันเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ศาลจึงเห็นว่าวัตถุที่บรรทุกออกไปย่อมเป็นถังสแตนเลสที่หายไป การไม่เปิดผ้าใบจึงไม่ทำให้น้ำหนักพยานลดลงแต่อย่างใด ข้อ 3 เมื่อจำเลยต่อสู้ว่าการเกิดเหตุในวันที่ไร่เปิดทำการตามปกติย่อมทำให้มีคนจำนวนมากที่สามารถพบเห็นได้ จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จำเลยจะลักทรัพย์อันมีขนาดใหญ่เช่นนี้ออกไปโดยไม่ถูกจับได้ จึงเป็นประเด็นว่าข้ออ้างดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ศาลสงสัยตามสมควรหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้ไร่เปิดทำงานตามปกติ แต่ไม่ได้รับฟังว่าโกดังที่เก็บถังมีผู้คนเข้าออกตลอดวัน อีกทั้งการลักทรัพย์อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปลอดคน หรือหากพบเห็นโดยบังเอิญ จำเลยอาจอ้างได้ว่าเป็นการนำถังไปซ่อมหรือทำงานให้ไร่ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามปกติ พฤติการณ์ดังกล่าวมิได้ทำให้ข้อสงสัยเพิ่มขึ้นจนลบล้างน้ำหนักของพยานแวดล้อม ศาลจึงเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยเป็นเพียงการคาดคะเนไม่มีกำลังพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อ 4 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะรถกระบะออกจากไร่มีการบรรทุกถังสแตนเลสซึ่งเป็นทรัพย์ของนายจ้าง แต่เมื่อกลับเข้ามาไม่มีถังบรรทุกอยู่ และจำเลยนั่งมากับผู้ร่วมกระทำตลอดช่วงเวลา จึงเกิดประเด็นว่าการที่จำเลยเพียงนั่งอยู่ในรถเข้าออกไร่โดยไม่ได้มีพฤติการณ์ยกถังเอง จะเข้าลักษณะตัวการร่วมตามมาตรา 83 ได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกายืนยันหลักว่าผู้เป็นตัวการร่วมไม่จำเป็นต้องลงมือยกของด้วยตนเอง หากมีพฤติการณ์ร่วมรู้เห็น สนับสนุน ส่งเสริม หรือร่วมในการกระทำโดยมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของการลักทรัพย์ก็ถือเป็นตัวการร่วมในความหมายของมาตรา 83 การที่จำเลยร่วมเดินทางออกจากไร่กับผู้ร่วมกระทำในรถที่บรรทุกถัง และกลับเข้ามาโดยไม่มีถังในลักษณะที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ถือเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิด การร่วมอยู่ในขณะนำทรัพย์ออกจากสถานที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยมีส่วนร่วมในกระบวนการลักทรัพย์ทั้งหมด ข้อ 5 เมื่อมีข้อเท็จจริงว่าถังสแตนเลสหายไปสองใบในช่วงเวลาต่างกัน และผู้ร่วมกระทำรับสารภาพว่าตนลักถังไปก่อนหน้า แต่จำเลยถูกฟ้องเฉพาะกรณีถังที่ถูกนำออกไปในวันเกิดเหตุ จึงเกิดปัญหาว่าความคลาดเคลื่อนเรื่องจำนวนถังที่สูญหายหรือเวลาที่ถังใบอื่นถูกลักไป จะทำให้หลักฐานของโจทก์อ่อนลงจนไม่สามารถลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ถังสูญหายสองใบในช่วงใกล้กันไม่ใช่เหตุให้เชื่อว่าพยานโจทก์คลาดเคลื่อน เพราะประเด็นสำคัญในคดีนี้คือเหตุการณ์วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งพยานทั้งสองเห็นรถบรรทุกวัตถุขนาดใหญ่ในช่วงเช้าและกลับเข้ามาโดยไม่มีวัตถุดังกล่าวในช่วงสาย อีกทั้งผู้จัดการไร่แจ้งเรื่องถังหายให้พยานทราบในวันเดียวกัน ทำให้พยานจำเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ การที่ถังใบอื่นหายก่อนหน้านั้นไม่ใช่ข้อพิรุธของโจทก์ และไม่ได้กระทบความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานในคดีนี้ ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยร่วมลักถังในคดีนี้ |




