ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 189/2567, หลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68, การใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันภยันตรายใกล้จะถึง, การประเมินเหตุอันควรเชื่อว่าผู้บุกรุกจะทำร้ายร่างกาย, การรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยผิดกฎหมาย, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการป้องกันสิทธิ, กรณีผู้เสียหายพกอาวุธมีดบุกถึงหน้าร้าน, การประเมินพฤติการณ์ว่าการยิงปืนเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ, วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับคดีอาวุธปืนและการป้องกันภัย

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยประเด็นการใช้สิทธิในการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ในกรณีที่ผู้เสียหายพร้อมพวกพกอาวุธมีดบุกถึงหน้าร้านของจำเลยทั้งสองและแสดงพฤติการณ์คุกคามอย่างใกล้จะถึง ศาลได้พิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดว่า การใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 1 และการนำอาวุธปืนมาให้ของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่การสมัครใจวิวาท แต่เป็นการป้องกันสิทธิในทรัพย์สินและร่างกายจากภยันตรายอันปรากฏชัดเจน ขณะเดียวกัน ศาลยังได้วินิจฉัยเรื่องการอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าเป็นประเด็นต้องห้าม ซึ่งส่งผลให้โทษเฉพาะข้อหาครอบครองอาวุธปืนยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 การใช้อาวุธปืนยิงผู้ถือมีดที่บุกเข้าหน้าร้านเป็นการป้องกันโดยชอบตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ

2 การนำอาวุธปืนมาให้ของจำเลยที่ 2 เข้าลักษณะเป็นตัวการร่วมทำร้ายร่างกายหรือเป็นเพียงการช่วยเหลือในการป้องกันสิทธิ

3 ผู้เสียหายที่พกมีดและไม่ยอมออกจากพื้นที่เข้าลักษณะรบกวนการครอบครองจนก่อให้เกิดภยันตรายใกล้จะถึงเพียงพอต่อการใช้สิทธิป้องกันหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 1 และการนำอาวุธปืนมาให้ของจำเลยที่ 2 เป็น “การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือเป็น “การร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส” ตามมาตรา 297 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ทั้งหมดเป็นการป้องกันภัยจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ จึงไม่เป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษ

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 (การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส – ใช้โดยศาลอุทธรณ์ แต่ถูกวินิจฉัยกลับ)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ตัวการร่วม)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 (ข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง)

key words ที่สำคัญที่สุดที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 68

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเผชิญภัยจากการประทุษร้ายที่ใกล้จะถึง เนื่องจากผู้เสียหายถือมีดเดินเข้ามาประชิดตัว การใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันสิทธิของตนและครอบครัวอย่างพอสมควรแก่เหตุ จึงไม่เป็นความผิด

2 ภยันตรายใกล้จะถึง

ผู้เสียหายตอบโต้ด้วยถ้อยคำข่มขู่ เดินเข้าหาพร้อมถืออาวุธมีด พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นภัยอันใกล้จะถึงซึ่งทำให้จำเลยมีเหตุผลเพียงพอเชื่อว่าจะถูกทำร้ายร่างกายอย่างแน่นอน

3 ไม่ใช่การสมัครใจวิวาท

ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้ไล่ผู้บุกรุกให้ออกจากหน้าร้านของตน ไม่ได้เป็นฝ่ายก่อเหตุหรือท้าทายก่อน จึงไม่เข้าข่ายการสมัครใจวิวาทตามแนวคำพิพากษา

4 การรบกวนการครอบครองทรัพย์

ผู้เสียหายยืนคุกคามหน้าร้านทั้งที่ถูกสั่งให้ออกไปแล้ว ถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิป้องกันที่มาจากสถานะความเป็นผู้ครอบครองร้าน

5 ข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218

ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลดโทษฐานครอบครองอาวุธปืน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ห้ามฎีกา จึงให้คงโทษตามศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

กลุ่มผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับกลุ่มของน้องชายจำเลยที่ 2 จึงนัดหมายมาเจรจา แต่ผู้เสียหายพกอาวุธมีดมาที่หน้าร้านของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสถานที่ประกอบอาชีพค้าขาย เมื่อจำเลยที่ 1 ออกมาไล่ให้ออกไป ผู้เสียหายกลับยืนถือมีดไพล่หลังและโต้เถียงอย่างท้าทาย พร้อมตอบคำถามว่าเอามีดมาเพื่อ “แทงแกไง” สร้างสถานการณ์คุกคามอย่างชัดเจน

จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 นำปืนลูกซองเดี่ยวมาเพื่อข่มขู่ให้พวกผู้เสียหายออกจากพื้นที่ ต่อมาเมื่อผู้เสียหายเดินเข้าประชิดตัวขณะถือมีด จำเลยที่ 1 จึงยิงไปที่แขนขวาของผู้เสียหายหนึ่งนัดซึ่งเป็นบริเวณที่ถือมีดไว้ เพื่อหยุดการคุกคามและไม่มีการยิงซ้ำ

ศาลรับฟังโดยไม่โต้แย้งว่า ผู้เสียหายถูกยิงบริเวณศอก แขนหัก เส้นประสาทเสียหาย จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา แต่การกระทำเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ประทุษร้ายใกล้จะถึง

การวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมีสถานะเป็นเจ้าของร้าน ย่อมมีสิทธิป้องกันการรบกวนการครอบครองตามกฎหมาย และเมื่อผู้เสียหายพกมีดบุกเข้ามายืนโต้เถียงท้าทาย การข่มขู่ไล่ผู้บุกรุกให้หลีกออกไม่ใช่การสมัครใจวิวาท

ศาลเห็นว่า

ปืนบีบีกันที่จำเลยที่ 1 ใช้ตอนแรกไม่มีอานุภาพร้ายแรงและเป็นเพียงการข่มขู่

เมื่อผู้เสียหายกลับเดินเข้าหาพร้อมถือมีด ย่อมก่อให้เกิดเหตุอันควรเชื่อว่าจะทำร้ายจำเลยที่ 1

การยิงไปเพียงนัดเดียวและเล็งไปที่แขนที่ถืออาวุธเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ

การกระทำดังกล่าวเป็นการป้องกันตนหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในส่วนที่นำปืนให้จึงไม่เป็นผู้กระทำความผิดร่วม และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาทำร้ายร่างกายจนถึงอันตรายสาหัสจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามกฎหมาย

อย่างไรก็ดี โทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่ความห้ามฎีกาตามมาตรา 218 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และโทษตามศาลชั้นต้นยังคงเดิม

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

ประเด็นเรื่องการป้องกันโดยชอบตามมาตรา 68

ศาลเน้นหลักว่า

ต้องมีภยันตรายใกล้จะถึง

ต้องเป็นการป้องกันเพื่อให้พ้นภยันตรายนั้น

ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ

ในคดีนี้ ผู้เสียหายถือมีด ตะโกนท้าทาย และเดินเข้าประชิดตัวจำเลยที่ 1 เป็นเหตุอันใกล้จะถึง และสมควรเชื่อได้อย่างเป็นธรรมว่าจะถูกทำร้าย

การเล็งไปที่แขนที่ถือมีดและยิงเพียงครั้งเดียวเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ ไม่ใช่การตั้งใจทำร้ายเกินจำเป็น

ประเด็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์

ผู้เสียหายยืนคุกคามอยู่หน้าร้านแม้ถูกไล่ให้ออกไปแล้ว ถือเป็นการรบกวนการครอบครองโดยไม่ชอบ จำเลยจึงมีสิทธิป้องกัน

ประเด็น “สมัครใจวิวาท”

ศาลชี้ว่า

จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่อง

ไม่ได้เป็นผู้ท้าหรือสมัครใจต่อสู้

แต่เป็นผู้ถูกคุกคามในพื้นที่ของตนเอง

จึงไม่เข้าข่ายสมัครใจวิวาท

ประเด็นการฎีกาที่ต้องห้ามตามมาตรา 218

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ขอให้ลดโทษในความผิดฐานครอบครองอาวุธปืน เป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยและห้ามฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักเกณฑ์การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68 ว่าการใช้กำลังหรืออาวุธสามารถทำได้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันภัยอันใกล้จะถึงโดยเฉพาะเมื่อผู้บุกรุกพกอาวุธและแสดงพฤติการณ์คุกคามชัดเจน ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ทั้งหมดโดยละเอียด มุ่งประเมินเจตนาของจำเลยและความสมเหตุสมผลของการป้องกันเพื่อรักษาสิทธิและความปลอดภัยของผู้กระทำ ขณะเดียวกันยังยืนยันหลักว่าการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องเป็นไปตามข้อจำกัดในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

IRAC 

Issue

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย และจำเลยที่ 2 นำปืนมาให้ เป็นการกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายหรือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่

Rule

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 วางหลักว่า การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง หากกระทำพอสมควรแก่เหตุ ย่อมไม่เป็นความผิด

Application

ผู้เสียหายถือมีดและเดินเข้าหาจำเลยที่ 1 พร้อมกล่าวท้าทายว่าต้องการแทง จำเลยที่ 1 จึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าผู้เสียหายจะประทุษร้ายร่างกาย การยิงไปที่แขนเพียงนัดเดียวเพื่อหยุดยั้งการจู่โจมเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ มิได้มุ่งหมายเอาชีวิต การนำปืนมาให้ของจำเลยที่ 2 ก็เป็นเพียงการช่วยป้องกันทรัพย์สินและร่างกายของตนและครอบครัวจากภยันตรายอันเกิดขึ้นตรงหน้า ไม่ใช่การร่วมทำร้ายร่างกาย

Conclusion

การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2567

จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของร้านที่เกิดเหตุย่อมมีความชอบธรรมที่จะไล่กลุ่มผู้เสียหายซึ่งเป็นชายฉกรรจ์และมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการวิวาทกันให้ออกไปจากที่เกิดเหตุได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ถือปืนบีบีกันเดินมาหน้าร้านที่เกิดเหตุและไล่ทุกคนให้กลับออกไป ผู้เสียหายกลับยืนเอามือไพล่หลังถืออาวุธมีดอยู่ในมือและโต้เถียงกับจำเลยที่ 1 โดยไม่ยอมออกจากที่เกิดเหตุ การที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนลูกซองมาโดยเจตนาเอามาขู่เพื่อไล่ผู้เสียหายจึงไม่ใช่การสมัครใจวิวาทกับผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ใช้ปืนบีบีกันซึ่งไม่มีอานุภาพร้ายแรงที่สามารถทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้ยิงผู้เสียหายเพื่อข่มขู่ให้ตกใจกลัวและรีบออกไปจากที่เกิดเหตุโดยเร็วเท่านั้น แต่แทนที่จะรีบออกไปจากที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายกลับเดินเข้าหาจำเลยที่ 1 ทั้งที่ในมือถืออาวุธมีดอยู่ด้วย ทำให้เชื่อว่าผู้เสียหายจะเข้าไปใช้อาวุธมีดแทงจำเลยที่ 1 อย่างแน่นอน การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนลูกซองเดี่ยวถือด้วยมือข้างซ้ายยิงผู้เสียกายที่บริเวณแขนข้างขวาที่ถืออาวุธมีดเพียง 1 นัด แล้วต่างแยกย้ายกันไป จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 92, 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ส่วนฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าได้ทำร้ายร่างกายโดยอ้างเหตุป้องกันและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 376 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 11 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา นายพีรพงษ์ นายโรจนศักดิ์ มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับนายรุ่งโรจน์กับพวก ที่บริเวณริมแม่น้ำปิง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 นายพีรพงษ์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันเมนเซนเจอร์ไปหานางสาวเพชรรัตน์ เพื่อนของนายรุ่งโรจน์ให้นัดเจรจาเรื่องทะเลาะวิวาทที่คูเมืองด้านหลังวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชรเวลา 16 นาฬิกา แต่นายพีรพงษ์ไม่ไป จึงนัดเจรจากันใหม่ที่บริเวณหน้าร้านข้าวมันไก่แจ้ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลเอกชนเมืองกำแพงเพชร จากนั้นกลุ่มของนายพีรพงษ์ นายโรจน์ศักดิ์ ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 2 กับพวกไปรออยู่บริเวณที่เกิดเหตุ ต่อมานายรุ่งโรจน์ นายกานต์นิธิผู้เสียหาย นายฉัตรชัย นายสุทธิวัฒน์ และนายพีรภัทรกับพวก เดินทางไปที่บริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นร้านของจำเลยทั้งสองสามีภริยากัน โดยผู้เสียหายพกอาวุธมีดติดตัวไปด้วย จำเลยที่ 1 นำปืนบีบีกัน (ปืนอัดลม) ออกมาจากบ้านใกล้ที่เกิดเหตุ และใช้จำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวพร้อมกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด มาให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้ปืนบีบีกัน (ปืนอัดลม) ยิงผู้เสียหาย 1 ถึง 2 นัด ผู้เสียหายถืออาวุธมีดเดินเข้ามาหาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวยิงผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนถูกผู้เสียหายที่ข้อศอกขวา กระดูกข้อศอกขวาหัก เส้นประสาทขาด ต้องรักษาโดยการผ่าตัดใส่เฝือกและกายภาพบำบัด นางสาวแสงดาวพี่สะใภ้ของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร เจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปที่เกิดเหตุยึดอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวและปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายกับพวก เป็นฝ่ายไปที่ร้านของจำเลยทั้งสองเพื่อตกลงปัญหาระหว่างนายรุ่งโรจน์พวกของผู้เสียหายกับนายพีรพงษ์ซึ่งเป็นพวกของน้องชายจำเลยที่ 2 โดยตกลงให้นายรุ่งโรจน์กับนายพีรพงษ์ชกต่อยกันตัวต่อตัว แต่จำเลยที่ 1 เดินถือปืนบีบีกันมาที่เกิดเหตุเสียก่อน แล้วไล่ให้กลุ่มผู้เสียหายออกไปจากที่เกิดเหตุแต่ผู้เสียหายไม่ยอมกลับ ขณะนั้นผู้เสียหายยืนเอามือไพล่หลังถืออาวุธมีดอยู่ในมือ จำเลยที่ 1 ถามผู้เสียหายว่า "มึงเอามีดออกมาทำไม" ผู้เสียหายตอบว่า "เอามาแทงแกไง" จำเลยที่ 2 พูดว่าเราไม่รู้จักกันมาก่อนทำไมมาพูดแบบนี้ให้กลับออกไป แต่ผู้เสียหายไม่ยอมกลับ จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนมาโดยเจตนาเอามาขู่เพื่อไล่ผู้เสียหาย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจวิวาทกับผู้เสียหาย เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของร้านที่เกิดเหตุย่อมมีความชอบธรรมที่จะไล่กลุ่มผู้เสียหายซึ่งเป็นชายฉกรรจ์และมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการวิวาทกันให้ออกไปจากที่เกิดเหตุได้ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยทั้งสองโดยปกติสุข การที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนบีบีกันซึ่งไม่มีอานุภาพรุนแรงที่สามารถทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้ ยิงผู้เสียหายไปก็เพื่อข่มขู่ผู้เสียหายให้ตกใจกลัวและรีบออกไปจากที่เกิดเหตุโดยเร็วเท่านั้น ครั้นผู้เสียหายถูกยิงแล้วแทนที่จะรีบออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้เสียหายกลับเดินเข้าไปหาจำเลยที่ 1 ทั้งที่ในมือถืออาวุธมีดอยู่ด้วย ทำให้เชื่อว่าผู้เสียหายจะเข้าไปใช้อาวุธมีดแทงจำเลยที่ 1 อย่างแน่นอน การที่ผู้เสียหายอ้างว่าจะเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 นั้น จึงไม่สมเหตุผลและไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวซึ่งถือด้วยมือข้างซ้ายยิงผู้เสียหายที่บริเวณแขนข้างขวาซึ่งผู้เสียหายถืออาวุธมีดอยู่เพียง 1 นัด และไม่ได้ยิงผู้เสียหายซ้ำอีกทั้งที่จำเลยที่ 1 ยังมีลูกกระสุนปืนเหลืออยู่ เมื่อผู้เสียหายยกมือพูดขอโทษ จำเลยที่ 1 ก็กลับเข้าบ้านไป การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงและกระทำพอสมควรแก่เหตุ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่จำเลยที่ 2 นำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวมาส่งให้จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำความผิดไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนมานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษจำคุก 6 เดือน ลดโทษเหลือจำคุก 3 เดือน และให้ริบปลอกกระสุน ข้อหาอื่นให้ยก

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กลับคำพิพากษา ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและข้อหายิงปืนในที่ชุมชน ลงโทษจำคุก 1 ปี ลดเหลือ 8 เดือน และเมื่อรวมโทษฐานครอบครองอาวุธปืน รวมจำคุก 11 เดือน

3 ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบตามมาตรา 68 และการที่จำเลยที่ 2 นำอาวุธมาให้ไม่เป็นความผิดร่วม จึงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนข้อหาครอบครองอาวุธปืนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อกลุ่มผู้เสียหายพร้อมพวกเดินทางไปที่หน้าร้านของจำเลยทั้งสองในช่วงกลางคืน โดยผู้เสียหายพกอาวุธมีดและมีพฤติการณ์คุกคาม ขณะจำเลยที่ 1 ออกมาไล่ให้กลับ ผู้เสียหายกลับไม่ยอมออกจากหน้าร้าน ทั้งยังยืนถือมีดไพล่หลังและโต้เถียง พร้อมกล่าวคำท้าทายว่าจะใช้มีดทำร้ายจำเลยที่ 1 การกระทำดังกล่าวของผู้เสียหายจะก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยทั้งสองในการป้องกันโดยชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือไม่ และขอบเขตของสิทธิป้องกันในกรณีดังกล่าวเป็นอย่างไร

ธงคำตอบ

พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายพกมีดเข้ามาที่หน้าร้านของจำเลยทั้งสอง ยืนโต้เถียงท้าทาย และเดินเข้าประชิดตัวจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไล่ให้ออกจากพื้นที่หลายครั้ง ผู้เสียหายก็ยังไม่ยอมไป ถือเป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงอย่างชัดเจน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิใช้การป้องกันตามมาตรา 68 เพื่อให้พ้นภยันตรายนั้น และการยิงไปที่แขนผู้เสียหายเพียงหนึ่งนัดซึ่งเป็นแขนที่ถือมีด ถือเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ ไม่เกินความจำเป็น จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งนำปืนมาให้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงการช่วยเหลือในการป้องกัน มิได้มีเจตนาร่วมทำร้ายร่างกาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าทั้งสองไม่เป็นผู้กระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 297

ข้อ 2

เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้ปืนบีบีกันซึ่งไม่มีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้เสียหายก่อนเพื่อข่มขู่ให้กลับออกจากบริเวณร้าน และเมื่อผู้เสียหายยังเดินเข้าประชิดโดยถืออาวุธมีด จำเลยที่ 1 จึงเปลี่ยนมาใช้ปืนลูกซองยิงหนึ่งนัดที่แขนผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวจะถือว่าเป็นการสมัครใจวิวาทหรือเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุจนไม่อาจอ้างสิทธิป้องกันได้หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้ริเริ่มวิวาท แต่เป็นผู้ครอบครองร้านที่ถูกผู้เสียหายและพวกบุกเข้ามาคุกคามถึงบริเวณหน้าร้าน การใช้ปืนบีบีกันซึ่งไม่มีอานุภาพเพียงเพื่อไล่ให้ออกจากพื้นที่ไม่ใช่การสมัครใจวิวาท และเมื่อผู้เสียหายยังเดินเข้าหาพร้อมถือมีด ย่อมมีเหตุให้เชื่อได้ว่าผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยที่ 1 อย่างแน่นอน การใช้ปืนลูกซองยิงไปที่แขนเพียงนัดเดียวถือเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกาย การกระทำนี้จึงไม่ใช่การเกินกว่าเหตุ และไม่อาจตีความเป็นการสมัครใจวิวาทได้

ข้อ 3

ในเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกเป็นฝ่ายเดินทางมาที่หน้าร้านของจำเลยทั้งสองเพื่อตกลงปัญหากับพวกของน้องชายจำเลยที่ 2 แต่กลับพกอาวุธมีดมาและไม่ยอมออกจากพื้นที่แม้ถูกสั่งให้กลับ การกระทำของผู้เสียหายเข้าลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายหรือไม่ และประเด็นนี้มีผลต่อการใช้สิทธิป้องกันของจำเลยอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองร้านซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้เสียหายและพวกเดินทางมาถึงพื้นที่ดังกล่าวพร้อมพกมีด ทั้งยืนโต้เถียงและไม่ยอมออกจากพื้นที่แม้ถูกไล่หลายครั้ง พฤติการณ์นี้เป็นการกระทำรบกวนการครอบครองโดยไม่ชอบและส่อให้เห็นความตั้งใจประทุษร้ายต่อผู้ครอบครอง การรบกวนครอบครองนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิใช้การป้องกันตามกฎหมาย และสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าสถานการณ์มีภยันตรายที่ใกล้จะถึง การป้องกันดังกล่าวจึงชอบธรรมตามมาตรา 68

ข้อ 4

เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส โดยถือว่าการนำปืนมาให้เป็นการร่วมกระทำความผิด แต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือในการป้องกัน กรณีนี้ควรพิจารณาเจตนาของจำเลยที่ 2 อย่างไร และการนำอาวุธปืนมาให้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จะเข้าลักษณะ “ตัวการร่วม” ตามมาตรา 83 หรือไม่

ธงคำตอบ

การจะถือว่าผู้ใดเป็นตัวการร่วมตามมาตรา 83 ต้องมีเจตนาให้เกิดผลแห่งความผิดร่วมกัน แต่ในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 นำปืนมาให้จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ขู่ให้ผู้เสียหายออกจากพื้นที่ มิได้มีเจตนาร่วมทำร้ายผู้เสียหาย อีกทั้งการกระทำเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายถือมีดเดินเข้าหา จำเลยที่ 2 จึงเพียงช่วยเหลือให้การป้องกันเกิดผล ไม่ใช่การร่วมทำร้ายร่างกาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่เป็นตัวการร่วม และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตีความเกินข้อเท็จจริง

ข้อ 5

ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลดโทษเฉพาะข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่มีใบอนุญาต ศาลฎีกาปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยโดยอ้างว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 218 คำถามคือ เหตุใดประเด็นนี้จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และหลักการตามมาตรา 218 มีความสำคัญอย่างไรในคดีอาญา

ธงคำตอบ

ข้อหาครอบครองอาวุธปืนเป็นประเด็นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าเป็นการกระทำความผิดจริง และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหานี้ ศาลอุทธรณ์ไม่ได้แก้ไขในสาระสำคัญจึงถือว่าไม่มีปัญหาข้อกฎหมายให้ฎีกา ประเด็นการขอรอการลงโทษหรือขอลดโทษเป็นเรื่องของดุลพินิจเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงห้ามรับฎีกาตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดไม่ให้คดีอาญาถูกฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีที่สิ้นสุด และเพื่อให้ศาลฎีกาทำหน้าที่วินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเป็นหลัก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและให้คงผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน