
| เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นการลงโทษทางอาญาในคดีเมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อในเขตชุมชน ซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แม้ไม่ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุหรือความเสียหายเกิดขึ้น แต่ศาลต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยของสาธารณชนและลักษณะความผิดควบคู่กันไป ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงอำนาจศาลในการใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ภายใต้เงื่อนไขว่าโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนและจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทำให้คดีนี้เป็นแนวทางสำคัญในการตีความอำนาจศาลในการปรับเปลี่ยนโทษเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามกฎหมายเพื่อเปลี่ยนโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนเป็นโทษกักขังแทนหรือไม่ 2. การที่จำเลยเมาสุราและขับรถบรรทุกสิบล้อในเขตชุมชนโดยไม่เกิดอุบัติเหตุจะมีผลต่อระดับความร้ายแรงของโทษเพียงใด 3. การลงโทษกักขังแทนจำคุกในคดีเมาสุราเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์หรือยังอยู่ภายในขอบเขตอำนาจศาล ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 เพื่อพิจารณาว่า ศาลสามารถเปลี่ยนโทษจำคุกซึ่งไม่เกินสามเดือนให้เป็นโทษกักขังแทนได้หรือไม่ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีว่าแม้จำเลยเมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อในเขตชุมชน แต่ไม่ปรากฏว่าก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายต่อบุคคลอื่น ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและรับสารภาพ ศาลจึงสามารถใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบากว่าตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23, มาตรา 78, มาตรา 90 และบทบัญญัติในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 และมาตรา 160 ตรี key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. มาตรา 23 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นมาตราสำคัญที่สุดของคดีนี้ ใช้เพื่อพิจารณาว่าศาลมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนเป็นโทษกักขังแทนได้หรือไม่ คดีนี้ศาลเห็นว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อนและโทษจำคุกหลังลดแล้วไม่เกินสามเดือน จึงเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย 2. มาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลสามารถลดโทษลงกึ่งหนึ่งเมื่อจำเลยรับสารภาพในชั้นพิจารณา ทำให้โทษกำหนดสุดท้ายเหลือจำคุกสามเดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ทำให้มาตรา 23 สามารถถูกนำมาใช้ได้ 3. มาตรา 90 ประมวลกฎหมายอาญา ใช้กำหนดว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งในคดีนี้คือพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 160 ตรี 4. พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 และมาตรา 160 ตรี เป็นบทกฎหมายที่กำหนดฐานความผิดเมาแล้วขับและโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้อง คดีนี้ข้อหาเมาแล้วขับถือเป็นแกนหลัก เพราะปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 156 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าผิดกฎหมายและเข้าข่าย “เมาสุรา” 5. ดุลพินิจศาลในการกำหนดโทษ เป็นประเด็นกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกายืนยันว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจโดยชอบ เนื่องจากจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและไม่ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายต่อบุคคลอื่น ศาลจึงสามารถลดโทษและเปลี่ยนเป็นกักขังแทนได้โดยไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ สรุปข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อเพื่อการขนส่งสินค้าในพื้นที่เขตเทศบาลนครแหลมฉบัง โดยขณะขับรถนั้นมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 156 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าอยู่ในสภาพเมาสุรา จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 และมาตรา 160 ตรี รวมทั้งถูกกล่าวหาผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และมาตรา 127 ทวิ โจทก์ยังขอให้ศาลสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยเพิ่มเติม จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดคือพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยลงโทษจำคุกหกเดือน แต่เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุกสามเดือน และเห็นว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงใช้ดุลพินิจตามมาตรา 23 เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังสามเดือน พร้อมสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หกเดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนและจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลมีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ที่จะใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนได้ อีกทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายแก่ผู้อื่น ศาลจึงเห็นว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจชอบแล้ว การพิพากษาเช่นนั้นไม่เป็นการลงโทษเกินคำขอแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 และพิพากษายืน การวิเคราะห์คำพิพากษา คดีนี้มีประเด็นสำคัญคือการตีความอำนาจศาลในการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักความเหมาะสมแห่งโทษอาญาและดุลพินิจของผู้พิพากษา หลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้เมื่อโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนและจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ซึ่งคดีนี้เข้าเงื่อนไขครบถ้วน นอกจากนี้ศาลยังพิจารณาถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลยว่าความผิดแม้เกิดในเขตชุมชนและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ แต่ไม่ปรากฏความเสียหายต่อบุคคลอื่น จึงให้ลงโทษสถานเบากว่าได้ คดีนี้จึงสะท้อนถึงหลักการสำคัญคือ การกำหนดโทษต้องเป็นไปตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และพฤติการณ์ส่วนตัวของจำเลย การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้การลงโทษมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และลดผลกระทบทางสังคมของโทษจำคุกโดยไม่ลดทอนความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด IRAC ANALYSIS Issue ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ในคดีเมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อหรือไม่ Rule ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 บัญญัติว่า หากลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนและจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังได้ มาตรา 90 ว่าด้วยกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่หนักที่สุด มาตรา 78 ว่าด้วยการลดโทษเมื่อจำเลยรับสารภาพ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 และมาตรา 160 ตรี กำหนดความผิดเกี่ยวกับการขับขี่ยานพาหนะขณะเมาสุรา Application คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยจำคุกสามเดือนหลังลดโทษตามมาตรา 78 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ตามมาตรา 23 ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และการกระทำไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหาย ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ศาลฎีกาตรวจสอบข้อกฎหมายแล้วเห็นว่าศาลทั้งสองใช้ดุลพินิจโดยชอบ ไม่เป็นการลงโทษเกินคำขอของโจทก์ Conclusion ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจตามมาตรา 23 ในการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ดุลพินิจศาลในการเลือกโทษที่เหมาะสมตามพฤติการณ์ของผู้กระทำผิด แม้ความผิดเมาแล้วขับจะเป็นความผิดที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ แต่การกำหนดโทษต้องพิจารณาจากองค์ประกอบหลายประการ ทั้งระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ พฤติการณ์แห่งคดี และประวัติของจำเลย การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจึงเป็นการรักษาสมดุลระหว่างการลงโทษและการคุ้มครองสังคม คดีนี้ยืนยันแนวคิดว่าการลงโทษทางอาญามิได้มุ่งลงทัณฑ์จำเลยอย่างเข้มงวดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องสอดคล้องกับความเหมาะสมแห่งคดีในภาพรวม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 178/2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 3 เดือน และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อศาลพิจารณาเห็นว่าจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อในเขตเทศบาลนครแหลมฉบังซึ่งเป็นเขตชุมชนและมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 156 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุหรือทำอันตรายแก่บุคคลอื่นเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบากว่าโดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 23 ได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดเกี่ยวกับการขับรถขณะมีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก โดยขอให้ลงโทษและเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด โดยกำหนดโทษจำคุก 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 3 เดือน และเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน พร้อมทั้งสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ต่อมาจำเลยฎีกาในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยขับรถบรรทุกในเขตชุมชนโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 156 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม เมื่อโทษจำคุกหลังลดโทษเหลือไม่เกิน 3 เดือน และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งไม่เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายแก่บุคคลอื่น ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนได้ตามกฎหมาย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลล่างและพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 160 ตรี, 162 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102, 111, 127 ทวิ และขอให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3), 127 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนมีกำหนด 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ มีกำหนด 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุขณะจำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถขับรถบรรทุกสิบล้อซึ่งเป็นรถการขนส่ง ไปตามถนนคู่ขนานสาย 7 ตำบลหนองขาม (เขตเทศบาลแหลมฉบัง) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ขณะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 156 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและให้ถือว่าเมาสุรา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก่อนเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน คงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 3 เดือน และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้ลงโทษกักขังไม่เกินสามเดือนแทนโทษจำคุกนั้นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ดังนั้น เมื่อศาลพิจารณาเห็นว่าจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อในเขตเทศบาลนครแหลมฉบังซึ่งเป็นเขตชุมชนและมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 156 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุหรือทำอันตรายแก่บุคคลอื่นเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบากว่าโดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม คดีนี้เริ่มจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดฐานเมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อในเขตชุมชนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก โดยการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่หนักที่สุด จำคุกหกเดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือสามเดือน และใช้ดุลพินิจตามมาตรา 23 เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง พร้อมสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หกเดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโดยเห็นว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอย่างถูกต้อง ส่วนศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังชอบด้วยกฎหมาย เพราะโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนและจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ แนวคำถาม - ธงคำตอบ คำถามที่ 1 เมื่อจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อในเขตเทศบาลนครแหลมฉบังในขณะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 156 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุหรือความเสียหายต่อบุคคลอื่น และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ และศาลจะต้องเลือกลงโทษตามบทกฎหมายใดเป็นสำคัญ คำตอบ การกระทำของจำเลยเป็นการขับรถในขณะเมาสุราซึ่งเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ทั้งในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จึงเป็นกรณีกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งในคดีนี้คือพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงลงโทษจำคุกหกเดือนและลดลงกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุกสามเดือนก่อนใช้ดุลพินิจพิจารณาเปลี่ยนเป็นกักขังแทน ผลเช่นนี้จึงถือว่าถูกต้องตามหลักกฎหมาย คำถามที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และโทษจำคุกที่ศาลกำหนดภายหลังลดโทษตามมาตรา 78 เหลือเพียงสามเดือน ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามมาตรา 23 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเพื่อเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนหรือไม่ และหลักเกณฑ์ใดที่ศาลต้องพิจารณาก่อนใช้มาตราดังกล่าว คำตอบ มาตรา 23 แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนเป็นโทษกักขังได้หากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและพฤติการณ์แห่งคดีสมควรแก่การลดทอนความรุนแรงของโทษ คดีนี้จำเลยมีโทษจำคุกหลังลดเหลือสามเดือน อีกทั้งไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและไม่ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุหรือเสียหายต่อบุคคลภายนอก ศาลจึงมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังได้ การใช้มาตรา 23 ของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ คำถามที่ 3 การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกและพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก และขอให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนได้หรือไม่ หรือเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ คำตอบ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำคุกตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่การกำหนด “ลักษณะของโทษ” เช่น การเปลี่ยนจากจำคุกเป็นกักขังอยู่ภายในขอบเขตอำนาจศาลตามมาตรา 23 การเปลี่ยนโทษดังกล่าวไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์เพราะยังคงเป็นโทษในหมวดเสรีภาพตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจึงไม่ใช่การออกนอกคำฟ้อง และศาลฎีกายังได้ยืนยันว่าศาลล่างใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย คำถามที่ 4 ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้ประกอบอาชีพขับรถบรรทุกสินค้าและต้องขับรถในเขตชุมชนซึ่งมีความเสี่ยงต่อสาธารณชน การที่จำเลยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลควรพิจารณาความหนักเบาของโทษอย่างไร และปัจจัยใดที่ทำให้ศาลเลือกใช้โทษกักขังแทนการจำคุก คำตอบ แม้จำเลยประกอบอาชีพซึ่งต้องมีความรับผิดชอบสูงต่อความปลอดภัยของสาธารณชน และเมาแล้วขับย่อมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยก่ออุบัติเหตุหรือความเสียหาย ศาลต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมดรวมถึงประวัติที่ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและการให้การรับสารภาพ ศาลจึงเห็นว่ายังสมควรให้โอกาสจำเลยโดยลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกเพื่อให้สอดคล้องกับความเหมาะสมแห่งคดี ทั้งยังเป็นการรักษาระดับความรุนแรงของการลงโทษให้สอดคล้องกับผลแห่งการกระทำ คำถามที่ 5 ศาลฎีกาในคดีนี้ได้วินิจฉัยเพียงปัญหาข้อกฎหมายตามที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้ มีประเด็นใดบ้างที่ศาลฎีกาย้ำหลักกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของศาลก่อนชั้นฎีกา และมีเหตุผลใดที่ทำให้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 คำตอบ ศาลฎีกาย้ำหลักการว่าศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามมาตรา 23 ได้ต่อเมื่อโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนและจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ศาลต้องตรวจสอบอย่างเคร่งครัด ศาลยังเน้นว่าการใช้ดุลพินิจต้องคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีว่ามีเหตุร้ายแรงใดเกิดขึ้นหรือไม่ คดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงใช้ดุลพินิจโดยชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน เนื่องจากไม่พบว่าศาลล่างใช้ดุลพินิจผิดหลักกฎหมายหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายแต่อย่างใด |




