ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2966/2568 แนววินิจฉัยชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอป, การบังคับให้ผู้เสียหายบอกรหัสแล้วโอนเงินเข้าบัญชีคนร้ายเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์, ความแตกต่างระหว่างชิงทรัพย์กับกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา, ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสี่และวรรคห้า, หลักตัวการร่วมและเจตนาร่วมแบ่งหน้าที่กันทำ, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289(4) และ ป.อ. มาตรา 80, ป.วิ.อ. มาตรา 195

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับผู้เสียหายและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถ ใช้กุญแจมือ เชือก และเทปกาวปิดปาก ก่อนบังคับให้บอกรหัสเพื่อโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เข้าบัญชีของคนร้าย แล้วเกิดเหตุยิงจนผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายอีกคนได้รับอันตรายสาหัส ศาลวางหลักสำคัญว่าเมื่อการกระทำมุ่ง “เอาไปซึ่งทรัพย์” คือเงินที่ถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายแล้วเข้าบัญชีจำเลย ย่อมเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ไม่ใช่เพียงกรรโชก อีกทั้งยืนยันหลักตัวการร่วมแม้แบ่งหน้าที่กันทำก็ต้องรับผิดร่วมกัน และยังชี้ว่าการขอถอนคำให้การเดิมเพื่อรับสารภาพในชั้นฎีกาทำไม่ได้ตามกฎหมาย ตลอดจนศาลฎีกาแก้บทกฎหมายให้ถูกต้อง โดยถือว่ามาตรา 340 ตรีเป็นเพียงบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ จึงไม่อาจนำมาปรับเพื่อวางโทษหนักขึ้นได้ในคดีนี้

ประเด็นคดีและภาพรวมข้อหา

คดีนี้มีโครงสร้างข้อหาหลายส่วน แต่แกนหลักอยู่ที่ “การชิงทรัพย์โดยใช้กำลังและอาวุธ” ต่อเนื่องด้วย “การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” และ “พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” พร้อมข้อหาเกี่ยวกับคนเข้าเมืองและอาวุธปืน/การพาอาวุธไปในที่สาธารณะ

ประเด็นที่ศาลฎีกาวางแนวสำคัญ ได้แก่

(ก) จำเลยจะแก้คำให้การในชั้นฎีกาได้หรือไม่

(ข) การบังคับให้บอกรหัสแล้วโอนเงินผ่านแอป เป็นชิงทรัพย์หรือกรรโชก

(ค) หลักตัวการร่วมและเจตนาร่วมในคดีที่แบ่งหน้าที่กันทำ

(ง) การแก้บทกฎหมาย 340 ตรี และอำนาจศาลฎีกาในการปรับบทให้ถูกต้อง

(จ) การขอให้ลดโทษด้วยเหตุ “รับสารภาพ” หรือให้ความรู้แก่ศาลทำได้เพียงใด

ข้อเท็จจริงสำคัญตามที่ศาลรับฟัง

1 การพาตัวและการควบคุมเหยื่อ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจี้บังคับขู่เข็ญผู้เสียหายร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถจากบ้านพักไปกับจำเลยทั้งสอง มีการใช้อุปกรณ์ควบคุมตัว เช่น สวมกุญแจมือ มัดด้วยเชือก และใช้เทปกาวปิดปาก สะท้อนถึงการใช้กำลังประทุษร้าย/ขู่เข็ญในทันใด และแสดงเจตนาร่วมตั้งแต่ต้น

2 การเอาเงินโดยการโอนผ่านแอปพลิเคชัน

จำเลยทั้งสองบังคับให้เหยื่อบอกรหัส/ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำธุรกรรม จากนั้นใช้โทรศัพท์ของเหยื่อทำการโอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหายและผู้ตายเข้าบัญชีของจำเลย เป็น “การเอาไปซึ่งทรัพย์” (เงิน) ที่เคลื่อนย้ายจากบัญชีผู้เสียหายไปอยู่ในบัญชีจำเลย

3 เหตุยิงจนตายและบาดเจ็บสาหัส

หลังโอนเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย และยิงผู้เสียหายร่วมจนได้รับอันตรายสาหัส พฤติการณ์โดยรวมเชื่อมโยงกับการชิงทรัพย์และเป็นผลธรรมดาที่เกิดขึ้นจากการกระทำร่วมกัน

4 พยานหลักฐานประกอบความน่าเชื่อถือ

ศาลให้ความสำคัญกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่เล่าเหตุการณ์เป็นลำดับ เชื่อมโยงสมเหตุผล สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนในวันเกิดเหตุ และมีพยานแวดล้อม เช่น ของกลางในที่เกิดเหตุ (เชือก เทปกาว ปลอกกระสุน) การตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าปลอก/ลูกกระสุนใช้ยิงจากอาวุธปืนของกลาง รวมถึงการจับกุมและยึดทรัพย์สิน/เอกสารของเหยื่อจากจำเลย

ประเด็นกฎหมายที่ศาลฎีกาวางแนวไว้

1 ห้ามแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การในชั้นฎีกา (ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง)

ศาลฎีกาอธิบายชัดว่า การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การ “ต้องทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา” เท่านั้น

ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องในชั้นฎีกาให้ถอนคำให้การเดิม (ปฏิเสธ) แล้วจะให้การใหม่เป็นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงเป็น “การแก้คำให้การ” ที่กฎหมายไม่อนุญาต เพราะพ้นระยะเวลาตามมาตรา 163 วรรคสองแล้ว

ผลทางปฏิบัติ: หากจำเลยประสงค์รับสารภาพหรือเปลี่ยนคำให้การ ต้องดำเนินการให้ถูกช่วงชั้นพิจารณา มิฉะนั้นจะถูกปฏิเสธ และไม่อาจอ้างเป็นเหตุบรรเทาโทษตามแนว “ให้ความรู้แก่ศาล” ได้ง่ายในชั้นฎีกา

2 โครงสร้าง “ชิงทรัพย์” เมื่อทรัพย์เป็นเงินโอนผ่านแอป (ไม่ใช่แค่กรรโชก)

จุดชี้ขาดของคดีนี้คือ ศาลมอง “เงิน” เป็นทรัพย์ที่ถูกเอาไปจริง โดยวิธีการเอาไปคือการโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายเข้าบัญชีจำเลย

แม้ขั้นตอนจะเริ่มจากการบังคับให้เหยื่อบอกรหัส/ยินยอมเชิงบังคับ แต่เมื่อมีการโอนและเงินย้ายไปอยู่ในความครอบครอง/อำนาจจัดการของจำเลยแล้ว ย่อมเป็น “เอาไปซึ่งทรัพย์โดยทุจริต” จึงเป็นชิงทรัพย์ ไม่ใช่เพียงการทำให้ยอมให้ได้ประโยชน์แบบกรรโชก

นัยสำคัญ: ในยุคธุรกรรมดิจิทัล การ “เอาทรัพย์” ไม่จำเป็นต้องเป็นการหยิบฉวยเงินสด หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดการโอนย้ายทรัพย์สิน (เงินฝาก) ไปยังบัญชีผู้กระทำผิดด้วยกำลัง/ขู่เข็ญ ก็เข้าองค์ประกอบชิงทรัพย์ได้

3 หลักตัวการร่วมและเจตนาร่วม แม้แบ่งหน้าที่กันทำ

ศาลย้ำว่า เมื่อจำเลยทั้งสองรู้ถึงการกระทำของกันและกัน ต่างประสงค์ให้การกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตน มีเจตนาร่วมตั้งแต่การบังคับ พาตัว ควบคุม จนถึงโอนเงินและหลบหนี ถือเป็นตัวการร่วม

แม้จำเลยคนหนึ่งจะเป็นผู้กดโอนเงิน อีกคนทำหน้าที่คุมเชิง/ข่มขู่ ก็ยังเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ

ข้อคิดเชิงคดี: การอ้างว่า “ไม่ได้เป็นคนโอนเอง” หรือ “ไม่ได้เป็นคนยิงเอง” ไม่เพียงพอ หากพฤติการณ์รวมชี้ว่าอยู่ร่วมในแผน สนับสนุนการกระทำ และพร้อมช่วยเหลือทันที

4 ความสัมพันธ์ระหว่างชิงทรัพย์กับผลอันตรายสาหัส/ถึงแก่ความตาย (ป.อ. มาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า)

ศาลวางหลักว่า เมื่อการทำร้ายจนเหยื่อบาดเจ็บสาหัส และการฆ่าจนถึงแก่ความตาย เป็น “ผลธรรมดา” ที่เกิดจากการชิงทรัพย์ซึ่งจำเลยมีเจตนาร่วมกัน ย่อมเข้าบทชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 339 วรรคสี่และวรรคห้า

ศาลจึงไม่รับแนวที่จำเลยพยายามลดระดับเป็นกรรโชก หรือแยกเป็นทำร้าย/ฆ่าธรรมดาแบบตัดขาดจากชิงทรัพย์

5 ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ป.อ. มาตรา 289(4), 80)

ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อม เช่น การมีเวลาเตรียมการ/ดูลาดเลาสถานที่ การพาเหยื่อไปยังจุดเกิดเหตุ การใช้อาวุธปืนภายหลังเอาทรัพย์แล้ว และการร่วมหลบหนี บ่งชี้ว่ามีการคิดทบทวนตกลงใจมาก่อน มิใช่อารมณ์ชั่ววูบ

สำหรับการยิงผู้เสียหายร่วม แม้จำเลยอ้างว่ายิงที่ขาซึ่งไม่ใช่อวัยวะสำคัญ แต่ศาลมองจากสภาพแสง ทิศทางการยิง และความเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญว่า ผู้ยิงย่อมเล็งเห็นผลได้ จึงเป็นเจตนาฆ่า เข้าพยายามฆ่า

6 มาตรา 340 ตรี เป็น “บทกำหนดโทษ” ไม่ใช่ “บทเพิ่มโทษ” และศาลฎีกาแก้บทให้ถูกต้องได้

ศาลฎีกาชี้ว่า มาตรา 340 ตรี มีลักษณะเป็นบทกำหนดโทษ มิใช่บทเพิ่มโทษในความหมายที่จะนำไป “วางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่ง” ได้เสมอไป

เมื่อกรณีนี้ “ไม่อาจ” วางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ได้ จึงไม่นำมาปรับประกอบมาตรา 339 และศาลฎีกาใช้อำนาจแก้บทกฎหมายให้ถูกต้องในฐานะข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ผลเชิงหลักการ: แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นนี้โดยตรง ศาลฎีกาก็ยกขึ้นแก้ให้ถูกต้องได้ หากเป็นข้อกฎหมายลักษณะดังกล่าว

7 คำร้องถอนคำให้การ “ไม่ก่อเหตุบรรเทาโทษ” ตาม ป.อ. มาตรา 78 ในทางเป็นคุณ

แม้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องในชั้นฎีกาอ้างจะรับสารภาพ แต่เนื้อหาฎีกายังโต้ว่าเป็นเพียงกรรโชก/ฆ่าธรรมดา/ทำร้ายสาหัส ไม่รับสารภาพตามฟ้องจริง ศาลจึงเห็นว่าไม่ได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 และไม่อาจลดโทษให้ได้

สรุปคำวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกา 

1 คำให้การแก้ในชั้นฎีกาทำไม่ได้ ต้องทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา

2 การบังคับให้บอกรหัสแล้วโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย เป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ เป็นชิงทรัพย์ ไม่ใช่กรรโชก

3 แบ่งหน้าที่กันทำแต่มีเจตนาร่วมและรู้เห็นร่วมกัน ถือเป็นตัวการร่วม

4 ผลบาดเจ็บสาหัสและตายเป็นผลธรรมดาจากชิงทรัพย์ เข้ามาตรา 339 วรรคสี่-ห้า

5 ยืนความผิดฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

6 แก้บทกฎหมาย โดยไม่ปรับ 340 ตรี เพราะเป็นบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ และเป็นข้อกฎหมายความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาแก้ได้

7 ไม่เพิ่มโทษปรับในชั้นฎีกาเมื่อโจทก์ไม่ฎีกา เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษต้องห้าม

ข้อคิดทางกฎหมาย 

1 คดีชิงทรัพย์ยุคดิจิทัล: “ทรัพย์” คือเงินฝากที่ถูกโอนออกจริง ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินสด การพิสูจน์เส้นทางโอนและการเข้าบัญชีผู้กระทำผิดมีน้ำหนักสูง

2 การแยกชิงทรัพย์กับกรรโชก: หากพฤติการณ์ถึงขั้น “เอาไปซึ่งทรัพย์” แล้ว โดยอาศัยกำลัง/ขู่เข็ญ ย่อมโน้มไปทางชิงทรัพย์

3 ตัวการร่วมไม่จำกัดว่าใครเป็นคนกดโอนหรือคนยิง หากอยู่ในแผน ร่วมควบคุมเหยื่อ และพร้อมช่วยเหลือ ถือรับผิดร่วมได้

4 การขอเปลี่ยนคำให้การต้องทำให้ถูกเวลา การหวังแก้ในชั้นฎีกาไม่สำเร็จ และอาจเสียโอกาสด้านเหตุบรรเทาโทษ

5 ศาลฎีกาแก้บทกฎหมายให้ถูกต้องได้เองเมื่อเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ยก

6 ในทางยุทธศาสตร์คดี เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจเพิ่มเติมโทษให้หนักขึ้น แม้เห็นว่าศาลล่างลงโทษไม่ครบถ้วน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 

1. ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดหลายฐาน โดยแกนหลักเป็นชิงทรัพย์มีอาวุธปืนต่อเนื่องฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่า ลงโทษประหารชีวิตเป็นหลัก และมีคำสั่งคืนเงิน/ริบของกลาง พร้อมลงโทษฐานอื่นที่รับสารภาพแล้วลดโทษบางส่วน 

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ถ้อยคำ/ฐานบางส่วนให้ถูกต้องตามบทกฎหมาย แต่ผลรวมยังคงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง 

3. ศาลฎีกายืนหลักความผิดสำคัญตามศาลอุทธรณ์ และพิพากษาแก้เฉพาะไม่ปรับบทลงโทษตามมาตรา 340 ตรี พร้อมยืนผลโทษโดยรวมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568 

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา และฎีกาของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหาเหมือนกับในคำร้อง เมื่อการขอแก้คำให้การของจำเลยจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา เป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งไม่อาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านพักไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญในทันใดว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย แล้วยังเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์จะได้เงินจากโจทก์ร่วมและผู้ตาย การที่จำเลยทั้งสองบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายบอกรหัสโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นคือเงินที่โอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปซึ่งทรัพย์คือเงินของโจทก์ร่วมและผู้ตายโดยทุจริต เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หาใช่เป็นเพียงการที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยอมให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองรู้ถึงการกระทำของกันและกัน โดยต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย จึงมีลักษณะเป็นตัวการกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ

เมื่อความตายของผู้ตายและการที่โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายและจะฆ่าโจทก์ร่วม ย่อมเป็นผลธรรมดาจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า ตามลำดับ หาใช่เป็นความผิดฐานกรรโชก ตามมาตรา 337 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา

ป.อ. มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ กรณีไม่อาจที่จะวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามที่มาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดตามมาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ในความผิดฐานชิงทรัพย์ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวเหมือนดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 จำนนต่อพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังมีเนื้อหาที่โต้เถียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 ฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดตามฟ้อง คำร้องขอถอนคำให้การเดิมของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันจะเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วจึงไม่อาจนำโทษปรับในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข ดังนี้ แม้จะลงโทษประหารชีวิตก็ลงโทษปรับด้วยได้เพราะอาจยึดทรัพย์สินจำเลยมาชำระค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคแรกได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายอาวุธปืน และประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา พร้อมขอริบของกลาง และให้จำเลยร่วมกันคืนเงิน 3,142,524 บาทแก่ผู้ตายและผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองเดิมให้การปฏิเสธ ต่อมาก่อนสืบพยานขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ “รับสารภาพ” เฉพาะข้อหาเข้าเมืองและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดเกี่ยวกับการมี/พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นยังปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชาง (ZHANG) ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขัง ชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดหลายกรรม ลงโทษคดีคนเข้าเมืองและคดีอาวุธปืน (ลดโทษกึ่งหนึ่งตามรับสารภาพ) แต่สำหรับเหตุหลักคือร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง อีกส่วนหนึ่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และให้ริบของกลาง พร้อมให้คืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ทายาทผู้ตายและโจทก์ร่วมตามจำนวนที่กำหนด

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ถ้อยคำบางส่วน โดยถือว่าหลายฐานเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งหนักที่สุด และเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิด 5 ฐานที่จำเลยรับสารภาพ (เข้าเมือง/อยู่เกิน/ความผิดอาวุธปืนบางฐาน) ได้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเพราะไม่มีอุทธรณ์ และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะไม่มีฎีกา

ประเด็นฎีกาของจำเลยที่ 1 เรื่องขอแก้คำให้การในชั้นฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าแก้ไม่ได้ เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง ให้แก้ได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้น อีกทั้งเนื้อหาในฎีกายังโต้แย้งข้อหาอยู่ จึงไม่ใช่รับสารภาพตามฟ้องอย่างแท้จริง

ศาลฎีกายังวินิจฉัยประเด็นพยานหลักฐานว่า แม้มีประจักษ์พยานหลักคือโจทก์ร่วมปากเดียว แต่มีความต่อเนื่องสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนใกล้เวลาเกิดเหตุ ประกอบพยานวัตถุและผลตรวจพิสูจน์อาวุธ/ปลอกกระสุน รวมถึงพฤติการณ์จับกุมและยึดของกลาง ทำให้เชื่อถือได้ ขณะที่คำเบิกความของจำเลยทั้งสองขัดแย้งกับคำให้การเดิม และบางข้อเป็นข้อเท็จจริงใหม่ต้องห้ามฎีกา ศาลจึงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเสียชีวิตและยิงโจทก์ร่วมบาดเจ็บสาหัส ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดจี้ บังคับ คุมขัง ปิดปาก มัดมือ และร่วมกันบังคับเอารหัสโอนเงินก่อนหลบหนีไปด้วยกัน จึงเป็นตัวการร่วม

ศาลฎีกาเห็นว่าการบังคับโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายเข้าบัญชีจำเลยเป็นการ “เอาไปซึ่งทรัพย์” โดยทุจริต มีลักษณะร่วมกันชิงทรัพย์ ไม่ใช่เพียงกรรโชก และการยิงเกิดในบริบทที่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลถึงการฆ่า จึงเป็นพยายามฆ่า ไม่ใช่แค่ทำร้ายสาหัส อีกทั้งมีพฤติการณ์ไปดูลาดเลาสถานที่ล่วงหน้าและเหตุแวดล้อมอื่น สนับสนุนว่าเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน และจำเลยที่ 2 รู้เห็นและอยู่ช่วยเหลือใกล้ชิด จึงร่วมไตร่ตรองด้วย ผลคือความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย/สาหัส และฆ่า-พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฟังขึ้นตามศาลอุทธรณ์

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาแก้ข้อกฎหมายว่า มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ จึงไม่อาจนำมาปรับเพื่อเพิ่มโทษได้ ให้คงความผิดตามมาตรา 339 วรรคสี่และวรรคห้าเท่านั้น ส่วนการลงโทษตามมาตรา 289 (4) และ 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ศาลฎีกาเห็นพ้อง

ประเด็นสุดท้ายเรื่องลดโทษจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ยื่นคำร้องขอรับสารภาพในชั้นฎีกา แต่ยังฎีกาโต้เถียงสาระสำคัญ ทำให้ศาลต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอยู่ มิได้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ให้ลดโทษไม่ได้

ท้ายที่สุด ศาลฎีกายังกล่าวถึงเรื่อง “ค่าปรับ” ว่าโดยหลักแม้ลงโทษประหารก็ปรับได้ แต่ศาลล่างไม่ได้ปรับ และโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงเพิ่มโทษปรับไม่ได้เพราะเป็นข้อห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เฉพาะส่วน “ไม่ปรับบทลงโทษตามมาตรา 340 ตรี” นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คำถามที่พบบ่อย

1. คำถาม: คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า “จำเลยจะถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในชั้นฎีกาได้หรือไม่” ศาลวางหลักอย่างไร?

คำตอบ: ศาลวางหลักว่า การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อคดีขึ้นถึงชั้นฎีกาแล้ว จำเลยไม่อาจถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาได้ เพราะเป็นการแก้ไขคำให้การภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษา ซึ่งขัดต่อหลักเกณฑ์ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนั้น คำร้องขอรับสารภาพในชั้นฎีกาจึงไม่อาจรับฟังเป็นการรับสารภาพที่ชอบด้วยกฎหมายได้

2. คำถาม: เหตุใดความผิดบางฐานจึงถือว่า “ยุติไปแล้ว” และศาลฎีกาไม่หยิบมาวินิจฉัยซ้ำ?

คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่า ความผิดบางฐานที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว หากคู่ความไม่อุทธรณ์ หรือในชั้นอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วแต่คู่ความไม่ฎีกา ความผิดฐานนั้นย่อมยุติตามคำพิพากษาที่ไม่ถูกโต้แย้ง ศาลฎีกาจึงพิจารณาเฉพาะประเด็นที่ยังเป็นข้อพิพาทตามฎีกาเท่านั้น ไม่หยิบฐานที่ยุติแล้วมาวินิจฉัยใหม่

3. คำถาม: แม้โจทก์มีพยานประจักษ์หลักเพียงปากเดียว ศาลรับฟังได้เพราะเหตุใด และศาลใช้หลักอะไรในการชั่งน้ำหนักพยาน?

คำตอบ: ศาลรับฟังได้เมื่อพยานเบิกความเป็นลำดับต่อเนื่องสมเหตุผล สอดคล้องกับถ้อยคำที่ให้ไว้ในชั้นสอบสวนซึ่งทำไว้ใกล้เวลาวันเกิดเหตุ และยังมีพยานแวดล้อมสนับสนุน เช่น การตรวจสถานที่เกิดเหตุ การพบปลอกกระสุนและสิ่งของที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและกระสุนของกลาง เมื่อประกอบกันแล้วทำให้คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพียงพอ โดยไม่ปรากฏเหตุจูงใจให้พยานปรักปรำจำเลย

4. คำถาม: ข้ออ้างของจำเลยที่ยกขึ้นเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา ศาลรับวินิจฉัยหรือไม่ และเหตุใด?

คำตอบ: ศาลไม่รับวินิจฉัยในส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หลักกฎหมายห้ามฎีกาข้อเท็จจริงใหม่มีไว้เพื่อให้การพิจารณามีความแน่นอนและเป็นธรรม หากจะยกข้อเท็จจริงต้องยกให้ครบในศาลล่างก่อน เมื่อนำมาผูกเป็นเหตุฎีกาภายหลัง ศาลฎีกาจึงไม่รับพิจารณาในส่วนนั้น

5. คำถาม: การบังคับให้ผู้เสียหายเปิดรหัสและโอนเงินผ่านแอปในโทรศัพท์เข้าบัญชีจำเลย เข้าลักษณะเป็น “ชิงทรัพย์” หรือ “กรรโชก” และศาลให้เหตุผลอย่างไร?

คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการ “เอาไปซึ่งทรัพย์” โดยทุจริต เพราะจำเลยใช้กำลังและขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายเปิดรหัส แล้วใช้โทรศัพท์ทำให้เงินถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีของจำเลย การกระทำมีผลเท่ากับจำเลยได้เอาทรัพย์คือเงินไปจากผู้เสียหาย จึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้เสียหายยอมให้ประโยชน์ในลักษณะกรรโชก

6. คำถาม: ศาลรับฟังว่าเป็นการกระทำ “โดยไตร่ตรองไว้ก่อน” จากพฤติการณ์ใดบ้าง?

คำตอบ: ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์รวม เช่น การเตรียมการและการเลือกสถานที่ที่เหมาะต่อการก่อเหตุ การเดินทางไปดูลาดเลาหรือมีเวลาให้คิดทบทวนก่อนลงมือ และการใช้อาวุธปืนยิงภายหลังจากได้ทรัพย์แล้วโดยไม่ปรากฏเหตุฉับพลันที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เมื่อมีเวลาคิดทบทวนและตกลงใจมาก่อน จึงเข้าลักษณะไตร่ตรองไว้ก่อน

7. คำถาม: จำเลยที่ไม่ได้เป็นผู้ยิงโดยตรง จะเป็นตัวการร่วมในความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าได้อย่างไร?

คำตอบ: ศาลวางหลักว่า หากจำเลยร่วมกันกระทำโดยแบ่งหน้าที่กันทำ รู้ถึงการกระทำของกันและกัน และต่างประสงค์ให้ผลของการกระทำนั้นสำเร็จร่วมกัน แม้ผู้หนึ่งไม่ได้ลั่นไกเอง แต่หากอยู่ใกล้ชิดในที่เกิดเหตุพร้อมช่วยเหลือ สนับสนุนการคุมขังและการชิงทรัพย์ ตลอดจนหลบหนีไปด้วยกันภายหลัง ย่อมสะท้อนเจตนาร่วมและการร่วมกระทำ จึงเป็นตัวการร่วมได้

8. คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงแก้ไขเรื่องการอ้างบทกฎหมายบางมาตรา โดยชี้ว่าเป็นเพียง “บทกำหนดโทษ” ไม่ใช่ “บทเพิ่มโทษ” และมีผลอย่างไร?

คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทกฎหมายบางมาตราที่ศาลล่างนำมาอ้างเพื่อวางโทษหนักขึ้นนั้นมีลักษณะเป็นเพียงบทกำหนดโทษ มิใช่บทเพิ่มโทษ จึงไม่อาจนำมาปรับเพื่อเพิ่มโทษในลักษณะเพิ่มขึ้นกึ่งหนึ่งได้ ศาลจึงแก้ไขโดยตัดการปรับบทดังกล่าวออก และให้ลงโทษตามบทที่ถูกต้องตามองค์ประกอบความผิด

9. คำถาม: กรณีศาลเห็นว่าควรลงโทษปรับในบางฐาน แม้มีโทษหนักถึงประหารชีวิต ศาลฎีกาจะลงโทษเพิ่มเองได้หรือไม่?

คำตอบ: ศาลอธิบายหลักว่า แม้โดยหลักอาจลงโทษปรับได้ แต่หากโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษให้หนักขึ้นได้ เพราะเป็นการเพิ่มโทษในชั้นฎีกาซึ่งกฎหมายห้ามไว้ ศาลจึงไม่อาจลงโทษปรับเพิ่มเติมเอง แม้จะเห็นว่าศาลล่างลงโทษไม่ครบก็ตาม




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน