
| กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวางหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วยความผิดฐานกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยชัดเจนว่า แม้ผู้เสียหายกับจำเลยจะเคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวหรือมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกันในทางเพศมาก่อน ก็ไม่อาจนำมาเป็นข้อยกเว้นหรือเหตุยกเว้นความผิด หากการกระทำในวันเกิดเหตุเป็นการล่วงละเมิดโดยปราศจากความยินยอม และมีลักษณะใช้กำลัง ข่มขืนใจ หรือกระทำต่อหน้าบุคคลอื่น คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลตามกฎหมายอาญาไทยอย่างเคร่งครัด โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “ความยินยอมในขณะเกิดเหตุ” เป็นสาระสำคัญ มิใช่พฤติการณ์ในอดีต อีกทั้งยังเป็นแนวคำพิพากษาที่มีนัยสำคัญต่อการประเมินพยานหลักฐานในคดีอาญาเกี่ยวกับเพศ โดยเฉพาะกรณีที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวมาก่อนเกิดเหตุ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการโอบกอด ลวนลาม และใช้กำลังประทุษร้ายต่อโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลากลางคืนภายในบ้านของโจทก์ร่วม และต่อหน้าบุคคลอื่นหลายคน ทั้งมารดาของโจทก์ร่วมและเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งที่โจทก์ร่วมมิได้ยินยอมและได้ดิ้นรนขัดขืนอย่างชัดแจ้ง พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่า จำเลยมีอาการมึนเมา พูดจาในลักษณะเชิงชู้สาว และใช้กำลังฉุดกระชาก โอบกอด และกดทับร่างกายของโจทก์ร่วมหลายครั้ง แม้จะมีบุคคลอื่นร้องห้ามปราม จำเลยก็ยังไม่หยุดการกระทำ จนโจทก์ร่วมต้องกัดมือจำเลยและหลบหนีออกมาได้ในที่สุด คำวินิจฉัยของศาลแต่ละประเด็น ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 หรือไม่ แม้จำเลยและโจทก์ร่วมจะเคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาก่อน ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งปวงแล้วเห็นว่า คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีความสอดคล้องกันทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา อีกทั้งยังมีพยานบุคคลอื่น ได้แก่ มารดาของโจทก์ร่วมและเพื่อนบ้าน เบิกความสนับสนุนตรงกันถึงพฤติการณ์การโอบกอด ลวนลาม และการร้องขอความช่วยเหลือ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ร่วมดิ้นรนขัดขืน ร้องขอความช่วยเหลือ และแสดงเจตนาไม่ยินยอมอย่างชัดแจ้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อกระทำอนาจารโดยแท้ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในร่างกายและศักดิ์ศรีของบุคคล มิให้ถูกล่วงละเมิดในทางเพศโดยปราศจากความยินยอม โดยเฉพาะการกระทำที่ใช้กำลังหรือข่มขืนใจ ศาลฎีกาวางหลักการสำคัญว่า “ความสัมพันธ์ในอดีต” ไม่อาจใช้เป็นเหตุยกเว้นความผิด หากในขณะเกิดเหตุไม่มีความยินยอม การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาที่พฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุเป็นสำคัญ 4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีความสม่ำเสมอว่า คดีอาญาเกี่ยวกับเพศต้องพิจารณาจากความสมัครใจของผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุ มิใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีต หากปรากฏว่ามีการใช้กำลัง ข่มขืนใจ หรือฝ่าฝืนเจตนาของผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดโดยสมบูรณ์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ลงโทษจำคุกและปรับ พร้อมรอการลงโทษ และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยเห็นว่าไม่มีเจตนากระทำอนาจาร 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล คงโทษตามศาลชั้นต้นในคดีอาญา ส่วนคดีแพ่งให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำหลักกฎหมายอาญาว่า สิทธิในเนื้อตัวร่างกายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจถูกละเมิดได้ แม้จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความยินยอมในอดีต หากในขณะเกิดเหตุปราศจากความยินยอม การกระทำย่อมเป็นความผิดอาญาโดยสมบูรณ์ ศาลต้องให้ความสำคัญกับพฤติการณ์แวดล้อมและการแสดงเจตนาของผู้เสียหายเป็นหลัก มิใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เคยมีมาก่อน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวในอดีตตัดความผิดอนาจารหรือไม่ ไม่ตัด หากในวันเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ยินยอมและมีการใช้กำลัง การกระทำยังคงเป็นความผิด 2. การโอบกอดเข้าข่ายความผิดอนาจารหรือไม่ หากเป็นการโอบกอดโดยไม่ยินยอมและมีลักษณะล่วงละเมิดทางเพศ ย่อมเข้าข่ายความผิด 3. ต้องมีพยานเห็นเหตุการณ์จึงเอาผิดได้หรือไม่ ไม่จำเป็น หากพยานแวดล้อมและคำเบิกความมีน้ำหนักเพียงพอ ศาลสามารถรับฟังได้ 4. คดีอนาจารต้องพิสูจน์เรื่องใดเป็นหลัก ต้องพิสูจน์การกระทำ การใช้กำลัง และการไม่ยินยอมของผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9408/2555 แม้ว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาก่อนหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อในวันเกิดเหตุจำเลยเข้ามาโอบกอดโจทก์ร่วมถูกหน้าอก ท้อง และแขนของโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมมิได้ยินยอมและดิ้นรนขัดขืน ทั้งยังกระทำต่อหน้าบุคคลอื่น ย่อมเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลแล้ว โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281, 362, 364 และ 365 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางฉันทิศา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไป ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นต้องวินิจฉัยคือ จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่ พยานหลักฐานปรากฏว่า วันเกิดเหตุจำเลยอยู่ในอาการมึนเมา เข้ามาฉุดกระชากและโอบกอดโจทก์ร่วมถูกแขน หน้าอก และท้อง โดยโจทก์ร่วมมิได้ยินยอมและได้ดิ้นรนขัดขืน พร้อมร้องขอความช่วยเหลือ มารดาของโจทก์ร่วมและเพื่อนบ้านได้เห็นเหตุการณ์และร้องห้ามปรามจำเลยหลายครั้ง แต่จำเลยยังคงกระทำต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ร่วมและจำเลยจะเคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาก่อน แต่ในวันเกิดเหตุการกระทำของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดโดยปราศจากความยินยอม และกระทำต่อหน้าบุคคลอื่น จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนคดีแพ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้อง และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 |



.jpg)
