
| ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ในกรณีที่ลูกหนี้มิได้อยู่ในสถานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลยุติธรรมโดยตรง แต่เป็นผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐตามคำสั่งทางปกครองซึ่งถึงที่สุดแล้ว และหน่วยงานของรัฐดังกล่าวมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ว่า เมื่อจำเลยทราบอยู่แล้วว่าตนมีหนี้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และทราบด้วยว่าหน่วยงานของรัฐเจ้าหนี้กำลังดำเนินมาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อบังคับชำระหนี้ แต่กลับเร่งโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินสำคัญที่เหลืออยู่ให้แก่บุคคลอื่น การกระทำเช่นนี้จะถือเป็นเพียงการจำหน่ายทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ หรือเป็นการโอนทรัพย์โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้เจ้าหนี้จะใช้กลไกบังคับทางปกครองแทนการฟ้องคดีเรียกชำระหนี้ในศาลยุติธรรม แต่เมื่อคำสั่งทางปกครองถึงที่สุดแล้ว กฎหมายย่อมถือให้หน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และผู้ต้องรับผิดมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา การโอนทรัพย์สินในช่วงเวลาที่เจ้าหนี้อาจเข้ายึดหรืออายัดทรัพย์นั้น หากทำไปโดยมุ่งหมายมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 350 ได้ ทั้งยังเป็นละเมิดต่อเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้อีกส่วนหนึ่งด้วย คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง และกฎหมายแพ่งในเรื่องความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและการหลีกเลี่ยงการบังคับชำระหนี้ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหายจากการทุจริตยักยอกเงินของโรงพิมพ์ในสังกัด เป็นเงินกว่า 21 ล้านบาท โดยผู้กระทำทุจริตโดยตรงคือนายถนอมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเกี่ยวกับงานการเงินและได้รับมอบหมายให้รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยการเงินของโรงพิมพ์ดังกล่าว ต่อมามีการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและมีความเห็นว่าจำเลยบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงในฐานะผู้บังคับบัญชา จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยหน่วยงานต้นสังกัดได้มีคำสั่งให้จำเลยรับผิดในจำนวนสูงมาก ต่อมาจำเลยใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งเฉพาะส่วนที่เกินกว่า 8,220,559.64 บาท เท่ากับว่าในส่วนจำนวนดังกล่าวคำสั่งทางปกครองยังคงมีผลผูกพันและถึงที่สุด ภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด หน่วยงานของรัฐเจ้าหนี้ได้ดำเนินมาตรการบังคับทางปกครอง โดยมีทั้งการอายัดเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนรายเดือน สิทธิเรียกร้องอื่น และแต่งตั้งผู้ทำการยึดอายัดทรัพย์สิน รวมถึงมีคำสั่งให้ยึดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของจำเลยโดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี ก่อนที่การยึดทรัพย์จะเกิดผลสมบูรณ์ จำเลยได้ทำสัญญาขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้แก่บุคคลอื่นในราคา 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเวลาต่อมา ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้อีกว่า ทรัพย์ทั้งสองรายการนี้เป็นทรัพย์สินสำคัญหรืออาจเป็นทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่รายการที่เจ้าหนี้จะสามารถใช้บังคับชำระหนี้ได้ อัยการจึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ขณะที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในฐานะผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการโอนทรัพย์สินหนีการบังคับชำระหนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก ฐานะของโจทก์ร่วมและจำเลยในทางกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ส่วนจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าว เมื่อคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบและถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว หน่วยงานของรัฐย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และจำเลยย่อมมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในความหมายของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ประเด็นที่สอง การเลือกใช้มาตรการบังคับทางปกครองแทนการฟ้องคดี ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเลือกได้ว่าจะฟ้องคดีต่อศาลหรือใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อเลือกใช้มาตรการทางปกครองโดยชอบแล้ว และคำสั่งนั้นถึงที่สุด ผลทางกฎหมายย่อมมีน้ำหนักไม่ต่างจากฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การตีความมาตรา 350 จึงไม่อาจจำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ที่ได้คำพิพากษาจากศาลยุติธรรมเท่านั้น ประเด็นที่สาม การโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทราบดีถึงภาระหนี้ของตน ทราบถึงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และทราบว่าหน่วยงานของรัฐกำลังใช้อำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อบังคับชำระหนี้ ขณะเดียวกันก็ปรากฏว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะนำมาบังคับได้อย่างมีนัยสำคัญ การโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินสำคัญในห้วงเวลานั้นจึงมิใช่การจำหน่ายทรัพย์สินตามปกติ แต่เป็นการโอนทรัพย์สินให้ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 350 อย่างครบถ้วน ประเด็นที่สี่ ความเสียหายในทางแพ่งของโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมจะไม่สามารถพิสูจน์มูลค่าความเสียหายที่แท้จริงจากการโอนทรัพย์สินได้เต็มจำนวนตามที่ร้องขอ แต่เมื่อศาลรับฟังว่าการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ร่วมไม่อาจดำเนินการบังคับเอาจากทรัพย์ที่เหลืออยู่ได้ ย่อมถือเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง โดยกำหนดให้จำเลยชดใช้ 15,000 บาท ประเด็นที่ห้า เหตุผลเรื่องการรอการกำหนดโทษ แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิด แต่ก็พิจารณาถึงลักษณะความรับผิดของจำเลยว่าไม่ได้เป็นผู้ยักยอกเงินโดยตรง เป็นเพียงผู้บกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงในฐานะผู้บังคับบัญชา ประกอบกับอายุจำเลย สภาพทรัพย์สิน มูลค่าทรัพย์ที่โอน ประวัติการไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และไม่ปรากฏประวัติเคยกระทำผิดวินัยร้ายแรงมาก่อน ศาลจึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัว โดยรอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี แทนการลงโทษจำคุกทันที วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายสำคัญหลายฉบับซึ่งต้องอ่านเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 มาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ไม่ให้ลูกหนี้ใช้อุบายทางทรัพย์สินหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ โดยเฉพาะกรณีโอน ซ่อนเร้น ทำลาย หรือจำหน่ายทรัพย์ของตนไปในลักษณะที่แสดงเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ จุดสำคัญของความผิดฐานนี้มิได้อยู่ที่เพียงการมีหนี้สินเท่านั้น แต่ต้องมีพฤติการณ์ชัดเจนว่าลูกหนี้ประสงค์ตัดตอนหรือทำลายฐานทรัพย์ที่จะใช้บังคับหนี้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาขยายการตีความคำว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ให้ครอบคลุมกรณีที่กฎหมายปกครองบัญญัติให้หน่วยงานของรัฐผู้มีคำสั่งให้ชำระเงินที่ถึงที่สุด มีฐานะเสมือนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และให้ผู้ถูกบังคับมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของระบบกฎหมายโดยรวม เพราะหากตีความแคบเฉพาะคำพิพากษาศาลยุติธรรม ย่อมเปิดช่องให้ผู้มีหนี้ตามคำสั่งทางปกครองถึงที่สุดสามารถโอนทรัพย์หนีการบังคับได้โดยไม่ต้องรับผิดอาญา ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมและทำลายประสิทธิภาพของการบังคับทางปกครอง พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเจตนารมณ์สำคัญในการจัดสมดุลระหว่างการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้ต้องรับผิดเกินสมควร กับการคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐและประโยชน์สาธารณะ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้รับความเสียหายไว้ก่อน แล้วจึงใช้กลไกภายในเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงชดใช้ตามส่วนแห่งความรับผิด ฉะนั้น เมื่อหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนและคำสั่งถึงที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดย่อมไม่อาจอ้างหลีกเลี่ยงหรือจำหน่ายทรัพย์สินหนีภาระหนี้ได้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยเฉพาะบทบัญญัติเรื่องการบังคับทางปกครอง มีเจตนารมณ์ให้ฝ่ายปกครองสามารถบังคับตามคำสั่งที่ให้ชำระเงินได้โดยมีประสิทธิภาพ มิใช่ต้องกลับไปเริ่มต้นฟ้องร้องใหม่ทุกกรณี ดังนั้น เมื่อกฎหมายบัญญัติให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์ได้ และถือฐานะคู่กรณีเสมือนเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผลทางอาญาของการโอนทรัพย์หนีการบังคับจึงควรได้รับการรับรองด้วยเช่นกัน สำหรับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เจตนารมณ์อยู่ที่การให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์ในกรณีละเมิด แม้มูลค่าความเสียหายจะคำนวณแน่นอนไม่ได้ทั้งหมด คดีนี้จึงสะท้อนหลักการสำคัญว่า เมื่อความเสียหายเกิดจากการทำให้เจ้าหนี้เสียโอกาสเข้าถึงทรัพย์ที่จะนำมาบังคับชำระหนี้ ศาลอาจกำหนดค่าสินไหมตามความเหมาะสมได้โดยไม่จำต้องผูกพันกับมูลค่าที่ผู้เสียหายอ้างเต็มจำนวนเสมอไป วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกา 1. เป็นการวางหลักว่าหนี้ตามคำสั่งทางปกครองที่ถึงที่สุดและอยู่ในชั้นบังคับทางปกครอง สามารถเป็นฐานให้เกิดความผิดโกงเจ้าหนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้จากคำพิพากษาศาลยุติธรรมเท่านั้น หลักดังกล่าวช่วยอุดช่องว่างระหว่างกฎหมายอาญากับกฎหมายปกครอง และทำให้การบังคับชำระหนี้ของรัฐมีสภาพบังคับจริง 2. ศาลฎีกาเน้นพฤติการณ์แวดล้อมเพื่อชี้เจตนาพิเศษของจำเลย ไม่ได้ดูเพียงการโอนทรัพย์ในนามเอกสาร แต่พิจารณาองค์รวมว่า จำเลยทราบภาระหนี้มานาน ทราบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ทราบว่าหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งยึดอายัดแล้ว อีกทั้งทรัพย์ที่โอนยังเป็นทรัพย์ที่เหลืออยู่เพียงสำคัญบางรายการ จึงชี้ให้เห็นว่าการพิสูจน์ความผิดมาตรา 350 ต้องอาศัยข้อเท็จจริงประกอบกันหลายด้าน ทั้งเวลา สถานะหนี้ ประเภททรัพย์ และสภาพทรัพย์สินโดยรวมของลูกหนี้ 3. ศาลฎีกาแสดงจุดยืนว่าการกระทำซึ่งเป็นความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ อาจเป็นละเมิดต่อเจ้าหนี้ผู้เสียหายได้ในเวลาเดียวกัน และแม้จะพิสูจน์ราคาความเสียหายที่แน่นอนไม่ครบ ศาลก็ยังอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์ได้ หลักนี้มีความสำคัญต่อคดีอาญาที่มีคำขอส่วนแพ่ง เพราะช่วยให้ผู้เสียหายไม่ถูกตัดสิทธิเรียกร้องเพียงเพราะพิสูจน์มูลค่าความเสียหายได้ไม่ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์ ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวอ้างอิงสำคัญสำหรับคดีที่ลูกหนี้ของรัฐหรือผู้ต้องรับผิดตามคำสั่งทางปกครองพยายามโอนทรัพย์ หลบเลี่ยงการยึด อายัด หรือขายทอดตลาด โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์ที่โอนเป็นทรัพย์หลักหรือทรัพย์ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่รายการของลูกหนี้ ศาลย่อมพร้อมรับฟังว่าการโอนดังกล่าวเป็นพฤติการณ์แสดงเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ลงโทษจำคุก 6 เดือน รับสาระจากทางนำสืบของจำเลยเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษเหลือจำคุก 4 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม และให้ยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่พอรับฟังลงโทษจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แต่เห็นสมควรให้โอกาสกลับตัว จึงให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า ภาระหนี้ซึ่งเกิดจากคำสั่งทางปกครองที่ถึงที่สุดแล้ว มิใช่หนี้ที่ลูกหนี้จะละเลยหรือมองว่าแตกต่างจากหนี้ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมได้ เพราะเมื่อกฎหมายกำหนดฐานะของหน่วยงานรัฐให้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และกำหนดให้ผู้ต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว การจำหน่าย โอน หรือโยกย้ายทรัพย์สินในช่วงที่เจ้าหนี้อาจใช้มาตรการยึดหรืออายัด ย่อมต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่ามีเจตนาพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้หรือไม่ สาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้มิได้มุ่งลงโทษการโอนทรัพย์ทุกกรณี แต่ลงโทษเฉพาะการโอนที่มีลักษณะเป็นการตัดตอนทรัพย์ของลูกหนี้เพื่อทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบในการได้รับชำระหนี้ ดังนั้น การวินิจฉัยจึงต้องพิเคราะห์สภาพหนี้ เวลาในการโอน สถานะการบังคับคดี จำนวนทรัพย์ที่เหลือ และพฤติการณ์ของลูกหนี้โดยรวม หากข้อเท็จจริงชี้ว่าเป็นการโอนทรัพย์สำคัญในห้วงเวลาวิกฤตที่เจ้าหนี้กำลังจะบังคับได้ ย่อมเป็นดัชนีสำคัญของเจตนาพิเศษตามมาตรา 350 ในเชิงระบบกฎหมาย คำพิพากษานี้ยืนยันว่ากฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง และกฎหมายแพ่งสามารถทำงานประสานกันได้อย่างเป็นเอกภาพ กล่าวคือ กฎหมายปกครองสร้างฐานแห่งหนี้และมาตรการบังคับ กฎหมายอาญาคุ้มครองมิให้ลูกหนี้ฉ้อฉลตัดตอนทรัพย์ และกฎหมายแพ่งเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิด ผลเช่นนี้ทำให้การคุ้มครองประโยชน์ของรัฐมิได้หยุดอยู่เพียงคำสั่งหรือคำพิพากษาในทางปกครอง แต่ขยายไปถึงการลงโทษและการชดใช้เยียวยาอย่างครบวงจร อีกทั้งคดียังสะท้อนนโยบายทางกฎหมายอาญาที่มิได้มุ่งลงโทษจำคุกโดยเคร่งครัดในทุกกรณี หากแต่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจคำนึงถึงสภาพความผิด ประวัติจำเลย อายุ และความเหมาะสมในการกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ด้วย จึงเป็นตัวอย่างของการใช้ดุลพินิจลงโทษอย่างได้สัดส่วน ระหว่างการคุ้มครองเจ้าหนี้ การธำรงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และหลักมนุษยธรรมในทางลงโทษ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโอนทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลอื่นในช่วงที่เจ้าหนี้กำลังจะใช้มาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์ตามกฎหมาย ถือเป็นเพียงการจำหน่ายทรัพย์สินตามปกติของเจ้าของทรัพย์ หรือเป็นการโอนทรัพย์โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนถึงที่สุดแล้ว หน่วยงานของรัฐย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และจำเลยมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา การโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของจำเลยในช่วงที่เจ้าหนี้อาจดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ จึงเป็นการโอนทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ เข้าข่ายความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. โกงเจ้าหนี้ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350) หลักกฎหมายมาตรานี้มุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มิให้ลูกหนี้ใช้วิธีการโอน ซ่อนเร้น หรือจำหน่ายทรัพย์สินของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทราบถึงภาระหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว แต่กลับโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เหลืออยู่ให้บุคคลอื่นในช่วงที่หน่วยงานของรัฐอาจใช้มาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์ จึงเป็นการโอนทรัพย์โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 2. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจากมาตรการบังคับทางปกครอง ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือการตีความว่า เมื่อคำสั่งทางปกครองให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งย่อมมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” และผู้ต้องรับผิดย่อมมีฐานะเป็น “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ดังนั้น หากลูกหนี้โอนทรัพย์สินในช่วงที่เจ้าหนี้อาจใช้มาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์ การกระทำดังกล่าวย่อมเข้าข่ายความผิดโกงเจ้าหนี้ได้ แม้เจ้าหนี้จะยังไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมโดยตรงก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การโอนรถยนต์หรือทรัพย์สินของลูกหนี้ในช่วงที่หน่วยงานของรัฐกำลังจะยึดทรัพย์ ถือเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นความผิดเสมอไป เพราะความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายประการร่วมกัน โดยเฉพาะเจตนาพิเศษของลูกหนี้ว่ามุ่งหมายจะไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้หรือไม่ หากเป็นเพียงการโอนทรัพย์โดยสุจริตตามปกติของชีวิตประจำวัน ไม่มีบริบทว่ากำลังจะถูกบังคับคดี และยังมีทรัพย์อื่นเพียงพอแก่การชำระหนี้ อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิด แต่ถ้าปรากฏว่าลูกหนี้ทราบดีถึงภาระหนี้ ทราบว่าหน่วยงานเจ้าหนี้กำลังจะใช้มาตรการยึดหรืออายัด และทรัพย์ที่โอนเป็นทรัพย์สำคัญหรือเป็นทรัพย์ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่รายการ การโอนเช่นนั้นย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ศาลอาจรับฟังได้ว่าเป็นการตัดตอนทรัพย์เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ได้ ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ชื่อเรียกของสัญญาโอน แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแวดล้อมและเจตนาที่แท้จริงของผู้โอนเป็นสำคัญ คำถาม 2. หนี้ตามคำสั่งทางปกครองที่ถึงที่สุดแล้ว สามารถถือเป็นฐานของความผิดโกงเจ้าหนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมโดยตรง คำตอบ แม้หนี้ดังกล่าวจะมิได้เกิดจากคำพิพากษาศาลยุติธรรมโดยตรง แต่เมื่อกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองบัญญัติให้คำสั่งที่กำหนดให้ชำระเงินซึ่งถึงที่สุดแล้วสามารถบังคับได้โดยมาตรการทางปกครอง และยังกำหนดฐานะของหน่วยงานรัฐให้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา รวมทั้งให้ผู้ถูกบังคับเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผลทางกฎหมายย่อมมีลักษณะเทียบเคียงได้กับหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาในคดีนี้จึงยืนยันว่า หากลูกหนี้โอนทรัพย์สินหนีการยึดหรืออายัดในช่วงที่หน่วยงานรัฐมีสิทธิใช้มาตรการบังคับทางปกครอง การกระทำดังกล่าวอาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ได้ การตีความเช่นนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้กฎหมายอาญาไม่ปล่อยช่องว่างให้ผู้ต้องรับผิดตามคำสั่งทางปกครองหลีกเลี่ยงหนี้ได้ง่ายกว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั่วไป และยังช่วยคุ้มครองประสิทธิภาพของการบังคับชำระหนี้ของรัฐอีกด้วย คำถาม 3. ถ้าลูกหนี้ยังไม่ได้ถูกยึดทรัพย์จริง แต่เพียงอยู่ระหว่างที่เจ้าหนี้อาจดำเนินการยึดหรืออายัด การโอนทรัพย์จะเป็นโกงเจ้าหนี้ได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นอย่างเพียงพอว่าช่วงเวลานั้นเจ้าหนี้มีสิทธิและกำลังอยู่ในขั้นตอนที่จะใช้มาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน และลูกหนี้รู้ถึงสถานะดังกล่าวแล้ว แต่กลับรีบโอนทรัพย์ออกไปโดยมุ่งหวังให้ทรัพย์พ้นจากการบังคับชำระหนี้ ศาลไม่จำเป็นต้องรอให้การยึดเกิดขึ้นจริงหรือเจ้าพนักงานเข้าครอบครองทรัพย์แล้วจึงจะถือเป็นความผิด เหตุผลก็เพราะสาระของมาตรา 350 อยู่ที่การป้องกันการฉ้อฉลต่อเจ้าหนี้ก่อนที่การบังคับหนี้จะถูกทำลายเสียหายอย่างเด็ดขาด ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยทราบทั้งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ทราบคำสั่งอายัดเงินและคำสั่งยึดทรัพย์ของหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว จึงรับฟังได้ว่าการโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในห้วงเวลานั้นเป็นการโอนหนีการบังคับ แม้ยังไม่ปรากฏว่ามีการยึดทรัพย์สำเร็จในทางรูปธรรมก่อนวันโอนก็ตาม คำถาม 4. เหตุใดศาลจึงถือว่าการโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของจำเลยในคดีนี้เป็นการทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐด้วย คำตอบ เพราะการกระทำของจำเลยมิได้เป็นเพียงการฝ่าฝืนกฎหมายอาญาในนามธรรมเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่หน่วยงานของรัฐในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วย กล่าวคือ เมื่อจำเลยโอนทรัพย์สินสำคัญซึ่งเป็นทรัพย์ที่เจ้าหนี้อาจยึดหรืออายัดเพื่อนำมาชำระหนี้ได้ ย่อมทำให้เจ้าหนี้สูญเสียโอกาสในการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์ดังกล่าว ความเสียหายเช่นนี้มีลักษณะเป็นความเสียหายทางทรัพย์สินที่เกิดจากการกระทำโดยมิชอบ จึงเข้าหลักละเมิดตามกฎหมายแพ่ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหน่วยงานของรัฐมีสิทธิยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้ และแม้จะไม่สามารถพิสูจน์ราคาความเสียหายได้แน่นอนเต็มจำนวน ศาลก็ยังมีอำนาจกำหนดสินไหมตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง คำถาม 5. ถ้าผู้ต้องรับผิดไม่ได้เป็นผู้ทุจริตตัวจริง แต่เป็นเพียงผู้บกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง ยังต้องรับผิดมากน้อยเพียงใด คำตอบ ในทางกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ผู้ที่มิได้ยักยอกหรือทุจริตโดยตรงก็อาจต้องรับผิดได้ หากการกระทำหรือการละเว้นของตนเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย คดีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า จำเลยมิใช่ผู้ยักยอกเงินโดยตรง แต่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับงานการเงิน และถูกวินิจฉัยว่าบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงจนต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่รัฐ ฉะนั้น หลักกฎหมายจึงไม่ได้จำกัดความรับผิดเฉพาะผู้ลงมือกระทำผิดหลักเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่กำกับดูแลแล้วละเลยอย่างร้ายแรงด้วย อย่างไรก็ดี ระดับความรับผิด จำนวนเงินที่ต้องชดใช้ และผลทางอาญา ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เช่น บทบาทหน้าที่ ความใกล้ชิดกับความเสียหาย ระดับความประมาท และเหตุบรรเทาโทษต่าง ๆ คำถาม 6. ศาลสามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้น้อยกว่าที่ผู้เสียหายเรียกร้องหรือไม่ แม้ผู้เสียหายจะอ้างราคาทรัพย์ไว้สูงกว่า คำตอบ ได้ ศาลไม่จำต้องผูกพันตามจำนวนเงินที่ผู้เสียหายร้องขอเสมอไป หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าความเสียหายเกิดขึ้นเป็นจำนวนแน่นอนตามที่กล่าวอ้าง แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้แน่ชัดว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายจริงจากการกระทำละเมิด ศาลย่อมใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง กำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ ในคดีนี้ แม้โจทก์ร่วมจะอ้างมูลค่าความเสียหายจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวม 85,000 บาท แต่ศาลฎีกาพิจารณาจากสภาพทรัพย์ อายุการใช้งาน ราคาขายจริง และพฤติการณ์โดยรวมแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพียง 15,000 บาท หลักการนี้สะท้อนว่า ศาลมุ่งชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรมตามข้อเท็จจริง มิใช่ตามตัวเลขที่คู่ความเสนอฝ่ายเดียว คำถาม 7. เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงให้รอการกำหนดโทษ ทั้งที่วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว คำตอบ การรอการกำหนดโทษเป็นดุลพินิจทางนโยบายการลงโทษของศาล ซึ่งใช้ในกรณีที่ศาลเห็นว่าแม้จำเลยกระทำความผิดจริง แต่พฤติการณ์โดยรวมยังสมควรได้รับโอกาสกลับตัวมากกว่าการลงโทษจำคุกทันที ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ยักยอกเงินของหน่วยงานโดยตรง ความรับผิดเกิดจากความบกพร่องต่อหน้าที่ในระดับประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ประกอบกับจำเลยมีอายุค่อนข้างมาก ทรัพย์ที่โอนเป็นรถเก่า มูลค่าที่ขายได้ไม่สูง ไม่ปรากฏประวัติเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นเคยมีประวัติกระทำผิดวินัยร้ายแรง ศาลจึงเห็นว่าการรอการกำหนดโทษไว้ 1 ปีจะเป็นประโยชน์มากกว่าการลงโทษจำคุกทันที ทั้งต่อจำเลยและต่อสังคม อย่างไรก็ตาม การรอการกำหนดโทษไม่ได้ลบล้างความผิดหรือภาระชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด คำถาม 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐในทางปฏิบัติอย่างไร คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะเป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่าหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้กลไกเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายปกครอง มิได้มีสถานะด้อยกว่าหนี้ตามคำพิพากษาศาลยุติธรรม เมื่อคำสั่งถึงที่สุดแล้ว หน่วยงานของรัฐสามารถได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอาญาเรื่องโกงเจ้าหนี้ได้เช่นเดียวกัน ส่วนในมุมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีนี้เตือนอย่างชัดแจ้งว่า การจำหน่ายหรือโอนทรัพย์สินหลังจากมีภาระหนี้ถึงที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เจ้าหนี้กำลังดำเนินการยึดหรืออายัด อาจมีผลเป็นทั้งความผิดอาญาและความรับผิดทางแพ่งเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ คดียังช่วยสร้างความชัดเจนในการประสานใช้กฎหมายหลายสาขา ทำให้การคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐและประโยชน์สาธารณะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คำถาม 9. หากลูกหนี้อ้างว่าขายทรัพย์ไปตามราคาตลาดและมีการจดทะเบียนโอนถูกต้อง จะตัดความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ได้หรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะความถูกต้องในทางแบบของนิติกรรม เช่น มีสัญญาซื้อขาย มีราคาซื้อขาย และมีการจดทะเบียนโอนโดยชอบตามกฎหมาย มิได้เป็นข้อยุติว่าการกระทำนั้นสุจริตในทางอาญา สิ่งที่ศาลจะตรวจสอบต่อไปคือ สถานการณ์ขณะโอนทรัพย์ ผู้โอนมีภาระหนี้ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ทราบหรือไม่ว่าเจ้าหนี้กำลังจะใช้มาตรการบังคับ มีทรัพย์อื่นเพียงพอหรือไม่ และผู้โอนได้ประโยชน์จากการทำให้ทรัพย์พ้นจากการยึดหรืออายัดอย่างไร หากพฤติการณ์โดยรวมชี้ว่าการซื้อขายเป็นเพียงเครื่องมือให้ทรัพย์หลุดพ้นจากการบังคับชำระหนี้ แม้เอกสารทางทะเบียนจะครบถ้วน การกระทำนั้นก็ยังอาจเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ได้ คดีนี้จึงสอนว่า “รูปแบบที่ถูกต้อง” ไม่อาจใช้ปกปิด “เจตนาที่มิชอบ” ได้ หากข้อเท็จจริงทั้งหมดนำไปสู่ข้อสรุปว่าการโอนนั้นมุ่งหมายตัดตอนสิทธิของเจ้าหนี้โดยแท้จริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568 จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จึงเป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ฐานโกงเจ้าหนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 85,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 350 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ลดโทษเหลือ 4 เดือน และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม รวมทั้งยกคำร้องค่าสินไหมทดแทน โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ส่วนจำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมและเคยรักษาการหัวหน้าหน่วยการเงินของโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ต่อมาผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทุจริตยักยอกเงินของหน่วยงานกว่า 21 ล้านบาท จึงมีการสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้จำเลยร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง แม้จำเลยฟ้องคดีต่อศาลปกครอง แต่ท้ายที่สุดศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ 8,220,559.64 บาท คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด ภายหลังจากนั้น โจทก์ร่วมใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ออกคำสั่งอายัดเงินเดือนและยึดทรัพย์สินของจำเลย รวมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท แต่จำเลยได้ทำสัญญาขายรถทั้งสองคันและจดทะเบียนโอนให้บุคคลอื่นในช่วงก่อนและระหว่างที่โจทก์ร่วมกำลังดำเนินมาตรการยึดอายัด ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อคำสั่งทางปกครองถึงที่สุดแล้ว โจทก์ร่วมย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และจำเลยมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา อีกทั้งจำเลยไม่เคยชำระหนี้ และมีทรัพย์สินเหลืออยู่เพียงรถทั้งสองคันดังกล่าว การโอนรถจึงเป็นการโอนทรัพย์สินโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 ส่วนคำขอค่าสินไหมทดแทน แม้โจทก์ร่วมจะพิสูจน์มูลค่าความเสียหายได้ไม่ครบตามที่เรียก แต่การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ร่วมไม่อาจบังคับเอาจากทรัพย์ดังกล่าวได้ จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ร่วม ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง โดยกำหนดให้ชดใช้ 15,000 บาท อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมิใช่ผู้ยักยอกเงินโดยตรง แต่เป็นผู้บกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง ประกอบกับจำเลยอายุ 63 ปี รถที่โอนเป็นรถเก่า ราคาขายไม่สูง และไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 350 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท โดยค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดอันเป็นการละเมิดของจำเลยแก่โจทก์ร่วม 85,000 บาท จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ให้ยกคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 และเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 (6) จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ได้รับรายได้เป็นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนรายเดือน เงินหรือสิทธิเรียกร้องอื่นจากโจทก์ร่วม เมื่อครั้งจำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารและควบคุม ฝ่ายปลัดบัญชี โจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยการเงิน โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โรงพิมพ์ดังกล่าวทำสัญญาร่วมการงานส่งเสริมและพัฒนางานพิมพ์กับบริษัท ส. นายถนอม รักษาการเสมียนหน่วยการเงินของโรงพิมพ์ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินของโรงพิมพ์ 21,786,074.50 บาท กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางแจ้งโจทก์ร่วมให้มีคำสั่งเรียกผู้ต้องรับผิดให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อ 18 และข้อ 19 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 (6) มีคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน ให้นายถนอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท เป็นเงิน 19,607,467.05 บาท และให้นางจินดารัศมิ์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าสำนักกิจการโรงพิมพ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 10 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท เป็นเงิน 2,178,607.45 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยให้นำเงินไปชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง จำเลยฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ของโจทก์ร่วม ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อ. 1264/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 863/2561 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 8,220,559.64 บาท โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า หากโจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากผู้ทุจริตเป็นเงินเพียงใด ให้นำเงินที่ได้รับมาหักหรือคืนตามส่วนแห่งความรับผิด แล้วแต่กรณีให้แก่จำเลย โจทก์ร่วมอาศัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวและพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 57 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 1 (4) และ ข้อ 2 ออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) รวม 4 ฉบับ คือคำสั่งที่ 4/2562 ลงวันที่ 9 มกราคม 2562 ให้อายัดเงินเดือนในส่วนที่เกิน 20,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง เงินค่าตอบแทนรายเดือน เงินหรือสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของจำเลย เพื่อชำระค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการบังคับทางปกครอง คำสั่งที่ 57/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 แต่งตั้งผู้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินให้คุ้มกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน และขายทอดตลาดทรัพย์สิน คำสั่งที่ 58/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยให้คุ้มกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน และคำสั่งที่ 59/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยึดรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยทำสัญญาขายรถรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทในราคา 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ และจดทะเบียนโอนให้นายสุรสิทธิ์ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วมหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากนายถนอมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วม 21,786,074.50 บาท คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการทุจริตดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 10 ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 เมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเสนอความเห็นให้กระทรวงการคลังพิจารณา กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางมีความเห็นว่า ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท คิดเป็นเงิน 19,607,467.05 บาท โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเสียหายจึงมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โดยสามารถเลือกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งภายในอายุความตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 ข้อ 18 กล่าวคือ การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล หรือการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 12 โจทก์ร่วมเลือกที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหายทั้งหมดตามความเห็นของกระทรวงการคลัง จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 และต่อมาได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหายทั้งหมด โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 8,220,559.64 บาท โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินต้องดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินจำเลยภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ใช้เงินถึงที่สุดตามมาตรา 63/8 (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 ทั้งนี้ มาตรา 63/12 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้ถือว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้คดีนี้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม แต่เมื่อเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 10 และโจทก์ร่วมเลือกที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองแทนการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล โดยการออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 12 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 ข้อ 18 ทั้งคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว จำเลยซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามจำนวนเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา เมื่อได้ความว่าจำเลยเพิกเฉยไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมมาตลอดตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ทำให้โจทก์ร่วมต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาชำระหนี้และทราบว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นเหลืออยู่จริง จึงเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ดังนั้น การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทให้แก่นายสุรสิทธิ์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จึงเป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามนัยยะมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แล้ว ส่วนที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทให้แก่บุคคลอื่นรวมเป็นเงิน 85,000 บาท ซึ่งคำนวณมาจากการตีราคารถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทว่า มีราคา 70,000 บาท และ 15,000 บาท ตามลำดับนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่อาจดำเนินการบังคับคดีเอาแก่รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้นำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมเสียหายเท่าใดก็ตาม แต่ศาลมีอำนาจกำหนดสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมมาตลอดตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาชำระหนี้ และพบว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทซึ่งจำเลยโอนให้กับบุคคลอื่นไปแล้วเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดดังกล่าวแล้ว เห็นสมควรกำหนดสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมและยกคำร้องของโจทก์ร่วมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำการยักยอกเงินของโจทก์ร่วมโดยตรง เพียงแต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเห็นว่าจำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินและเป็นผู้บังคับบัญชาของนายถนอมซึ่งเป็นผู้กระทำการทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วม กระทำการอันถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงมีความเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฎว่า ปัจจุบันจำเลยอายุ 63 ปี รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทที่จำเลยโอนไปให้แก่บุคคลอื่นเป็นรถที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2539 และ 2543 และขายได้ราคาเพียง 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดวินัย และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับสภาพความผิดที่จำเลยบกพร่องต่อหน้าที่อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการกำหนดโทษไว้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกจำเลยและรอการลงโทษไว้ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ |



