
| การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาล โดยมีประเด็นสำคัญว่าความผิดฐานฟ้องเท็จถือว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด การถอนฟ้องในระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้องส่งผลต่อความรับผิดต่อไปหรือไม่ อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของคำฟ้องในกรณีที่คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ และวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขฟ้องจนถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้คดียังเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงด้านการตรวจค้นและการยึดตู้คาราโอเกะของร้านค้าในพื้นที่ซึ่งถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ และความเชื่อของจำเลยเกี่ยวกับพฤติการณ์ยึดตู้ดังกล่าว ตลอดจนความรับผิดของทนายความที่มีบทบาทในกระบวนการฟ้องคดีเดิม เหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อกำหนดหลักกฎหมายที่ถูกต้องในคดีฟ้องเท็จ ข้อเท็จจริงโดยสรุป โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและปราบปรามของบริษัทที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทลิขสิทธิ์ให้ดำเนินการตรวจสอบและจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ร้านค้าที่ใช้เพลงของบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ระหว่างปฏิบัติหน้าที่มีการตรวจค้นร้านค้าหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดระยอง พบแผ่นเสียงละเมิดลิขสิทธิ์ภายในตู้คาราโอเกะซึ่งถูกล็อก และมีเงินเหรียญหยอดอยู่ภายใน จึงยึดตู้คาราโอเกะเพื่อไปตรวจสอบตามกฎหมาย โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมควบคุมการตรวจยึด มีการลงบันทึกการตรวจยึดโดยเจ้าของร้านรับรองว่าไม่มีการบังคับหรือทำให้เสียหาย ต่อมา จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของตู้คาราโอเกะ ได้รับแจ้งจากผู้ดูแลร้านว่า “มีกลุ่มชายฉกรรจ์มายกตู้ขึ้นรถบรรทุกไป” โดยอ้างว่าไม่แสดงเอกสารและไม่เปิดเผยตนว่าเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงปรึกษาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ และร่วมกันฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวกในข้อหาปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ เมื่อถึงชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามฐานฟ้องเท็จ คดีมีประเด็นเพิ่มเติมว่า คำฟ้องของโจทก์ในคดีฟ้องเท็จไม่มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองในช่องโจทก์ มีเพียงลายมือชื่อทนายความในคำขอท้ายฟ้อง ต่อมาได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง และศาลอนุญาต คำวินิจฉัยย่อยประเด็นของศาลฎีกา 1 ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นเมื่อใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 บัญญัติชัดว่า “ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาล” แสดงว่าความผิดสำเร็จตั้งแต่ “การนำฟ้องเข้าสู่ศาล” แม้ยังไม่อยู่ในชั้นประทับฟ้องหรืออยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม ดังนั้น ความผิดของจำเลยที่ 1 และ 2 สำเร็จตั้งแต่วันที่ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสอง ต่อให้ถอนฟ้องในภายหลังก็ไม่ลบล้างความผิด 2 ผลของการถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลยืนยันว่า การถอนฟ้องเพียงทำให้ศาลใช้ดุลพินิจตามมาตรา 176 ในการลดโทษหรือไม่ลงโทษได้เท่านั้น แต่ไม่กระทบองค์ประกอบความผิด 3 ความสมบูรณ์ของคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ แม้คำฟ้องของโจทก์แรกเริ่มไม่ถูกต้องตามมาตรา 161 แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อเองก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง และศาลชั้นต้นอนุญาต ย่อมถือว่า “การแก้ไขฟ้องได้ทำให้ฟ้องสมบูรณ์ ถูกต้องตามกฎหมาย” และศาลชั้นต้นมีสิทธิดำเนินไต่สวนมูลฟ้องได้ 4 การกระทำของจำเลยถือเป็น “ฟ้องเท็จ” หรือไม่ ศาลพิจารณาพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ว่าการตรวจค้นและยึดตู้คาราโอเกะเป็นการกระทำตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ภายใต้ควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้ดูแลร้านลงนามรับรองว่าไม่มีการข่มขู่ จึงไม่มีมูลที่จำเลยจะเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดอาญา สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ ได้รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นการตรวจยึดตามหน้าที่ แต่ยังเรียงฟ้องและสนับสนุนการฟ้องคดี จึงถือว่ามีส่วนร่วมเป็นตัวการร่วม วิเคราะห์หลักกฎหมาย 1 การตีความมาตรา 175 มาตรา 175 มุ่งป้องกันมิให้มีการนำคดีที่เป็นเท็จเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียหาย ทั้งชื่อเสียง และต้องเสียเวลา จึงถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อ “การยื่นฟ้องต่อศาลเกิดขึ้นจริง” ไม่ต้องรอให้ศาลรับฟ้อง 2 ดุลพินิจของศาลตามมาตรา 176 การถอนฟ้องไม่ลบล้างความผิด แต่เปิดโอกาสให้ศาลประเมินว่า จำเลยมีความสำนึกผิดหรือไม่ และพิจารณาลดโทษหรือไม่ลงโทษเพื่อความเป็นธรรม 3 หลักเรื่องความสมบูรณ์ของคำฟ้อง แม้คำฟ้องไม่ถูกต้อง ศาลต้องสั่งให้โจทก์แก้ไขตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง หากแก้ไขแล้วถูกต้องถือว่าฟ้องใช้ได้ โดยไม่ทำให้กระบวนพิจารณาเสียไป แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีตีความว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จสำเร็จตั้งแต่การยื่นฟ้อง เช่น คำพิพากษาที่ 8087/2543, 593/2538 ซึ่งยืนยันหลักการ “ยื่นฟ้อง = ความผิดสำเร็จ” แม้ภายหลังจะถอนฟ้องหรือศาลไม่รับฟ้องก็ตาม ศาลฎีกาจึงมีแนวทางเสมอต้นเสมอปลายว่าคดีฟ้องเท็จต้องพิจารณาจากเจตนาในขณะยื่นฟ้อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์นำสืบยังไม่พอให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาฟ้องเท็จ จึงพิพากษายกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จตามมาตรา 175 ประกอบมาตรา 181 ลงโทษจำคุกและปรับ แต่รอการลงโทษจำคุก 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าความผิดเกิดขึ้นทันทีเมื่อยื่นฟ้องต่อศาล แม้จะถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และเห็นว่าการแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. ความผิดฐานฟ้องเท็จสำเร็จตั้งแต่มีการยื่นฟ้องต่อศาล แม้ศาลยังไม่ประทับฟ้องหรืออยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง 2. การถอนฟ้องเป็นเพียงเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 176 มิอาจลบล้างความผิดหรือทำให้ความผิดไม่สำเร็จ 3. คำฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบอาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ หากแก้ก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้องและศาลอนุญาต 4. ทนายความมีความรับผิดเช่นเดียวกับคู่ความ หากมีบทบาทสนับสนุนการฟ้องเท็จหรือไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบ 5. ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ตรวจค้นและยึดทรัพย์โดยชอบ เพื่อประเมินว่ามีมูลเหตุให้เชื่อหรือไม่ว่าผู้ถูกฟ้องได้กระทำผิด 6. การนำคดีเท็จเข้าสู่ศาลถือเป็นการละเมิดกระบวนการยุติธรรมและศาลให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15243/2557 ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นเมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล การถอนฟ้องในระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้องคงเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ตาม ป.อ. มาตรา 176 คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองมาในส่วนของคำขอท้ายฟ้องก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ดังนี้ กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้สั่งโจทก์ให้แก้ฟ้องให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง จนเห็นได้ว่าเป็นฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 83, 84, 90, 175, 181 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามผิดตามมาตรา 175 ประกอบมาตรา 181 (1) จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 10,000 บาท และรอการลงโทษจำคุก 2 ปี ตามมาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามมาตรา 29, 30 คู่ความทั้งสองฝ่ายฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด ซึ่งรับจ้างเก็บลิขสิทธิ์ให้บริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และ 2 เคยยื่นฟ้องกล่าวหาโจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 11 คน ฐานปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ เกี่ยวกับตู้คาราโอเกะที่อยู่ในร้านค้าหลายแห่ง โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นทนายความ ต่อมาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2636/2551 ระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 1 และ 2 ขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาตและจำหน่ายคดี โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยทั้งสามฐานฟ้องเท็จเป็นคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยทั้งสามฟ้องเท็จหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเหตุโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้ร้านค้าขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์เปิดเพลง แต่เจ้าของร้านเพิกเฉย โจทก์ที่ 2 จึงนำเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมหมายค้นเข้าตรวจ แผ่นเสียงละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ในตู้คาราโอเกะที่ล็อกกุญแจ พนักงานของโจทก์ช่วยยกตู้ขึ้นรถภายใต้การควบคุมของตำรวจ ร้านค้าอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว มีผู้คนสัญจร จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์กับตำรวจจะใช้กำลังบังคับ อีกทั้งมีบันทึกการตรวจยึดที่เจ้าของร้านลงชื่อรับรองว่าไม่มีการข่มขู่หรือทำให้ทรัพย์เสียหาย จึงฟังได้ว่าการยึดตู้เป็นการกระทำโดยชอบตามกฎหมายเพื่อไปตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์ มิใช่ปล้นหรือกรรโชก ส่วนคำให้การจำเลยที่ 2 และ 3 ที่อ้างว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานมายกตู้ขึ้นรถ และไม่แสดงหมายใด ๆ นั้น แม้มีนายสุขสันต์มาเบิกความสนับสนุน แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าถูกโจทก์ที่ 2 หรือเจ้าพนักงานตำรวจใช้กำลังบังคับหรือข่มขืนใจ ก่อนนำตู้ขึ้นรถ อีกทั้งภายหลังเมื่อยึดตู้คาราโอเกะ 6 ตู้ไว้ที่สถานีตำรวจแล้ว จำเลยที่ 3 ในฐานะทนายความได้ไปพบพนักงานสอบสวนและถ่ายรูปตู้คาราโอเกะที่ถูกยึด ตามวิสัยย่อมทราบได้ว่าเป็นการยึดของกลางเพื่อสอบสวนการละเมิดลิขสิทธิ์โดยชอบ จำเลยที่ 3 จึงรู้ข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้กระทำผิดอาญา แต่ยังเรียงคำฟ้องและแนะนำให้จำเลยที่ 1 ฟ้องคดี พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นและร่วมเป็นใจกับจำเลยที่ 1 และ 2 ในการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวก จึงเป็นตัวการร่วม ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าเมื่อคดีเดิมถอนฟ้องระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้องและศาลยังไม่ประทับฟ้อง ความผิดฟ้องเท็จยังไม่เกิดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 175 บัญญัติว่า “ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา...” ความผิดจึงเกิดตั้งแต่วันที่นำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาล แม้คดียังอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง การถอนฟ้องภายหลังมีผลเพียงให้ศาลใช้ดุลพินิจลดโทษหรือไม่ลงโทษตามมาตรา 176 ไม่ทำให้ความรับผิดเปลี่ยนแปลง สำหรับฎีกาจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าคดีนี้คำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสอง มีแต่ลายมือชื่อทนายความในคำขอท้ายฟ้อง จึงฟ้องไม่ถูกต้อง ศาลเห็นว่า แม้ตอนแรกคำฟ้องจะไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องแก้ไขโดยลงลายมือชื่อในส่วนคำขอท้ายฟ้องก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ย่อมถือว่าศาลได้สั่งให้แก้ฟ้องให้ถูกต้องตามมาตรา 161 แล้ว การที่ศาลให้โจทก์นำพยานสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้องไว้พิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นเมื่อใดตามหลักกฎหมาย? คำตอบ: ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ถือว่าเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการยื่นฟ้องต่อศาล แม้คดียังอยู่ในขั้นไต่สวนมูลฟ้องและศาลยังไม่ประทับฟ้องก็ตาม 2. การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทำให้ความผิดฟ้องเท็จไม่สำเร็จหรือไม่? คำตอบ: ไม่ทำให้ความผิดไม่สำเร็จ แต่เป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจตามมาตรา 176 เพื่อลดโทษหรืออาจไม่ลงโทษได้เท่านั้น 3. หากคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ถือว่าฟ้องใช้ได้หรือไม่? คำตอบ: หากคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ถือว่าไม่ถูกต้องตามมาตรา 161 แต่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ หากโจทก์ยื่นคำร้องแก้ไขก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องและศาลอนุญาต 4. ทนายความมีความรับผิดอย่างไรในคดีฟ้องเท็จ? คำตอบ: หากทนายความทราบข้อเท็จจริงว่าไม่มีมูลหรือไม่ตรวจสอบพฤติการณ์อย่างรอบคอบ แต่ยังเรียงฟ้องหรือสนับสนุนการฟ้องเท็จ ถือเป็นตัวการร่วมและต้องรับผิดเช่นเดียวกับคู่ความ |



.jpg)
