ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง

ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา, การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง, การกำหนดโทษตามมาตรา 176, คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์, การแก้ไขฟ้องให้ถูกต้องตามมาตรา 161, ความรับผิดของทนายความในคดีฟ้องเท็จ, การยึดทรัพย์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์, การตรวจค้นและยึดทรัพย์โดยชอบ, การฟ้องร้องโดยเจตนากลั่นแกล้ง, แนววินิจฉัยคดีฟ้องเท็จของศาลฎีกา, การพิจารณามูลฟ้องในคดีอาญา, การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจตามหน้าที่, การยื่นฟ้องโดยปราศจากเหตุอันควร, ตัวการร่วมฟ้องเท็จ

          ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาล โดยมีประเด็นสำคัญว่าความผิดฐานฟ้องเท็จถือว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด การถอนฟ้องในระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้องส่งผลต่อความรับผิดต่อไปหรือไม่ อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของคำฟ้องในกรณีที่คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ และวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขฟ้องจนถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้คดียังเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงด้านการตรวจค้นและการยึดตู้คาราโอเกะของร้านค้าในพื้นที่ซึ่งถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ และความเชื่อของจำเลยเกี่ยวกับพฤติการณ์ยึดตู้ดังกล่าว ตลอดจนความรับผิดของทนายความที่มีบทบาทในกระบวนการฟ้องคดีเดิม เหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อกำหนดหลักกฎหมายที่ถูกต้องในคดีฟ้องเท็จ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและปราบปรามของบริษัทที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทลิขสิทธิ์ให้ดำเนินการตรวจสอบและจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ร้านค้าที่ใช้เพลงของบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ระหว่างปฏิบัติหน้าที่มีการตรวจค้นร้านค้าหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดระยอง พบแผ่นเสียงละเมิดลิขสิทธิ์ภายในตู้คาราโอเกะซึ่งถูกล็อก และมีเงินเหรียญหยอดอยู่ภายใน จึงยึดตู้คาราโอเกะเพื่อไปตรวจสอบตามกฎหมาย โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมควบคุมการตรวจยึด มีการลงบันทึกการตรวจยึดโดยเจ้าของร้านรับรองว่าไม่มีการบังคับหรือทำให้เสียหาย

ต่อมา จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของตู้คาราโอเกะ ได้รับแจ้งจากผู้ดูแลร้านว่า “มีกลุ่มชายฉกรรจ์มายกตู้ขึ้นรถบรรทุกไป” โดยอ้างว่าไม่แสดงเอกสารและไม่เปิดเผยตนว่าเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงปรึกษาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ และร่วมกันฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวกในข้อหาปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์

เมื่อถึงชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามฐานฟ้องเท็จ

คดีมีประเด็นเพิ่มเติมว่า คำฟ้องของโจทก์ในคดีฟ้องเท็จไม่มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองในช่องโจทก์ มีเพียงลายมือชื่อทนายความในคำขอท้ายฟ้อง ต่อมาได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง และศาลอนุญาต

คำวินิจฉัยย่อยประเด็นของศาลฎีกา

1 ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นเมื่อใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 บัญญัติชัดว่า “ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาล” แสดงว่าความผิดสำเร็จตั้งแต่ “การนำฟ้องเข้าสู่ศาล” แม้ยังไม่อยู่ในชั้นประทับฟ้องหรืออยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม

ดังนั้น ความผิดของจำเลยที่ 1 และ 2 สำเร็จตั้งแต่วันที่ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสอง ต่อให้ถอนฟ้องในภายหลังก็ไม่ลบล้างความผิด

2 ผลของการถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลยืนยันว่า การถอนฟ้องเพียงทำให้ศาลใช้ดุลพินิจตามมาตรา 176 ในการลดโทษหรือไม่ลงโทษได้เท่านั้น แต่ไม่กระทบองค์ประกอบความผิด

3 ความสมบูรณ์ของคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์

แม้คำฟ้องของโจทก์แรกเริ่มไม่ถูกต้องตามมาตรา 161 แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อเองก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง และศาลชั้นต้นอนุญาต ย่อมถือว่า “การแก้ไขฟ้องได้ทำให้ฟ้องสมบูรณ์ ถูกต้องตามกฎหมาย” และศาลชั้นต้นมีสิทธิดำเนินไต่สวนมูลฟ้องได้

4 การกระทำของจำเลยถือเป็น “ฟ้องเท็จ” หรือไม่

ศาลพิจารณาพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ว่าการตรวจค้นและยึดตู้คาราโอเกะเป็นการกระทำตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ภายใต้ควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้ดูแลร้านลงนามรับรองว่าไม่มีการข่มขู่ จึงไม่มีมูลที่จำเลยจะเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดอาญา

สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ ได้รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นการตรวจยึดตามหน้าที่ แต่ยังเรียงฟ้องและสนับสนุนการฟ้องคดี จึงถือว่ามีส่วนร่วมเป็นตัวการร่วม

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

1 การตีความมาตรา 175

มาตรา 175 มุ่งป้องกันมิให้มีการนำคดีที่เป็นเท็จเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียหาย ทั้งชื่อเสียง และต้องเสียเวลา จึงถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อ “การยื่นฟ้องต่อศาลเกิดขึ้นจริง” ไม่ต้องรอให้ศาลรับฟ้อง

2 ดุลพินิจของศาลตามมาตรา 176

การถอนฟ้องไม่ลบล้างความผิด แต่เปิดโอกาสให้ศาลประเมินว่า จำเลยมีความสำนึกผิดหรือไม่ และพิจารณาลดโทษหรือไม่ลงโทษเพื่อความเป็นธรรม

3 หลักเรื่องความสมบูรณ์ของคำฟ้อง

แม้คำฟ้องไม่ถูกต้อง ศาลต้องสั่งให้โจทก์แก้ไขตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง หากแก้ไขแล้วถูกต้องถือว่าฟ้องใช้ได้ โดยไม่ทำให้กระบวนพิจารณาเสียไป

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีตีความว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จสำเร็จตั้งแต่การยื่นฟ้อง เช่น คำพิพากษาที่ 8087/2543, 593/2538 ซึ่งยืนยันหลักการ “ยื่นฟ้อง = ความผิดสำเร็จ” แม้ภายหลังจะถอนฟ้องหรือศาลไม่รับฟ้องก็ตาม

ศาลฎีกาจึงมีแนวทางเสมอต้นเสมอปลายว่าคดีฟ้องเท็จต้องพิจารณาจากเจตนาในขณะยื่นฟ้อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์นำสืบยังไม่พอให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาฟ้องเท็จ จึงพิพากษายกฟ้อง

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จตามมาตรา 175 ประกอบมาตรา 181 ลงโทษจำคุกและปรับ แต่รอการลงโทษจำคุก

3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าความผิดเกิดขึ้นทันทีเมื่อยื่นฟ้องต่อศาล แม้จะถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และเห็นว่าการแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. ความผิดฐานฟ้องเท็จสำเร็จตั้งแต่มีการยื่นฟ้องต่อศาล แม้ศาลยังไม่ประทับฟ้องหรืออยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง

2. การถอนฟ้องเป็นเพียงเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 176 มิอาจลบล้างความผิดหรือทำให้ความผิดไม่สำเร็จ

3. คำฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบอาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ หากแก้ก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้องและศาลอนุญาต

4. ทนายความมีความรับผิดเช่นเดียวกับคู่ความ หากมีบทบาทสนับสนุนการฟ้องเท็จหรือไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบ

5. ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ตรวจค้นและยึดทรัพย์โดยชอบ เพื่อประเมินว่ามีมูลเหตุให้เชื่อหรือไม่ว่าผู้ถูกฟ้องได้กระทำผิด

6. การนำคดีเท็จเข้าสู่ศาลถือเป็นการละเมิดกระบวนการยุติธรรมและศาลให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15243/2557

ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นเมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล การถอนฟ้องในระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้องคงเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ตาม ป.อ. มาตรา 176

คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองมาในส่วนของคำขอท้ายฟ้องก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ดังนี้ กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้สั่งโจทก์ให้แก้ฟ้องให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง จนเห็นได้ว่าเป็นฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 83, 84, 90, 175, 181 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามผิดตามมาตรา 175 ประกอบมาตรา 181 (1) จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 10,000 บาท และรอการลงโทษจำคุก 2 ปี ตามมาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามมาตรา 29, 30 คู่ความทั้งสองฝ่ายฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด ซึ่งรับจ้างเก็บลิขสิทธิ์ให้บริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และ 2 เคยยื่นฟ้องกล่าวหาโจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 11 คน ฐานปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ เกี่ยวกับตู้คาราโอเกะที่อยู่ในร้านค้าหลายแห่ง โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นทนายความ ต่อมาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2636/2551 ระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 1 และ 2 ขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาตและจำหน่ายคดี โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยทั้งสามฐานฟ้องเท็จเป็นคดีนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยทั้งสามฟ้องเท็จหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเหตุโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้ร้านค้าขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์เปิดเพลง แต่เจ้าของร้านเพิกเฉย โจทก์ที่ 2 จึงนำเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมหมายค้นเข้าตรวจ แผ่นเสียงละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ในตู้คาราโอเกะที่ล็อกกุญแจ พนักงานของโจทก์ช่วยยกตู้ขึ้นรถภายใต้การควบคุมของตำรวจ ร้านค้าอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว มีผู้คนสัญจร จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์กับตำรวจจะใช้กำลังบังคับ อีกทั้งมีบันทึกการตรวจยึดที่เจ้าของร้านลงชื่อรับรองว่าไม่มีการข่มขู่หรือทำให้ทรัพย์เสียหาย จึงฟังได้ว่าการยึดตู้เป็นการกระทำโดยชอบตามกฎหมายเพื่อไปตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์ มิใช่ปล้นหรือกรรโชก

ส่วนคำให้การจำเลยที่ 2 และ 3 ที่อ้างว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานมายกตู้ขึ้นรถ และไม่แสดงหมายใด ๆ นั้น แม้มีนายสุขสันต์มาเบิกความสนับสนุน แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าถูกโจทก์ที่ 2 หรือเจ้าพนักงานตำรวจใช้กำลังบังคับหรือข่มขืนใจ ก่อนนำตู้ขึ้นรถ อีกทั้งภายหลังเมื่อยึดตู้คาราโอเกะ 6 ตู้ไว้ที่สถานีตำรวจแล้ว จำเลยที่ 3 ในฐานะทนายความได้ไปพบพนักงานสอบสวนและถ่ายรูปตู้คาราโอเกะที่ถูกยึด ตามวิสัยย่อมทราบได้ว่าเป็นการยึดของกลางเพื่อสอบสวนการละเมิดลิขสิทธิ์โดยชอบ จำเลยที่ 3 จึงรู้ข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้กระทำผิดอาญา แต่ยังเรียงคำฟ้องและแนะนำให้จำเลยที่ 1 ฟ้องคดี พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นและร่วมเป็นใจกับจำเลยที่ 1 และ 2 ในการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวก จึงเป็นตัวการร่วม

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าเมื่อคดีเดิมถอนฟ้องระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้องและศาลยังไม่ประทับฟ้อง ความผิดฟ้องเท็จยังไม่เกิดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 175 บัญญัติว่า “ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา...” ความผิดจึงเกิดตั้งแต่วันที่นำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาล แม้คดียังอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง การถอนฟ้องภายหลังมีผลเพียงให้ศาลใช้ดุลพินิจลดโทษหรือไม่ลงโทษตามมาตรา 176 ไม่ทำให้ความรับผิดเปลี่ยนแปลง

สำหรับฎีกาจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าคดีนี้คำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสอง มีแต่ลายมือชื่อทนายความในคำขอท้ายฟ้อง จึงฟ้องไม่ถูกต้อง ศาลเห็นว่า แม้ตอนแรกคำฟ้องจะไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องแก้ไขโดยลงลายมือชื่อในส่วนคำขอท้ายฟ้องก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ย่อมถือว่าศาลได้สั่งให้แก้ฟ้องให้ถูกต้องตามมาตรา 161 แล้ว การที่ศาลให้โจทก์นำพยานสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้องไว้พิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นเมื่อใดตามหลักกฎหมาย?

คำตอบ: ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ถือว่าเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการยื่นฟ้องต่อศาล แม้คดียังอยู่ในขั้นไต่สวนมูลฟ้องและศาลยังไม่ประทับฟ้องก็ตาม

2. การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทำให้ความผิดฟ้องเท็จไม่สำเร็จหรือไม่?

คำตอบ: ไม่ทำให้ความผิดไม่สำเร็จ แต่เป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจตามมาตรา 176 เพื่อลดโทษหรืออาจไม่ลงโทษได้เท่านั้น

3. หากคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ถือว่าฟ้องใช้ได้หรือไม่?

คำตอบ: หากคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ถือว่าไม่ถูกต้องตามมาตรา 161 แต่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ หากโจทก์ยื่นคำร้องแก้ไขก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องและศาลอนุญาต

4. ทนายความมีความรับผิดอย่างไรในคดีฟ้องเท็จ?

คำตอบ: หากทนายความทราบข้อเท็จจริงว่าไม่มีมูลหรือไม่ตรวจสอบพฤติการณ์อย่างรอบคอบ แต่ยังเรียงฟ้องหรือสนับสนุนการฟ้องเท็จ ถือเป็นตัวการร่วมและต้องรับผิดเช่นเดียวกับคู่ความ 




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน