
| ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยลักษณะความผิดของลูกจ้างที่รับเงินแทนนายจ้างแล้วไม่นำส่งคืน ว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างหรือยักยอกทรัพย์ รวมถึงปัญหาการลงโทษหลายกรรมและการกำหนดโทษสูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลฎีกาในการแก้ไขข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และข้อจำกัดในการเพิ่มโทษเมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ซึ่งเป็นหลักสำคัญในกระบวนพิจารณาคดีอาญา ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย มีหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารและรับเงินจากลูกค้าเพื่อนำส่งให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยกลับรับเงินไว้แล้วไม่นำส่งคืนในหลายครั้งรวมเป็นจำนวนมาก การกระทำเกิดขึ้นเป็นหลายเหตุการณ์แยกจากกันรวม 88 กระทง เป็นเงินรวม 393,154 บาท ประเด็นข้อกฎหมาย ต้องวินิจฉัยว่า 1 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างหรือยักยอกทรัพย์ 2 การลงโทษหลายกรรมต้องรวมโทษอย่างไรตามมาตรา 91 3 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขโทษหรือไม่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมีหน้าที่เพียงรับเงินไว้ชั่วคราวแทนนายจ้าง ไม่ได้มีสิทธิครอบครองเงินโดยแท้จริง อำนาจครอบครองยังคงเป็นของผู้เสียหาย ดังนั้นเมื่อจำเลยเอาเงินไปโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามมาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยักยอก ในส่วนการลงโทษ ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษรวม 240 เดือน (20 ปี) โดยคำนวณเป็นเดือน ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะกฎหมายกำหนดเพดานสูงสุดเป็น 20 ปีโดยตรง แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าควรแก้ไขให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกา จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 และ 212 วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญอยู่ที่ “อำนาจครอบครองทรัพย์” หากผู้กระทำมีเพียงหน้าที่ถือทรัพย์แทนผู้อื่นโดยยังไม่มีสิทธิครอบครอง การเอาทรัพย์ไปย่อมเป็นลักทรัพย์ แต่หากมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนแล้วจึงเบียดบังไปจึงจะเป็นยักยอก ส่วนมาตรา 91 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการรวมโทษในกรณีหลายกรรม โดยกำหนดเพดานโทษสูงสุดเพื่อไม่ให้เกิดการลงโทษเกินสมควรแก่ความผิด ในทางกระบวนพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยได้เอง แต่ไม่อาจเพิ่มโทษหากไม่มีการฎีกาของโจทก์ แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกายืนหลักว่า ลูกจ้างที่รับเงินแทนนายจ้างถือเป็นเพียงผู้ยึดถือแทน มิใช่ผู้ครอบครอง จึงเข้าข่ายลักทรัพย์นายจ้างเสมอเมื่อมีการเบียดบังไป ในส่วนการรวมโทษ ศาลฎีกายืนยันหลักการจำกัดโทษสูงสุดตามมาตรา 91 อย่างเคร่งครัด และไม่อนุญาตให้ขยายโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามมาตรา 335 (11) ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 88 กระทง ลดโทษเหลือ 44 ปี และกำหนดเพดานโทษสูงสุดเป็น 20 ปีตามมาตรา 91 พร้อมให้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 528 เดือน และกำหนดโทษรวมเป็น 240 เดือนตามมาตรา 91 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยเห็นว่าการคำนวณ 240 เดือนไม่ถูกต้อง แต่ไม่อาจแก้เป็น 20 ปีได้เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกา จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ยืนยันหลักการสำคัญว่า การพิจารณาความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ต้องพิจารณาจาก “อำนาจครอบครองตามกฎหมาย” มิใช่เพียงการถือครองในทางกายภาพ อีกทั้งยังตอกย้ำหลักการคุ้มครองสิทธิของจำเลยในกระบวนพิจารณา โดยศาลไม่อาจเพิ่มโทษเกินกว่าที่คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกา แม้จะพบข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไขก็ตาม อันเป็นหลักประกันความเป็นธรรมและความมั่นคงแห่งกระบวนการยุติธรรม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า การกระทำของลูกจ้างที่รับเงินแทนนายจ้างแล้วไม่นำส่ง เป็น “ลักทรัพย์” หรือ “ยักยอกทรัพย์” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ลูกจ้างมีเพียงหน้าที่ถือเงินแทน มิใช่ผู้ครอบครองตามกฎหมาย จึงเป็นลักทรัพย์นายจ้าง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 อำนาจครอบครองทรัพย์ หมายถึงสิทธิในการควบคุมดูแลทรัพย์ตามกฎหมาย หากยังเป็นของเจ้าของเดิม ผู้ถือแทนไม่มีสิทธิครอบครอง การเอาไปจึงเป็นลักทรัพย์ 2 การรวมโทษหลายกรรม เป็นหลักตามมาตรา 91 ที่จำกัดโทษรวมสูงสุด เพื่อป้องกันการลงโทษเกินสมควร แม้จะกระทำหลายครั้งก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ลูกจ้างรับเงินแทนนายจ้างแล้วไม่นำส่งเป็นลักทรัพย์หรือยักยอก คำตอบ ต้องพิจารณาจากอำนาจครอบครองทรัพย์ตามกฎหมายเป็นสำคัญ หากลูกจ้างมีเพียงหน้าที่รับเงินแทนนายจ้างและต้องนำส่งต่อ ถือว่ายังไม่มีสิทธิครอบครองทรัพย์นั้นโดยแท้จริง การยึดถือเป็นเพียงการถือแทน เมื่อเอาเงินไปโดยทุจริตจึงเข้าข่ายลักทรัพย์ตามมาตรา 335 (11) ไม่ใช่ยักยอก ซึ่งต้องมีเงื่อนไขว่าผู้กระทำมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนแล้ว การวินิจฉัยจึงขึ้นอยู่กับลักษณะหน้าที่และสิทธิในทรัพย์ตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี 2 คำถาม การกระทำหลายครั้งถือเป็นหลายกรรมหรือกรรมเดียว คำตอบ หากแต่ละครั้งมีเจตนาแยกจากกันและเป็นการกระทำอิสระต่อกัน ย่อมถือเป็นหลายกรรมตามมาตรา 91 ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด แม้จะเป็นการกระทำในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ตาม ศาลจะพิจารณาจากลักษณะการกระทำและเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่ามีความต่อเนื่องหรือแยกขาดจากกัน 3 คำถาม การรวมโทษหลายกรรมตามมาตรา 91 มีหลักอย่างไร คำตอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กำหนดหลักว่า เมื่อผู้กระทำความผิดได้กระทำหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดแยกจากกันก่อน แล้วจึงนำโทษทั้งหมดมารวมกัน แต่กฎหมายได้กำหนดเพดานโทษสูงสุดไว้เพื่อไม่ให้เกิดการลงโทษเกินสมควรแก่ความผิด โดยหากความผิดที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี โทษรวมทั้งหมดต้องไม่เกินยี่สิบปี หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำกับการลงโทษ มิให้เกิดการลงโทษซ้ำซ้อนจนเกินจำเป็น แม้ว่าผู้กระทำจะได้กระทำผิดหลายครั้งก็ตาม ศาลต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดตามกรอบที่กฎหมายกำหนด 4 คำถาม ศาลฎีกาสามารถแก้ไขโทษได้เองหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้กฎหมายผิดพลาดหรือกำหนดโทษไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติ อย่างไรก็ตาม อำนาจดังกล่าวมีข้อจำกัดสำคัญคือ ศาลไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษแก่จำเลยได้ หากไม่มีการฎีกาของฝ่ายโจทก์ เนื่องจากจะกระทบต่อสิทธิของจำเลยในกระบวนพิจารณา ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 และ 212 อันเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา 5 คำถาม การคำนวณโทษรวมเป็นเดือนหรือปีมีผลอย่างไร คำตอบ การกำหนดโทษตามมาตรา 91 ต้องเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ หากกำหนดเพดานโทษเป็น “ยี่สิบปี” ศาลไม่อาจแปลงหรือคำนวณเป็นจำนวนเดือนที่เกินกรอบดังกล่าวในลักษณะที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ เช่น การกำหนดโทษรวมเป็น 240 เดือน แม้จะเทียบเท่ากับ 20 ปีในทางตัวเลข แต่ต้องพิจารณาว่าเป็นการกำหนดโทษตามกรอบกฎหมายหรือไม่ หากมีความคลาดเคลื่อน ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ แต่ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องการเพิ่มโทษตามกฎหมายวิธีพิจารณา 6 คำถาม ลูกจ้างที่มีหน้าที่รับเงินถือว่าครอบครองทรัพย์หรือไม่ คำตอบ ลูกจ้างที่มีหน้าที่รับเงินแทนนายจ้างถือว่าเป็นเพียงผู้ยึดถือทรัพย์ในนามของนายจ้าง มิได้มีสิทธิครอบครองทรัพย์ตามกฎหมายโดยแท้จริง อำนาจในการควบคุมและตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพย์ยังคงเป็นของนายจ้าง ดังนั้นการกระทำของลูกจ้างที่นำเงินดังกล่าวไปใช้โดยทุจริตจึงเข้าข่ายลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอก เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญคือการมีสิทธิครอบครองทรัพย์มาก่อน หลักนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่ศาลฎีกาวางไว้อย่างต่อเนื่อง 7 คำถาม การรอการลงโทษจำคุกพิจารณาจากอะไร คำตอบ การรอการลงโทษจำคุกเป็นดุลพินิจของศาล โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความร้ายแรงของการกระทำ เจตนา และพฤติการณ์ส่วนตัวของจำเลย เช่น ประวัติการกระทำผิด ภาระครอบครัว หรือโอกาสกลับตัว แต่หากเป็นคดีที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น การกระทำโดยอาศัยความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่และก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ศาลอาจเห็นว่าไม่สมควรให้รอการลงโทษ แม้จำเลยจะไม่เคยต้องโทษมาก่อนก็ตาม 8 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่แก้โทษให้ถูกต้องแม้เห็นว่าผิด คำตอบ แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าการกำหนดโทษของศาลล่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากการแก้ไขนั้นจะทำให้โทษของจำเลยหนักขึ้น ศาลฎีกาไม่อาจกระทำได้ในกรณีที่โจทก์มิได้ฎีกา เพราะจะเป็นการละเมิดหลักการห้ามเพิ่มโทษ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในกระบวนพิจารณาความอาญา เพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยและรักษาความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี อธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ป.อ. ม. 91 (2) มาตรา 91 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงโทษในกรณีที่ผู้กระทำความผิดได้กระทำหลายกรรมต่างกัน โดยกำหนดให้ศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดแยกจากกันก่อน แล้วจึงรวมโทษทั้งหมดเข้าด้วยกัน แต่กฎหมายได้กำหนดเพดานโทษสูงสุดไว้เพื่อป้องกันการลงโทษเกินสมควร สำหรับกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี กฎหมายกำหนดว่าโทษรวมทั้งหมดต้องไม่เกินยี่สิบปี หลักการนี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลระหว่างจำนวนการกระทำผิดกับระดับโทษ มิให้การลงโทษทวีคูณเกินสมควรแก่ความผิด ข้อ 2 ม. 335 วรรคหนึ่ง 11 มาตรา 335 (11) เป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานลักทรัพย์ที่มีเหตุฉกรรจ์ คือการลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างหรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง โดยผู้กระทำเป็นลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองความไว้วางใจในความสัมพันธ์ทางการจ้างงาน เนื่องจากลูกจ้างมีโอกาสเข้าถึงทรัพย์ของนายจ้างได้ง่าย หากมีการนำทรัพย์ไปโดยทุจริตย่อมเป็นความผิดที่มีความร้ายแรงกว่าลักทรัพย์ทั่วไป ข้อ 3 ป.วิ.อ. ม. 195 มาตรา 195 กำหนดหลักเกี่ยวกับขอบเขตการพิจารณาของศาลฎีกา โดยเฉพาะในวรรคสองที่เปิดโอกาสให้ศาลฎีกาสามารถยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ทั้งนี้เพื่อให้การใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันในกระบวนยุติธรรม ข้อ 4 ม. 212 มาตรา 212 วางหลักห้ามศาลพิพากษาเกินคำขอหรือเพิ่มโทษแก่จำเลยในกรณีที่ไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาจากฝ่ายโจทก์ หลักการนี้เป็นการคุ้มครองสิทธิของจำเลยมิให้ถูกลงโทษหนักขึ้นโดยที่ตนไม่มีโอกาสต่อสู้ในประเด็นดังกล่าว ข้อ 5 ม. 225 มาตรา 225 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บทบัญญัติเกี่ยวกับการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์นำมาใช้บังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม รวมถึงหลักการเกี่ยวกับการจำกัดขอบเขตการพิจารณาและการเพิ่มโทษ ซึ่งทำให้ศาลฎีกาต้องปฏิบัติตามหลักการเดียวกันในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 528 เดือน ซึ่งความผิดที่จำเลยกระทำแต่ละกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมทุกกระทงให้จำคุก 240 เดือน นั้น ไม่ชอบ โดยต้องกำหนดให้เป็นจำคุก 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงไม่อาจลงโทษจำคุก 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ประกอบมาตรา 91 และให้ชดใช้เงิน 624,014 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามมาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง โดยกระทำหลายกรรมต่างกัน รวม 88 กระทง ลงโทษกระทงละ 1 ปี รวม 88 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 44 ปี แต่เนื่องจากความผิดมีอัตราโทษสูงสุดเกิน 3 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี จึงจำกัดโทษเหลือ 20 ปีตามมาตรา 91 (2) และให้ชดใช้เงิน 393,154 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้โทษเป็นจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 528 เดือน และกำหนดโทษรวม 240 เดือน ตามมาตรา 91 (2) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างมีหน้าที่รับเงินแทนนายจ้าง อำนาจครอบครองเงินยังเป็นของผู้เสียหาย การนำเงินไปจึงเป็นลักทรัพย์นายจ้าง ไม่ใช่ยักยอก และไม่สมควรรอการลงโทษเนื่องจากเป็นการกระทำที่อาศัยความไว้วางใจ อย่างไรก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษรวม 240 เดือนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 91 (2) กำหนดเพดานเป็น 20 ปี มิใช่การคำนวณเป็นเดือน แต่แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าเป็นปัญหากฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ก็ไม่อาจเพิ่มโทษเป็น 20 ปีได้ เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกา อันเป็นข้อห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 และ 212 จึงพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 ให้จำเลยชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 624,014 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) (ที่ถูก 335 (11) วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 88 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง (ที่ถูก กระทงละกึ่งหนึ่ง) คงจำคุก 44 ปี แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยใช้เงิน 393,154 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์ตามฟ้องข้อที่ 1.3 ถึง 1.7, 1.9 ถึง 1.11, 1.13, 1.14, 1.17, 1.18, 1.20, 1.21, 1.23, 1.27 ถึง 1.29, 1.31 ถึง 1.34, 1.37, 1.39, 1.44, 1.47, 1.48, 1.51 ถึง 1.58, 1.62, 1.64, 1.66 ถึง 1.68, 1.71, 1.72, 1.76, 1.77, 1.79 ถึง 1.83, 1.85, 1.87, 1.90, 1.91, 1.94, 1.96, 1.97, 1.100, 1.101, 1.103, 1.104, 1.107, 1.109, 1.110, 1.113, 1.118, 1.121 ถึง 1.125, 1.130, 1.132, 1.134 ถึง 1.136, 1.139, 1.140, 1.143, 1.144, 1.147 ถึง 1.150, 1.159, 1.161, 1.168, 1.173, 1.174, 1.176 และ 1.177) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง จำคุก 528 เดือน แต่เป็นความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 240 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของร้าน ก. มีนางสาวจิตติมา ผู้เสียหายเป็นเจ้าของ ประกอบกิจการจำหน่ายตั๋วรถโดยสารและตั๋วเรือท่องเที่ยว จำเลยมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วให้แก่ลูกค้าและเก็บเงินนำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยเก็บเงินแล้วไม่ส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายตามฟ้อง ข้อ 1.1, 1.2, 1.8, 1.12, 1.15, 1.16, 1.19, 1.22, 1.24 ถึง 1.26, 1.30, 1.35, 1.36, 1.38, 1.40 ถึง 1.43, 1.45, 1.46, 1.49, 1.50, 1.59 ถึง 1.61, 1.63, 1.65, 1.69, 1.70, 1.73 ถึง 1.75, 1.78, 1.84, 1.86, 1.88, 1.89, 1.92, 1.93, 1.95, 1.98, 1.99, 1.102, 1.105, 1.106, 1.108, 1.111, 1.112, 1.114 ถึง 1.117, 1.119, 1.120, 1.126, 1.127, 1.128, 1.129, 1.131, 1.133, 1.137, 1.138, 1.141, 1.142, 1.145, 1.146, 1.151, 1,152, 1,153, 1.154, 1.155, ถึง 1.157, 1.158, 1.160, 1.162, 1.163 1.164, 1.165, 1.166, 1.167, 1.169, 1.170, 1.171, 1.172, 1.175 และ 1.178 รวมเป็นเงิน 393,154 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหายมีหน้าที่ขายตั๋วและเก็บเงินจากลูกค้าของผู้เสียหาย ดังนั้นเงินค่าตั๋วโดยสารที่จำเลยรับไว้จากลูกค้าเป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ขายตั๋วให้ลูกค้าผู้ซื้อตั๋ว จำเลยเพียงแต่รับเงินยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยรับเงินจากลูกค้าของผู้เสียหายแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารให้แก่ลูกค้าและเก็บเงินจากลูกค้าเพื่อนำส่งให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว เอาเงินค่าจำหน่ายตั๋วที่ได้จากลูกค้าไม่นำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จำเลยอาศัยความไว้วางใจของผู้เสียหายกระทำความผิด พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลย ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำคุกจำเลย 528 เดือน แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 240 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1)... (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี..." ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลย 240 เดือน นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว โดยต้องกำหนดโทษเป็นให้จำคุก 20 ปี ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลย 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225 พิพากษายืน |



