ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา

คดียักยอกจากการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น,ฟ้องลักทรัพย์แต่พิพากษายักยอก,ปัญหาความแตกต่างในข้อสาระสำคัญตามมาตรา192วรรคสาม,ธุรกรรมโอนเงินหลายบัญชีเพื่อเบิกถอน,การไม่ส่งมอบเงินที่รับไว้แทนผู้เสียหาย,การพิจารณาว่าจำเลยหลงต่อสู้หรือไม่,เจตนาของผู้รับเงินแทนแล้วไม่นำส่ง,การร้องทุกข์ที่ไม่จำต้องระบุฐานความผิด,ความรับผิดทางอาญาในธุรกรรมเงินหมุนประจำวัน,การใช้บุคคลหลายคนช่วยเบิกถอนเงิน,การตีความการเบิกถอนเงินแทนผู้อื่น,ฎีกาเกี่ยวกับยักยอกทรัพย์,

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยพฤติการณ์การยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีบุคคลหลายราย ซึ่งผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยรวบรวมและส่งมอบเงินที่เบิกถอนจากธนาคาร แต่จำเลยกลับไม่นำเงินส่งคืนตามหน้าที่ จึงเกิดปัญหาข้อกฎหมายว่าการบรรยายฟ้องในข้อหาลักทรัพย์กับข้อเท็จจริงตามสำนวนที่ปรากฏในชั้นพิจารณาแตกต่างกันเพียงใด และความแตกต่างดังกล่าวเป็นเรื่องสาระสำคัญหรือเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ตามหลักมาตรา 192 วรรคสาม นอกจากนี้ยังต้องวินิจฉัยถึงความครบถ้วนของการร้องทุกข์ การประเมินเจตนาของจำเลยเมื่อรับเงินไว้แล้วไม่นำส่ง และขอบเขตของอำนาจศาลอุทธรณ์ในการปรับฐานความผิดจากลักทรัพย์เป็นยักยอกตามพฤติการณ์ที่ปรากฏจากการสืบพยานในคดีอาญานี้

ข้อเท็จจริงของคดี 

ผู้เสียหายประกอบธุรกิจรับขนส่งสินค้าและมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดหมุนเวียนในแต่ละวันจำนวนมาก จึงว่าจ้างนายสุรศักดิ์ให้จัดหาบุคคลสำหรับเบิกถอนเงินจากธนาคารแทนผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายจะโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลที่นายสุรศักดิ์จัดหาในวงเงินครั้งละไม่เกิน 2,000,000 บาท เมื่อบุคคลผู้รับโอนถอนเงินแล้วต้องนำเงินสดส่งคืนผู้เสียหายทันที

จำเลยเป็นหนึ่งในบุคคลที่นายสุรศักดิ์ว่าจ้างให้ทำหน้าที่ดังกล่าว และยังติดต่อบุคคลอื่นอีก 4 คนให้ทำหน้าที่รับโอนและถอนเงินแทนผู้เสียหาย ได้แก่ นายอุเทน นายจันดี นายอภิศักดิ์ และนายเชษฐา ตามวันเวลาและจำนวนเงินตามที่ฟ้องระบุ ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลทั้ง 5 รวมเป็นเงิน 9,804,760 บาท ต่อมา บุคคลทั้งสี่นำเงินที่ถอนจากธนาคารส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำเงินดังกล่าวส่งคืนให้ผู้เสียหาย รวมถึงเงินส่วนที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีของจำเลยด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าที่ไม่นำเงินส่งคืนผู้เสียหายเนื่องจากนายสุรศักดิ์ไม่โอนค่าจ้างตามที่ตกลงกัน อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงจากการนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับเงินสดครบถ้วนจากบุคคลที่ว่าจ้างมาเบิกถอน แต่กลับนำเงินส่วนสำคัญไปใช้จ่ายส่วนตน ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในที่สุด เจ้าพนักงานตำรวจสามารถยึดคืนเงินได้เพียงบางส่วน 5,172,000 บาท ยังขาดอีก 4,632,760 บาทที่ผู้เสียหายไม่ได้รับคืน

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหาลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามมาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ และขอให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกไปพร้อมริบทรัพย์สินของกลาง ส่วนจำเลยอ้างว่าไม่เคยถูกผู้เสียหายร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก อีกทั้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแตกต่างจากฟ้องเป็นอย่างมากจนทำให้หลงต่อสู้

คำวินิจฉัยของศาล

ประเด็นที่ 1 — ความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงที่ฟ้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง และประเด็นจำเลย “หลงต่อสู้” ตามมาตรา 192 วรรคสาม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ฟ้องว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณากลับรับฟังได้ว่าจำเลยรับเงินแทนผู้เสียหายและไม่นำส่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอก แต่ตามหลักของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติให้ “ความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกไม่ถือเป็นความแตกต่างในข้อสาระสำคัญ” และการที่ข้อเท็จจริงแตกต่างจากคำฟ้องในรายละเอียดเพียงบางส่วนมิใช่เหตุให้ถือว่าศาลพิพากษาเกินคำขอ เว้นแต่จำเลยจะหลงต่อสู้

ในคดีนี้ จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่เบิกถอนเงินส่งมอบเงินให้จำเลยจริง อีกทั้งจำเลยยังยกข้อต่อสู้ในสาระสำคัญว่าไม่นำเงินส่งเพราะไม่ได้เงินค่าจ้าง ซึ่งเป็นการรับสาระของข้อกล่าวหา จึงไม่มีเหตุให้ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้

ผลคือ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจปรับฐานความผิดจากลักทรัพย์เป็นยักยอกได้ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้โดยไม่ถือว่าเกินฟ้อง

ประเด็นที่ 2 — การร้องทุกข์ต้องระบุฐานความผิดหรือไม่

จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก จึงดำเนินคดีไม่ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีชัดเจนว่า ผู้เสียหายให้ผู้แทนไปกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจโดยระบุข้อเท็จจริงครบถ้วนว่าโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลหลายราย จำเลยรับเงินแล้วไม่นำส่ง การกระทำดังกล่าวชี้ชัดว่าเป็นการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดแล้ว และตามหลักกฎหมาย ผู้เสียหายไม่จำต้องระบุฐานความผิดทางกฎหมาย เพียงระบุข้อเท็จจริงให้เข้าองค์ประกอบความผิดใดความผิดหนึ่งก็เพียงพอแล้ว

ประเด็นที่ 3 — การลงโทษสถานเบาและการรอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยักยอกเงินจำนวนสูงถึง 9,804,760 บาท และยังมิได้คืนให้ผู้เสียหายครบถ้วน อีกทั้งไม่มีพฤติการณ์แสดงความสำนึกผิดหรือความพยายามลดความเสียหาย การอ้างว่าจำเลยต้องดูแลครอบครัวและไม่เคยต้องโทษมาก่อนจึงไม่เพียงพอเพื่อให้ศาลรอการลงโทษ พฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรงในเชิงกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดแก่ผู้เสียหาย

โทษจำคุก 2 ปี (หลังลดตาม ม.78) ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดแล้วจึงเหมาะสมอยู่แล้ว ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักสำคัญในคดีนี้ตั้งอยู่บน มาตรา 192 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมุ่งคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย และในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้กระบวนพิจารณาถูกขัดขวางเพียงเพราะข้อบรรยายฟ้องคลาดเคลื่อนในรายละเอียดเมื่อเนื้อหาสาระของการกระทำยังคงอยู่ในขอบเขตเดียวกัน

ความผิดฐาน “ลักทรัพย์” และ “ยักยอก” เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในหมวดเดียวกัน และแตกต่างกันเฉพาะ “สถานะการครอบครองทรัพย์” แต่เจตนาประทุษร้ายทรัพย์เป็นแก่นเดียวกัน กฎหมายจึงถือว่าไม่แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ การปรับฐานความผิดจึงทำได้ หากจำเลยไม่หลงต่อสู้

นอกจากนี้ หลักเกี่ยวกับ การร้องทุกข์ในคดีอาญาแผ่นดิน ยืนยันหลักการสำคัญว่า

“ผู้เสียหายไม่จำต้องระบุบทกฎหมาย เพียงกล่าวข้อเท็จจริงให้เป็นความผิดหนึ่งความผิดใดก็ถือว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว”

ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นให้กระบวนการสอบสวนดำเนินไปได้โดยไม่ถูกปิดกั้นด้วยถ้อยคำทางเทคนิค

วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 192 วรรคสาม (ป.วิ.อ.)

เจตนารมณ์คือป้องกันไม่ให้จำเลยได้ประโยชน์จากความผิดพลาดทางถ้อยคำของโจทก์ในเมื่อความผิดที่กระทำเป็นเรื่องเดียวกัน เทียบได้กับหลัก “ความยุติธรรมเหนือรูปแบบทางเทคนิค”

มาตรา 352 (ยักยอก)

คุ้มครองทรัพย์ที่ผู้อื่นมอบไว้ในการครอบครองโดยสุจริต แต่ผู้ครอบครองทรัพย์ทำลายความไว้วางใจโดยประทุษร้ายทรัพย์นั้นเพื่อประโยชน์ตน

คดีนี้สะท้อนเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะจำเลยได้รับเงินโดยชอบแต่กลับละเมิดความไว้วางใจจนเกิดความเสียหายสูง

มาตรา 78 (บรรเทาโทษ)

มุ่งให้โทษลดลงในกรณีที่จำเลยมีพฤติการณ์เป็นประโยชน์ แต่เมื่อจำเลยไม่สำนึกผิด และความเสียหายยังไม่ชดใช้ครบถ้วน ศาลจึงไม่ให้รอการลงโทษ

หมายเหตุ 

แนวคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

1. ฎีกาแนววินิจฉัยว่าลักทรัพย์–ยักยอกไม่ต่างกันในสาระสำคัญ

ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสอดคล้องต่อเนื่องว่า หากพฤติการณ์มุ่งประทุษร้ายทรัพย์เหมือนกัน แม้สถานะการครอบครองทรัพย์ต่างกัน ก็ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยเกินฟ้อง เว้นแต่จำเลยหลงต่อสู้

2. ฎีกาเกี่ยวกับการร้องทุกข์ที่ไม่ต้องระบุฐานความผิด

ศาลฎีกายืนยันเสมอว่า การร้องทุกข์ชอบแล้วเมื่อผู้เสียหายแจ้งข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิด แม้ไม่ระบุบทกฎหมายก็เพียงพอให้เริ่มต้นกระบวนการได้

3. ฎีกาที่ปฏิเสธรอการลงโทษในกรณีเสียหายสูงและไม่มีสำนึกผิด

ศาลมักวางหลักว่า แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่หากมูลค่าความเสียหายสูงมากและจำเลยไม่ชดใช้คืนหรือไม่แสดงสำนึกผิด ศาลไม่อาจลดผลร้ายหรือรอการลงโทษได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยได้รับเงินแทนผู้เสียหายจากการโอนเข้าบัญชีบุคคลหลายรายแล้วไม่นำส่ง จึงมีความผิดตามมาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน ลดโทษเหลือ 3 ปีตามมาตรา 78 พร้อมให้คืนเงิน 4,632,760 บาท และคืนรถกระบะของกลางแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์พฤติการณ์และข้อเท็จจริงตามสำนวนแล้วเห็นว่าเป็นการยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก ลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่าการปรับฐานความผิดเป็นยักยอกชอบด้วยมาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินฟ้อง และไม่มีเหตุรอการลงโทษตามพฤติการณ์ร้ายแรงของคดี

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. หลักความแตกต่างไม่เป็นสาระสำคัญตามมาตรา 192 วรรคสาม

แสดงให้เห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีอาญาไม่ยึดติดรูปแบบทางเทคนิค หากความผิดในฟ้องและความผิดที่ปรากฏในการสืบพยานมีสาระสำคัญร่วมกัน โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในหมวดเดียวกัน เช่น ลักทรัพย์กับยักยอก ศาลสามารถปรับฐานความผิดตามข้อเท็จจริงได้โดยไม่ถือว่าเกินฟ้อง เว้นแต่จำเลยพิสูจน์ได้ว่าหลงต่อสู้ ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองสิทธิของจำเลยอย่างสมดุล

2. การร้องทุกข์เพียงต้องระบุข้อเท็จจริง ไม่จำต้องระบุบทกฎหมาย

หลักกฎหมายอาญายืนยันว่า การร้องทุกข์มีผลสมบูรณ์เมื่อผู้เสียหายระบุข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบแห่งความผิด แม้ไม่ได้ระบุฐานความผิดเฉพาะ ศาลยังถือว่าการกล่าวโทษสมบูรณ์และเจ้าพนักงานมีอำนาจดำเนินคดีได้ ซึ่งช่วยให้กระบวนการยุติธรรมไม่ถูกขัดขวางด้วยความบกพร่องด้านเทคนิค

3. พฤติการณ์ร้ายแรงเป็นปัจจัยสำคัญในการไม่รอการลงโทษ

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าจำนวนความเสียหายสูง การไม่แสดงความสำนึกผิด และการไม่คืนเงินให้ครบถ้วน ย่อมทำให้ศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ แม้จำเลยจะไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน เป็นการย้ำหลักว่าดุลพินิจศาลต้องพิจารณา “ผลกระทบต่อผู้เสียหาย” และ “ความซื่อสัตย์ต่อทรัพย์ที่ได้รับมอบ” เป็นสำคัญ

4. ความรับผิดของผู้ทำหน้าที่รับเงินแทนหรือดำเนินธุรกรรมทางการเงินแทนผู้อื่น

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า ผู้ที่รับเงินแทนหรือรับมอบหมายให้ถอนเงินจากธนาคารเพื่อส่งมอบแก่ผู้เสียหาย ต้องส่งมอบเงินครบถ้วนตามหน้าที่ การไม่นำส่งเพราะเหตุส่วนตัว เช่น ไม่ได้รับค่าจ้าง มิเป็นเหตุยกเว้นความผิดอาญา อันเป็นบทเรียนสำคัญในธุรกรรมทางการเงินของผู้ประกอบการจำนวนมาก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การที่ฟ้องระบุว่าลักทรัพย์ แต่ศาลพิพากษาว่าเป็นยักยอก ถือว่าเกินฟ้องหรือไม่?

คำตอบ: ตามมาตรา 192 วรรคสาม หากความผิดที่บรรยายในฟ้องและความผิดที่ศาลวินิจฉัยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์เช่นเดียวกัน ศาลสามารถปรับฐานความผิดได้โดยไม่ถือว่าเกินฟ้อง เว้นแต่จำเลยพิสูจน์ได้ว่าหลงต่อสู้ ซึ่งในคดีนี้ศาลเห็นว่าไม่มีเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้

2. ผู้เสียหายจำเป็นต้องร้องทุกข์โดยระบุฐานความผิดเฉพาะหรือไม่?

คำตอบ: ไม่จำเป็น ผู้เสียหายเพียงระบุข้อเท็จจริงที่เป็นความผิดให้ครบถ้วนก็ถือว่าการร้องทุกข์สมบูรณ์แล้ว แม้ไม่ได้ระบุบทกฎหมายใดก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยเช่นนี้มาโดยตลอด

3. เหตุใดศาลจึงไม่รอการลงโทษจำเลยในคดีนี้?

คำตอบ: เนื่องจากจำนวนเงินที่ยักยอกมีมูลค่าสูงมาก จำเลยไม่คืนเงินครบถ้วน ไม่แสดงความสำนึกผิด และพฤติการณ์การยักยอกเกิดขึ้นหลายครั้ง จึงถือเป็นความผิดร้ายแรง ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษได้

4. การรับเงินแทนผู้เสียหายแล้วไม่นำส่งเข้าข่ายความผิดใด?

คำตอบ: แม้ผู้กระทำจะได้รับเงินโดยชอบก่อน แต่หากไม่นำเงินส่งคืนตามหน้าที่และมีเจตนาประทุษร้ายทรัพย์ของผู้อื่น ย่อมเป็นความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 ซึ่งเป็นความผิดที่เกิดจากการละเมิดความไว้วางใจ

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นเบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง แต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายเพราะ ส. ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้ไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้

ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด

โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 (2), 91, 334, 336 ทวิ พร้อมขอให้ริบรถกระบะของกลาง และให้จำเลยคืนเงินที่ยังขาดอยู่ 4,632,760 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ประกอบมาตรา 336 ทวิ ลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน และลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี พร้อมให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้เสียหายและคืนรถของกลาง จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ลดเหลือ 2 ปีตามมาตรา 78 และให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายประกอบกิจการขนส่ง ต้องใช้เงินสดจำนวนมาก และโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยและบุคคลอื่นเพื่อให้ถอนเงินมาส่งคืน แต่จำเลยไม่นำเงินทั้งหมดส่งให้ผู้เสียหาย ทั้งเงินส่วนที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีจำเลยเองด้วย แม้ฟ้องกล่าวหาว่าลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานเข้าลักษณะยักยอก ซึ่งตามมาตรา 192 วรรคสาม ความผิดลักทรัพย์และยักยอกไม่ต่างกันในสาระสำคัญ และจำเลยไม่หลงต่อสู้ เพราะยอมรับการรับเงินและอ้างเพียงเหตุไม่ได้รับค่าจ้าง ศาลอุทธรณ์จึงปรับฐานความผิดได้โดยชอบ

ข้ออ้างว่าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ฐานยักยอกนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะในรายงานประจำวัน ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ร้องทุกข์และระบุข้อเท็จจริงครบถ้วนว่าจำเลยรับเงินแล้วไม่นำส่ง ซึ่งเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายโดยไม่จำต้องระบุฐานความผิด ศาลฎีกายืนยันตามศาลอุทธรณ์

สำหรับการขอรอการลงโทษ เห็นว่าเงินที่ยักยอกมีมูลค่าสูงถึง 9,804,760 บาท คืนได้เพียงบางส่วน เหลือ 4,632,760 บาท และจำเลยไม่แสดงความสำนึกหรือความพยายามชดใช้ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่เคยต้องโทษมาก่อนก็ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ โทษจำคุก 2 ปีจึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน