
| ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยพฤติการณ์การยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีบุคคลหลายราย ซึ่งผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยรวบรวมและส่งมอบเงินที่เบิกถอนจากธนาคาร แต่จำเลยกลับไม่นำเงินส่งคืนตามหน้าที่ จึงเกิดปัญหาข้อกฎหมายว่าการบรรยายฟ้องในข้อหาลักทรัพย์กับข้อเท็จจริงตามสำนวนที่ปรากฏในชั้นพิจารณาแตกต่างกันเพียงใด และความแตกต่างดังกล่าวเป็นเรื่องสาระสำคัญหรือเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ตามหลักมาตรา 192 วรรคสาม นอกจากนี้ยังต้องวินิจฉัยถึงความครบถ้วนของการร้องทุกข์ การประเมินเจตนาของจำเลยเมื่อรับเงินไว้แล้วไม่นำส่ง และขอบเขตของอำนาจศาลอุทธรณ์ในการปรับฐานความผิดจากลักทรัพย์เป็นยักยอกตามพฤติการณ์ที่ปรากฏจากการสืบพยานในคดีอาญานี้ ข้อเท็จจริงของคดี ผู้เสียหายประกอบธุรกิจรับขนส่งสินค้าและมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดหมุนเวียนในแต่ละวันจำนวนมาก จึงว่าจ้างนายสุรศักดิ์ให้จัดหาบุคคลสำหรับเบิกถอนเงินจากธนาคารแทนผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายจะโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลที่นายสุรศักดิ์จัดหาในวงเงินครั้งละไม่เกิน 2,000,000 บาท เมื่อบุคคลผู้รับโอนถอนเงินแล้วต้องนำเงินสดส่งคืนผู้เสียหายทันที จำเลยเป็นหนึ่งในบุคคลที่นายสุรศักดิ์ว่าจ้างให้ทำหน้าที่ดังกล่าว และยังติดต่อบุคคลอื่นอีก 4 คนให้ทำหน้าที่รับโอนและถอนเงินแทนผู้เสียหาย ได้แก่ นายอุเทน นายจันดี นายอภิศักดิ์ และนายเชษฐา ตามวันเวลาและจำนวนเงินตามที่ฟ้องระบุ ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลทั้ง 5 รวมเป็นเงิน 9,804,760 บาท ต่อมา บุคคลทั้งสี่นำเงินที่ถอนจากธนาคารส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำเงินดังกล่าวส่งคืนให้ผู้เสียหาย รวมถึงเงินส่วนที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีของจำเลยด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าที่ไม่นำเงินส่งคืนผู้เสียหายเนื่องจากนายสุรศักดิ์ไม่โอนค่าจ้างตามที่ตกลงกัน อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงจากการนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับเงินสดครบถ้วนจากบุคคลที่ว่าจ้างมาเบิกถอน แต่กลับนำเงินส่วนสำคัญไปใช้จ่ายส่วนตน ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในที่สุด เจ้าพนักงานตำรวจสามารถยึดคืนเงินได้เพียงบางส่วน 5,172,000 บาท ยังขาดอีก 4,632,760 บาทที่ผู้เสียหายไม่ได้รับคืน โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหาลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามมาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ และขอให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกไปพร้อมริบทรัพย์สินของกลาง ส่วนจำเลยอ้างว่าไม่เคยถูกผู้เสียหายร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก อีกทั้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแตกต่างจากฟ้องเป็นอย่างมากจนทำให้หลงต่อสู้ คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นที่ 1 — ความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงที่ฟ้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง และประเด็นจำเลย “หลงต่อสู้” ตามมาตรา 192 วรรคสาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ฟ้องว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณากลับรับฟังได้ว่าจำเลยรับเงินแทนผู้เสียหายและไม่นำส่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอก แต่ตามหลักของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติให้ “ความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกไม่ถือเป็นความแตกต่างในข้อสาระสำคัญ” และการที่ข้อเท็จจริงแตกต่างจากคำฟ้องในรายละเอียดเพียงบางส่วนมิใช่เหตุให้ถือว่าศาลพิพากษาเกินคำขอ เว้นแต่จำเลยจะหลงต่อสู้ ในคดีนี้ จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่เบิกถอนเงินส่งมอบเงินให้จำเลยจริง อีกทั้งจำเลยยังยกข้อต่อสู้ในสาระสำคัญว่าไม่นำเงินส่งเพราะไม่ได้เงินค่าจ้าง ซึ่งเป็นการรับสาระของข้อกล่าวหา จึงไม่มีเหตุให้ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ผลคือ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจปรับฐานความผิดจากลักทรัพย์เป็นยักยอกได้ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้โดยไม่ถือว่าเกินฟ้อง ประเด็นที่ 2 — การร้องทุกข์ต้องระบุฐานความผิดหรือไม่ จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก จึงดำเนินคดีไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีชัดเจนว่า ผู้เสียหายให้ผู้แทนไปกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจโดยระบุข้อเท็จจริงครบถ้วนว่าโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลหลายราย จำเลยรับเงินแล้วไม่นำส่ง การกระทำดังกล่าวชี้ชัดว่าเป็นการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดแล้ว และตามหลักกฎหมาย ผู้เสียหายไม่จำต้องระบุฐานความผิดทางกฎหมาย เพียงระบุข้อเท็จจริงให้เข้าองค์ประกอบความผิดใดความผิดหนึ่งก็เพียงพอแล้ว ประเด็นที่ 3 — การลงโทษสถานเบาและการรอการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยักยอกเงินจำนวนสูงถึง 9,804,760 บาท และยังมิได้คืนให้ผู้เสียหายครบถ้วน อีกทั้งไม่มีพฤติการณ์แสดงความสำนึกผิดหรือความพยายามลดความเสียหาย การอ้างว่าจำเลยต้องดูแลครอบครัวและไม่เคยต้องโทษมาก่อนจึงไม่เพียงพอเพื่อให้ศาลรอการลงโทษ พฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรงในเชิงกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดแก่ผู้เสียหาย โทษจำคุก 2 ปี (หลังลดตาม ม.78) ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดแล้วจึงเหมาะสมอยู่แล้ว ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญในคดีนี้ตั้งอยู่บน มาตรา 192 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมุ่งคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย และในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้กระบวนพิจารณาถูกขัดขวางเพียงเพราะข้อบรรยายฟ้องคลาดเคลื่อนในรายละเอียดเมื่อเนื้อหาสาระของการกระทำยังคงอยู่ในขอบเขตเดียวกัน ความผิดฐาน “ลักทรัพย์” และ “ยักยอก” เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในหมวดเดียวกัน และแตกต่างกันเฉพาะ “สถานะการครอบครองทรัพย์” แต่เจตนาประทุษร้ายทรัพย์เป็นแก่นเดียวกัน กฎหมายจึงถือว่าไม่แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ การปรับฐานความผิดจึงทำได้ หากจำเลยไม่หลงต่อสู้ นอกจากนี้ หลักเกี่ยวกับ การร้องทุกข์ในคดีอาญาแผ่นดิน ยืนยันหลักการสำคัญว่า “ผู้เสียหายไม่จำต้องระบุบทกฎหมาย เพียงกล่าวข้อเท็จจริงให้เป็นความผิดหนึ่งความผิดใดก็ถือว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว” ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นให้กระบวนการสอบสวนดำเนินไปได้โดยไม่ถูกปิดกั้นด้วยถ้อยคำทางเทคนิค วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 192 วรรคสาม (ป.วิ.อ.) เจตนารมณ์คือป้องกันไม่ให้จำเลยได้ประโยชน์จากความผิดพลาดทางถ้อยคำของโจทก์ในเมื่อความผิดที่กระทำเป็นเรื่องเดียวกัน เทียบได้กับหลัก “ความยุติธรรมเหนือรูปแบบทางเทคนิค” มาตรา 352 (ยักยอก) คุ้มครองทรัพย์ที่ผู้อื่นมอบไว้ในการครอบครองโดยสุจริต แต่ผู้ครอบครองทรัพย์ทำลายความไว้วางใจโดยประทุษร้ายทรัพย์นั้นเพื่อประโยชน์ตน คดีนี้สะท้อนเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะจำเลยได้รับเงินโดยชอบแต่กลับละเมิดความไว้วางใจจนเกิดความเสียหายสูง มาตรา 78 (บรรเทาโทษ) มุ่งให้โทษลดลงในกรณีที่จำเลยมีพฤติการณ์เป็นประโยชน์ แต่เมื่อจำเลยไม่สำนึกผิด และความเสียหายยังไม่ชดใช้ครบถ้วน ศาลจึงไม่ให้รอการลงโทษ หมายเหตุ แนวคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. ฎีกาแนววินิจฉัยว่าลักทรัพย์–ยักยอกไม่ต่างกันในสาระสำคัญ ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสอดคล้องต่อเนื่องว่า หากพฤติการณ์มุ่งประทุษร้ายทรัพย์เหมือนกัน แม้สถานะการครอบครองทรัพย์ต่างกัน ก็ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยเกินฟ้อง เว้นแต่จำเลยหลงต่อสู้ 2. ฎีกาเกี่ยวกับการร้องทุกข์ที่ไม่ต้องระบุฐานความผิด ศาลฎีกายืนยันเสมอว่า การร้องทุกข์ชอบแล้วเมื่อผู้เสียหายแจ้งข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิด แม้ไม่ระบุบทกฎหมายก็เพียงพอให้เริ่มต้นกระบวนการได้ 3. ฎีกาที่ปฏิเสธรอการลงโทษในกรณีเสียหายสูงและไม่มีสำนึกผิด ศาลมักวางหลักว่า แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่หากมูลค่าความเสียหายสูงมากและจำเลยไม่ชดใช้คืนหรือไม่แสดงสำนึกผิด ศาลไม่อาจลดผลร้ายหรือรอการลงโทษได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยได้รับเงินแทนผู้เสียหายจากการโอนเข้าบัญชีบุคคลหลายรายแล้วไม่นำส่ง จึงมีความผิดตามมาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน ลดโทษเหลือ 3 ปีตามมาตรา 78 พร้อมให้คืนเงิน 4,632,760 บาท และคืนรถกระบะของกลางแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์พฤติการณ์และข้อเท็จจริงตามสำนวนแล้วเห็นว่าเป็นการยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก ลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่าการปรับฐานความผิดเป็นยักยอกชอบด้วยมาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินฟ้อง และไม่มีเหตุรอการลงโทษตามพฤติการณ์ร้ายแรงของคดี สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. หลักความแตกต่างไม่เป็นสาระสำคัญตามมาตรา 192 วรรคสาม แสดงให้เห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีอาญาไม่ยึดติดรูปแบบทางเทคนิค หากความผิดในฟ้องและความผิดที่ปรากฏในการสืบพยานมีสาระสำคัญร่วมกัน โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในหมวดเดียวกัน เช่น ลักทรัพย์กับยักยอก ศาลสามารถปรับฐานความผิดตามข้อเท็จจริงได้โดยไม่ถือว่าเกินฟ้อง เว้นแต่จำเลยพิสูจน์ได้ว่าหลงต่อสู้ ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองสิทธิของจำเลยอย่างสมดุล 2. การร้องทุกข์เพียงต้องระบุข้อเท็จจริง ไม่จำต้องระบุบทกฎหมาย หลักกฎหมายอาญายืนยันว่า การร้องทุกข์มีผลสมบูรณ์เมื่อผู้เสียหายระบุข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบแห่งความผิด แม้ไม่ได้ระบุฐานความผิดเฉพาะ ศาลยังถือว่าการกล่าวโทษสมบูรณ์และเจ้าพนักงานมีอำนาจดำเนินคดีได้ ซึ่งช่วยให้กระบวนการยุติธรรมไม่ถูกขัดขวางด้วยความบกพร่องด้านเทคนิค 3. พฤติการณ์ร้ายแรงเป็นปัจจัยสำคัญในการไม่รอการลงโทษ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าจำนวนความเสียหายสูง การไม่แสดงความสำนึกผิด และการไม่คืนเงินให้ครบถ้วน ย่อมทำให้ศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ แม้จำเลยจะไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน เป็นการย้ำหลักว่าดุลพินิจศาลต้องพิจารณา “ผลกระทบต่อผู้เสียหาย” และ “ความซื่อสัตย์ต่อทรัพย์ที่ได้รับมอบ” เป็นสำคัญ 4. ความรับผิดของผู้ทำหน้าที่รับเงินแทนหรือดำเนินธุรกรรมทางการเงินแทนผู้อื่น คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า ผู้ที่รับเงินแทนหรือรับมอบหมายให้ถอนเงินจากธนาคารเพื่อส่งมอบแก่ผู้เสียหาย ต้องส่งมอบเงินครบถ้วนตามหน้าที่ การไม่นำส่งเพราะเหตุส่วนตัว เช่น ไม่ได้รับค่าจ้าง มิเป็นเหตุยกเว้นความผิดอาญา อันเป็นบทเรียนสำคัญในธุรกรรมทางการเงินของผู้ประกอบการจำนวนมาก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การที่ฟ้องระบุว่าลักทรัพย์ แต่ศาลพิพากษาว่าเป็นยักยอก ถือว่าเกินฟ้องหรือไม่? คำตอบ: ตามมาตรา 192 วรรคสาม หากความผิดที่บรรยายในฟ้องและความผิดที่ศาลวินิจฉัยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์เช่นเดียวกัน ศาลสามารถปรับฐานความผิดได้โดยไม่ถือว่าเกินฟ้อง เว้นแต่จำเลยพิสูจน์ได้ว่าหลงต่อสู้ ซึ่งในคดีนี้ศาลเห็นว่าไม่มีเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ 2. ผู้เสียหายจำเป็นต้องร้องทุกข์โดยระบุฐานความผิดเฉพาะหรือไม่? คำตอบ: ไม่จำเป็น ผู้เสียหายเพียงระบุข้อเท็จจริงที่เป็นความผิดให้ครบถ้วนก็ถือว่าการร้องทุกข์สมบูรณ์แล้ว แม้ไม่ได้ระบุบทกฎหมายใดก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยเช่นนี้มาโดยตลอด 3. เหตุใดศาลจึงไม่รอการลงโทษจำเลยในคดีนี้? คำตอบ: เนื่องจากจำนวนเงินที่ยักยอกมีมูลค่าสูงมาก จำเลยไม่คืนเงินครบถ้วน ไม่แสดงความสำนึกผิด และพฤติการณ์การยักยอกเกิดขึ้นหลายครั้ง จึงถือเป็นความผิดร้ายแรง ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษได้ 4. การรับเงินแทนผู้เสียหายแล้วไม่นำส่งเข้าข่ายความผิดใด? คำตอบ: แม้ผู้กระทำจะได้รับเงินโดยชอบก่อน แต่หากไม่นำเงินส่งคืนตามหน้าที่และมีเจตนาประทุษร้ายทรัพย์ของผู้อื่น ย่อมเป็นความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 ซึ่งเป็นความผิดที่เกิดจากการละเมิดความไว้วางใจ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568 โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นเบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง แต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายเพราะ ส. ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้ไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 (2), 91, 334, 336 ทวิ พร้อมขอให้ริบรถกระบะของกลาง และให้จำเลยคืนเงินที่ยังขาดอยู่ 4,632,760 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ประกอบมาตรา 336 ทวิ ลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน และลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี พร้อมให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้เสียหายและคืนรถของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ลดเหลือ 2 ปีตามมาตรา 78 และให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายประกอบกิจการขนส่ง ต้องใช้เงินสดจำนวนมาก และโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยและบุคคลอื่นเพื่อให้ถอนเงินมาส่งคืน แต่จำเลยไม่นำเงินทั้งหมดส่งให้ผู้เสียหาย ทั้งเงินส่วนที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีจำเลยเองด้วย แม้ฟ้องกล่าวหาว่าลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานเข้าลักษณะยักยอก ซึ่งตามมาตรา 192 วรรคสาม ความผิดลักทรัพย์และยักยอกไม่ต่างกันในสาระสำคัญ และจำเลยไม่หลงต่อสู้ เพราะยอมรับการรับเงินและอ้างเพียงเหตุไม่ได้รับค่าจ้าง ศาลอุทธรณ์จึงปรับฐานความผิดได้โดยชอบ ข้ออ้างว่าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ฐานยักยอกนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะในรายงานประจำวัน ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ร้องทุกข์และระบุข้อเท็จจริงครบถ้วนว่าจำเลยรับเงินแล้วไม่นำส่ง ซึ่งเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายโดยไม่จำต้องระบุฐานความผิด ศาลฎีกายืนยันตามศาลอุทธรณ์ สำหรับการขอรอการลงโทษ เห็นว่าเงินที่ยักยอกมีมูลค่าสูงถึง 9,804,760 บาท คืนได้เพียงบางส่วน เหลือ 4,632,760 บาท และจำเลยไม่แสดงความสำนึกหรือความพยายามชดใช้ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่เคยต้องโทษมาก่อนก็ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ โทษจำคุก 2 ปีจึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน |



.jpg)
