ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ร่วมกันยักยอกทรัพย์หรือรับของโจร ต่างกันอย่างไร และร้องทุกข์เกิน 3 เดือนทำให้คดีขาดอายุความหรือไม่

ความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์, ความผิดฐานรับของโจรแตกต่างจากยักยอก, ตัวการร่วมในความผิดฐานยักยอก, อายุความร้องทุกข์คดียักยอก, ร้องทุกข์เกินสามเดือนคดียักยอก, นำรถของผู้อื่นไปจำนำ, ร่วมกับผู้ครอบครองเบียดบังทรัพย์, เจตนาทุจริตในความผิดฐานยักยอก, ผู้ร่วมกระทำความผิดฐานยักยอก, ผู้ครอบครองรถที่นำไปจำนำ, รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด, คดีอาญาขาดอายุความร้องทุกข์, สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ, การเบียดบังทรัพย์เพื่อประโยชน์ผู้อื่น, ยักยอกกับรับของโจร 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความแตกต่างระหว่างความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจร และอายุความร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก ผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางซึ่งครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม ต่อมาจำเลยซึ่งรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน ได้นำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม แล้วโอนเงินที่ได้รับเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของบุตรเขยนายชั้น เมื่อต่อมานายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการร่วมกันเบียดบังนำรถไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่ามีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

สาระสำคัญที่สุดของคดี

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว

ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์

จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แต่ยังนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม

พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร

เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดแล้ว แต่ร้องทุกข์เกิน 3 เดือน คดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

คำถามที่น่าสนใจ

1. ผู้ที่ไม่ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ตั้งแต่แรกสามารถเป็นตัวการร่วมในความผิดฐานยักยอกได้หรือไม่

2. การนำรถที่รู้ว่าเป็นของผู้เสียหายไปจำนำร่วมกับผู้ครอบครองทรัพย์เป็นความผิดฐานยักยอกหรือรับของโจร

3. ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้ร่วมกระทำความผิดแล้ว แต่ร้องทุกข์เกิน 3 เดือนมีผลอย่างไร

ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี

ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาทจากนายชั้น โดยมอบรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นายชั้นตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ จึงตกลงกับนายชั้นขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นายชั้นนำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลย แล้วบอกให้จำเลยนำรถไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือนเป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น

วันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนายชั้นจะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นมีการเจรจากันอีก 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นายชั้นไม่คืนรถ โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถไม่ได้

วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นายชั้นในความผิดฐานยักยอก ต่อมานายชั้นถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนายชั้นตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายจึงแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย

ความผิดฐานยักยอกไม่จำกัดเฉพาะผู้ครอบครองทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว

ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์

พยานหลักฐานได้ความว่าจำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนายชั้นและพูดคุยกับผู้เสียหายเกี่ยวกับปัญหาทางการเงินและรถกระบะของกลาง ทั้งนายชั้นยังบอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย จึงเชื่อได้ว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยรู้แล้วว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม

แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นในการยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน จำเลยกลับนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม และหลังจากจำนำรถแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย

เมื่อต่อมานายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนายชั้นมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก

เหตุใดการกระทำจึงไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกกับนายชั้น

กรณีมิใช่การที่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันจะเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่าจำเลยรู้ถึงการที่ผู้เสียหายนำรถมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน และจำเลยเป็นผู้นำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม เมื่อไม่สามารถติดตามรถกลับคืนมาได้ พฤติการณ์จึงเป็นการที่จำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร

อายุความร้องทุกข์และผลต่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก จึงต้องพิจารณาว่าผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายในกำหนดเวลาหรือไม่

ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

สาระสำคัญของประเด็นนี้จึงอยู่ที่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อในคดีนี้ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยวันที่ 22 สิงหาคม 2564 จึงเป็นการร้องทุกข์เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือนและทำให้คดีขาดอายุความ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาทแก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้วต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนคำขอให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์ เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร แต่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 และร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งเกิน 3 เดือน คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 และพิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์

คดีนี้แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นในการรับรถไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมตั้งแต่แรก แต่จำเลยรู้ว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน และต่อมาเป็นผู้นำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม เมื่อไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้ พฤติการณ์จึงแสดงถึงการร่วมกันเบียดบังทรัพย์โดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่ามีเจตนาทุจริตและเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอก

กรณีดังกล่าวแตกต่างจากความผิดฐานรับของโจร เพราะศาลฎีกาไม่ได้รับฟังว่าจำเลยเพียงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก แต่รับฟังว่าจำเลยร่วมกับนายชั้นในการเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำ

เมื่อการกระทำเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก ผู้เสียหายซึ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน หากร้องทุกข์เกินกำหนด คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกหรือกระทำความผิดฐานรับของโจร และเมื่อการกระทำเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ จำเลยซึ่งรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายและถูกนำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน แต่ยังนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม จึงเป็นตัวการร่วมกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร

เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งเกิน 3 เดือน คดีจึงขาดอายุความ

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ว่าด้วยกำหนดเวลาร้องทุกข์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ว่าด้วยการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ส่วนโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

ร่วมกันยักยอกทรัพย์

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์

อายุความร้องทุกข์ 3 เดือน

เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว หากร้องทุกข์เกิน 3 เดือน คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษานี้มีประเด็นสำคัญในการจำแนกความผิดฐานร่วมกันยักยอกออกจากความผิดฐานรับของโจร โดยข้อสำคัญประการแรกคือ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์

คดีนี้แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมตั้งแต่แรก แต่พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าก่อนจำเลยนำรถไปจำนำ จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม เมื่อจำเลยนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม และหลังจากจำนำแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของบุตรเขยนายชั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย

เมื่อต่อมานายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนายชั้นมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก

เหตุที่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เนื่องจากพฤติการณ์มิใช่กรณีที่จำเลยเพียงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งรถกระบะของกลางโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก แต่เป็นกรณีที่จำเลยเข้าร่วมกับนายชั้นในการเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยจึงเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานยักยอกเสียเอง

ประเด็นเรื่องฐานความผิดดังกล่าวมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอายุความร้องทุกข์ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก และผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

คำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นความสำคัญของการพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์ว่าเป็นผู้ร่วมมือร่วมใจกับผู้ครอบครองในการเบียดบังทรัพย์ หรือเป็นเพียงผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์ในลักษณะช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสีย เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลต่อการวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นการร่วมกันยักยอกหรือเป็นความผิดฐานรับของโจร

นอกจากนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก วันซึ่งผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดย่อมเป็นข้อเท็จจริงสำคัญต่อการพิจารณาอายุความร้องทุกข์ หากผู้เสียหายร้องทุกข์เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือน คดีย่อมขาดอายุความ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ผู้ที่ไม่ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ตั้งแต่แรกเป็นตัวการร่วมฐานยักยอกได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์

2. การนำรถของผู้เสียหายไปจำนำเป็นความผิดฐานยักยอกหรือรับของโจร

คำตอบ

ในคดีนี้จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แต่จำเลยนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม และหลังจากจำนำแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของบุตรเขยนายชั้น เมื่อต่อมาไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร

3. อายุความร้องทุกข์ในคดีนี้เริ่มพิจารณาจากวันใด

คำตอบ

พิจารณาจากวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ในคดีนี้ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 จึงเกินกำหนด 3 เดือน

4. หากผู้เสียหายร้องทุกข์เกิน 3 เดือนมีผลอย่างไร

คำตอบ

เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ร้องทุกข์เกิน 3 เดือน คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ จำนวน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ ส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้ว ต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์นั้น เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายพิพัฒน์ ผู้เสียหาย เป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลาง ราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท ต. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาท จากนายชั้น โดยมอบรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นายชั้นตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงตกลงกับนายชั้นขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นายชั้นนำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยแล้วบอกให้จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือนเป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนายชั้นจะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นายชั้นไม่คืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถกระบะของกลางไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นายชั้นในความผิดฐานยักยอก ต่อมานายชั้นถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนายชั้นตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงไปพูดกับนายชั้นเพื่อขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน ระหว่างนั้นจำเลยเดินเข้ามาและบอกผู้เสียหายว่าที่ผู้เสียหายมากู้ยืมเงินกับนายชั้นและนำรถมาเป็นหลักประกันถือว่าดีแล้ว หากไปกู้ยืมรายอื่นหรือที่จังหวัดอื่นอาจถูกยึดรถและไม่ได้เท่านี้ และนายชั้นเบิกความว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายมาพบพยานที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยอยู่ด้วย และพูดคุยกับผู้เสียหาย จึงทราบว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายและนายชั้นเบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยเบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนายชั้น และพูดคุยทำนองว่า ผู้เสียหายมีปัญหาทางด้านการเงินและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกำลังติดตามทวงรถกระบะของกลาง จำเลยจึงบอกผู้เสียหายว่านำรถมาไว้ที่นี่ดีสุดแล้ว หากไปไว้ที่อื่นเจ้าหนี้อาจนำรถไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว ภายหลังผู้เสียหายกลับไปแล้ว นายชั้นบอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เชื่อว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำตามที่นายชั้นบอกจำเลยนั้น จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยได้นำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมาปรากฏว่านายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนายชั้นมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

แม้พฤติการณ์จะรับฟังได้ว่าเป็นผู้ร่วมยักยอก แต่การร้องทุกข์ช้าเกินกำหนดอาจทำให้คดีขาดอายุความได้  ผู้เสียหายครอบครองรถกระบะในฐานะผู้เช่าซื้อและนำรถให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม ต่อมานายชั้นนำรถไปฝากไว้กับจำเลยและบอกให้จำเลยนำรถไปจำนำ จำเลยรู้แล้วว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน 




ป.อาญาเรียงมาตรา

ฟ้องซ้ำคดีเช่าซื้อรถยนต์, เจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องเรียกรถยนต์คืน, ฟ้องเรียกรถคืนหลังคดีเช่าซื้อถึงที่สุด article
คดีอาญาไม่อุทธรณ์แล้วฎีกาได้หรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามมาตรา 245 วรรคสอง และข้อเท็จจริงถึงที่สุดแล้ว
โพสต์ภาพเปลือยลงทวิตเตอร์สาธารณะ เป็นความผิดฐานนำเข้าหรือเผยแพร่ข้อมูลลามกกี่กรรม และศาลลงโทษแยกสองกระทงได้หรือไม่
รถยนต์ที่ใช้ขนเงินสดผ่านด่านศุลกากรต้องถูกริบหรือไม่ เมื่อฟ้องขอริบของกลางแต่ไม่ได้ระบุมาตราริบทรัพย์ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือฆ่าโดยเจตนา เมื่อเหตุเกิดจากการโต้เถียงและท้าทายเฉพาะหน้า ศาลฎีกายกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่
รถจักรยานยนต์พ่วงข้างใช้ขนทรัพย์ที่ลักต้องถูกริบหรือไม่ เมื่อทรัพย์มีขนาดใหญ่จนลักไปไม่ได้หากไม่มีรถช่วยเคลื่อนย้าย
ถอนคำร้องทุกข์หลังคดีถึงที่สุดมีผลหรือไม่ เมื่อจำเลยผิดเงื่อนไขคุมประพฤติ ศาลเพิกถอนและกำหนดโทษจำคุกแล้ว
ป้องกันตัวด้วยมีดอีโต้เมื่อถูกฟันก่อน แต่ฟันซ้ำหลังผู้ตายล้มแล้ว เหตุใดจึงเป็นฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
กฎหมายใหม่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารเป็นกระทำชำเรา ใช้ย้อนหลังได้หรือไม่ และศาลฎีกาแก้บทลงโทษเองได้เพียงใด
คำพิพากษาต่างประเทศตัดสิทธิฟ้องคดีอาญาในไทยหรือไม่ เมื่อคนไทยกระทำผิดนอกราชอาณาจักรและถูกศาลต่างประเทศลงโทษแล้ว
ถอนคำร้องทุกข์คดีข่มขืนแล้วคดีอาญาระงับหรือไม่ เมื่อผู้เสียหายกับจำเลยไม่ได้เป็นคู่สมรสและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องโทษ
การแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก่อนศาลพิพากษาเพื่อขอนับโทษต่อ ทำได้เพียงใด และศาลจะนับโทษจำคุกต่อจากคดีเดิมได้เมื่อใด
พกขวานไปในที่สาธารณะและใช้ฟันผู้อื่น เป็นพยายามฆ่าหรือทำร้ายร่างกาย และยกป้องกันหรือบันดาลโทสะในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่
โทษปรับรายวันรอการลงโทษได้หรือไม่ เมื่อจำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าท่าและไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำแม่น้ำ
กฎหมายอาญาแก้ไขระหว่างคดี ต้องใช้กฎหมายฉบับใด เมื่อฐานความผิดเปลี่ยนแต่การกระทำยังเป็นความผิดและโทษไม่ได้เบาลง
กฎหมายใหม่เปลี่ยนฐานความผิด แต่โทษไม่เบาลง ต้องใช้กฎหมายเดิมหรือไม่ และศาลฎีกาแก้บทลงโทษเองได้เพียงใด
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีถึงที่สุดเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามมาตรา 245 วรรคสอง ยังมีสิทธิฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงได้หรือไม่
ตัวการร่วมปล้นทรัพย์ต้องรับผิดเพียงใด หากไม่ได้ลงมือทำร้ายผู้เสียหายด้วยตนเอง และศาลจะลงโทษเกินกว่าที่โจทก์ฟ้องได้หรือไม่
ผู้มีเชาวน์ปัญญาบกพร่องต้องรับโทษอาญาหรือไม่ หลักเกณฑ์การยกเว้นโทษและการรอการลงโทษตามกฎหมายอาญาที่ศาลใช้วินิจฉัยอย่างเคร่งครัด
พรากเด็กเพื่อการอนาจารหมายความว่าอย่างไร ผู้ซื้อบริการทางเพศเด็กมีความผิดฐานพรากเด็กหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมาย อำนาจปกครอง
รอการลงโทษปรับตามกฎหมายอาญาครอบคลุมค่าปรับรายวันหรือไม่ ศึกษาหลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าปรับรายวัน การบังคับคดี และอำนาจยึดทรัพย์เมื่อยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน
การแจ้งความแบบใดจึงถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย การล้มแชร์ออนไลน์ฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ และผู้เสียหายต้องดำเนินการอย่างไรจึงไม่ขาดอายุความ
ยิงกราดใส่บ้านแต่ไม่มีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ พร้อมวิเคราะห์สิทธิผู้ต้องหาในการมีทนายความระหว่างสอบสวน
การร่วมทำร้ายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแต่ผู้ตายไม่ใช่เป้าหมาย ผู้ร่วมก่อเหตุต้องรับผิดเพียงใดเมื่อกระสุนพลาดถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายและศาลมีอำนาจลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ
ขายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นอาหารปลอม อาหารไม่บริสุทธิ์ และฉลากไม่ถูกต้อง ถือเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
เมาสุราและไม่สามารถขัดขืนได้ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อมีการร่วมประเวณีและการล่วงล้ำทางเพศต่อเนื่องในเหตุการณ์เดียวกัน
ร่วมกันปล้นทรัพย์มีอาวุธ ใช้รถและปืน โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้หรือไม่ และรับสารภาพมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการต้องตีความอย่างไร ศาลรับสารภาพแล้วไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่ และรายงานคุมประพฤตินำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
การซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ถือเป็นการรับตัวผู้เยาว์โดยทุจริตหรือไม่ และเข้าข่ายค้ามนุษย์ตามกฎหมายอย่างไร
คดีพยายามฆ่าโดยร่วมกันก่อเหตุและสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลมีอำนาจเพียงใดในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและดอกเบี้ยตามกฎหมาย
การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา
ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่
ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน
พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน
ขายฝากที่ดินหนีเจ้าหนี้หลายครั้งเป็นโกงเจ้าหนี้กี่กรรม และศาลลงโทษทุกครั้งได้หรือไม่เมื่อฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 91