
| ร่วมกันยักยอกทรัพย์หรือรับของโจร ต่างกันอย่างไร และร้องทุกข์เกิน 3 เดือนทำให้คดีขาดอายุความหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความแตกต่างระหว่างความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจร และอายุความร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก ผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางซึ่งครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม ต่อมาจำเลยซึ่งรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน ได้นำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม แล้วโอนเงินที่ได้รับเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของบุตรเขยนายชั้น เมื่อต่อมานายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการร่วมกันเบียดบังนำรถไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่ามีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป สาระสำคัญที่สุดของคดี ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แต่ยังนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดแล้ว แต่ร้องทุกข์เกิน 3 เดือน คดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) คำถามที่น่าสนใจ 1. ผู้ที่ไม่ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ตั้งแต่แรกสามารถเป็นตัวการร่วมในความผิดฐานยักยอกได้หรือไม่ 2. การนำรถที่รู้ว่าเป็นของผู้เสียหายไปจำนำร่วมกับผู้ครอบครองทรัพย์เป็นความผิดฐานยักยอกหรือรับของโจร 3. ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้ร่วมกระทำความผิดแล้ว แต่ร้องทุกข์เกิน 3 เดือนมีผลอย่างไร ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาทจากนายชั้น โดยมอบรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นายชั้นตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ จึงตกลงกับนายชั้นขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นายชั้นนำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลย แล้วบอกให้จำเลยนำรถไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือนเป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น วันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนายชั้นจะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นมีการเจรจากันอีก 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นายชั้นไม่คืนรถ โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นายชั้นในความผิดฐานยักยอก ต่อมานายชั้นถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนายชั้นตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายจึงแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ความผิดฐานยักยอกไม่จำกัดเฉพาะผู้ครอบครองทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ พยานหลักฐานได้ความว่าจำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนายชั้นและพูดคุยกับผู้เสียหายเกี่ยวกับปัญหาทางการเงินและรถกระบะของกลาง ทั้งนายชั้นยังบอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย จึงเชื่อได้ว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยรู้แล้วว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นในการยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน จำเลยกลับนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม และหลังจากจำนำรถแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมานายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนายชั้นมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก เหตุใดการกระทำจึงไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกกับนายชั้น กรณีมิใช่การที่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันจะเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่าจำเลยรู้ถึงการที่ผู้เสียหายนำรถมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน และจำเลยเป็นผู้นำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม เมื่อไม่สามารถติดตามรถกลับคืนมาได้ พฤติการณ์จึงเป็นการที่จำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร อายุความร้องทุกข์และผลต่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก จึงต้องพิจารณาว่าผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายในกำหนดเวลาหรือไม่ ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) สาระสำคัญของประเด็นนี้จึงอยู่ที่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อในคดีนี้ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยวันที่ 22 สิงหาคม 2564 จึงเป็นการร้องทุกข์เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือนและทำให้คดีขาดอายุความ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาทแก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้วต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนคำขอให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์ เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร แต่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 และร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งเกิน 3 เดือน คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 และพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ คดีนี้แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นในการรับรถไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมตั้งแต่แรก แต่จำเลยรู้ว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน และต่อมาเป็นผู้นำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม เมื่อไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้ พฤติการณ์จึงแสดงถึงการร่วมกันเบียดบังทรัพย์โดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่ามีเจตนาทุจริตและเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอก กรณีดังกล่าวแตกต่างจากความผิดฐานรับของโจร เพราะศาลฎีกาไม่ได้รับฟังว่าจำเลยเพียงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก แต่รับฟังว่าจำเลยร่วมกับนายชั้นในการเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำ เมื่อการกระทำเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก ผู้เสียหายซึ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน หากร้องทุกข์เกินกำหนด คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกหรือกระทำความผิดฐานรับของโจร และเมื่อการกระทำเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ จำเลยซึ่งรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายและถูกนำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน แต่ยังนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม จึงเป็นตัวการร่วมกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งเกิน 3 เดือน คดีจึงขาดอายุความ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ว่าด้วยกำหนดเวลาร้องทุกข์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ว่าด้วยการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ส่วนโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ ร่วมกันยักยอกทรัพย์ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ อายุความร้องทุกข์ 3 เดือน เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว หากร้องทุกข์เกิน 3 เดือน คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้มีประเด็นสำคัญในการจำแนกความผิดฐานร่วมกันยักยอกออกจากความผิดฐานรับของโจร โดยข้อสำคัญประการแรกคือ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ คดีนี้แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมตั้งแต่แรก แต่พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าก่อนจำเลยนำรถไปจำนำ จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม เมื่อจำเลยนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม และหลังจากจำนำแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของบุตรเขยนายชั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมานายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนายชั้นมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก เหตุที่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เนื่องจากพฤติการณ์มิใช่กรณีที่จำเลยเพียงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งรถกระบะของกลางโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก แต่เป็นกรณีที่จำเลยเข้าร่วมกับนายชั้นในการเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยจึงเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานยักยอกเสียเอง ประเด็นเรื่องฐานความผิดดังกล่าวมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอายุความร้องทุกข์ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก และผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) คำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นความสำคัญของการพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์ว่าเป็นผู้ร่วมมือร่วมใจกับผู้ครอบครองในการเบียดบังทรัพย์ หรือเป็นเพียงผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์ในลักษณะช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสีย เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลต่อการวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นการร่วมกันยักยอกหรือเป็นความผิดฐานรับของโจร นอกจากนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก วันซึ่งผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดย่อมเป็นข้อเท็จจริงสำคัญต่อการพิจารณาอายุความร้องทุกข์ หากผู้เสียหายร้องทุกข์เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือน คดีย่อมขาดอายุความ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ผู้ที่ไม่ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ตั้งแต่แรกเป็นตัวการร่วมฐานยักยอกได้หรือไม่ คำตอบ ได้ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ 2. การนำรถของผู้เสียหายไปจำนำเป็นความผิดฐานยักยอกหรือรับของโจร คำตอบ ในคดีนี้จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แต่จำเลยนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม และหลังจากจำนำแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของบุตรเขยนายชั้น เมื่อต่อมาไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร 3. อายุความร้องทุกข์ในคดีนี้เริ่มพิจารณาจากวันใด คำตอบ พิจารณาจากวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ในคดีนี้ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 จึงเกินกำหนด 3 เดือน 4. หากผู้เสียหายร้องทุกข์เกิน 3 เดือนมีผลอย่างไร คำตอบ เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ร้องทุกข์เกิน 3 เดือน คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568 ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ จำนวน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ ส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้ว ต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์นั้น เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายพิพัฒน์ ผู้เสียหาย เป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลาง ราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท ต. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาท จากนายชั้น โดยมอบรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นายชั้นตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงตกลงกับนายชั้นขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นายชั้นนำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยแล้วบอกให้จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือนเป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนายชั้นจะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นายชั้นไม่คืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถกระบะของกลางไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นายชั้นในความผิดฐานยักยอก ต่อมานายชั้นถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนายชั้นตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงไปพูดกับนายชั้นเพื่อขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน ระหว่างนั้นจำเลยเดินเข้ามาและบอกผู้เสียหายว่าที่ผู้เสียหายมากู้ยืมเงินกับนายชั้นและนำรถมาเป็นหลักประกันถือว่าดีแล้ว หากไปกู้ยืมรายอื่นหรือที่จังหวัดอื่นอาจถูกยึดรถและไม่ได้เท่านี้ และนายชั้นเบิกความว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายมาพบพยานที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยอยู่ด้วย และพูดคุยกับผู้เสียหาย จึงทราบว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายและนายชั้นเบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยเบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนายชั้น และพูดคุยทำนองว่า ผู้เสียหายมีปัญหาทางด้านการเงินและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกำลังติดตามทวงรถกระบะของกลาง จำเลยจึงบอกผู้เสียหายว่านำรถมาไว้ที่นี่ดีสุดแล้ว หากไปไว้ที่อื่นเจ้าหนี้อาจนำรถไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว ภายหลังผู้เสียหายกลับไปแล้ว นายชั้นบอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เชื่อว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำตามที่นายชั้นบอกจำเลยนั้น จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยได้นำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมาปรากฏว่านายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนายชั้นมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|



