ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน

ฟ้องโกงเจ้าหนี้ต้องมีสิทธิเรียกร้องที่ถูกต้อง, องค์ประกอบความผิดมาตรา 350 คืออะไร, ฟ้องคดีอาญาไม่ครบองค์ประกอบผลเป็นอย่างไร, ปวิอ มาตรา 158 (5) คืออะไร, เจ้าหนี้ฟ้องบังคับทรัพย์มรดกได้หรือไม่, ลูกหนี้ตายหนี้ตกทอดอย่างไร, ฟ้องผิดฐานสิทธิเรียกร้องมีผลอย่างไร, ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดหนี้หรือไม่, ฟ้องติดตามทรัพย์กับฟ้องเรียกหนี้ต่างกันอย่างไร, ศาลยกฟ้องเพราะองค์ประกอบไม่ครบ, สิทธิเรียกร้องทางศาลในคดีอาญา, ฟ้องโกงเจ้าหนี้ต้องพิสูจน์อะไร, มรดกกับหนี้สินตามกฎหมาย 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าการฟ้องคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้นั้น จำเป็นต้องอาศัย “สิทธิเรียกร้องทางศาล” ที่ถูกต้องตามมูลหนี้หรือไม่ และหากโจทก์ใช้สิทธิผิดฐาน เช่น ฟ้องติดตามทรัพย์ในฐานะเจ้าของแทนที่จะฟ้องเรียกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ จะส่งผลให้ฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับการตีความองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบกับหลักการบรรยายฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย หนี้ย่อมตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องจากทรัพย์มรดก อย่างไรก็ตาม โจทก์กลับไปฟ้องอีกคดีหนึ่งโดยอ้างสิทธิในฐานะ “ผู้รับมรดกตามพินัยกรรม” เพื่อติดตามเอาที่ดินคืน มิใช่ฟ้องเรียกชำระหนี้

ต่อมาโจทก์นำคดีดังกล่าวมาเป็นฐานกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

ประเด็นปัญหา

ปัญหาสำคัญคือ

การฟ้องของโจทก์เป็น “การใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อบังคับหนี้” ตามองค์ประกอบความผิดโกงเจ้าหนี้หรือไม่

และฟ้องดังกล่าวขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

การจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ต้องมีการใช้สิทธิเรียกร้องตาม “มูลหนี้ที่แท้จริง” กล่าวคือสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงิน

แต่คดีที่โจทก์นำมาอ้าง เป็นการฟ้องติดตามทรัพย์ในฐานะเจ้าของ (ผู้รับมรดก) ไม่ใช่ฟ้องเรียกหนี้

จึงไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้

ทำให้ฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

องค์ประกอบความผิดโกงเจ้าหนี้ (มาตรา 350) ต้องมี

เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้อง

มีการใช้สิทธินั้นทางศาล

และจำเลยกระทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ

กรณีนี้ “สิทธิเรียกร้อง” ถูกใช้ผิดฐาน

จึงไม่เข้าองค์ประกอบ

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

มาตรา 350 มีเจตนาคุ้มครองเจ้าหนี้จากการถูกหลีกเลี่ยงหนี้

แต่ต้องเป็นเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิเรียกร้อง “ถูกต้องตามมูลหนี้”

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวฎีกาสอดคล้องว่า

หากฟ้องไม่ครบองค์ประกอบ ศาลต้องยกฟ้องทันที

และเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นเองได้ (ป.วิ.อ. 195 วรรคสอง)

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   เห็นว่าคดีไม่มีมูล จึงพิพากษายกฟ้อง

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด

3. ศาลฎีกา

   วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามมูลหนี้ จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) พิพากษายืน

ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า “สิทธิเรียกร้องต้องถูกฐาน” มิใช่เพียงมีสิทธิแต่ใช้ผิดรูปแบบแล้วจะก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาได้ การบรรยายฟ้องในคดีอาญาต้องครบองค์ประกอบโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นฟ้องย่อมตกเป็นโมฆะในทางกระบวนพิจารณา และศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองโดยไม่ต้องรอคู่ความยกขึ้นอ้าง

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลของเจ้าหนี้ต้องเป็นไปตาม “มูลหนี้ที่แท้จริง” จึงจะเข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1. “สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้”

   หมายถึงเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินโดยตรง มิใช่ใช้สิทธิในฐานะอื่น เช่น เจ้าของทรัพย์

2. “องค์ประกอบความผิดไม่ครบ”

   หากใช้สิทธิผิดฐาน แม้มีหนี้จริง ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ทำให้ฟ้องไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ฟ้องโกงเจ้าหนี้ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง

   คำตอบ

   การฟ้องคดีฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย การมีสิทธิเรียกร้องที่ยังไม่ระงับ และมีการใช้สิทธินั้นผ่านกระบวนการทางศาลเพื่อบังคับหนี้ หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง เช่น ใช้สิทธิผิดฐานหรือไม่มีการใช้สิทธิเรียกร้องโดยตรง ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ทำให้ฟ้องไม่ชอบและถูกยกฟ้องได้

2. คำถาม-การใช้สิทธิเรียกร้องผิดฐานมีผลต่อคดีอาญาอย่างไร

   คำตอบ

   การใช้สิทธิเรียกร้องผิดฐาน เช่น เจ้าหนี้กลับไปใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์แทนที่จะใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาหนี้ ย่อมมีผลโดยตรงต่อองค์ประกอบความผิดทางอาญา เนื่องจากความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 ต้องอาศัย “สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้” เป็นแกนสำคัญ หากสิทธินั้นไม่ใช่สิทธิเรียกร้องตามหนี้ แต่เป็นสิทธิในลักษณะอื่น เช่น สิทธิในทรัพย์สิน ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และแม้จะมีพฤติการณ์ที่ดูเหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงหนี้ แต่เมื่อองค์ประกอบทางกฎหมายไม่ครบ ศาลย่อมไม่อาจลงโทษได้ หลักนี้สะท้อนความเคร่งครัดของกฎหมายอาญาที่ต้องตีความโดยจำกัด และต้องปรากฏองค์ประกอบครบถ้วนทุกประการ

3. คำถาม-ฟ้องคดีอาญาที่ขาดองค์ประกอบความผิดถือว่าเป็นฟ้องไม่ชอบหรือไม่

   คำตอบ

   ฟ้องคดีอาญาที่ขาดองค์ประกอบความผิดถือเป็น “ฟ้องไม่ชอบ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งกำหนดให้คำฟ้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนถึงองค์ประกอบความผิด หากบรรยายไม่ครบ เช่น ขาดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่เป็นมูลหนี้ในคดีโกงเจ้าหนี้ ย่อมทำให้ฟ้องขาดสาระสำคัญ ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ทันทีโดยไม่ต้องวินิจฉัยในเนื้อหาความผิด ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยและรักษามาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ

4. คำถาม-ศาลสามารถยกประเด็นฟ้องไม่ครบองค์ประกอบขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่

   คำตอบ

   ศาลสามารถยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นอ้าง ศาลก็มีอำนาจพิจารณาได้เอง เพราะหากปล่อยให้ฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบดำเนินต่อไป อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและกระทบต่อหลักการพิจารณาคดีอาญาที่ต้องเคร่งครัดในองค์ประกอบความผิด

5. คำถาม-เมื่อผู้ตายเป็นลูกหนี้ หนี้ตกทอดแก่ทายาทอย่างไร

   คำตอบ

   เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดตามสัญญาต่าง ๆ รวมถึงหนี้สิน ย่อมตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทายาทต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตายภายในขอบเขตทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากกองมรดก มิใช่เรียกร้องจากทรัพย์สินส่วนตัวของทายาทโดยตรง เว้นแต่มีกรณีรับผิดเป็นการส่วนตัวตามกฎหมาย ดังนั้น การบังคับหนี้ต้องกระทำต่อทรัพย์มรดก มิใช่เปลี่ยนฐานสิทธิไปเป็นการอ้างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น

6. คำถาม-ฟ้องติดตามทรัพย์กับฟ้องเรียกหนี้แตกต่างกันอย่างไร

   คำตอบ

   ฟ้องติดตามทรัพย์เป็นการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์เพื่อขอคืนทรัพย์ที่ตนมีกรรมสิทธิ์ ส่วนฟ้องเรียกหนี้เป็นการใช้สิทธิของเจ้าหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญา ทั้งสองสิทธิมีมูลฐานทางกฎหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง การสับสนหรือใช้ผิดฐาน เช่น นำสิทธิในทรัพย์มาใช้แทนสิทธิเรียกร้องตามหนี้ ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับองค์ประกอบความผิดในคดีอาญา และอาจทำให้ฟ้องไม่ชอบได้ดังเช่นคดีนี้

7. คำถาม-องค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง

   คำตอบ

   ต้องพิสูจน์ว่า (1) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย (2) มีสิทธิเรียกร้องที่ยังไม่ระงับ (3) ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อบังคับหนี้ และ (4) จำเลยได้กระทำการใด ๆ เพื่อให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เช่น โอนทรัพย์หรือซ่อนทรัพย์ หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง โดยเฉพาะข้อที่เกี่ยวกับ “สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้” ย่อมทำให้ไม่ครบองค์ประกอบความผิด และไม่อาจลงโทษได้

8. คำถาม-หากมีหนี้จริง แต่ฟ้องผิดรูปแบบ จะมีความผิดอาญาหรือไม่

   คำตอบ

   แม้จะมีหนี้จริง แต่หากการฟ้องไม่สอดคล้องกับมูลหนี้ เช่น ใช้สิทธิผิดฐาน หรือบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบ ก็ไม่อาจถือว่าเข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญาได้ เนื่องจากกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด และต้องปรากฏข้อเท็จจริงครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หลักนี้เป็นการคุ้มครองบุคคลมิให้ถูกลงโทษโดยปราศจากองค์ประกอบความผิดที่ชัดเจน

9. คำถาม-เหตุใดศาลจึงเคร่งครัดเรื่ององค์ประกอบความผิดในคดีอาญา

   คำตอบ

   เนื่องจากคดีอาญามีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องพิสูจน์องค์ประกอบความผิดอย่างครบถ้วนและชัดเจน การบรรยายฟ้องต้องระบุข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับองค์ประกอบทุกประการ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ศาลไม่อาจลงโทษได้ แม้ข้อเท็จจริงโดยรวมจะดูมีน้ำหนัก หลักการนี้เป็นรากฐานของความยุติธรรมในระบบกฎหมายอาญา

วิเคราะห์

คดีนี้มี “แก่นทางกฎหมาย” ที่สำคัญ 2 ชั้น ได้แก่

ชั้นที่ 1: สิทธิเรียกร้องต้องตรงมูลหนี้**

ศาลฎีกาย้ำว่า “สิทธิเรียกร้อง” ไม่ใช่เพียงมีสิทธิใดสิทธิหนึ่ง แต่ต้องเป็นสิทธิที่สอดคล้องกับมูลหนี้โดยตรง หากใช้สิทธิผิดฐาน แม้มีข้อเท็จจริงเรื่องหนี้ ก็ไม่ก่อให้เกิดองค์ประกอบความผิด

ชั้นที่ 2: ฟ้องอาญาต้องครบองค์ประกอบอย่างเคร่งครัด**

การบรรยายฟ้องเป็นหัวใจของคดีอาญา หากขาดแม้เพียงส่วนเดียว เช่น ขาดการเชื่อมโยงสิทธิเรียกร้องกับมูลหนี้ ย่อมเป็นฟ้องที่ไม่ชอบทันที

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

1. แนวฎีกาที่วางหลักว่า “ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบต้องยกฟ้อง”

   ศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า หากคำฟ้องไม่บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิด ศาลต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานในเนื้อหา

2. แนวฎีกาเรื่อง “ปัญหาความสงบเรียบร้อย”

   ศาลสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความอ้าง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 195 วรรคสอง

3. แนวฎีกาเรื่อง “สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้”

   ต้องเป็นสิทธิที่มีอยู่จริงและใช้ในฐานะเจ้าหนี้ มิใช่สิทธิในฐานะอื่น เช่น เจ้าของทรัพย์ หรือผู้ครอบครอง

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

           เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2562

โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของ ส. ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนของ ส. โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินบังคับเอาแก่ทรัพย์มรดกของ ส. ที่ตกทอดแก่ทายาท แต่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ม. ที่ศาลจังหวัดชลบุรี เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้รับมรดกที่ดินตามพินัยกรรมซึ่ง ส. ทำไว้ก่อนตาย จึงฟ้องติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์ที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนจากทายาทของ ส. ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ หาใช่คดีที่โจทก์ฟ้องทายาทของ ส. ให้รับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินที่ ส. ทำไว้ต่อโจทก์ไม่ การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีที่ศาลจังหวัดชลบุรี จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อจะบังคับเอาแก่ทรัพย์มรดกของ ส. ลูกหนี้การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ในส่วนของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพราะโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ประสงค์จะบังคับเอาทรัพย์สินของ ส. ลูกหนี้ซึ่งตกทอดแก่ทายาท เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 350 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องโดยรับฟังพยานโจทก์ 2 ปาก เห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอวินิจฉัยได้ จึงงดไต่สวนพยานที่เหลือ และมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาคือฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่าโจทก์อ้างสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของนายสาลี่ ซึ่งสิทธิเรียกร้องยังไม่ระงับและตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท จึงสามารถบังคับแก่ทรัพย์มรดกได้ แต่คดีที่โจทก์นำมาอ้างเป็นฐานกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องในฐานะผู้รับมรดกตามพินัยกรรมเพื่อเรียกคืนทรัพย์ มิใช่ฟ้องเรียกชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ใช่สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 ทำให้คำฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) อีกทั้งเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา 195 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยไต่สวนพยานโจทก์ 2 ปากแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานที่เหลือ และเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องและยืนยันตามฎีกาว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของนายสาลี่ตามสัญญากู้ยืมเงิน มิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบเก้าเป็นลูกหนี้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย จำเลยทั้งสิบเก้าเป็นเพียงผู้ที่กระทำให้โจทก์มิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของนายสาลี่ซึ่งมีที่ดินอยู่เพียงแปลงเดียว ฉะนั้น การใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งเป็นมูลฐานให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ได้นั้น จึงต้องเป็นสิทธิเรียกร้องอันโจทก์มีอยู่แก่นายสาลี่ตามสัญญากู้ยืมเงินนั้นเอง ซึ่งโจทก์ยืนยันมาโดยตลอดว่ายังไม่ระงับไปด้วยเหตุที่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ แต่เมื่อนายสาลี่ถึงแก่ความตายสิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนของนายสาลี่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับนี้ที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์มรดกของนายสาลี่ที่ตกทอดแก่ทายาท แต่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมัธยมที่ศาลจังหวัดชลบุรีตามคดีหมายเลขแดงที่ 3173/2557 ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นหลักในคดีนี้ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสิบเก้าว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้วนั้น เห็นได้ว่าคดีของศาลจังหวัดชลบุรีข้างต้นเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้รับมรดกที่ดินตามพินัยกรรมซึ่งนายสาลี่ทำไว้ก่อนตาย จึงฟ้องติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์ที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนจากทายาทของนายสาลี่ซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ หาใช่คดีที่โจทก์ฟ้องทายาทของนายสาลี่ให้รับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินที่นายสาลี่ทำไว้ต่อโจทก์ไม่ การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 3173/2557 ของศาลจังหวัดชลบุรี จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อจะบังคับเอาแก่ทรัพย์มรดกของนายสาลี่ลูกหนี้ การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ในส่วนของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพราะโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ประสงค์จะบังคับเอาทรัพย์สินของนายสาลี่ลูกหนี้ซึ่งตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในผลคำพิพากษาที่ยกฟ้องโจทก์จากเหตุฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว และปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน




ป.อาญาเรียงมาตรา

ร่วมกันปล้นทรัพย์มีอาวุธ ใช้รถและปืน โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้หรือไม่ และรับสารภาพมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการต้องตีความอย่างไร ศาลรับสารภาพแล้วไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่ และรายงานคุมประพฤตินำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
การซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ถือเป็นการรับตัวผู้เยาว์โดยทุจริตหรือไม่ และเข้าข่ายค้ามนุษย์ตามกฎหมายอย่างไร
คดีพยายามฆ่าโดยร่วมกันก่อเหตุและสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลมีอำนาจเพียงใดในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและดอกเบี้ยตามกฎหมาย
การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา
ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่
พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน