ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด

ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในคดีฆ่าคนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, การตีความว่าการรออยู่เฉย ๆ เป็นการช่วยเหลือหรือไม่, การช่วยเหลือภายหลังความผิดสำเร็จถือเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่, หลักการต้องรู้ล่วงหน้าในการเป็นผู้สนับสนุน, องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, ความแตกต่างระหว่างตัวการร่วมกับผู้สนับสนุน, การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนกระทำผิดต้องมีลักษณะอย่างไร, การหลบหนีหลังเกิดเหตุไม่ถือเป็นการสนับสนุน, เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการที่บุคคลหนึ่งอยู่ร่วมในเหตุการณ์หรือมีพฤติการณ์บางอย่างภายหลังการกระทำผิดของตัวการ จะเพียงพอให้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกตามกฎหมายหรือไม่ ศาลได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการจะเป็นผู้สนับสนุนได้นั้นต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้นั้นมีการรู้เห็นล่วงหน้าถึงการกระทำความผิด และมีพฤติการณ์ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำผิด มิใช่เพียงอยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีพฤติการณ์ภายหลังการกระทำผิดเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการจำกัดขอบเขตความรับผิดของผู้สนับสนุนในคดีอาญาให้สอดคล้องกับหลักเจตนาและการกระทำที่แท้จริง

ข้อเท็จจริง

จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับผู้ก่อเหตุโดยไม่ได้รู้มาก่อนว่าผู้ก่อเหตุมีแผนจะฆ่าผู้ตาย ระหว่างทางผู้ก่อเหตุได้บอกว่าจะไปดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ซุกซ่อนไว้ ผู้ก่อเหตุไปนำอาวุธออกมาและก่อเหตุยิงผู้ตายในสวนยางพารา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่จำเลยรอประมาณ 800 เมตร ในสภาพพื้นที่ที่ไม่สามารถมองเห็นกันได้ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ภายหลังการก่อเหตุ จำเลยได้ขับรถพาผู้ก่อเหตุหลบหนี

คำวินิจฉัยของศาล

ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ร่วมคบคิดหรือรู้เห็นล่วงหน้าเกี่ยวกับการฆ่าผู้ตาย อีกทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่ห่างไกลและไม่สามารถเห็นหรือช่วยเหลือการกระทำได้ ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำผิด ส่วนการพาหลบหนีเกิดขึ้นภายหลังความผิดสำเร็จแล้ว จึงไม่เป็นการสนับสนุนตามกฎหมาย

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

ความผิดฐานผู้สนับสนุนตามกฎหมายอาญาต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด และต้องมีเจตนาร่วมรู้เห็นล่วงหน้า การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังความผิดสำเร็จแล้วไม่อยู่ในขอบเขตของการสนับสนุน แต่เป็นเรื่องอื่นตามกฎหมาย เช่น การช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นการจับกุม

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

กฎหมายมุ่งลงโทษเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดการกระทำผิด ไม่ใช่บุคคลที่ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ได้ช่วยให้การกระทำผิดสำเร็จ ดังนั้นการตีความต้องเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกายึดหลักอย่างต่อเนื่องว่า ผู้สนับสนุนต้องมีการกระทำที่เอื้ออำนวยให้ความผิดสำเร็จ และต้องมีเจตนาร่วม หากเพียงอยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีพฤติการณ์ภายหลัง ย่อมไม่เพียงพอให้เป็นความผิดฐานสนับสนุน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกและลดโทษเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์

2 ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอจะรับฟังว่าจำเลยมีการช่วยเหลือหรือรู้เห็นล่วงหน้า

3 ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานผู้สนับสนุน

ข้อคิดทางกฎหมาย

การวินิจฉัยความผิดฐานผู้สนับสนุนต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดทั้งในส่วนของเจตนาและพฤติการณ์ การขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมไม่อาจลงโทษได้ หลักการนี้สะท้อนถึงหลักความรับผิดเฉพาะบุคคลในกฎหมายอาญา ซึ่งต้องอาศัยทั้งการกระทำและเจตนาที่สอดคล้องกัน มิใช่อาศัยเพียงความเกี่ยวข้องโดยผิวเผินหรือพฤติการณ์ภายหลัง

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความความผิดฐานผู้สนับสนุนว่าต้องมีการช่วยเหลือก่อนหรือขณะกระทำผิดและต้องมีการรู้เห็นล่วงหน้า มิใช่เพียงอยู่ในเหตุการณ์หรือช่วยหลบหนีภายหลัง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1 ผู้สนับสนุนตามมาตรา 86

ต้องมีการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำผิด และต้องมีเจตนา

2 ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 วรรคสี่

เป็นความผิดร้ายแรงที่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของบุคคลอื่น

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1 คำถาม ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุแต่ไม่รู้แผนการฆ่ามาก่อน จะเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่

คำตอบ การเป็นผู้สนับสนุนต้องมีองค์ประกอบทั้งการรู้เห็นล่วงหน้าและการช่วยเหลือก่อนหรือขณะกระทำผิด หากบุคคลเพียงอยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่รู้แผนการและไม่มีพฤติการณ์ช่วยเหลือ ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นผู้สนับสนุนได้ การพิจารณาจะต้องอาศัยพยานหลักฐานที่แสดงถึงเจตนาและการกระทำอย่างชัดเจน มิใช่สันนิษฐานจากการอยู่ร่วมในสถานที่เดียวกันเท่านั้น

2 คำถาม การรออยู่เฉย ๆ โดยไม่เข้าไปช่วยเหลือถือเป็นการสนับสนุนหรือไม่

คำตอบ การรออยู่เฉย ๆ จะถือเป็นการสนับสนุนได้ต่อเมื่อมีเจตนาร่วมและมีบทบาทในการเอื้ออำนวยให้ความผิดสำเร็จ เช่น เป็นการเฝ้าระวังหรือช่วยดูต้นทาง แต่หากไม่มีการตกลงหรือไม่มีบทบาทช่วยเหลือที่แท้จริง การรออยู่เฉย ๆ ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานผู้สนับสนุน

3 คำถาม การช่วยพาผู้กระทำผิดหลบหนีภายหลังถือเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่

คำตอบ การช่วยเหลือภายหลังจากความผิดสำเร็จแล้วไม่ถือเป็นการสนับสนุนตามมาตรา 86 เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้ความผิดสำเร็จ แต่เป็นการกระทำภายหลัง ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานอื่นตามกฎหมาย เช่น การช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นการจับกุม

4 คำถาม ระยะทางและสภาพพื้นที่มีผลต่อการพิจารณาความผิดหรือไม่

คำตอบ มีผลอย่างยิ่ง เพราะหากระยะทางไกลหรือสภาพพื้นที่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหรือช่วยเหลือได้จริง ย่อมเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่แสดงว่าบุคคลนั้นไม่ได้มีบทบาทในการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกต่อการกระทำผิด

5 คำถาม ต้องพิสูจน์การรู้เห็นล่วงหน้าอย่างไร

คำตอบ การพิสูจน์ต้องอาศัยพยานหลักฐาน เช่น การสนทนา การเตรียมการร่วม หรือพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ หากไม่ปรากฏหลักฐานว่ารู้แผนล่วงหน้า ศาลย่อมไม่อาจลงโทษฐานผู้สนับสนุนได้

6 คำถาม ความแตกต่างระหว่างตัวการร่วมกับผู้สนับสนุนคืออะไร

คำตอบ ตัวการร่วมต้องมีการร่วมกันกระทำความผิดโดยตรงหรือมีบทบาทสำคัญในการก่อเหตุ ส่วนผู้สนับสนุนเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก มิได้เป็นผู้ลงมือกระทำโดยตรง แต่ทั้งสองต้องมีเจตนาร่วม

7 คำถาม หากเพิ่งรู้แผนในขณะเกิดเหตุจะเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่

คำตอบ ต้องพิจารณาว่ามีการช่วยเหลือในขณะนั้นหรือไม่ หากเพียงรู้แต่ไม่ได้ช่วยเหลือหรือไม่มีโอกาสช่วยเหลือ ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานผู้สนับสนุน

8 คำถาม ศาลใช้หลักใดในการตัดสินคดีลักษณะนี้

คำตอบ ศาลใช้หลักการพิจารณาพยานหลักฐานโดยเคร่งครัดตามองค์ประกอบความผิดทางอาญา โดยเน้นทั้งเจตนาและการกระทำ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งย่อมไม่สามารถลงโทษได้ตามหลักกฎหมายอาญา

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

          เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8208/2568 

จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ อ. ฆ่าผู้ตายข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่า อ. ชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลาเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อนเพิ่งมารู้เห็นในขณะที่ อ. จอดรถบริเวณปากทางเข้าสวนยางพาราโดย อ. บอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ อ. นำมาซุกซ่อนไว้ ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณปากทางเข้าสวนยางพาราห่างจากจุดที่ อ. ซุกซ่อนปืนและกระสุนปืน 300 เมตร และห่างจากจุดที่ อ. เข้าไปซุ่มดักยิงผู้ตายอีก 500 เมตร โดยจำเลยไม่เห็นขณะ อ. สวมถุงมือหรือหยิบอาวุธปืน แม้จะรอนาน 2-3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ก่อนยิงผู้ตาย ประกอบกับบริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่ อ. ก่อเหตุเป็นสวนยางพาราแม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อคดีนี้เกิดเหตุในเวลากลางคืนจำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ อ. ได้ทันท่วงที จึงไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ขณะยิงผู้ตาย ส่วนการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พา อ. หลบหนีก็เป็นเหตุการณ์ภายหลัง อ. กระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงไม่ใช่การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ฆ่าผู้ตาย

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก และลดโทษเนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์ ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ร่วมคบคิดหรือรู้เห็นล่วงหน้าว่าผู้ก่อเหตุจะไปฆ่าผู้ตาย ผู้ก่อเหตุได้เตรียมอาวุธและซุกซ่อนไว้ล่วงหน้าโดยลำพัง และเป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียว จำเลยเพียงนั่งซ้อนท้ายรถไปด้วย และเพิ่งทราบเจตนาในระหว่างทาง โดยไม่มีหลักฐานว่ารู้ถึงการซ่อนอาวุธหรือแผนการฆ่ามาก่อน

พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่ห่างจากจุดก่อเหตุเป็นระยะทางมาก อีกทั้งเป็นสวนยางพาราที่ไม่สามารถมองเห็นกันได้ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ก่อเหตุก่อนหรือขณะกระทำผิด แม้จำเลยจะรออยู่นานก็ไม่ทำให้การกระทำเข้าลักษณะผู้สนับสนุน

ส่วนการที่จำเลยขับรถพาผู้ก่อเหตุหลบหนี เป็นการกระทำภายหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานผู้สนับสนุนตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนยกฟ้อง

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายจักรกรินทร์ ผู้ตาย เป็นบุตรของนายสมจิต กับนางอารี นายอภิชาติ จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 939/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นบุตรของนายสุเทพ กับนางลัดดา จำเลยในคดีนี้เป็นบุตรของนายเขียว กับนางประชวน นางประชวนเป็นพี่ของนายสุเทพบิดาของนายอภิชาติ จำเลยพักอาศัยอยู่ที่อำเภอปากพนัง นางอารีมารดาของผู้ตายกับนางลัดดามารดาของนายอภิชาติเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน นางอารีกับผู้ตายและนางลัดดากับนายอภิชาติพักอาศัยอยู่ที่อำเภอท่าศาลา โดยมีบ้านและสวนยางพาราอยู่ใกล้กัน ก่อนเกิดเหตุไม่นานผู้ตายกับนายอภิชาติมีเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายกันจนนายอภิชาติต้องหลบไปพักอาศัยอยู่กับนางถวิล ย่าของนายอภิชาติ ที่อำเภอปากพนัง แต่ก่อนไปนายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนพกลูกซองสั้น 1 กระบอก ท่อเหล็ก 2 ท่อน และกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราของนายอภิชาติซึ่งอยู่ติดกับสวนยางพาราที่เกิดเหตุของนางระเบียบ ป้าของนายอภิชาติและจำเลยซึ่งจ้างผู้ตายกรีดยางพารา เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2553 เวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกา นายอภิชาติขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายจากอำเภอปากพนังไปอำเภอสิชล ระหว่างทางนายอภิชาติได้แวะซื้อสุราขาว 1 ขวด และถุงมือยาง 1 คู่ จากร้านค้าในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช นายอภิชาติเก็บถุงมือไว้ในกระเป๋ากางเกง เมื่อนายอภิชาติขับรถมาถึงอำเภอท่าศาลาได้แวะจอดรถบริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราของนายอภิชาติพร้อมกับบอกจำเลยว่าจะไปดักยิงคนให้จำเลยรอ แล้วนายอภิชาติถือขวดสุราขาวเดินเข้าไปที่จุดซ่อนอาวุธปืนในสวนยางพาราห่างออกไปประมาณ 300 เมตร นำถุงมือออกมาสวมแล้วหยิบอาวุธปืนพกลูกซองสั้น ท่อเหล็ก 2 ท่อน และกระสุนปืนที่เอามาซุกซ่อนไว้ จากนั้นเดินเข้าไปในสวนยางพาราที่เกิดเหตุนั่งซุ่มรอผู้ตายและดื่มสุราขาวไปพลาง จนกระทั่งผู้ตายเข้ามากรีดยางพาราในสวนยางพาราที่เกิดเหตุห่างจากจุดซุ่มรอประมาณ 5 เมตร นายอภิชาติใช้อาวุธปืนพกลูกซองสั้นยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด แล้วถืออาวุธปืนพกลูกซองสั้นวิ่งออกมาบริเวณที่จอดรถตะโกนบอกจำเลยว่าไป ๆ จำเลยขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ขับออกไปโดยนายอภิชาตินั่งซ้อนท้ายไปตามถนนก่อนจะถึงถนนสายท่าศาลา-สิชล นายอภิชาติบอกให้จำเลยจอดรถแล้วนายอภิชาตินำอาวุธปืนพกลูกซองสั้นไปซุกซ่อนไว้โดยจำเลยไม่รู้ จากนั้นนายอภิชาติขับรถมีจำเลยนั่งซ้อนท้ายไปถึงอำเภอสิชล แล้วนายอภิชาติแวะเข้าพักที่บ้านนางสาววรรณา น้องของจำเลย ส่วนจำเลยออกเรือลงทะเล เมื่อจำเลยกลับเข้าฝั่งมาพักที่บ้านนางสาววรรณาจึงทราบว่านายอภิชาติถูกจับดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตาย จำเลยออกเรือลงทะเลและไปรับจ้างก่อสร้างที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล จนกระทั่งวันที่ 24 สิงหาคม 2565 จำเลยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ป. จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวน ซึ่งแจ้งข้อหาตามฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ร่วมคบคิดกับนายอภิชาติที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายมาตั้งแต่แรก นายอภิชาติเป็นคนเอาอาวุธปืนและกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราก่อนเกิดเหตุ และในวันเกิดเหตุนายอภิชาติไปหยิบอาวุธปืนและกระสุนปืนที่ซุกซ่อนไว้เพียงคนเดียวแล้วนำไปก่อเหตุโดยจำเลยไม่อยู่ด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติว่า ขณะที่นายอภิชาติยิงผู้ตายนั้น จำเลยไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายอภิชาติฆ่าผู้ตาย ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่านายอภิชาติชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลาเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมาก่อน แม้จำเลยเพิ่งมารู้ในขณะที่นายอภิชาติจอดรถบริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราโดยนายอภิชาติบอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ แต่นายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนและกระสุนปืนมาซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่รอจังหวะที่จะไปเอามาใช้ยิงผู้ตาย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทราบเรื่องอาวุธปืนที่นายอภิชาตินำมาซุกซ่อนไว้ ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราห่างจากจุดที่นายอภิชาติซุกซ่อนอาวุธปืนและกระสุนปืนประมาณ 300 เมตร และห่างจากจุดที่นายอภิชาติเข้าไปนั่งซุ่มรอผู้ตายในสวนยางพาราที่เกิดเหตุอีกประมาณ 500 เมตร โดยไม่เห็นขณะนายอภิชาติสวมถุงมือและหยิบอาวุธปืน แม้จำเลยจะรออยู่นานประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติก่อนยิงผู้ตายเพราะนายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนและกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ก่อนใช้ยิงผู้ตาย ประกอบกับระยะทางจากบริเวณที่จำเลยรอกับจุดที่นายอภิชาติก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายห่างกันมากถึง 800 เมตร และข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ตรงกันว่า จากบริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่นายอภิชาติก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นสวนยางพาราทั้งหมด แม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อเหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน จำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือนายอภิชาติได้ทันท่วงทีอีกด้วย จึงไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติขณะยิงผู้ตาย ส่วนการที่จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์พานายอภิชาติหลบหนีไปก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่นายอภิชาติกระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติฆ่าผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายอภิชาติฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 289 (4)

1. หลักกฎหมายตามมาตรา 86 ผู้สนับสนุน

   มาตรา 86 กำหนดความรับผิดของ “ผู้สนับสนุน” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มิได้เป็นตัวการลงมือกระทำความผิดโดยตรง แต่ได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด องค์ประกอบสำคัญมี 2 ประการ คือ

   ประการที่หนึ่ง ต้องมีการกระทำช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก เช่น จัดหาอาวุธ พาไปยังสถานที่เกิดเหตุ หรือเฝ้าดูต้นทาง ซึ่งต้องเป็นการช่วยเหลือที่มีผลต่อการทำให้ความผิดสำเร็จ

   ประการที่สอง ต้องมีเจตนา กล่าวคือ ผู้สนับสนุนต้องรู้ถึงการกระทำความผิดของตัวการและมีความประสงค์จะช่วยเหลือหรืออย่างน้อยยอมรับผลของการช่วยเหลือนั้น หากขาดเจตนาหรือไม่รู้ล่วงหน้า ย่อมไม่เป็นผู้สนับสนุน

   นอกจากนี้ การช่วยเหลือจะต้องเกิดขึ้นก่อนหรือขณะกระทำความผิด หากเป็นการช่วยเหลือภายหลังความผิดสำเร็จแล้ว จะไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 86 แต่จะไปพิจารณาเป็นความผิดฐานอื่นแทน

2. หลักกฎหมายตามมาตรา 289 (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

   มาตรา 289 (4) เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุเพิ่มโทษ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรงกว่าปกติ โดย “ไตร่ตรองไว้ก่อน” หมายถึง การที่ผู้กระทำมีเวลาคิดพิจารณา ตัดสินใจ และเตรียมการก่อนลงมือฆ่า ไม่ใช่การกระทำโดยฉับพลันหรืออารมณ์ชั่ววูบ

   องค์ประกอบสำคัญคือ

   ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า เช่น ซ่อนอาวุธ วางแผนดักรอ หรือเลือกเวลาและสถานที่เพื่อให้การฆ่าสำเร็จ

   ต้องมีช่วงเวลาให้คิดทบทวน แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น แต่ต้องเพียงพอให้เกิดการตัดสินใจอย่างมีสติ ไม่ใช่การกระทำโดยทันทีทันใด

   ต้องมีเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้กระทำต้องมีความมุ่งหมายให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

3. ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 86 กับมาตรา 289 (4)

   ในกรณีที่มีผู้สนับสนุนการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ผู้สนับสนุนจะต้องมีความรู้ถึงลักษณะของการกระทำว่ามีการวางแผนล่วงหน้า และต้องมีการช่วยเหลือก่อนหรือขณะเกิดเหตุ หากไม่รู้ถึงแผนการหรือไม่มีการช่วยเหลือในช่วงเวลาดังกล่าว แม้จะมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องบางประการ ก็ไม่อาจถือเป็นผู้สนับสนุนในความผิดตามมาตรา 289 (4) ได้

   หลักการนี้สะท้อนถึงการจำกัดความรับผิดทางอาญาให้สอดคล้องกับระดับการมีส่วนร่วมและเจตนาของแต่ละบุคคล โดยศาลจะพิจารณาอย่างเคร่งครัดทั้งในด้านข้อเท็จจริงและเจตนาเป็นสำคัญ




ป.อาญาเรียงมาตรา

ร่วมกันปล้นทรัพย์มีอาวุธ ใช้รถและปืน โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้หรือไม่ และรับสารภาพมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการต้องตีความอย่างไร ศาลรับสารภาพแล้วไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่ และรายงานคุมประพฤตินำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
การซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ถือเป็นการรับตัวผู้เยาว์โดยทุจริตหรือไม่ และเข้าข่ายค้ามนุษย์ตามกฎหมายอย่างไร
คดีพยายามฆ่าโดยร่วมกันก่อเหตุและสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลมีอำนาจเพียงใดในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและดอกเบี้ยตามกฎหมาย
การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่
ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน
พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน