
| ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการที่บุคคลหนึ่งอยู่ร่วมในเหตุการณ์หรือมีพฤติการณ์บางอย่างภายหลังการกระทำผิดของตัวการ จะเพียงพอให้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกตามกฎหมายหรือไม่ ศาลได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการจะเป็นผู้สนับสนุนได้นั้นต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้นั้นมีการรู้เห็นล่วงหน้าถึงการกระทำความผิด และมีพฤติการณ์ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำผิด มิใช่เพียงอยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีพฤติการณ์ภายหลังการกระทำผิดเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการจำกัดขอบเขตความรับผิดของผู้สนับสนุนในคดีอาญาให้สอดคล้องกับหลักเจตนาและการกระทำที่แท้จริง ข้อเท็จจริง จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับผู้ก่อเหตุโดยไม่ได้รู้มาก่อนว่าผู้ก่อเหตุมีแผนจะฆ่าผู้ตาย ระหว่างทางผู้ก่อเหตุได้บอกว่าจะไปดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ซุกซ่อนไว้ ผู้ก่อเหตุไปนำอาวุธออกมาและก่อเหตุยิงผู้ตายในสวนยางพารา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่จำเลยรอประมาณ 800 เมตร ในสภาพพื้นที่ที่ไม่สามารถมองเห็นกันได้ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ภายหลังการก่อเหตุ จำเลยได้ขับรถพาผู้ก่อเหตุหลบหนี คำวินิจฉัยของศาล ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ร่วมคบคิดหรือรู้เห็นล่วงหน้าเกี่ยวกับการฆ่าผู้ตาย อีกทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่ห่างไกลและไม่สามารถเห็นหรือช่วยเหลือการกระทำได้ ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำผิด ส่วนการพาหลบหนีเกิดขึ้นภายหลังความผิดสำเร็จแล้ว จึงไม่เป็นการสนับสนุนตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมาย ความผิดฐานผู้สนับสนุนตามกฎหมายอาญาต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด และต้องมีเจตนาร่วมรู้เห็นล่วงหน้า การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังความผิดสำเร็จแล้วไม่อยู่ในขอบเขตของการสนับสนุน แต่เป็นเรื่องอื่นตามกฎหมาย เช่น การช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นการจับกุม เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายมุ่งลงโทษเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดการกระทำผิด ไม่ใช่บุคคลที่ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ได้ช่วยให้การกระทำผิดสำเร็จ ดังนั้นการตีความต้องเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกายึดหลักอย่างต่อเนื่องว่า ผู้สนับสนุนต้องมีการกระทำที่เอื้ออำนวยให้ความผิดสำเร็จ และต้องมีเจตนาร่วม หากเพียงอยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีพฤติการณ์ภายหลัง ย่อมไม่เพียงพอให้เป็นความผิดฐานสนับสนุน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกและลดโทษเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอจะรับฟังว่าจำเลยมีการช่วยเหลือหรือรู้เห็นล่วงหน้า 3 ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานผู้สนับสนุน ข้อคิดทางกฎหมาย การวินิจฉัยความผิดฐานผู้สนับสนุนต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดทั้งในส่วนของเจตนาและพฤติการณ์ การขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมไม่อาจลงโทษได้ หลักการนี้สะท้อนถึงหลักความรับผิดเฉพาะบุคคลในกฎหมายอาญา ซึ่งต้องอาศัยทั้งการกระทำและเจตนาที่สอดคล้องกัน มิใช่อาศัยเพียงความเกี่ยวข้องโดยผิวเผินหรือพฤติการณ์ภายหลัง ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความความผิดฐานผู้สนับสนุนว่าต้องมีการช่วยเหลือก่อนหรือขณะกระทำผิดและต้องมีการรู้เห็นล่วงหน้า มิใช่เพียงอยู่ในเหตุการณ์หรือช่วยหลบหนีภายหลัง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 ผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ต้องมีการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำผิด และต้องมีเจตนา 2 ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 วรรคสี่ เป็นความผิดร้ายแรงที่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของบุคคลอื่น คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุแต่ไม่รู้แผนการฆ่ามาก่อน จะเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ คำตอบ การเป็นผู้สนับสนุนต้องมีองค์ประกอบทั้งการรู้เห็นล่วงหน้าและการช่วยเหลือก่อนหรือขณะกระทำผิด หากบุคคลเพียงอยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่รู้แผนการและไม่มีพฤติการณ์ช่วยเหลือ ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นผู้สนับสนุนได้ การพิจารณาจะต้องอาศัยพยานหลักฐานที่แสดงถึงเจตนาและการกระทำอย่างชัดเจน มิใช่สันนิษฐานจากการอยู่ร่วมในสถานที่เดียวกันเท่านั้น 2 คำถาม การรออยู่เฉย ๆ โดยไม่เข้าไปช่วยเหลือถือเป็นการสนับสนุนหรือไม่ คำตอบ การรออยู่เฉย ๆ จะถือเป็นการสนับสนุนได้ต่อเมื่อมีเจตนาร่วมและมีบทบาทในการเอื้ออำนวยให้ความผิดสำเร็จ เช่น เป็นการเฝ้าระวังหรือช่วยดูต้นทาง แต่หากไม่มีการตกลงหรือไม่มีบทบาทช่วยเหลือที่แท้จริง การรออยู่เฉย ๆ ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานผู้สนับสนุน 3 คำถาม การช่วยพาผู้กระทำผิดหลบหนีภายหลังถือเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ คำตอบ การช่วยเหลือภายหลังจากความผิดสำเร็จแล้วไม่ถือเป็นการสนับสนุนตามมาตรา 86 เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้ความผิดสำเร็จ แต่เป็นการกระทำภายหลัง ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานอื่นตามกฎหมาย เช่น การช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นการจับกุม 4 คำถาม ระยะทางและสภาพพื้นที่มีผลต่อการพิจารณาความผิดหรือไม่ คำตอบ มีผลอย่างยิ่ง เพราะหากระยะทางไกลหรือสภาพพื้นที่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหรือช่วยเหลือได้จริง ย่อมเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่แสดงว่าบุคคลนั้นไม่ได้มีบทบาทในการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกต่อการกระทำผิด 5 คำถาม ต้องพิสูจน์การรู้เห็นล่วงหน้าอย่างไร คำตอบ การพิสูจน์ต้องอาศัยพยานหลักฐาน เช่น การสนทนา การเตรียมการร่วม หรือพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ หากไม่ปรากฏหลักฐานว่ารู้แผนล่วงหน้า ศาลย่อมไม่อาจลงโทษฐานผู้สนับสนุนได้ 6 คำถาม ความแตกต่างระหว่างตัวการร่วมกับผู้สนับสนุนคืออะไร คำตอบ ตัวการร่วมต้องมีการร่วมกันกระทำความผิดโดยตรงหรือมีบทบาทสำคัญในการก่อเหตุ ส่วนผู้สนับสนุนเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก มิได้เป็นผู้ลงมือกระทำโดยตรง แต่ทั้งสองต้องมีเจตนาร่วม 7 คำถาม หากเพิ่งรู้แผนในขณะเกิดเหตุจะเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่ามีการช่วยเหลือในขณะนั้นหรือไม่ หากเพียงรู้แต่ไม่ได้ช่วยเหลือหรือไม่มีโอกาสช่วยเหลือ ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานผู้สนับสนุน 8 คำถาม ศาลใช้หลักใดในการตัดสินคดีลักษณะนี้ คำตอบ ศาลใช้หลักการพิจารณาพยานหลักฐานโดยเคร่งครัดตามองค์ประกอบความผิดทางอาญา โดยเน้นทั้งเจตนาและการกระทำ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งย่อมไม่สามารถลงโทษได้ตามหลักกฎหมายอาญา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8208/2568 จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ อ. ฆ่าผู้ตายข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่า อ. ชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลาเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อนเพิ่งมารู้เห็นในขณะที่ อ. จอดรถบริเวณปากทางเข้าสวนยางพาราโดย อ. บอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ อ. นำมาซุกซ่อนไว้ ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณปากทางเข้าสวนยางพาราห่างจากจุดที่ อ. ซุกซ่อนปืนและกระสุนปืน 300 เมตร และห่างจากจุดที่ อ. เข้าไปซุ่มดักยิงผู้ตายอีก 500 เมตร โดยจำเลยไม่เห็นขณะ อ. สวมถุงมือหรือหยิบอาวุธปืน แม้จะรอนาน 2-3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ก่อนยิงผู้ตาย ประกอบกับบริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่ อ. ก่อเหตุเป็นสวนยางพาราแม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อคดีนี้เกิดเหตุในเวลากลางคืนจำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ อ. ได้ทันท่วงที จึงไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ขณะยิงผู้ตาย ส่วนการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พา อ. หลบหนีก็เป็นเหตุการณ์ภายหลัง อ. กระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงไม่ใช่การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ฆ่าผู้ตาย ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก และลดโทษเนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์ ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ร่วมคบคิดหรือรู้เห็นล่วงหน้าว่าผู้ก่อเหตุจะไปฆ่าผู้ตาย ผู้ก่อเหตุได้เตรียมอาวุธและซุกซ่อนไว้ล่วงหน้าโดยลำพัง และเป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียว จำเลยเพียงนั่งซ้อนท้ายรถไปด้วย และเพิ่งทราบเจตนาในระหว่างทาง โดยไม่มีหลักฐานว่ารู้ถึงการซ่อนอาวุธหรือแผนการฆ่ามาก่อน พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่ห่างจากจุดก่อเหตุเป็นระยะทางมาก อีกทั้งเป็นสวนยางพาราที่ไม่สามารถมองเห็นกันได้ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ก่อเหตุก่อนหรือขณะกระทำผิด แม้จำเลยจะรออยู่นานก็ไม่ทำให้การกระทำเข้าลักษณะผู้สนับสนุน ส่วนการที่จำเลยขับรถพาผู้ก่อเหตุหลบหนี เป็นการกระทำภายหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานผู้สนับสนุนตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนยกฟ้อง ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายจักรกรินทร์ ผู้ตาย เป็นบุตรของนายสมจิต กับนางอารี นายอภิชาติ จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 939/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นบุตรของนายสุเทพ กับนางลัดดา จำเลยในคดีนี้เป็นบุตรของนายเขียว กับนางประชวน นางประชวนเป็นพี่ของนายสุเทพบิดาของนายอภิชาติ จำเลยพักอาศัยอยู่ที่อำเภอปากพนัง นางอารีมารดาของผู้ตายกับนางลัดดามารดาของนายอภิชาติเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน นางอารีกับผู้ตายและนางลัดดากับนายอภิชาติพักอาศัยอยู่ที่อำเภอท่าศาลา โดยมีบ้านและสวนยางพาราอยู่ใกล้กัน ก่อนเกิดเหตุไม่นานผู้ตายกับนายอภิชาติมีเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายกันจนนายอภิชาติต้องหลบไปพักอาศัยอยู่กับนางถวิล ย่าของนายอภิชาติ ที่อำเภอปากพนัง แต่ก่อนไปนายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนพกลูกซองสั้น 1 กระบอก ท่อเหล็ก 2 ท่อน และกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราของนายอภิชาติซึ่งอยู่ติดกับสวนยางพาราที่เกิดเหตุของนางระเบียบ ป้าของนายอภิชาติและจำเลยซึ่งจ้างผู้ตายกรีดยางพารา เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2553 เวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกา นายอภิชาติขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายจากอำเภอปากพนังไปอำเภอสิชล ระหว่างทางนายอภิชาติได้แวะซื้อสุราขาว 1 ขวด และถุงมือยาง 1 คู่ จากร้านค้าในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช นายอภิชาติเก็บถุงมือไว้ในกระเป๋ากางเกง เมื่อนายอภิชาติขับรถมาถึงอำเภอท่าศาลาได้แวะจอดรถบริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราของนายอภิชาติพร้อมกับบอกจำเลยว่าจะไปดักยิงคนให้จำเลยรอ แล้วนายอภิชาติถือขวดสุราขาวเดินเข้าไปที่จุดซ่อนอาวุธปืนในสวนยางพาราห่างออกไปประมาณ 300 เมตร นำถุงมือออกมาสวมแล้วหยิบอาวุธปืนพกลูกซองสั้น ท่อเหล็ก 2 ท่อน และกระสุนปืนที่เอามาซุกซ่อนไว้ จากนั้นเดินเข้าไปในสวนยางพาราที่เกิดเหตุนั่งซุ่มรอผู้ตายและดื่มสุราขาวไปพลาง จนกระทั่งผู้ตายเข้ามากรีดยางพาราในสวนยางพาราที่เกิดเหตุห่างจากจุดซุ่มรอประมาณ 5 เมตร นายอภิชาติใช้อาวุธปืนพกลูกซองสั้นยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด แล้วถืออาวุธปืนพกลูกซองสั้นวิ่งออกมาบริเวณที่จอดรถตะโกนบอกจำเลยว่าไป ๆ จำเลยขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ขับออกไปโดยนายอภิชาตินั่งซ้อนท้ายไปตามถนนก่อนจะถึงถนนสายท่าศาลา-สิชล นายอภิชาติบอกให้จำเลยจอดรถแล้วนายอภิชาตินำอาวุธปืนพกลูกซองสั้นไปซุกซ่อนไว้โดยจำเลยไม่รู้ จากนั้นนายอภิชาติขับรถมีจำเลยนั่งซ้อนท้ายไปถึงอำเภอสิชล แล้วนายอภิชาติแวะเข้าพักที่บ้านนางสาววรรณา น้องของจำเลย ส่วนจำเลยออกเรือลงทะเล เมื่อจำเลยกลับเข้าฝั่งมาพักที่บ้านนางสาววรรณาจึงทราบว่านายอภิชาติถูกจับดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตาย จำเลยออกเรือลงทะเลและไปรับจ้างก่อสร้างที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล จนกระทั่งวันที่ 24 สิงหาคม 2565 จำเลยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ป. จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวน ซึ่งแจ้งข้อหาตามฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ร่วมคบคิดกับนายอภิชาติที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายมาตั้งแต่แรก นายอภิชาติเป็นคนเอาอาวุธปืนและกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราก่อนเกิดเหตุ และในวันเกิดเหตุนายอภิชาติไปหยิบอาวุธปืนและกระสุนปืนที่ซุกซ่อนไว้เพียงคนเดียวแล้วนำไปก่อเหตุโดยจำเลยไม่อยู่ด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติว่า ขณะที่นายอภิชาติยิงผู้ตายนั้น จำเลยไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายอภิชาติฆ่าผู้ตาย ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่านายอภิชาติชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลาเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมาก่อน แม้จำเลยเพิ่งมารู้ในขณะที่นายอภิชาติจอดรถบริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราโดยนายอภิชาติบอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ แต่นายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนและกระสุนปืนมาซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่รอจังหวะที่จะไปเอามาใช้ยิงผู้ตาย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทราบเรื่องอาวุธปืนที่นายอภิชาตินำมาซุกซ่อนไว้ ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราห่างจากจุดที่นายอภิชาติซุกซ่อนอาวุธปืนและกระสุนปืนประมาณ 300 เมตร และห่างจากจุดที่นายอภิชาติเข้าไปนั่งซุ่มรอผู้ตายในสวนยางพาราที่เกิดเหตุอีกประมาณ 500 เมตร โดยไม่เห็นขณะนายอภิชาติสวมถุงมือและหยิบอาวุธปืน แม้จำเลยจะรออยู่นานประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติก่อนยิงผู้ตายเพราะนายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนและกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ก่อนใช้ยิงผู้ตาย ประกอบกับระยะทางจากบริเวณที่จำเลยรอกับจุดที่นายอภิชาติก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายห่างกันมากถึง 800 เมตร และข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ตรงกันว่า จากบริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่นายอภิชาติก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นสวนยางพาราทั้งหมด แม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อเหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน จำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือนายอภิชาติได้ทันท่วงทีอีกด้วย จึงไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติขณะยิงผู้ตาย ส่วนการที่จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์พานายอภิชาติหลบหนีไปก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่นายอภิชาติกระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติฆ่าผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายอภิชาติฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 289 (4) 1. หลักกฎหมายตามมาตรา 86 ผู้สนับสนุน มาตรา 86 กำหนดความรับผิดของ “ผู้สนับสนุน” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มิได้เป็นตัวการลงมือกระทำความผิดโดยตรง แต่ได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด องค์ประกอบสำคัญมี 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ต้องมีการกระทำช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก เช่น จัดหาอาวุธ พาไปยังสถานที่เกิดเหตุ หรือเฝ้าดูต้นทาง ซึ่งต้องเป็นการช่วยเหลือที่มีผลต่อการทำให้ความผิดสำเร็จ ประการที่สอง ต้องมีเจตนา กล่าวคือ ผู้สนับสนุนต้องรู้ถึงการกระทำความผิดของตัวการและมีความประสงค์จะช่วยเหลือหรืออย่างน้อยยอมรับผลของการช่วยเหลือนั้น หากขาดเจตนาหรือไม่รู้ล่วงหน้า ย่อมไม่เป็นผู้สนับสนุน นอกจากนี้ การช่วยเหลือจะต้องเกิดขึ้นก่อนหรือขณะกระทำความผิด หากเป็นการช่วยเหลือภายหลังความผิดสำเร็จแล้ว จะไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 86 แต่จะไปพิจารณาเป็นความผิดฐานอื่นแทน 2. หลักกฎหมายตามมาตรา 289 (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มาตรา 289 (4) เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุเพิ่มโทษ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรงกว่าปกติ โดย “ไตร่ตรองไว้ก่อน” หมายถึง การที่ผู้กระทำมีเวลาคิดพิจารณา ตัดสินใจ และเตรียมการก่อนลงมือฆ่า ไม่ใช่การกระทำโดยฉับพลันหรืออารมณ์ชั่ววูบ องค์ประกอบสำคัญคือ ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า เช่น ซ่อนอาวุธ วางแผนดักรอ หรือเลือกเวลาและสถานที่เพื่อให้การฆ่าสำเร็จ ต้องมีช่วงเวลาให้คิดทบทวน แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น แต่ต้องเพียงพอให้เกิดการตัดสินใจอย่างมีสติ ไม่ใช่การกระทำโดยทันทีทันใด ต้องมีเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้กระทำต้องมีความมุ่งหมายให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 3. ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 86 กับมาตรา 289 (4) ในกรณีที่มีผู้สนับสนุนการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ผู้สนับสนุนจะต้องมีความรู้ถึงลักษณะของการกระทำว่ามีการวางแผนล่วงหน้า และต้องมีการช่วยเหลือก่อนหรือขณะเกิดเหตุ หากไม่รู้ถึงแผนการหรือไม่มีการช่วยเหลือในช่วงเวลาดังกล่าว แม้จะมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องบางประการ ก็ไม่อาจถือเป็นผู้สนับสนุนในความผิดตามมาตรา 289 (4) ได้ หลักการนี้สะท้อนถึงการจำกัดความรับผิดทางอาญาให้สอดคล้องกับระดับการมีส่วนร่วมและเจตนาของแต่ละบุคคล โดยศาลจะพิจารณาอย่างเคร่งครัดทั้งในด้านข้อเท็จจริงและเจตนาเป็นสำคัญ |



