ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่

ลักบัตรเครดิตของผู้อื่นแล้วนำไปใช้หลายครั้ง, ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้าโดยมิชอบ, การวินิจฉัยว่าความผิดเป็นหลายกรรมต่างกัน, ความแตกต่างระหว่างกรรมเดียวกับหลายกรรมในคดีอาญา, การใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดโดยไม่ได้รับอนุญาต, ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์, หลักการลงโทษตามกฎหมายอาญามาตรา 91, บทลงโทษตามกฎหมายอาญามาตรา 90, การลักทรัพย์โดยผ่านสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์, การใช้บัตรเครดิตหลายครั้งต่างเวลา 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยปัญหาสำคัญในกฎหมายอาญาว่า การลักบัตรเครดิตของผู้อื่นไปแล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการหลายครั้งในภายหลังนั้น จะถือเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวต่อเนื่องกัน หรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันอันต้องลงโทษเป็นรายกระทงตามจำนวนครั้งที่มีการใช้บัตรแต่ละครั้ง คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะเกี่ยวพันกับการแยกโครงสร้างการกระทำความผิดออกจากกันตามลักษณะของพฤติการณ์ เวลา สถานที่ จำนวนเงิน และความสำเร็จของความผิดในแต่ละครั้ง ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ต้นทางของการได้มาซึ่งบัตรเครดิตจะเกิดจากการลักทรัพย์เพียงครั้งเดียว แต่เมื่อจำเลยนำบัตรไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการรวม 7 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีจำนวนเงินไม่เท่ากัน และเกิดขึ้นต่างเวลากัน การกระทำแต่ละครั้งย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง มิใช่การกระทำในวาระเดียวกัน ผลทางกฎหมายจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษแยกเป็นกระทง นอกจากนี้คดียังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า แม้ศาลฎีกาจะเห็นพ้องด้วยในข้อวินิจฉัยเรื่องจำนวนกรรมความผิด แต่ก็ยังมีอำนาจพิจารณาแก้ไขระดับโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีได้ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนและความยุติธรรมในทางอาญา

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เริ่มต้นจากการที่จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป โดยทรัพย์ที่ถูกลักประกอบด้วยบัตรเครดิต เงินสด และเครื่องสำอาง หลังจากได้บัตรเครดิตของผู้เสียหายมาแล้ว จำเลยมิได้หยุดอยู่เพียงการครอบครองทรัพย์ที่ลักมา แต่กลับนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแทนการชำระด้วยเงินสดรวม 7 ครั้ง ในสถานที่ต่างกัน จำนวนเงินต่างกัน และเกิดขึ้นต่างเวลากัน กล่าวโดยสรุปคือมีทั้งการนำบัตรไปชำระค่าบริการร้านค้า ค่าน้ำมัน และค่าสินค้าในร้านต่าง ๆ หลายแห่ง แต่ละครั้งมีมูลค่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหลายหมื่นบาท

โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 91 มาตรา 335 มาตรา 265 มาตรา 268 มาตรา 269/5 มาตรา 269/6 และมาตรา 269/7 พร้อมทั้งขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนแก่ผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม และยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งหลายรายการ แต่ภายหลังได้ถอนคำร้องในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงไม่มีข้อพิพาทในประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการตามที่ฟ้องจริงหรือไม่ ปัญหาสำคัญของคดีจึงมิใช่เรื่องการพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิด หากแต่อยู่ที่การจัดโครงสร้างความรับผิดทางอาญาว่า การกระทำทั้งหมดต้องนับเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม และศาลจะกำหนดโทษอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายอาญา

คำวินิจฉัยของศาลและการแยกประเด็นข้อกฎหมาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แล้วเลือกลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด กล่าวคือฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ตามหลักมาตรา 90 แล้วลงโทษจำคุก 4 ปี ปรับ 80,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ คงจำคุก 2 ปี ปรับ 40,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติและการรักษาโรคอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นต่างจากศาลชั้นต้นในประเด็นสำคัญ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยมิใช่กรรมเดียว หากแต่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 โดยแยกลงโทษฐานลักทรัพย์อีกส่วนหนึ่ง และในส่วนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าแต่ละการรูดบัตรเป็นความผิดสำเร็จแยกจากกัน จึงลงโทษฐานดังกล่าว 7 กระทง รวมโทษแล้วคงจำคุก 15 ปี และปรับ 305,000 บาท แต่ยังคงรอการลงโทษจำคุก 2 ปี

เมื่อจำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นสองชั้นประเด็นอย่างมีระบบ

ประเด็นแรก ศาลฎีกาพิจารณาว่า การลักบัตรเครดิต เงินสด และเครื่องสำอางในตอนต้น กับการนำบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการอีก 7 ครั้งภายหลัง จะถือเป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำออกเป็นแต่ละข้อ และการกระทำตามแต่ละข้อเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง ต่างกรรม ต่างวาระ อีกทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำก็เป็นคนละประเภทกัน เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาแยกต่างหากในแต่ละการกระทำ ไม่อาจถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวได้

ประเด็นที่สอง ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นว่า การใช้บัตร 7 ครั้งนั้นเป็น 7 กรรมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แต่ละครั้งเกิดต่างเวลา จำนวนเงินไม่เท่ากัน และเป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการคนละรายการ จึงไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำในวาระเดียวกันได้ แต่ละการใช้บัตรจึงเป็นความผิดสำเร็จแยกออกจากกัน เป็น 7 กรรมต่างกัน

อย่างไรก็ดี แม้ศาลฎีกาจะเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในเรื่องจำนวนกรรม แต่ศาลฎีกาใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 พิจารณาว่าโทษที่ลงไว้ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นนั้นหนักเกินสมควร จึงแก้ไขโทษเสียใหม่ โดยลดโทษจากจำคุกกระทงละ 4 ปี ปรับกระทงละ 80,000 บาท เหลือจำคุกกระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 20,000 บาท และเมื่อหักลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพแล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน ปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 42 เดือน และปรับ 70,000 บาท เมื่อนำไปรวมกับโทษฐานอื่นจึงเป็นจำคุก 1 ปี 42 เดือน และปรับ 95,000 บาท

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นแก่นแท้ของคดีนี้อยู่ที่การจำแนก “กรรมเดียว” ออกจาก “หลายกรรมต่างกัน” ซึ่งเป็นหลักสำคัญของกฎหมายอาญา เพราะมีผลโดยตรงต่อจำนวนกระทงโทษและความหนักเบาของบทลงโทษ หากการกระทำถูกมองว่าเป็นกรรมเดียวก็อาจใช้มาตรา 90 เลือกลงโทษเฉพาะบทที่หนักที่สุด แต่หากเป็นหลายกรรมต่างกันก็ต้องใช้มาตรา 91 ลงโทษทุกกรรมแล้วรวมโทษตามหลักกฎหมาย

เจตนารมณ์ของมาตรา 90 มุ่งใช้กับกรณีที่การกระทำเพียงครั้งเดียวไปเข้าองค์ประกอบความผิดหลายบทพร้อมกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ข้อเท็จจริงชุดเดียว” ทำให้ผู้กระทำต้องรับผิดหลายฐาน แต่กฎหมายไม่ประสงค์ให้ลงโทษซ้ำซ้อนจากการกระทำเดียว ส่วนมาตรา 91 มุ่งใช้กับกรณีที่มีการกระทำแยกจากกันได้ มีความสำเร็จของความผิดแยกจากกัน หรือแสดงถึงเจตนาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ ต่างวาระกัน จึงสมควรลงโทษแยกเป็นแต่ละกรรม

ในคดีนี้ การลักบัตรเครดิตเป็นการกระทำตอนต้น ส่วนการนำบัตรไปใช้แต่ละครั้งคือการตัดสินใจกระทำผิดซ้ำอีกคนละวาระ แม้จะใช้บัตรใบเดิมก็ตาม แต่การใช้ในแต่ละครั้งมีองค์ประกอบความผิดครบถ้วนในตัวเอง มีความเสียหายเกิดขึ้นใหม่ทุกครั้ง และผู้กระทำมีโอกาสหยุดยั้งการกระทำได้ระหว่างครั้งหนึ่งกับอีกครั้งหนึ่ง ลักษณะเช่นนี้แสดงถึงการเกิดเจตนาใหม่ต่อเนื่องกันหลายคราว มิใช่เพียงผลสืบเนื่องอัตโนมัติจากการลักบัตรครั้งแรก

สำหรับมาตรา 269/5 มาตรา 269/6 และมาตรา 269/7 นั้น เจตนารมณ์สำคัญคือการคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยในระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และความเชื่อถือในบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัตรเครดิต ซึ่งในสังคมปัจจุบันทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือแทนเงินสด การนำบัตรของผู้อื่นไปใช้โดยมิชอบจึงมิได้กระทบเฉพาะเจ้าของบัตร แต่ยังกระทบต่อระบบเครดิต ร้านค้า สถาบันการเงิน และความเชื่อมั่นของระบบชำระเงินโดยรวม กฎหมายจึงบัญญัติความผิดเฉพาะและกำหนดโทษไว้ค่อนข้างชัดเจนเพื่อป้องปรามการใช้เครื่องมือทางการเงินของผู้อื่นโดยทุจริต

ส่วนมาตรา 335 (3) มีเจตนารมณ์เพิ่มโทษกรณีลักทรัพย์โดยผ่านสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ เพราะถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงความพยายามฝ่าฝืนระบบการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้อื่นมากกว่าการลักทรัพย์ทั่วไป จึงสะท้อนระดับความร้ายแรงของการกระทำที่สูงขึ้น

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีลักษณะนี้โดยหลักแล้วให้ความสำคัญกับ “ความเป็นอิสระของการกระทำแต่ละครั้ง” มากกว่าการพิจารณาเพียงว่าทรัพย์หรือเครื่องมือที่ใช้ก่อเหตุเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ หากการกระทำแต่ละครั้งแยกออกจากกันได้ตามเวลา สถานที่ จำนวนเงิน หรือผลสำเร็จแห่งความผิด ศาลมักถือว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน เพราะแต่ละวาระสะท้อนการตัดสินใจละเมิดกฎหมายใหม่อีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ แนววินิจฉัยของศาลฎีกายังสอดคล้องกับหลักทั่วไปในคดีเกี่ยวกับการเบิกถอนเงิน การใช้เอกสารสิทธิ การใช้เช็ค หรือการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมิชอบ กล่าวคือ หากมีการใช้ซ้ำหลายครั้ง แต่ละครั้งมุ่งให้เกิดผลทางทรัพย์สินครั้งใหม่ ศาลย่อมมีแนวโน้มวินิจฉัยว่าเป็นหลายกรรม เว้นแต่จะเป็นการกระทำต่อเนื่องกันอย่างใกล้ชิดจนแยกเจตนาและผลสำเร็จออกจากกันไม่ได้อย่างแท้จริง

ข้อสังเกตสำคัญจากคดีนี้คือ ศาลฎีกามิได้ผ่อนปรนหลักเรื่องจำนวนกรรม เพียงเพราะจำเลยรับสารภาพหรือมีภาวะเจ็บป่วยที่ศาลชั้นต้นนำมาเป็นเงื่อนไขคุมประพฤติ แต่ศาลฎีกาเลือกใช้วิธีรักษาหลักกฎหมายเรื่องหลายกรรมไว้ให้ชัดเจน แล้วไปปรับระดับโทษให้เหมาะสมภายหลัง วิธีคิดเช่นนี้มีความสำคัญในเชิงระบบอย่างมาก เพราะทำให้โครงสร้างความรับผิดทางอาญาไม่คลาดเคลื่อน ขณะเดียวกันก็ยังเปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจเรื่องความได้สัดส่วนของโทษตามพฤติการณ์เฉพาะคดี

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี ปรับ 80,000 บาท รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ปรับ 40,000 บาท และรอการลงโทษจำคุก 2 ปี พร้อมเงื่อนไขคุมประพฤติและรักษาโรคต่อเนื่อง

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด โดยเฉพาะการใช้บัตรเครดิตของผู้อื่น 7 ครั้ง ให้เป็น 7 กระทง รวมโทษแล้วคงจำคุก 15 ปี ปรับ 305,000 บาท แต่ยังให้รอการลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยยืนหลักว่า การใช้บัตรเครดิตของผู้อื่นชำระค่าสินค้าและบริการ 7 ครั้ง เป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน เพราะต่างเวลา ต่างจำนวนเงิน และสำเร็จเป็นรายครั้ง แต่เห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดหนักเกินไป จึงแก้ไขลดโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นจากกระทงละ 4 ปี ปรับ 80,000 บาท เหลือกระทงละ 1 ปี ปรับ 20,000 บาท และเมื่อหักลดโทษแล้ว รวมโทษทั้งคดีเป็นจำคุก 1 ปี 42 เดือน และปรับ 95,000 บาท

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างน้อยสี่ประการ

ประการแรก ในคดีอาญา การวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม ไม่ได้ดูเพียงว่าเครื่องมือที่ใช้กระทำผิดเป็นสิ่งเดียวกันหรือได้มาจากการกระทำครั้งแรกเพียงครั้งเดียว หากต้องพิจารณาว่าในการกระทำภายหลังแต่ละครั้งมีความสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบความผิดในตัวเองหรือไม่ เกิดต่างเวลา ต่างสถานที่ ต่างมูลค่า หรือก่อความเสียหายใหม่เป็นรายครั้งหรือไม่ หากตอบได้ว่ามีความเป็นอิสระเช่นว่านั้น ศาลย่อมอาจนับเป็นหลายกรรมต่างกันได้

ประการที่สอง หลักตามมาตรา 90 และมาตรา 91 เป็นคนละชั้นของการวิเคราะห์ มาตรา 90 ใช้ในกรอบของ “การกระทำเดียว” ที่ผิดหลายบท ส่วนมาตรา 91 ใช้เมื่อพบว่า “มีหลายการกระทำ” แยกจากกันได้ก่อนแล้ว คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การวิเคราะห์ต้องเริ่มจากการจำแนกจำนวนกรรมให้ถูกต้องก่อน หากเริ่มต้นผิด ผลของการลงโทษทั้งหมดก็จะคลาดเคลื่อนไปด้วย

ประการที่สาม ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความได้สัดส่วนของโทษ แม้จะยืนยันหลักหลายกรรมต่างกัน แต่ก็ไม่ปล่อยให้โทษสูงเกินสมควรโดยอัตโนมัติ คดีนี้จึงสะท้อนว่า ระบบกฎหมายอาญาไทยมิได้มุ่งเพียงการเพิ่มจำนวนกระทงโทษ หากยังคำนึงถึงการกลั่นกรองระดับโทษให้เหมาะกับสภาพการกระทำ ผลเสียหาย และพฤติการณ์ของจำเลยด้วย

ประการที่สี่ ในทางปฏิบัติสำหรับพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ทนายความ และศาล การบรรยายฟ้องให้แยกแต่ละเหตุการณ์อย่างชัดเจนมีความสำคัญมาก เพราะการแยกข้อฟ้องตามวันเวลา จำนวนเงิน ร้านค้า หรือรายการชำระเงิน ย่อมทำให้เห็นโครงสร้างความผิดแต่ละกรรมได้ชัด และส่งผลโดยตรงต่อการพิพากษาเรื่องจำนวนกรรมและการกำหนดโทษ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายไปแล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้งนั้น จะถือเป็นการกระทำความผิด “กรรมเดียวต่อเนื่องกัน” หรือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตามหลักกฎหมายอาญา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะได้บัตรเครดิตมาจากการลักทรัพย์เพียงครั้งเดียว แต่เมื่อจำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการรวม 7 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งต่างเวลา ต่างสถานที่ และจำนวนเงินไม่เท่ากัน การกระทำแต่ละครั้งจึงเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง ไม่ใช่การกระทำในวาระเดียวกัน จึงต้องถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและต้องลงโทษเป็นรายกระทง

มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. หลายกรรมต่างกัน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91)

หลักกฎหมายตามมาตรา 91 กำหนดว่า หากผู้กระทำผิดได้กระทำความผิดหลายกรรม ศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นรายกระทงแล้วจึงรวมโทษตามหลักกฎหมาย ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การใช้บัตรเครดิตของผู้เสียหายชำระค่าสินค้าและบริการ 7 ครั้ง เป็นการกระทำต่างเวลาและต่างจำนวนเงิน แต่ละครั้งจึงเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง ทำให้ต้องถือว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่การกระทำเพียงกรรมเดียว

2. การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7)

บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของระบบธุรกรรมทางการเงิน โดยกำหนดให้การนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น เช่น บัตรเครดิต ไปใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้แทนการชำระด้วยเงินสดโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดอาญา ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยนำบัตรเครดิตที่ลักมาไปใช้ชำระเงินหลายครั้ง แต่ละครั้งย่อมก่อให้เกิดความเสียหายและความผิดใหม่ จึงต้องลงโทษเป็นรายกระทงตามจำนวนครั้งที่มีการใช้บัตรดังกล่าว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. การลักบัตรเครดิตเพียงครั้งเดียว แต่เอาไปใช้หลายครั้ง ทำไมศาลจึงไม่นับว่าเป็นความผิดกรรมเดียวทั้งหมด

คำตอบ

แม้การได้มาซึ่งบัตรเครดิตจะเกิดจากการลักทรัพย์เพียงครั้งเดียว แต่กฎหมายอาญาแยกพิจารณาระหว่าง “การได้ทรัพย์มา” กับ “การนำทรัพย์นั้นไปใช้ก่อผลเสียหายใหม่” ออกจากกันได้ หากภายหลังผู้กระทำผิดนำบัตรไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการหลายครั้ง โดยแต่ละครั้งต่างเวลา ต่างสถานที่ ต่างจำนวนเงิน และแต่ละครั้งก่อให้เกิดผลสำเร็จของความผิดครบถ้วนในตัวเอง ศาลย่อมถือว่ามีการกระทำผิดซ้ำขึ้นใหม่เป็นรายวาระ ไม่ใช่เพียงผลสืบเนื่องของการลักบัตรครั้งแรก หลักเช่นนี้สอดคล้องกับมาตรา 91 ซึ่งมุ่งลงโทษหลายกรรมต่างกัน ทั้งนี้เพราะในแต่ละครั้งผู้กระทำมีโอกาสยับยั้งใจได้ แต่กลับเลือกใช้บัตรอีก จึงสะท้อนเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นซ้ำหลายคราว มิใช่การกระทำเดียวต่อเนื่องที่แยกไม่ได้

คำถาม

2. หลักเกณฑ์สำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัยว่าเป็น “หลายกรรมต่างกัน” มีอะไรบ้าง

คำตอบ

หลักเกณฑ์สำคัญที่ศาลใช้พิจารณามีหลายองค์ประกอบประกอบกัน ได้แก่ หนึ่ง เวลาของการกระทำว่าห่างกันหรือไม่ สอง ลักษณะผลสำเร็จของความผิดว่าแต่ละครั้งสำเร็จในตัวเองหรือไม่ สาม จำนวนเงินหรือมูลค่าความเสียหายว่าเป็นคนละยอดหรือไม่ สี่ สถานที่หรือร้านค้าที่ใช้บัตรว่าเป็นคนละแห่งหรือไม่ และห้า ความเป็นไปได้ในการแยกเจตนาของผู้กระทำผิดในแต่ละช่วงออกจากกันได้หรือไม่ หากข้อเท็จจริงแสดงว่าผู้กระทำผิดใช้บัตรหลายครั้งโดยแต่ละครั้งเป็นการตัดสินใจใหม่อีกครั้งหนึ่ง กฎหมายย่อมถือเป็นหลายกรรมต่างกัน การวินิจฉัยเช่นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะจะทำให้ต้องลงโทษเป็นรายกระทง ต่างจากกรณีที่การกระทำครั้งเดียวไปเข้าองค์ประกอบหลายบท ซึ่งจะใช้มาตรา 90 แทน

คำถาม

3. มาตรา 90 กับมาตรา 91 ต่างกันอย่างไร และคดีนี้สำคัญต่อการแยกใช้สองมาตรานี้อย่างไร

คำตอบ

มาตรา 90 ใช้ในกรณีที่การกระทำเพียงกรรมเดียวไปเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เช่น ข้อเท็จจริงชุดเดียวกันก่อให้เกิดความผิดหลายฐาน ศาลจะลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุดเพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อนจากการกระทำเดียว ส่วนมาตรา 91 ใช้เมื่อมีการกระทำหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือแต่ละการกระทำแยกเป็นอิสระจากกันได้และเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง จึงต้องลงโทษทุกกรรมแล้วรวมโทษตามหลักกฎหมาย คดีนี้มีคุณค่าอย่างมากในทางตีความ เพราะศาลฎีกาย้ำให้เห็นว่า ก่อนจะพูดถึงการเลือกบทลงโทษตามมาตรา 90 จำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าแท้จริงแล้วมีการกระทำเดียวหรือหลายการกระทำ หากวิเคราะห์ขั้นต้นผิด ผลการกำหนดโทษทั้งหมดก็จะผิดตามไปด้วย จึงเป็นคดีตัวอย่างที่ดีมากสำหรับการสอนและการทำงานคดีอาญา

คำถาม

4. เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่าเป็น 7 กรรมต่างกัน แต่กลับลดโทษลง

คำตอบ

การวินิจฉัยเรื่อง “จำนวนกรรม” กับการกำหนด “ระดับโทษ” เป็นคนละประเด็นกัน แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าแต่ละการใช้บัตรเครดิตเป็นความผิดแยกต่างหาก 7 กระทง แต่ศาลยังมีอำนาจพิจารณาต่อไปว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ในแต่ละกระทงเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นกระทงละ 4 ปีและปรับกระทงละ 80,000 บาทนั้นหนักเกินไปเมื่อเทียบกับลักษณะการกระทำและมูลค่าความเสียหายในแต่ละครั้ง จึงแก้ไขลดโทษให้เหมาะสมกว่าเดิม หลักการนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลสามารถยืนหลักกฎหมายในเรื่องจำนวนกรรมอย่างเคร่งครัดได้ พร้อมกันกับปรับระดับโทษให้เป็นธรรมได้ในเวลาเดียวกัน

คำถาม

5. ถ้าผู้กระทำผิดรับสารภาพตั้งแต่ต้น จะมีผลเปลี่ยนจากหลายกรรมให้กลายเป็นกรรมเดียวได้หรือไม่

คำตอบ

การรับสารภาพไม่มีผลเปลี่ยนโครงสร้างข้อเท็จจริงของคดีจากหลายกรรมให้กลายเป็นกรรมเดียว เพราะจำนวนกรรมเป็นเรื่องการปรับบทกฎหมายต่อพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เรื่องสิทธิส่วนตัวของจำเลยที่จะเลือกได้ว่าต้องการให้ศาลนับอย่างไร หากข้อเท็จจริงตามฟ้องและตามที่จำเลยรับสารภาพแสดงว่าได้ใช้บัตรหลายครั้ง ต่างเวลา ต่างจำนวนเงิน และสำเร็จเป็นรายครั้ง ศาลย่อมต้องวินิจฉัยว่าเป็นหลายกรรมต่างกันตามข้อเท็จจริงนั้น อย่างไรก็ตาม การรับสารภาพมีผลในอีกมิติหนึ่ง คือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ทำให้ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่งได้ ดังนั้น การรับสารภาพจึงช่วยในเรื่องความหนักเบาของโทษ แต่ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงที่เป็นหลายกรรมกลายเป็นกรรมเดียว และไม่ตัดอำนาจศาลในการลงโทษเป็นรายกระทงเมื่อกฎหมายบังคับเช่นนั้น

คำถาม

6. ความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ กฎหมายต้องการคุ้มครองอะไร

คำตอบ

บทบัญญัติว่าด้วยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบมีเจตนารมณ์คุ้มครองหลายชั้น มิใช่เพียงคุ้มครองเจ้าของบัตรผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองความน่าเชื่อถือของระบบการชำระเงินสมัยใหม่ ความมั่นคงของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ความสุจริตในการทำธุรกรรมของร้านค้า และเสถียรภาพของระบบสินเชื่อโดยรวม หากกฎหมายไม่เอาผิดอย่างจริงจังต่อการนำบัตรของผู้อื่นไปใช้โดยมิชอบ ระบบธุรกรรมทั้งระบบย่อมสูญเสียความเชื่อมั่น คดีนี้จึงสะท้อนอย่างชัดเจนว่า บัตรเครดิตหรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์มิใช่เพียงทรัพย์สินธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เชื่อมโยงกับความรับผิดทางเศรษฐกิจหลายฝ่าย การใช้บัตรที่ลักมาแต่ละครั้งจึงก่อความเสียหายใหม่ต่อระบบและต่อผู้เกี่ยวข้องทุกครั้งที่มีการรูดบัตร

คำถาม

7. ในทางปฏิบัติ พนักงานอัยการหรือทนายความควรบรรยายฟ้องคดีลักษณะนี้อย่างไรจึงจะชัดเจน

คำตอบ

ในคดีที่มีการใช้บัตรเครดิตหรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นหลายครั้ง การบรรยายฟ้องควรแยกแต่ละการกระทำออกเป็นข้อ ๆ อย่างชัดเจน ระบุวันเวลา สถานที่ ชื่อร้านค้า จำนวนเงิน และลักษณะการใช้บัตรในแต่ละครั้งให้ครบถ้วน เพื่อให้เห็นว่าการกระทำแต่ละตอนเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองและมีผลเสียหายแยกจากกัน การบรรยายฟ้องอย่างละเอียดเช่นนี้มีผลอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยเรื่องหลายกรรมต่างกัน เพราะช่วยให้ศาลมองเห็นโครงสร้างข้อเท็จจริงได้ชัดว่าจำเลยได้ตัดสินใจกระทำผิดซ้ำหลายวาระ มิใช่เพียงเหตุการณ์เดียวต่อเนื่องกัน นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดโทษ การคิดค่าเสียหาย และการตอบโต้ข้อแก้ต่างของจำเลยในชั้นพิจารณาอีกด้วย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการฟ้องแยกข้ออย่างมีระบบจนศาลสามารถวินิจฉัยจำนวนกรรมได้ชัดเจน

คำถาม

8. คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายและประชาชนทั่วไป

คำตอบ

สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย คดีนี้สอนให้เห็นว่าการจำแนกจำนวนกรรมเป็นหัวใจของการวางรูปคดีอาญา ต้องอ่านข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและอย่าด่วนสรุปว่าพฤติการณ์ทั้งชุดเป็นกรรมเดียวเพียงเพราะมีต้นกำเนิดจากเหตุการณ์ครั้งแรกครั้งเดียว ส่วนสำหรับประชาชนทั่วไป คดีนี้เตือนอย่างชัดเจนว่า การนำบัตรเครดิตของผู้อื่นไปใช้แม้เพียงครั้งเดียวก็เป็นความผิดร้ายแรง และหากใช้หลายครั้งก็ไม่ได้ถูกนับรวมเป็นเรื่องเดียว แต่แต่ละครั้งอาจกลายเป็นกระทงโทษแยกต่างหาก ส่งผลให้โทษสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ยังสะท้อนว่าศาลให้ความสำคัญกับระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างจริงจัง เพราะการกระทำเช่นนี้สร้างความเสียหายต่อทั้งเจ้าของบัตร ร้านค้า และสถาบันการเงินในวงกว้าง จึงไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการใช้ทรัพย์ของคนอื่นชั่วคราว หากแต่เป็นความผิดทางอาญาที่มีผลร้ายหลายชั้น

7. ข้อสรุปเชิงวิชาการสำหรับใช้บนหน้าเว็บ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้ตอกย้ำหลักกฎหมายอาญาอย่างเด็ดขาดว่า การพิจารณาจำนวนกรรมต้องอาศัยลักษณะของการกระทำแต่ละครั้งเป็นเกณฑ์ มิใช่อาศัยเพียงความเชื่อมโยงของทรัพย์หรือเครื่องมือที่ใช้กระทำผิดเท่านั้น การใช้บัตรเครดิตของผู้อื่นหลายครั้ง แม้เป็นบัตรใบเดียวกัน แต่เมื่อแต่ละครั้งต่างเวลา ต่างจำนวนเงิน และต่างผลสำเร็จแห่งความผิด ย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ไม่ใช่กรรมเดียวตามมาตรา 90 อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาก็แสดงบทบาทสำคัญในการควบคุมความได้สัดส่วนของโทษ โดยคงหลักหลายกรรมไว้ แต่ปรับลดอัตราโทษในแต่ละกระทงให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี คดีนี้จึงมีคุณค่าอย่างมากทั้งในเชิงหลักวิชา การร่างฟ้อง การต่อสู้คดี และการทำความเข้าใจนโยบายทางอาญาเกี่ยวกับความผิดในระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7946/2568

การที่จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายแล้ว จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปชำระค่าบริการและค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสด 7 ครั้ง ซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละจำนวนไม่เท่ากันและต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำความผิดดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335, 265, 268, 269/5, 269/6 และ 269/7 พร้อมขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนรวม 160,687.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ภายหลังถอนคำร้องในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้าหรือบริการโดยมิชอบ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี ปรับ 80,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ คงจำคุก 2 ปี ปรับ 40,000 บาท และให้รอการลงโทษ 2 ปี พร้อมเงื่อนไขคุมประพฤติ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และรักษาโรค Kleptomania ส่วนคำขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน ศาลยกคำขอเพราะจำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมแล้ว

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษเป็นรายกระทงตามมาตรา 91 โดยลงโทษฐานลักทรัพย์อีกส่วนหนึ่ง และฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ 7 กระทง รวมโทษแล้วคงจำคุก 15 ปี ปรับ 305,000 บาท แต่ยังรอการลงโทษจำคุก 2 ปี

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตรเครดิต เงินสด และเครื่องสำอาง แล้วนำบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ 7 ครั้ง เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ เพราะแต่ละครั้งต่างเวลา ต่างจำนวนเงิน และเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง จึงไม่ใช่กรรมเดียว แต่เป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่าการลงโทษแยกกระทงชอบแล้ว

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้กระทงละ 4 ปี ปรับ 80,000 บาท หนักเกินไป จึงแก้ไขใหม่เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 20,000 บาท และเมื่อหักลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน ปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 42 เดือน และปรับ 70,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 42 เดือน และปรับ 95,000 บาท

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335, 265, 268, 269/5, 269/6, 269/7 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวอภิญญา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายตามใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตพร้อมดอกเบี้ย 100,687.77 บาท ค่าเสียหายที่ถูกริบเงินมัดจำเนื่องจากไม่สามารถใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้าง 50,000 บาท และค่ายานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิงในการดำเนินคดีแก่จำเลย 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 160,687.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจำเลยจะชำระตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก, 269/5 ประกอบ 269/7, 269/6 ประกอบ 269/7 และมาตรา 335 (3) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง ให้จำเลยรักษาโรค Kleptomania อย่างต่อเนื่อง และรายงานผลให้พนักงานคุมประพฤติทราบเป็นระยะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนนั้น เนื่องจากจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมไม่ติดใจเรียกร้องตามคำขอท้ายฟ้องแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยผ่านสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ จำคุก 2 ปี และปรับ 50,000 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 80,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 28 ปี และปรับ 560,000 บาท รวมจำคุก 30 ปี และปรับ 610,000 บาท ลดโทษให้กระทงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี และปรับ 305,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี นับจากวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่จำเลยลักบัตรเครดิต ก. เงินสดและเครื่องสำอางของผู้เสียหายไป แล้วจำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการแทนการชำระด้วยเงินสดรวม 7 ครั้ง เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยแยกออกเป็นข้อ ๆ คือ ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.8 การกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในแต่ละข้อต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างกรรมต่างวาระ ทั้งทรัพย์ที่จำเลยได้จากการกระทำผิดก็เป็นทรัพย์คนละประเภทกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกัน การที่จำเลยลักบัตรเครดิต ก. เงินสดและเครื่องสำอางของผู้เสียหายไป แล้วจำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแทนการชำระด้วยเงินสด รวม 7 ครั้ง จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่ความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกา ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ เป็นความผิด 7 กรรม หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดฐานดังกล่าวแยกออกเป็นข้อ 1.2 ถึง ข้อ 1.8 โดยในข้อ 1.2 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าบริการที่ร้าน T.U หรือร้าน T. 313.53 บาท ข้อ 1.3 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน S. 1,120 บาท ข้อ 1.4 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าบริการที่ร้าน B. 3,863 บาท ข้อ 1.5 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าที่ร้าน A. 10,600 บาท ข้อ 1.6 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าที่ร้าน TO. 10,932.60 บาท ข้อ 1.7 และข้อ 1.8 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าที่ C. 2 ครั้ง ครั้งแรก 7,990 บาท ครั้งที่สอง 49,400 บาท จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนการชำระด้วยเงินสด 7 ครั้ง ซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละจำนวนไม่เท่ากันและต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำผิดดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 สำหรับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ เห็นว่า จำเลยใช้บัตรเครดิต ก. ของผู้เสียหายที่จำเลยลักมาไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสดเป็นจำนวนเงินมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 80,000 บาท มานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 42 เดือน และปรับ 70,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 42 เดือน และปรับ 95,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4




ป.อาญาเรียงมาตรา

ร่วมกันปล้นทรัพย์มีอาวุธ ใช้รถและปืน โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้หรือไม่ และรับสารภาพมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการต้องตีความอย่างไร ศาลรับสารภาพแล้วไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่ และรายงานคุมประพฤตินำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
การซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ถือเป็นการรับตัวผู้เยาว์โดยทุจริตหรือไม่ และเข้าข่ายค้ามนุษย์ตามกฎหมายอย่างไร
คดีพยายามฆ่าโดยร่วมกันก่อเหตุและสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลมีอำนาจเพียงใดในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและดอกเบี้ยตามกฎหมาย
การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา
ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่
ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน
พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน