
| แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมิได้มีเพียงการหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการรวมตัวกันเพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายในระดับที่มีลักษณะเป็นองค์กรและมีการปกปิดวิธีดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้มิได้อยู่เพียงว่าจำเลยร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายจริงหรือไม่ เพราะจำเลยจำนวนมากให้การรับสารภาพแล้ว หากแต่อยู่ที่ว่า เมื่อพฤติการณ์ในคดีแสดงให้เห็นว่ามีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายอาชญากรรมก่อน และต่อมาจึงได้ลงมือหลอกลวงประชาชนกับนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การกระทำทั้งหมดดังกล่าวจะถือเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” หรือจะต้องแยกเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดโทษและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายกับอาชญากรรมข้ามชาติยุคดิจิทัล คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในทางวิชาการและทางปฏิบัติ เพราะศาลฎีกาได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดที่สำเร็จได้ตั้งแต่ขั้นการเข้าเป็นสมาชิกหรือการสมคบกันตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แม้ยังไม่ลงมือกระทำความผิดปลายทางก็ตาม ส่วนการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในภายหลัง เป็นเจตนาอีกส่วนหนึ่งที่แยกออกจากการรวมตัวเป็นองค์กร จึงต้องนับเป็นอีกกรรมหนึ่งต่างหาก หลักวินิจฉัยนี้มีผลสำคัญต่อคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีหลอกลวงออนไลน์ และคดีอาชญากรรมเป็นเครือข่ายในอนาคตอย่างมาก สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยรวม 32 คน โดยกล่าวหาว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2565 จำเลยจำนวนหนึ่งร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่เรียกว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ซึ่งมีลักษณะปกปิดวิธีดำเนินการ มีการแบ่งหน้าที่ และมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการหลอกลวงประชาชน อันเข้าลักษณะความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ และเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดตามภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร อีกทั้งยังมีลักษณะเป็นการรวมตัวของเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงและเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน อันเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 ต่อมาในวันที่ 7 มิถุนายน 2565 จำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้กลอุบายแสดงตนเป็นบุคคลอื่น แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้เสียหายว่าจำเป็นต้องโอนเงินไปให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบ โดยอ้างถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจากหลายบัญชีรวมเป็นเงิน 2,503,757.15 บาท ไปยังบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ หลังจากนั้นเงินดังกล่าวถูกเบิกถอนออกไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มผู้กระทำผิด พฤติการณ์นี้จึงก่อให้เกิดข้อหาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ในชั้นพิจารณา จำเลยส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยบางรายให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธออกเป็นคดีใหม่ สำหรับคดีนี้จึงเหลือการพิจารณาเฉพาะจำเลยที่รับสารภาพและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดโทษ โดยมีข้อพิพาทสำคัญในชั้นฎีกาเฉพาะประเด็นทางกฎหมายเรื่องการนับกรรมความผิดและการใช้บทลงโทษที่ถูกต้อง คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นแรก คือ ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดที่สำเร็จเมื่อใด ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ว่า ความผิดฐานอั้งยี่เป็นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อบุคคลนั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่มีการปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดฐานซ่องโจรเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน คือสำเร็จตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิก เป็นเครือข่ายดำเนินงาน หรือสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรดังกล่าว แม้ยังมิได้ลงมือกระทำความผิดปลายทางก็ตาม ประเด็นที่สอง คือ ความผิดทั้งสามฐานแรกดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากลักษณะองค์ประกอบของความผิดทั้งสามฐาน พบว่าเป็นความผิดที่มุ่งเอาผิดต่อการรวมตัวหรือการสมคบกันเป็นองค์กรเพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายในสาระสำคัญเดียวกัน ต่างกันเพียงเงื่อนไขเฉพาะของกฎหมายแต่ละฉบับ ดังนั้นในส่วนของการเป็นสมาชิกหรือการสมคบกันนั้น ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องเลือกลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด ประเด็นที่สาม คือ เมื่อภายหลังจากการรวมตัวกันเป็นองค์กรแล้ว จำเลยกับพวกได้ร่วมกันลงมือหลอกลวงผู้เสียหายและนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การกระทำในช่วงหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของกรรมเดิมหรือเป็นอีกกรรมหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากความผิดในชั้นรวมตัวและสมคบกันได้สำเร็จแล้ว จึงเป็น “เจตนาอีกอันหนึ่ง” ที่แยกออกจากความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องในกรรมเดียวกันทั้งหมดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็น ประเด็นที่สี่ คือ ระหว่างความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น กับความผิดฐานร่วมกันนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จะถือเป็นกรรมเดียวหลายบทหรือไม่ จากคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลฎีกาให้บังคับต่อไป แยกได้ว่าในส่วนนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เพราะการกระทำชุดเดียวกันคือการใช้ข้อมูลเท็จหลอกลวงผ่านระบบคอมพิวเตอร์จนประชาชนหลงเชื่อและโอนเงิน เป็นพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดความผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาและตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในคราวเดียวกัน จึงต้องลงโทษบทหนัก คือฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ประเด็นที่ห้า คือ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ชอบ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยรวมความผิดทั้งฐานรวมตัวเป็นองค์กรกับฐานลงมือฉ้อโกงและนำเข้าข้อมูลเท็จว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องกันและมีเจตนาเดียวกันทั้งหมด ซึ่งเป็นการตีความที่ทำให้ไม่แยกความผิดสองช่วงเวลาและสองเจตนาออกจากกัน ทั้งที่ความผิดประเภทจัดตั้งหรือเข้าร่วมองค์กรย่อมสำเร็จตั้งแต่ก่อนมีการลงมือหลอกลวงผู้เสียหายแล้ว วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่เรื่อง “การนับกรรม” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 91 ว่าจะถือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นหลายกรรมต่างกัน การแยกกรรมมิใช่ดูแต่เพียงว่าการกระทำเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันในข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาโครงสร้างของเจตนา ช่วงเวลาที่ความผิดสำเร็จ วัตถุประสงค์ของการกระทำ และลักษณะการคุ้มครองประโยชน์ทางกฎหมายของบทบัญญัติแต่ละมาตรา หากความผิดฐานหนึ่งสำเร็จครบองค์ประกอบแล้ว ต่อมาผู้กระทำได้ตัดสินใจลงมือกระทำความผิดอีกฐานหนึ่งที่มีองค์ประกอบต่างออกไปและมีเจตนาเฉพาะใหม่ การกระทำนั้นย่อมเป็นอีกกรรมหนึ่ง เจตนารมณ์ของความผิดฐานอั้งยี่ตามมาตรา 209 และซ่องโจรตามมาตรา 210 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มุ่งป้องกันอันตรายจากการรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชญากรรมตั้งแต่ระยะต้น ก่อนที่ผลร้ายต่อสังคมจะเกิดขึ้นจริงโดยสมบูรณ์ กฎหมายจึงถือเอาเพียงการเข้าเป็นสมาชิก หรือการสมคบกันตามจำนวนบุคคลที่กฎหมายกำหนด เป็นจุดที่ความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการก่ออาชญากรรมปลายทางเสียก่อน หลักคิดเช่นนี้สะท้อนแนวป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม สำหรับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 นั้น เจตนารมณ์ยิ่งเข้มข้นกว่าเดิม เพราะเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อรับมือกับเครือข่ายอาชญากรรมที่ทำงานข้ามพรมแดน มีการแบ่งบทบาท ใช้บุคคลจำนวนมาก และมุ่งแสวงหากำไรจากการกระทำผิดร้ายแรง กฎหมายฉบับนี้จึงมิได้รอให้ความผิดปลายทางเกิดความเสียหายครบถ้วนทุกขั้นตอน แต่ลงโทษได้ตั้งแต่การมีส่วนร่วม เป็นเครือข่าย หรือการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงที่เกี่ยวโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นการตัดวงจรองค์กรอาชญากรรมตั้งแต่โครงสร้างภายใน ในอีกด้านหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นตามมาตรา 343 ประกอบมาตรา 342 และ 341 รวมทั้งความผิดตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มุ่งคุ้มครองคนละประโยชน์กับความผิดฐานรวมตัวเป็นองค์กร กล่าวคือ เป็นการคุ้มครองทรัพย์สินของประชาชน ความสุจริตในการติดต่อสื่อสาร และความเชื่อมั่นในระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ เมื่อผู้กระทำได้เริ่มลงมือหลอกลวงจริงและนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบ ความเสียหายต่อผู้เสียหายและต่อสาธารณะจึงเกิดขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ต่างจากอันตรายเชิงโครงสร้างจากการรวมตัวเป็นองค์กรอาชญากรรม คำพิพากษานี้จึงวางหลักสำคัญว่า ความผิดฐานจัดตั้ง เข้าร่วม หรือสมคบกันเป็นองค์กรอาชญากรรม เป็นคนละระยะกับความผิดฐานลงมือฉ้อโกงหรือกระทำการผ่านคอมพิวเตอร์ แม้จะมีความเชื่อมโยงกันในภาพรวมของแผนอาชญากรรม แต่เมื่อความผิดระยะแรกสำเร็จแล้ว และมีการตัดสินใจกระทำความผิดระยะถัดไปในภายหลัง ย่อมต้องนับเป็นอีกกรรมหนึ่ง หลักนี้มีนัยสำคัญต่อคดีขบวนการหลอกลงทุน คดีบัญชีม้า คดีคอลเซ็นเตอร์ และคดีเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์จำนวนมาก เพราะทำให้การลงโทษครอบคลุมทั้งความผิดฐานรวมตัวเป็นเครือข่ายและความผิดฐานลงมือก่อผลเสียหายจริง หากมองในเชิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไป จะพบว่าศาลมักแยกวิเคราะห์ระหว่าง “ความผิดในชั้นตระเตรียมแบบที่กฎหมายบัญญัติให้สำเร็จแล้ว” กับ “ความผิดในชั้นลงมือกระทำ” อยู่เสมอ โดยเฉพาะกรณีที่กฎหมายเจาะจงลงโทษการสมคบ การเข้าร่วม หรือการเป็นสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมอย่างชัดแจ้ง เมื่อองค์ประกอบของความผิดสำเร็จแล้ว การกระทำในภายหลังจึงไม่จำเป็นต้องถูกกลืนเข้าหากันเสมอไป การพิจารณาต้องระมัดระวังไม่ให้ใช้แนวคิดเรื่องความต่อเนื่องของเหตุการณ์ไปลบล้างความแตกต่างขององค์ประกอบความผิดและช่วงเวลาที่กฎหมายถือว่าความผิดได้สำเร็จแล้ว ข้อวิเคราะห์เชิงลึกและผลในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในคดีอาชญากรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะผลแห่งการหลอกลวงปลายทาง แต่ให้ความสำคัญกับ “โครงสร้างองค์กรอาชญากรรม” เป็นอันมาก เพราะความเสียหายที่แท้จริงของเครือข่ายเหล่านี้มิใช่เพียงการหลอกเหยื่อรายหนึ่งรายใด หากแต่อยู่ที่การจัดตั้งระบบการกระทำผิดอย่างมีแบบแผน สามารถสับเปลี่ยนบุคคล ดำเนินงานต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายในวงกว้างได้ ในทางการกล่าวหาและการฟ้องคดี พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนจึงต้องบรรยายข้อเท็จจริงให้ชัดว่า ส่วนใดเป็นการเข้าร่วมองค์กร ส่วนใดเป็นการสมคบกัน และส่วนใดเป็นการลงมือกระทำความผิดปลายทาง เพราะการบรรยายฟ้องที่แยกช่วงเวลา วัตถุประสงค์ และบทบาทของจำเลยได้ชัดเจน ย่อมมีผลโดยตรงต่อการนับกรรมและการลงโทษ เช่นเดียวกับคดีนี้ที่ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องของโจทก์บรรยายความผิดสองช่วงไว้ชัดพอให้แยกเป็นสองกรรมได้ ในทางต่อสู้คดี ฝ่ายจำเลยไม่อาจยกเหตุว่าการกระทำทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของแผนเดียวกันแล้วขอให้ถือเป็นกรรมเดียวทั้งหมดได้เสมอไป หากความผิดฐานหนึ่งสำเร็จก่อนโดยไม่จำเป็นต้องรอการลงมือกระทำความผิดอีกฐานหนึ่ง เช่น การเป็นสมาชิกเครือข่ายอาชญากรรมที่กฎหมายถือว่าความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่ต้น การลงมือฉ้อโกงในภายหลังย่อมเป็นอีกกรรมหนึ่งและเพิ่มภาระโทษอย่างมีนัยสำคัญ ในทางนโยบายอาญา คำพิพากษานี้ยังมีผลสนับสนุนการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง เพราะหากถือว่าความผิดทั้งหมดกลืนเป็นกรรมเดียวเสมอ จะทำให้การลงโทษไม่สะท้อนความร้ายแรงของการกระทำในแต่ละชั้น แต่เมื่อศาลฎีกาแยกว่าความผิดฐานรวมตัวเป็นองค์กรกับความผิดฐานลงมือหลอกลวงเป็นคนละกรรม ย่อมทำให้ระบบกฎหมายมีประสิทธิภาพในการรับมือเครือข่ายอาชญากรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยที่รับสารภาพมีความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยวินิจฉัยว่า ความผิด 3 ฐานแรกเป็นกรรมเดียวหลายบท และความผิดฉ้อโกงประชาชนกับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นอีกกรรมหนึ่ง ลงโทษแยกสองกระทง พร้อมให้ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ว่า ความผิดทั้งหมดตั้งแต่ฐานอั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษเพียงบทหนักที่สุด คือฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สำเร็จแล้วตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกหรือสมคบกัน ส่วนการฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลเท็จในภายหลังเป็นเจตนาอีกอันหนึ่ง จึงเป็นอีกกรรมหนึ่งต่างหาก ไม่อาจรวมทั้งหมดเป็นกรรมเดียวได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า การพิจารณาว่าการกระทำหนึ่งเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม มิใช่พิจารณาแต่เพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หรือความเกี่ยวโยงกันของแผนอาชญากรรมเท่านั้น หากต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดถึงองค์ประกอบความผิด ช่วงเวลาที่ความผิดสำเร็จ และเจตนาเฉพาะของผู้กระทำในแต่ละช่วงด้วย เมื่อกฎหมายบัญญัติให้การเป็นสมาชิก การสมคบกัน หรือการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ต้น ย่อมแสดงว่ารัฐประสงค์จะลงโทษอันตรายที่เกิดจาก “โครงสร้างการรวมตัวเพื่อกระทำผิด” โดยไม่จำเป็นต้องรอผลเสียหายปลายทาง การลงมือฉ้อโกงประชาชนภายหลังจึงมิใช่เพียงผลต่อเนื่องที่กลืนไปกับความผิดเดิม แต่เป็นการล่วงละเมิดประโยชน์ที่กฎหมายคุ้มครองอีกส่วนหนึ่งโดยตรง อีกนัยหนึ่ง คำพิพากษานี้วางหลักว่า ในคดีองค์กรอาชญากรรม การแยก “ความผิดจากการรวมตัว” ออกจาก “ความผิดจากการลงมือปฏิบัติการ” เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีผลต่อการกำหนดโทษ การใช้บทเพิ่มโทษ และการประเมินระดับความร้ายแรงของบทบาทจำเลยแต่ละราย หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีเครือข่ายฟอกเงิน คดีหลอกลงทุนออนไลน์ และคดีอาชญากรรมข้ามชาติในอนาคต ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า การรวมตัวของจำเลยในลักษณะเป็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าลักษณะความผิดฐาน ร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ (มาตรา 209) ฐาน ร่วมกันเป็นซ่องโจร (มาตรา 210) และฐาน มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 นั้น จะถือเป็นความผิดกรรมเดียวกับการกระทำในภายหลังที่จำเลยร่วมกัน ฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น (มาตรา 343 ประกอบมาตรา 342 และ 341) และ นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ (พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1)) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานรวมตัวเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดที่สำเร็จตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิกหรือสมคบกันตามองค์ประกอบของกฎหมาย ส่วนการกระทำฉ้อโกงประชาชนและการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเกิดขึ้นภายหลัง จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งและต้องถือเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหาก มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรม (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 91) ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” หรือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวกันในช่วงของการรวมตัวเป็นเครือข่าย แต่เมื่อจำเลยได้ลงมือฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในภายหลัง การกระทำดังกล่าวเป็นเจตนาอีกส่วนหนึ่ง จึงต้องถือเป็นอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหาก ไม่อาจรวมเป็นกรรมเดียวทั้งหมดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย 2. ความผิดสำเร็จตั้งแต่การเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรม ศาลฎีกาอธิบายหลักสำคัญว่า ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดที่สำเร็จทันทีตั้งแต่บุคคลเข้าเป็นสมาชิกหรือสมคบกันเพื่อกระทำความผิดตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แม้ยังไม่ได้ลงมือกระทำความผิดปลายทางก็ตาม หลักการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งป้องกันและปราบปรามการรวมตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่สังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในคดีอาชญากรรมสมัยใหม่ เช่น เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีโครงสร้างเป็นระบบและแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ความผิดฐานอั้งยี่เป็นความผิดสำเร็จเมื่อใด คำตอบ ความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 เป็นความผิดที่กฎหมายมุ่งลงโทษการเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่มีการปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ความผิดฐานนี้จึงมิได้รอให้มีการลงมือกระทำความผิดปลายทางก่อนจึงจะสำเร็จ หากเพียงพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นเข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวแล้ว ความผิดก็สำเร็จทันที หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือเครือข่ายหลอกลวง เพราะเปิดโอกาสให้รัฐสามารถลงโทษผู้ที่มีบทบาทในองค์กรอาชญากรรมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้บุคคลนั้นยังไม่ได้เป็นผู้โทรหลอกผู้เสียหายหรือยังไม่ได้รับโอนเงินด้วยตนเองก็ตาม คำถาม 2. ความผิดฐานซ่องโจรแตกต่างจากความผิดฐานอั้งยี่อย่างไร คำตอบ แม้ความผิดฐานอั้งยี่และความผิดฐานซ่องโจรจะต่างเป็นความผิดเกี่ยวกับการรวมตัวกันเพื่อการอันมิชอบ แต่โครงสร้างของความผิดมีจุดต่างกันอยู่ ความผิดฐานอั้งยี่มุ่งที่การเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมีวัตถุประสงค์มิชอบ ขณะที่ความผิดฐานซ่องโจรตามมาตรา 210 มุ่งที่การสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา กล่าวอีกนัยหนึ่ง อั้งยี่เน้นลักษณะองค์กรลับหรือคณะบุคคลที่ปกปิดการดำเนินงาน ส่วนซ่องโจรเน้นการสมคบกันตามจำนวนบุคคลเพื่อกระทำความผิดอาญาบางประเภทโดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี ในคดีที่ข้อเท็จจริงเดียวกันเข้าองค์ประกอบทั้งสองฐาน ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทได้ คำถาม 3. ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติสำเร็จได้แม้ยังไม่ได้ลงมือกระทำความผิดจริงหรือไม่ คำตอบ ได้ หากข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นความผิดที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันและปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งเป็นระบบ มีสมาชิกหลายคน มีการแบ่งหน้าที่ และมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินหรือทรัพย์สิน ดังนั้น เมื่อบุคคลใดเข้าเป็นสมาชิก เป็นเครือข่ายดำเนินงาน หรือสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรดังกล่าว แม้ยังมิได้ลงมือหลอกผู้เสียหายหรือโอนเงินจริง ความผิดก็อาจสำเร็จแล้ว หลักนี้สอดคล้องกับนโยบายทางอาญาที่ต้องการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติตั้งแต่ต้นทาง มิใช่รอให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนแล้วจึงค่อยดำเนินคดี คำถาม 4. เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นกรรมเดียว แต่ความผิดฉ้อโกงประชาชนเป็นอีกกรรมหนึ่ง คำตอบ เหตุผลสำคัญอยู่ที่ช่วงเวลาที่ความผิดสำเร็จและลักษณะของเจตนา ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดที่สำเร็จตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิกหรือสมคบกันตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงถือว่าในส่วนนี้เป็นพฤติการณ์เดียวกันซึ่งเข้าหลายบทกฎหมายได้ แต่เมื่อภายหลังจากนั้นจำเลยกับพวกได้ลงมือหลอกลวงผู้เสียหายจริง และนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ การกระทำส่วนหลังจึงเป็นการล่วงละเมิดประโยชน์ที่กฎหมายคุ้มครองอีกประเภทหนึ่ง และเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง มิได้กลืนอยู่ในเจตนาเพียงเพื่อจัดตั้งหรือเข้าร่วมองค์กรตั้งแต่แรก ศาลฎีกาจึงแยกเป็นอีกกรรมหนึ่ง คำถาม 5. หากการกระทำทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของแผนเดียวกัน เหตุใดจึงไม่ถือเป็นกรรมเดียวทั้งหมด คำตอบ ในทางกฎหมายอาญา การที่ข้อเท็จจริงทั้งหมดอยู่ในแผนการเดียวกัน มิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะต้องถือเป็นกรรมเดียวเสมอไป การนับกรรมต้องพิจารณาเชิงนิติวิธีมากกว่าความรู้สึกในข้อเท็จจริง กล่าวคือ ต้องดูว่าองค์ประกอบของความผิดแต่ละฐานสำเร็จเมื่อใด มีการตัดสินใจหรือเจตนาใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ และบทบัญญัติแต่ละบทคุ้มครองประโยชน์ทางกฎหมายแตกต่างกันเพียงใด ในคดีนี้ แม้การรวมตัวเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับการหลอกผู้เสียหายจะเชื่อมโยงกัน แต่ความผิดจากการเป็นสมาชิกและสมคบกันสำเร็จไปก่อนแล้ว เมื่อมีการลงมือฉ้อโกงจริงในภายหลัง จึงเกิดความผิดอีกชั้นหนึ่ง กฎหมายจึงอนุญาตให้แยกเป็นหลายกรรมได้เพื่อให้การลงโทษสอดคล้องกับความร้ายแรงที่แท้จริงของการกระทำ คำถาม 6. ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในคดีลักษณะนี้ถือเป็นกรรมเดียวหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าการกระทำเดียวกันก่อให้เกิดผลทางกฎหมายหลายบทหรือไม่ หากผู้กระทำใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงประชาชนในคราวเดียวกัน จนผู้เสียหายหลงเชื่อและสูญเสียทรัพย์ การกระทำชุดเดียวกันนั้นอาจเข้าทั้งฐานฉ้อโกงประชาชนและฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จได้พร้อมกัน ในกรณีเช่นนี้ ศาลอาจถือว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และเลือกลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ถึงแม้สองฐานดังกล่าวจะกลืนกันเป็นกรรมเดียวได้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องกลืนรวมกับความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร หรือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหมดด้วย เพราะความผิดกลุ่มหลังมีช่วงเวลาสำเร็จและโครงสร้างทางกฎหมายที่ต่างออกไป คำถาม 7. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในอนาคตอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นบรรทัดฐานว่าคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์มิได้จำกัดอยู่เพียงข้อหาฉ้อโกงหรือความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ผู้ร่วมขบวนการยังอาจต้องรับผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติด้วย เมื่อศาลฎีกาวางหลักให้แยกความผิดจากการรวมตัวเป็นเครือข่ายออกจากความผิดจากการลงมือหลอกลวงในภายหลัง ก็ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถดำเนินคดีได้อย่างรัดกุมขึ้น และศาลสามารถกำหนดโทษให้สอดคล้องกับความเป็นอันตรายขององค์กรอาชญากรรมได้มากขึ้น หลักนี้ย่อมส่งผลต่อการสืบสวน การบรรยายฟ้อง และการต่อสู้คดีในคดีเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติอีกจำนวนมาก คำถาม 8. การที่จำเลยรับสารภาพมีผลเฉพาะเรื่องลดโทษ หรือมีผลต่อการวินิจฉัยนับกรรมด้วยหรือไม่ คำตอบ โดยหลัก การรับสารภาพมีผลสำคัญในเรื่องการรับฟังข้อเท็จจริงและการลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่ไม่ได้เปลี่ยนหลักกฎหมายเรื่ององค์ประกอบความผิดหรือการนับกรรมโดยตรง กล่าวคือ แม้จำเลยจะรับสารภาพ ศาลก็ยังมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องเข้าข่ายความผิดใดบ้าง และความผิดเหล่านั้นเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมตามหลักกฎหมายหรือไม่ ในคดีนี้จำเลยจำนวนมากรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง แต่ประเด็นที่โจทก์ฎีกายังคงเป็นข้อกฎหมายล้วนเกี่ยวกับการนับกรรม ศาลฎีกาจึงสามารถวินิจฉัยแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ แม้ข้อเท็จจริงพื้นฐานในคดีจะยุติจากการรับสารภาพไปแล้วก็ตาม คำถาม 9. เหตุใดคำพิพากษานี้จึงถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความกฎหมายอาญาในคดีอาชญากรรมสมัยใหม่ คำตอบ เพราะคดีนี้สะท้อนความซับซ้อนของอาชญากรรมยุคดิจิทัลที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นการกระทำรายบุคคลแบบเดิม แต่เป็นการทำงานเป็นเครือข่าย มีการใช้เทคโนโลยี มีการแบ่งหน้าที่ และมีการข้ามพรมแดนหรือเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมในลักษณะข้ามชาติ ศาลจึงต้องตีความกฎหมายหลายฉบับร่วมกัน ทั้งประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และกฎหมายคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งต้องจัดระบบความคิดว่าความผิดใดเป็นความผิดจากการรวมตัว ความผิดใดเป็นความผิดจากการลงมือก่อผลเสียหายจริง คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าในเชิงหลักกฎหมายอย่างมาก และเป็นแนวทางอ้างอิงสำคัญสำหรับนักกฎหมาย อัยการ ผู้พิพากษา และทนายความ คำถาม 10. หากจำเลยไม่ได้เป็นผู้โทรหลอกผู้เสียหายโดยตรง แต่มีบทบาทเปิดบัญชี รับโอนเงิน หรือถอนเงิน จะต้องรับผิดเพียงฐานสนับสนุนหรืออาจเป็นตัวการร่วมได้หรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นเพียงผู้สนับสนุนหรือเป็นตัวการร่วม มิได้ขึ้นอยู่กับการเป็นผู้ลงมือโทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากบทบาทโดยรวมของบุคคลนั้นในแผนการกระทำความผิดทั้งหมด หากปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวรู้ถึงแผนการหลอกลวง รู้ว่ามีการกระทำผิดเป็นขบวนการ และเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จัดหาบัญชีม้าสำหรับรับโอนเงิน รับหน้าที่ควบคุมเส้นทางการเงิน ถอนเงิน ส่งต่อเงินให้เครือข่าย หรืออำพรางร่องรอยทางธุรกรรม พฤติการณ์เช่นนี้อาจถือได้ว่าเป็นการร่วมลงมือกระทำความผิดในขั้นตอนสำคัญของแผนทั้งหมด จึงอาจต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้ มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น ศาลจะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงว่าบุคคลนั้นมีเจตนาร่วมและมีส่วนร่วมในสาระสำคัญของการกระทำผิดเพียงใด หากมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการกระทำผิดทั้งระบบ ย่อมมีแนวโน้มต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วม คำถาม 11. การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยให้แยกความผิดเป็นสองกรรม มีผลอย่างไรต่อการกำหนดโทษของจำเลยในคดีลักษณะนี้ คำตอบ ผลของการวินิจฉัยว่าเป็นหลายกรรมต่างกันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดโทษ เพราะหากศาลเห็นว่าการกระทำทั้งหมดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลย่อมลงโทษเพียงบทหนักที่สุดบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่หากศาลเห็นว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 แล้วจึงนำมารวมโทษภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การแยกเป็นสองกรรมในคดีนี้จึงทำให้จำเลยต้องรับโทษทั้งในส่วนของความผิดจากการเข้าร่วมและสมคบกันเป็นองค์กรอาชญากรรม กับในส่วนของความผิดจากการลงมือฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จอีกต่างหาก ส่งผลให้ระดับโทษสะท้อนความร้ายแรงของพฤติการณ์ได้ครบถ้วนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลต่อการใช้บทเพิ่มโทษ การลดโทษเพราะรับสารภาพ และการประเมินดุลพินิจของศาลในภาพรวมด้วย กล่าวโดยสรุป การนับกรรมไม่ใช่เพียงประเด็นเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดผลทางคดีโดยตรง คำถาม 12. นักกฎหมายและผู้ทำคดีควรนำหลักจากคำพิพากษานี้ไปใช้ประโยชน์อย่างไรในการทำคดีอาญาเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ คำตอบ หลักจากคำพิพากษานี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในชั้นสอบสวน ชั้นฟ้องคดี และชั้นต่อสู้คดีอย่างกว้างขวาง สำหรับฝ่ายกล่าวหา ควรใช้เป็นแนวทางในการแยกโครงสร้างข้อเท็จจริงออกเป็นช่วง ๆ ให้ชัดเจนว่า ช่วงแรกเป็นการรวมตัว การจัดตั้งเครือข่าย การแบ่งหน้าที่ หรือการสมคบกัน ซึ่งอาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร หรือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และช่วงต่อมาเป็นการลงมือฉ้อโกง การใช้บัญชีรับโอนเงิน หรือการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การบรรยายฟ้องอย่างชัดเจนเช่นนี้จะช่วยให้ศาลเห็นภาพการแยกกรรมได้ถูกต้อง สำหรับฝ่ายจำเลยหรือทนายความ ก็สามารถใช้หลักเดียวกันตรวจสอบฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ว่ามีการพิสูจน์ช่วงเวลาที่ความผิดแต่ละฐานสำเร็จครบถ้วนหรือไม่ มีการพิสูจน์เจตนาร่วมของจำเลยเพียงพอหรือไม่ และควรแยกบทบาทของจำเลยแต่ละรายออกจากกันเพียงใด ดังนั้น คำพิพากษานี้จึงมิใช่เพียงตัวอย่างเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่เป็นแนวทางตีความสำคัญสำหรับคดีอาชญากรรมเป็นเครือข่ายในยุคดิจิทัลทั้งหมด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2568 ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ ของ ป.อ. และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้ง 3 ฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าว จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 32 คน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 พร้อมให้จำเลยร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายจำนวน 2,503,757.15 บาท และขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 13 และที่ 25 ตามกฎหมาย จำเลยหลายรายให้การรับสารภาพ ได้แก่ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธออกเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่รับสารภาพมีความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยวินิจฉัยว่าความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นกรรมเดียวหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกคนละ 4 ปี ส่วนความผิดฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จเป็นอีกกรรมหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี เช่นกัน เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสาม และลดโทษให้จำเลยที่รับสารภาพกึ่งหนึ่ง สุดท้ายจำคุกจำเลยส่วนใหญ่คนละ 4 ปี และจำเลยที่ 25 จำคุก 4 ปี 16 เดือน พร้อมให้ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 15 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นบทหนักที่สุด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่เป็นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อบุคคลเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการเพื่อการอันมิชอบ ความผิดฐานซ่องโจรสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิด และความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติก็สำเร็จเมื่อเข้าเป็นสมาชิกหรือสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรง แม้ยังไม่ได้ลงมือกระทำก็ตาม ดังนั้นความผิดทั้งสามฐานจึงเป็นกรรมเดียว แต่เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบในภายหลัง ถือเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง แยกจากความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าความผิดทั้งหมดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับโจทก์ และพิพากษาแก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 (1) ให้จำเลยทั้งสามสิบสองร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 13 และที่ 25 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 25 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 เข้าเป็นคดีใหม่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 25 (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 5 ด้วย) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 213, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 341 และมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 4 ปี 16 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 15 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 คนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่เรียกว่า "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปรวมตัวกันเป็นสมาชิกเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปอันเป็นความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกโดยทุจริตร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยแสดงตนเป็นคนอื่นต่อประชาชนทั่วไปรวมทั้งนางสาววรรณสิริผู้เสียหายซึ่งเป็นคนไทยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา โดยกระทำความผิดในลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินในบัญชีของผู้เสียหายทั้งหมด 6 บัญชี เพื่อนำไปให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ตรวจสอบ อันเป็นการนำข้อมูลและข้อความที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตามที่ได้หลอกลวงดังกล่าว จึงโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 และบัญชีชื่อนายศุภกฤษ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,503,757.15 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันเบิกถอนเงินของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ของตน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบของความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าวจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและยกขึ้นฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 1 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันและโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น |



