
| ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายสำคัญในเรื่อง การบุกรุกอสังหาริมทรัพย์และการรบกวนการครอบครองของผู้อื่น โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การกระทำของบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรง แต่ได้กระทำการในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บริเวณไหล่ทางหลวงสาธารณะ แล้วก่อให้เกิดผลเป็นการปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของเจ้าของที่ดิน จะถือเป็นความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายอาญาหรือไม่ คดีนี้มีลักษณะพิเศษ เนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่ได้ร่วมกันปักเสาคอนกรีตและขึงลวดหนามตลอดแนวบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางเข้าออกที่ดินของตนได้ ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว พฤติการณ์ดังกล่าวจึงก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นเพียงการใช้พื้นที่สาธารณะ หรือเป็นการล่วงล้ำอำนาจการครอบครองของเจ้าของที่ดินซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกปิดกั้นการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของตน ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าสาระสำคัญของความผิดฐานบุกรุกมิได้จำกัดอยู่เฉพาะกรณีที่ผู้กระทำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น หากแต่รวมถึงการกระทำใด ๆ ที่มีผลเป็นการ ล่วงล้ำหรือรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ด้วย ดังนั้น แม้จำเลยจะกระทำการในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่เมื่อพฤติการณ์ดังกล่าวมีเจตนาปิดกั้นไม่ให้เจ้าของที่ดินใช้ทางเข้าออกที่ดินของตนได้ ก็ย่อมถือเป็นการล่วงล้ำอำนาจการครอบครองและเข้าลักษณะความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวคำวินิจฉัยที่สำคัญในการตีความขอบเขตของความผิดฐานบุกรุก โดยขยายความเข้าใจว่า การบุกรุกมิได้จำกัดเฉพาะการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระทำที่มีผลรบกวนการใช้สิทธิครอบครองของเจ้าของทรัพย์โดยตรงด้วย สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์เป็นญาติกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดคดีอาญานี้ คู่ความเคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินกันมาก่อน และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา พร้อมทั้งมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 หลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำเสาคอนกรีตและลวดหนามไปปักและขึงตลอดแนวบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามแนวเขตที่ดิน พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีทางเข้าออกเพียงทางเดียวผ่านบริเวณดังกล่าว ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุก พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งให้รื้อถอนเสาคอนกรีตและลวดหนาม และห้ามจำเลยทั้งสองรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า 1. โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ 2. การที่จำเลยปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในบริเวณไหล่ทางหลวง ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่ดินของโจทก์โดยตรง จะถือเป็นความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายหรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาสำคัญคือ การรบกวนการครอบครองโดยปิดกั้นทางเข้าออกของที่ดิน แม้จะกระทำในพื้นที่สาธารณะ จะถือเป็นการบุกรุกหรือไม่ หลักกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุก ความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มีบทบัญญัติสำคัญ ได้แก่ มาตรา 362 ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการครอบครองทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเพื่อกระทำการรบกวนการครอบครองของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษ มาตรา 365 (2) หากการกระทำความผิดตามมาตรา 362 มีลักษณะร้ายแรง เช่น กระทำร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ย่อมเป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้น จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานบุกรุกไม่ได้จำกัดเฉพาะการเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำที่มีผลเป็นการรบกวนการครอบครองของผู้อื่นด้วย การวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเสาคอนกรีตไปปักและขึงลวดหนามตลอดแนวบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทที่อยู่หน้าที่ดินของโจทก์ การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการปิดกั้นทางเข้าออกเพียงทางเดียวของที่ดินโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง เจตนาร่วมกันของจำเลยทั้งสองในการปิดกั้นไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินของตน แม้จำเลยจะมิได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่การกระทำดังกล่าวมีผลเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข ดังนั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 83 วิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก คือ สถานะของโจทก์ในฐานะผู้เสียหาย ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดข้อเท็จจริงที่เป็นที่สุดจากคดีแพ่งเดิมว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 เคยถูกขับไล่ออกจากที่ดินดังกล่าวตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อีกทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบการครอบครองให้โจทก์เป็นทางการแล้วก่อนวันเกิดเหตุอาญา ดังนั้น เมื่อภายหลังจากการบังคับคดีเพียงหนึ่งวัน จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันนำเสาคอนกรีตและลวดหนามไปปักปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ ย่อมเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อการใช้สิทธิครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงเป็น “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมาย และมีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานบุกรุกได้ ประเด็นที่สอง คือ แม้จำเลยมิได้เข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์โดยตรง จะเป็นความผิดฐานบุกรุกได้หรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า สาระของความผิดฐานบุกรุกมิใช่พิจารณาเพียงตำแหน่งที่ผู้กระทำยืนอยู่เท่านั้น หากต้องพิจารณาถึงผลของการกระทำต่ออำนาจการครอบครองของผู้เสียหายด้วย เมื่อการปักเสาคอนกรีตและขึงลวดหนามในเขตไหล่ทางหลวงชนบททำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้ การกระทำดังกล่าวย่อมมีผลโดยตรงเป็นการล่วงล้ำอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แม้มิได้มีการก้าวล่วงเข้าไปในเขตโฉนดหรือเขตครอบครองของโจทก์โดยตรงก็ตาม ประเด็นที่สาม คือ การร่วมกันกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพฤติการณ์แวดล้อมอย่างมาก โดยรับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานตำรวจ และคำรับบางส่วนของจำเลยเองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเข็นรถบรรทุกเสาคอนกรีตและลวดหนามไปยังบริเวณเกิดเหตุ ร่วมกันขุดหลุม ปักเสา และขึงลวดหนามตลอดแนว การกระทำดังกล่าวจึงมิใช่การกระทำโดยลำพังของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นการร่วมกันกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน มุ่งหมายให้เกิดผลคือการปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ อันเข้าองค์ประกอบเรื่องตัวการร่วมตามมาตรา 83 ประเด็นที่สี่ คือ ข้ออ้างของจำเลยเรื่องสิทธิในที่ดิน จำเลยทั้งสองพยายามนำสืบว่า พื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของบิดาจำเลยที่ 1 และต่อมามีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับซ้อนลงไป แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน อีกทั้งยังขัดกับผลของคดีแพ่งเดิมซึ่งถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน และยังมีพยานเจ้าพนักงานที่ดินยืนยันว่าบริเวณแนวพิพาทเป็นเขตทางหลวงชนบทอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองแต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ประเด็นที่ห้า คือ การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง แม้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จะมีข้อจำกัดเรื่องการฎีกาในคดีความผิดเล็กน้อยบางประเภท แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการปรับบทลงโทษให้ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปตามบทกฎหมายที่ถูกต้อง โดยไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษเกินขอบเขตอำนาจ วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ซึ่งมีคุณค่าอย่างมากต่อการตีความความผิดฐานบุกรุกในทางปฏิบัติ หลักแรก คือ การคุ้มครอง “การครอบครองโดยปกติสุข” ไม่ใช่เพียงคุ้มครองขอบเขตที่ดินในทางกายภาพ กล่าวคือ กฎหมายอาญามาตรา 362 มุ่งคุ้มครองสภาวะที่ผู้ครอบครองสามารถใช้ประโยชน์และควบคุมอสังหาริมทรัพย์ของตนได้โดยสงบ ไม่ถูกรบกวนจากการกระทำภายนอก ดังนั้น เมื่อมีการกระทำที่ทำให้ผู้ครอบครองไม่สามารถเข้าออก ใช้ประโยชน์ หรือควบคุมทรัพย์ของตนได้ตามปกติ การกระทำนั้นย่อมอาจเป็นการบุกรุกได้ แม้ผู้กระทำจะไม่ได้เข้าไปยืนหรือเหยียบอยู่ในเขตที่ดินนั้นโดยตรง หลักที่สอง คือ ผลของการกระทำสำคัญกว่ารูปแบบภายนอกของการกระทำ หากพิจารณาเพียงรูปแบบภายนอก อาจเห็นได้ว่าจำเลยไปปักเสาในเขตไหล่ทางสาธารณะ มิได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาในเชิงผลทางกฎหมาย การปิดกั้นดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิครอบครองที่ดินของตนได้ การกระทำจึงมีผลโดยตรงเป็นการรบกวนอำนาจครอบครอง ซึ่งกฎหมายอาญาถือเป็นสาระสำคัญของความผิดฐานบุกรุก หลักที่สาม คือ คดีแพ่งที่ถึงที่สุดแล้วมีผลผูกพันในประเด็นสิทธิครอบครองระหว่างคู่ความ เมื่อศาลแพ่งเคยวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และห้ามจำเลยที่ 1 กับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว จำเลยย่อมไม่อาจยกข้ออ้างเดิมมาหักล้างสิทธิของโจทก์ในคดีอาญาได้อีกโดยง่าย หลักนี้มีความสัมพันธ์กับเรื่องผลผูกพันของคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลฎีกานำมาใช้ประกอบการชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง หลักที่สี่ คือ บุกรุกอาจเกิดขึ้นได้โดยการกระทำเชิงปิดกั้น มิใช่เฉพาะการเข้าไปยึดถือครอบครอง คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญมาก เพราะชี้ให้เห็นว่า การปักรั้ว การขึงลวดหนาม การตั้งสิ่งกีดขวาง หรือการจัดวางวัตถุใด ๆ เพื่อขัดขวางการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น อาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกได้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีผลเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข อธิบายเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งป้องกันมิให้บุคคลใดใช้กำลัง อำนาจ หรือพฤติการณ์ใด ๆ เข้าแทรกแซงสิทธิครอบครองของผู้อื่นโดยพลการ หลักการสำคัญมิใช่เพียงการคุ้มครองสิทธิในเชิงนิติกรรมหรือกรรมสิทธิ์เท่านั้น แต่คุ้มครอง “สภาพแห่งการครอบครอง” ที่ควรได้รับความสงบและมั่นคงจากการรบกวนของผู้อื่นด้วย การที่กฎหมายใช้ถ้อยคำว่า “เพื่อกระทำการรบกวนการครอบครองของเขาโดยปกติสุข” แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า ผู้ร่างกฎหมายมิได้ประสงค์จำกัดความผิดนี้ไว้เฉพาะกรณีบุกรุกแบบดั้งเดิมที่มีการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระทำทุกลักษณะที่มีผลกระทบต่อการใช้สิทธิครอบครองอย่างสงบของผู้ครอบครองด้วย ส่วนมาตรา 365 (2) มีเจตนารมณ์เพิ่มโทษสำหรับกรณีที่การบุกรุกมีลักษณะอุกอาจหรือเพิ่มความร้ายแรงต่อสังคม เช่น กระทำร่วมกันหลายคน ซึ่งย่อมทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบและเสี่ยงต่อการถูกข่มขู่คุกคามมากกว่าการกระทำโดยบุคคลคนเดียว คดีนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำการอย่างเปิดเผยภายหลังการบังคับคดีเพียงหนึ่งวัน ยิ่งสะท้อนถึงพฤติการณ์ที่กฎหมายมุ่งลงโทษหนักขึ้นเป็นพิเศษ นอกจากนี้ คดีนี้ยังเกี่ยวพันกับแนวคิดเรื่อง การไม่ยอมให้บุคคลใช้วิธีการนอกระบบกฎหมายมาทำลายผลของคำพิพากษาถึงที่สุด เพราะเมื่อคดีแพ่งสิ้นสุดลงแล้ว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์แล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิกระทำการใดเพื่อหลีกเลี่ยงหรือทำให้ผลของคำพิพากษานั้นไร้ความหมาย การปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินในวันรุ่งขึ้นจึงมิใช่เพียงข้อพิพาททั่ว ๆ ไป แต่เป็นการท้าทายอำนาจบังคับแห่งคำพิพากษาและกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมด้วย วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุกโดยทั่วไปวางหลักสอดคล้องกันว่า ความผิดฐานบุกรุกมิได้พิจารณาเฉพาะการมีตัวบุคคลเข้าไปในเขตอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการแทรกแซง ขัดขวาง หรือทำลายความสงบในการครอบครองของผู้เสียหายหรือไม่ หากการกระทำนั้นมีผลทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถใช้หรือควบคุมอสังหาริมทรัพย์ได้ตามปกติ ศาลมักวินิจฉัยว่าเข้าลักษณะการรบกวนการครอบครอง คดีนี้จึงมีความสำคัญในเชิงพัฒนาแนววินิจฉัย เพราะศาลฎีกาได้ยืนยันหลักว่า พื้นที่ที่ใช้กระทำความผิดกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่เดียวกัน หากการกระทำนั้นมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงและส่งผลให้ผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ถูกตัดสิทธิการเข้าออกหรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์ของตน การกระทำดังกล่าวย่อมอาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกได้ อีกทั้งคดียังชี้ให้เห็นแนวทางของศาลฎีกาในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานด้วย กล่าวคือ ศาลให้น้ำหนักแก่พยานที่เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นพยานราชการที่ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงในผลคดี ประกอบกับคำรับบางส่วนของจำเลยเอง จึงทำให้ข้อเท็จจริงมีน้ำหนักมั่นคง ขณะเดียวกัน ศาลไม่รับฟังข้ออ้างของจำเลยที่ไม่มีหลักฐานเอกสารหรือพยานวัตถุมาสนับสนุน เพราะเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างที่ขัดต่อคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเดิม ในเชิงแนวนโยบายคำพิพากษา คดีนี้ยังตอกย้ำว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองผู้ครอบครองโดยสุจริต และไม่เปิดโอกาสให้คู่กรณีที่แพ้คดีแพ่งกลับมาใช้วิธีทางกายภาพหรือพฤติการณ์กีดกันต่าง ๆ เพื่อสร้างข้อพิพาทขึ้นใหม่ในรูปแบบอื่น อันเป็นการป้องกันการใช้กำลังนอกระบบกฎหมายแทนการเยียวยาตามกระบวนการยุติธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เสาคอนกรีต และลวดหนามออกจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ พร้อมห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารรบกวนการครอบครองของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับคงผลในคดีส่วนแพ่งเรื่องให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางและห้ามรบกวนการครอบครองของโจทก์ไว้ตามเดิม 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ ความผิดฐานบุกรุกและการคุ้มครองอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ อย่างชัดเจน โดยศาลฎีกาได้วางหลักว่า การบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 มิได้จำกัดเฉพาะการที่ผู้กระทำเข้าไปอยู่ในเขตที่ดินของผู้อื่นโดยตรงเท่านั้น หากแต่รวมถึงการกระทำใด ๆ ที่มีผลเป็นการ ล่วงล้ำหรือรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของผู้ครอบครอง ด้วย ในคดีนี้ แม้จำเลยทั้งสองจะปักเสาคอนกรีตและขึงลวดหนามในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิใช่ที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่การกระทำดังกล่าวมีผลเป็นการ ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินเพียงทางเดียวของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิครอบครองที่ดินของตนได้ตามปกติ จึงถือเป็นการล่วงล้ำอำนาจการครอบครองของโจทก์ แนววินิจฉัยนี้มีนัยสำคัญในทางกฎหมาย เพราะแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาความผิดฐานบุกรุกต้องพิจารณาจาก ผลของการกระทำต่อการครอบครอง มิใช่พิจารณาเพียงตำแหน่งพื้นที่ที่ผู้กระทำอยู่เท่านั้น หากการกระทำนั้นมีผลทำให้ผู้ครอบครองไม่สามารถใช้หรือควบคุมอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ตามปกติ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขและอาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่ง เมื่อศาลเคยพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน และได้มีการบังคับคดีส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยย่อมไม่อาจกระทำการใดเพื่อหลีกเลี่ยงหรือทำลายผลของคำพิพากษานั้นได้ การกระทำของจำเลยซึ่งเกิดขึ้นทันทีหลังการบังคับคดีจึงเป็นพฤติการณ์ที่ศาลเห็นว่ามีเจตนารบกวนการครอบครองโดยชัดแจ้ง คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวคำวินิจฉัยที่สำคัญสำหรับการตีความความผิดฐานบุกรุก โดยยืนยันหลักว่า การปิดกั้นหรือกีดขวางทางเข้าออกของที่ดิน แม้จะกระทำในพื้นที่สาธารณะ ก็อาจเป็นการบุกรุกได้ หากมีผลเป็นการรบกวนการครอบครองของเจ้าของที่ดิน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกันปักเสาคอนกรีตและขึงลวดหนามในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทเพื่อปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ แม้ไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยตรง จะถือเป็นความผิดฐาน “บุกรุก” ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การกระทำจะเกิดขึ้นในเขตทางสาธารณะ แต่เมื่อมีผลเป็นการปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินเพียงทางเดียวของโจทก์และทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิครอบครองที่ดินได้ตามปกติ ก็ถือเป็นการล่วงล้ำและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ อันเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 83 มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362) หลักกฎหมายเรื่องบุกรุกมิได้จำกัดเฉพาะการเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรงเท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำใด ๆ ที่มีผลเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นด้วย ในคดีนี้ แม้จำเลยทั้งสองจะปักเสาและขึงลวดหนามในเขตไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งเป็นที่สาธารณะ แต่การกระทำดังกล่าวมีผลทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้ จึงถือเป็นการล่วงล้ำอำนาจการครอบครองและเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข 2. การบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิด (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83) ศาลฎีกาพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำการปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามตลอดแนวทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ โดยมีเจตนาร่วมกันปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้ทางเข้าออกที่ดินของตนได้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิด และเป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 365 (2) ซึ่งกำหนดโทษหนักขึ้นสำหรับกรณีบุกรุกที่กระทำร่วมกันหลายคน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของผู้อื่นถือเป็นความผิดฐานบุกรุกได้หรือไม่ คำตอบ การปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของผู้อื่นอาจถือเป็นความผิดฐานบุกรุกได้ หากการกระทำนั้นมีผลเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ตามหลักกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ความผิดฐานบุกรุกมิได้จำกัดเฉพาะการเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระทำใด ๆ ที่มีผลทำให้ผู้ครอบครองไม่สามารถใช้สิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์ของตนได้ตามปกติ เช่น การตั้งรั้ว ปักเสา หรือขึงลวดหนามเพื่อปิดกั้นทางเข้าออก หากพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าของที่ดินไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้ ก็อาจถือเป็นการรบกวนการครอบครองและเข้าลักษณะความผิดฐานบุกรุกได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวม เช่น เจตนาของผู้กระทำ ลักษณะการปิดกั้น และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการใช้สิทธิครอบครองของผู้เสียหาย คำถาม 2. หากผู้กระทำไม่ได้เข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรง จะถือเป็นการบุกรุกได้หรือไม่ คำตอบ แม้ผู้กระทำจะไม่ได้เข้าไปในเขตที่ดินของผู้อื่นโดยตรง ก็อาจถือเป็นความผิดฐานบุกรุกได้ หากการกระทำนั้นมีผลเป็นการรบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยปกติสุข หลักกฎหมายในมาตรา 362 มิได้กำหนดว่าผู้กระทำต้องเข้าไปอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการกระทำที่มีผลกระทบต่อการใช้สิทธิครอบครอง เช่น การตั้งสิ่งกีดขวาง ปิดกั้นทางเข้าออก หรือขัดขวางการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน หากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ครอบครองไม่สามารถใช้ทรัพย์ได้ตามปกติ ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการบุกรุกได้ ดังนั้น การพิจารณาความผิดฐานบุกรุกจึงต้องพิจารณาจากผลของการกระทำต่อการครอบครอง มิใช่พิจารณาเพียงตำแหน่งที่ผู้กระทำอยู่เท่านั้น คำถาม 3. การใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อกีดขวางการใช้สิทธิของผู้อื่นจะผิดกฎหมายหรือไม่ คำตอบ แม้พื้นที่สาธารณะ เช่น ถนนหรือไหล่ทางหลวง จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่การใช้พื้นที่ดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น หากบุคคลใดใช้พื้นที่สาธารณะในลักษณะที่กีดขวางหรือปิดกั้นไม่ให้ผู้อื่นสามารถใช้สิทธิในทรัพย์สินของตนได้ เช่น ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของผู้อื่น การกระทำนั้นอาจถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น และอาจเข้าลักษณะความผิดฐานบุกรุกได้ นอกจากนี้ยังอาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทางสาธารณะอีกด้วย คำถาม 4. คำพิพากษาคดีแพ่งที่ถึงที่สุดมีผลอย่างไรในคดีอาญา คำตอบ คำพิพากษาคดีแพ่งที่ถึงที่สุดอาจมีผลผูกพันในประเด็นข้อเท็จจริงหรือสิทธิของคู่ความในคดีอื่นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความเดียวกัน เช่น หากศาลแพ่งเคยพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า บุคคลใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งย่อมไม่สามารถโต้แย้งสิทธิดังกล่าวในคดีอาญาได้โดยง่าย เพราะคำพิพากษาดังกล่าวมีผลผูกพันคู่ความตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น เมื่อมีการกระทำที่รบกวนการครอบครองหลังจากคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลอาญามักรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาเดิมประกอบการวินิจฉัย คำถาม 5. หากมีการตั้งรั้วหรือสิ่งกีดขวางใกล้ที่ดินของผู้อื่น จะถือเป็นบุกรุกหรือไม่ คำตอบ การตั้งรั้วหรือสิ่งกีดขวางใกล้ที่ดินของผู้อื่นจะถือเป็นบุกรุกหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และผลของการกระทำ หากเป็นการตั้งรั้วในที่ดินของตนโดยสุจริตและไม่กระทบต่อการใช้สิทธิของผู้อื่น ก็อาจไม่เป็นความผิด แต่หากการตั้งรั้วหรือสิ่งกีดขวางดังกล่าวมีผลทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้ หรือไม่สามารถใช้สิทธิครอบครองได้ตามปกติ การกระทำดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองและอาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีเป็นสำคัญ คำถาม 6. ผู้เสียหายในคดีบุกรุกต้องเป็นเจ้าของที่ดินเท่านั้นหรือไม่ คำตอบ ผู้เสียหายในคดีบุกรุกไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดินเสมอไป ผู้ที่มีสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ผู้เช่า ผู้ครอบครอง หรือผู้ได้รับสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดิน ก็อาจถือเป็นผู้เสียหายได้ หากมีบุคคลใดกระทำการรบกวนการครอบครองของบุคคลดังกล่าวโดยไม่ชอบ กฎหมายอาญามุ่งคุ้มครองสภาพการครอบครองที่สงบเรียบร้อย ดังนั้นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการรบกวนการครอบครองจึงมีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีได้ คำถาม 7. หากหลายคนร่วมกันกระทำการบุกรุกจะมีโทษหนักขึ้นหรือไม่ คำตอบ หากมีการร่วมกันกระทำความผิดฐานบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไป กฎหมายถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงมากขึ้น เนื่องจากการกระทำร่วมกันอาจทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบหรือถูกข่มขู่คุกคามมากขึ้น จึงมีบทบัญญัติในมาตรา 365 ที่กำหนดโทษหนักขึ้นสำหรับกรณีดังกล่าว หากศาลเห็นว่าบุคคลหลายคนมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิด เช่น ร่วมกันตั้งสิ่งกีดขวางหรือปิดกั้นการใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้อื่น บุคคลเหล่านั้นอาจต้องรับโทษในฐานะตัวการร่วม คำถาม 8. หากมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินควรดำเนินการอย่างไรจึงถูกต้องตามกฎหมาย คำตอบ เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คู่กรณีควรใช้กระบวนการทางกฎหมาย เช่น การฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้ศาลวินิจฉัยสิทธิของแต่ละฝ่าย การใช้กำลังหรือการกระทำโดยพลการ เช่น การตั้งสิ่งกีดขวาง การปิดกั้นทางเข้าออก หรือการขับไล่กันเอง อาจทำให้เกิดความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดในการแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568 จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินโจทก์จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้ จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 พร้อมขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เสาคอนกรีต และลวดหนามที่ปิดกั้นทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารรบกวนการครอบครองของโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 362 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน และให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางออกจากทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ พร้อมห้ามยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องคดีส่วนอาญา คงไว้เฉพาะผลในคดีส่วนแพ่ง โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนเกิดคดีนี้โจทก์เคยชนะคดีแพ่งถึงที่สุด ได้รับการรับรองว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบการครอบครองให้โจทก์แล้ว วันที่ถัดมา จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันนำเสาคอนกรีตและลวดหนามไปปักในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทด้านหน้าที่ดินของโจทก์ตลอดแนวทางเข้าออก ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินได้ โดยที่ดินดังกล่าวมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว พยานโจทก์ ได้แก่ ตัวโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าพนักงานที่ดิน เบิกความสอดคล้องกันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาและขึงลวดหนามจริง อีกทั้งจำเลยทั้งสองเองก็รับว่าได้กระทำในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบท ศาลเห็นว่าคำพิพากษาคดีแพ่งเดิมย่อมผูกพันคู่ความ ทำให้รับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ส่วนข้ออ้างของจำเลยว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินของฝ่ายตน ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ และขัดกับพยานเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งยืนยันว่าพื้นที่นั้นเป็นเขตทางหลวงชนบท อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่การร่วมกันปักเสาคอนกรีตและขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เป็นการล่วงล้ำอำนาจการครอบครองและรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข จึงเป็นความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 83 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกฟ้องคดีส่วนอาญานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ที่ระวาง 5645III1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นญาติกัน จำเลยที่ 2 เป็นสามีจำเลยที่ 1 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เรื่องที่ดิน ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินตามสำนวนคดีแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำสั่งและสำเนาหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ดินดังกล่าวทิศเหนือติดทางหลวงชนบท จำเลยที่ 1 ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการขับไล่จำเลยที่ 1 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 จำเลยที่ 1 นำเสาคอนกรีตไปปักขึงลวดหนามตลอดแนวในที่ดินที่เป็นไหล่ทางที่อยู่ในเขตทางหลวงชนบทหน้าที่ดินโจทก์จากจุด A1 ไปถึง A2 ซึ่งเป็นแนวเดียวกับประตูรั้วที่เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่ายกฟ้องโจทก์เฉพาะในส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งที่ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยมารดาจำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวมารดาโจทก์ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดิน เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ตั้งอยู่ที่บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แผนที่พิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งศาลฎีกาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 8 ถึง 9 นาฬิกา โจทก์เห็นจำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 เป็นรูปเสาคอนกรีตและลวดหนามที่จำเลยทั้งสองปักล้อมที่ดินของโจทก์ และมีการเขียนข้อความว่า ห้ามเข้า ที่ส่วนบุคคล ถนนคือทางหลวงชนบท ส่วนประตูเหล็กคือประตูทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนาม ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากที่ดินมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายชิตพล ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี และร้อยตำรวจเอกศุภวัฒน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า นายชิตพลปิดประกาศขับไล่จำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 นายชิตพลเดินทางไปยังที่ดินของโจทก์และจัดการให้คนงานของโจทก์รื้อถอนเสาและลวดหนามตามที่โจทก์นำชี้ว่าจำเลยที่ 1 ปักลงในดินของโจทก์ จากนั้นส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนร้อยตำรวจเอกศุภวัฒน์ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการบังคับคดีตามรายงานเจ้าหน้าที่และรูปถ่าย ในวันดังกล่าวยังไม่มีการปักเสาคอนกรีตและลวดหนามที่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ โดยพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยแต่อย่างใด อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ดังกล่าวย่อมจะมีโอกาสสังเกตเห็นและจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถนัดชัดเจน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณระหว่างทางหลวงชนบทกับที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 และที่ 1 นำเสารั้วไปปักอยู่ในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทจริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ดังนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซี่งเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ที่ดินของโจทก์และที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 137 ซึ่งเป็นของนายมานิตย์ บิดาจำเลยที่ 1 ต่อมาที่ดินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.2226 ทับไปบนที่ดินของนายมานิตย์ จำเลยที่ 1 แจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คือที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 นั้น ก็คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว อีกทั้งยังได้ความจากนายชยุตม์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย พยานโจทก์ว่า ตามแผนที่พิพาทที่ดินตามแนวหลักเขต ลม.1 ลม.4 ลม.5 ลม6 และ ลม.7 อยู่ในเขตที่ดินของทางหลวงชนบทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททางหลวง ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 แต่ในส่วนจำเลยที่ 1 แม้ความผิดฐานดังกล่าวต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ โดยไม่เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญามา นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 |



