ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีพยายามฆ่าโดยร่วมกันก่อเหตุและสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลมีอำนาจเพียงใดในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและดอกเบี้ยตามกฎหมาย

ร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายในคดีอาญา, สิทธิผู้เสียหายยื่นคำร้องค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1, โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาแทนผู้ร้องในคดีส่วนแพ่ง, ค่าสินไหมทดแทนเพราะได้รับอันตรายแก่กายไม่ใช่ทรัพย์สินตามมาตรา 43, ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน, ศาลฎีกาหยิบยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง, การกำหนดดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนต้องเป็นไปตามกฎหมาย, อัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง, ดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนโดย พ.ร.ฎ. 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญ 2 ส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง คือ ความรับผิดทางอาญาฐานร่วมกันพยายามฆ่า และสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายในคดีอาญา ตลอดจนอำนาจของศาลในการหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความบางฝ่ายจะไม่มีสิทธิฎีกาในประเด็นนั้นก็ตาม สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกกลับมายังที่เกิดเหตุพร้อมกลุ่มวัยรุ่นและอาวุธ ก่อนให้คนซ้อนท้ายลงไปใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยจากพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ ระยะเวลาที่ต่อเนื่องกัน ความบาดหมางที่เพิ่งเกิดขึ้น และพยานหลักฐานแวดล้อมว่า จำเลยมีเจตนาร่วมกับผู้ลงมือยิงในการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83

ในส่วนคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คดีนี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางวิธีพิจารณา เพราะศาลฎีกาได้วางหลักว่า แม้โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาแทนผู้เสียหายในเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 แต่เมื่อคดีอาญาฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิด ศาลย่อมต้องถือข้อเท็จจริงนั้นเป็นหลักในคดีส่วนแพ่งตามมาตรา 46 และอาจหยิบยกปัญหากฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้ผลในคดีแพ่งสอดคล้องกับผลคดีอาญาได้ นอกจากนี้คดียังชี้ให้เห็นหลักเรื่องการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ข้อเท็จจริงของคดี

   คดีนี้เริ่มจากการที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83 พร้อมขอให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีเก่าหลายคดี ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 คนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยให้การปฏิเสธในคดีอาญา แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

พฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุได้ความว่า ในคืนเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปหารักของตนที่ร้านแห่งหนึ่ง แต่เกิดมีปากเสียงและเผชิญหน้ากับกลุ่มของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีชายคนหนึ่งถือไม้เบสบอลออกมาด้วย ทำให้จำเลยกับพวกขับรถออกไป ต่อมาอีกไม่เกินประมาณ 2 ชั่วโมง จำเลยกลับมายังบริเวณเดิมพร้อมพวกรวมกลุ่มรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน โดยมีอาวุธมีดและอาวุธปืนติดมาด้วย ครั้นถึงที่เกิดเหตุ คนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงไปทางผู้เสียหายทั้งสาม 1 นัด กระสุนถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถูกกระสุน

ข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลฎีกาให้น้ำหนักมาก ได้แก่ การที่จำเลยเป็นผู้มีมูลเหตุขัดแย้งกับฝ่ายผู้เสียหายโดยตรงก่อนเกิดเหตุ การกลับมาภายในเวลาสั้นพร้อมพวกจำนวนมากและอาวุธ การที่คนร้ายเจาะจงยิงไปยังผู้เสียหายที่ 1 แม้ในขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 อยู่ใกล้กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุทะเลาะก่อนหน้า และพยานหลายปากระบุสอดคล้องกันว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่พาคนยิงมาถึงที่เกิดเหตุและพาหลบหนีไปในภายหลัง

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

   ประเด็นแรก คือ จำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าหรือไม่ แม้จำเลยมิใช่ผู้ลั่นไกด้วยตนเอง ศาลต้องวินิจฉัยจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับผู้ยิงหรือไม่

ประเด็นที่สอง คือ พยานหลักฐานที่เป็นคำให้การในชั้นสอบสวนและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าหรือหลักฐานแวดล้อมนั้น จะรับฟังได้เพียงใด โดยเฉพาะเมื่อศาลอุทธรณ์เคยยกฟ้องเพราะไม่เชื่อว่าพยานดังกล่าวมั่นคงพอ

ประเด็นที่สาม คือ สิทธิในการขอค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาเป็นของผู้ใด ระหว่างโจทก์ในคดีอาญากับผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 และเมื่อโจทก์ฎีกาในส่วนแพ่งแทนผู้ร้อง โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่

ประเด็นที่สี่ คือ แม้โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาจะยังมีอำนาจวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปตามผลคดีอาญาหรือไม่ และจะอาศัยบทบัญญัติใดรองรับอำนาจดังกล่าว

ประเด็นที่ห้า คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มิได้ระบุวิธีปรับอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายให้ถูกต้องครบถ้วน เป็นปัญหาที่ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขได้เองหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีอาญา

   ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นในระยะเวลาประชิดเหตุ โดยเฉพาะคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 และนายอภิชาติ ซึ่งมีสาระสำคัญสอดคล้องกันว่า คนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยเป็นผู้ลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนยิง และจำเลยเป็นผู้ขับรถพาคนร้ายมายังที่เกิดเหตุ คำให้การดังกล่าวแม้จะเป็นพยานบอกเล่าบางส่วน แต่ศาลเห็นว่ามีเหตุผลอันหนักแน่น เพราะเป็นการให้ถ้อยคำในเวลาใกล้ชิดเหตุการณ์ พยานแทบไม่มีโอกาสปรึกษาหรือแต่งเติมเรื่องราวเพื่อปรักปรำผู้ใด อีกทั้งคำให้การยังสอดคล้องกับแผนที่สังเขปที่จัดทำในวันเกิดเหตุด้วย

ศาลฎีกายังวิเคราะห์พฤติการณ์ต่อเนื่องก่อนและหลังเกิดเหตุว่า จำเลยเป็นฝ่ายที่มีเหตุโกรธเคืองต่อกลุ่มผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจากถูกเผชิญหน้าและมีท่าทีจะถูกทำร้ายด้วยไม้ เมื่อจำเลยกลับมาอีกภายในเวลาไม่นานพร้อมสมัครพรรคพวกและอาวุธ ย่อมสะท้อนเจตนาในการตอบโต้โดยใช้ความรุนแรง การที่คนยิงสามารถเจาะจงยิงไปยังผู้เสียหายที่ 1 ได้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แสดงให้เห็นถึงการชี้เป้าหรือสนับสนุนจากจำเลยซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับผู้ยิงในขณะเกิดเหตุ ศาลจึงสรุปว่า จำเลยมิใช่เพียงผู้ขับรถพาไปในลักษณะบังเอิญ หากแต่เป็นผู้ร่วมกระทำโดยมีเจตนาร่วมในการพยายามฆ่า

เมื่อใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงไปยังกลุ่มบุคคลในระยะใกล้ กระสุนย่อมอาจถูกบุคคลอื่นในแนววิถีกระสุนได้หลายคน ศาลจึงเห็นว่าจำเลยและผู้ยิงมีเจตนาประสงค์ต่อผลในการฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม หาใช่เพียงผู้เสียหายที่ 1 ไม่ การที่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ถูกกระสุนแต่ไม่ถึงแก่ความตายจึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาพิจารณาว่า ทางนำสืบของจำเลยที่รับว่า ก่อนเกิดเหตุมีชายออกมาจะใช้ไม้ตีจำเลย เป็นข้อเท็จจริงที่พอมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษจากจำคุก 10 ปี เหลือจำคุก 6 ปี 8 เดือน

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีส่วนแพ่ง

   ประเด็นสำคัญอย่างยิ่งของคดีนี้อยู่ที่การแยกบทบาทระหว่างโจทก์กับผู้ร้องในเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ด้วยตนเอง ดังนั้นสิทธิในคำร้องดังกล่าวจึงเป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของโจทก์ อีกทั้งค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากได้รับอันตรายแก่กาย ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปตามมาตรา 43 โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอหรือฎีกาแทนผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามิได้ยุติเรื่องเพียงว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา เพราะในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามผลคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด ก็ต้องถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของผู้ร้องด้วย แม้ผู้ร้องจะมิได้ฎีกาเองก็ตาม

ศาลฎีกาจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง เพื่อให้ผลในคดีส่วนแพ่งสอดคล้องกับผลในคดีอาญา หลักการนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าความเป็นเอกภาพของคำพิพากษาในคดีที่มีส่วนแพ่งเกี่ยวเนื่องกับส่วนอาญา เป็นเรื่องที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง มิให้เกิดสภาพที่คดีอาญาฟังว่าจำเลยกระทำผิด แต่คดีแพ่งกลับปฏิเสธความรับผิดโดยขัดกันเอง

การวินิจฉัยเรื่องดอกเบี้ยและอำนาจศาลในการแก้ไขให้ถูกต้อง

   ศาลชั้นต้นกำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในช่วงหนึ่ง และร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่ได้ระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดดอกเบี้ยเช่นนี้ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เพราะอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายภายหลังการแก้ไขกฎหมายย่อมผูกกับอัตราที่กระทรวงการคลังอาจปรับโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินเพดานตามคำขอ

ที่สำคัญ ศาลฎีกาวางหลักว่า ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างโดยตรง อำนาจดังกล่าวอาศัยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วงเล็บ 5 มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 หลักนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อคดีส่วนแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลยังคงใช้หลักวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดผลแห่งหนี้ การคิดดอกเบี้ย และการแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องตามกฎหมายได้

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่สำคัญในคดีนี้

   หลักแรก คือ หลักเรื่องเจตนาร่วมและการร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การจะลงโทษบุคคลในฐานะตัวการร่วม มิจำต้องปรากฏว่าเป็นผู้ลงมือโดยตรงทุกองค์ประกอบ หากพฤติการณ์แสดงถึงการร่วมวางแผน ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุ ร่วมสนับสนุนให้ความผิดบรรลุผล หรือมีบทบาทสำคัญในกระบวนการกระทำความผิด ย่อมอาจถือเป็นตัวการร่วมได้ คดีนี้จำเลยเป็นผู้ขับรถพาคนยิงไปยังจุดเกิดเหตุ มีมูลเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหาย กลับมาพร้อมพวกและอาวุธ และพาหลบหนีภายหลังยิงเสร็จ จึงเป็นบทบาทที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการก่อเหตุ

หลักที่สอง คือ พยานบอกเล่าในคดีอาญามิใช่สิ่งต้องห้ามเด็ดขาด หากเป็นพยานที่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีความน่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับพยานแวดล้อมอื่น ย่อมรับฟังได้ตามมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง แนวคิดนี้มุ่งลดความเคร่งครัดทางรูปแบบ แต่ยังรักษามาตรฐานความมั่นคงแห่งพยานหลักฐานไว้ โดยศาลต้องประเมินแหล่งที่มาของถ้อยคำ ความใกล้ชิดกับเหตุการณ์ ความเป็นไปได้ในการแต่งเติม และความสอดคล้องกับพยานอื่น

หลักที่สาม คือ ความแตกต่างระหว่างมาตรา 43 กับมาตรา 44/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 มุ่งให้โจทก์ร้องขอคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเพราะการกระทำผิด ขณะที่มาตรา 44/1 เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องด้วยตนเองเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ หรือชื่อเสียง ดังนั้นสิทธิในคำร้องตามมาตรา 44/1 จึงเป็นสิทธิเฉพาะของผู้ร้อง ไม่ใช่ของโจทก์ที่จะใช้หรือฎีกาแทนได้โดยอัตโนมัติ

หลักที่สี่ คือ ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามผลคดีอาญาตามมาตรา 46 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกันในประเด็นข้อเท็จจริงที่เป็นฐานเดียวกัน หากคดีอาญาถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำผิด ย่อมเป็นฐานให้ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดในส่วนแพ่งด้วย เว้นแต่ประเด็นค่าเสียหายหรือผลแห่งละเมิดยังต้องประเมินต่อไป

หลักที่ห้า คือ อำนาจศาลในการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เกี่ยวข้อง หลักนี้เป็นเครื่องมือสำคัญของศาลในการรักษาความชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษา แม้คู่ความจะมิได้ยกข้อกฎหมายขึ้นต่อสู้ครบถ้วนก็ตาม

เจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง

   ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มีเจตนารมณ์คุ้มครองสิทธิในชีวิตของบุคคลจากการถูกพรากชีวิตโดยมิชอบ ส่วนมาตรา 80 ขยายความรับผิดไปถึงกรณีพยายามกระทำความผิด แม้ผลไม่สำเร็จ เพราะกฎหมายถือว่าความอันตรายต่อสังคมได้เกิดขึ้นแล้วจากการลงมือกระทำโดยตรงต่อผล มาตรา 83 มีเจตนารมณ์ป้องกันมิให้ผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการก่ออาชญากรรมหลบเลี่ยงความรับผิดด้วยข้ออ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือทางกายภาพโดยตรง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 มีเจตนารมณ์อำนวยความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย ให้ได้รับการเยียวยาภายในกระบวนการอาญาโดยไม่ต้องไปฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหาก ขณะที่มาตรา 43 มุ่งแก้ไขผลเสียหายเชิงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดโดยตรง จึงต้องแยกขอบเขตการใช้สิทธิให้ชัด มาตรา 46 มีเจตนารมณ์สร้างเอกภาพระหว่างคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน ส่วนมาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 มุ่งให้ศาลสูงสามารถควบคุมความถูกต้องของคำพิพากษาในประเด็นที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของกฎหมายและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และมาตรา 7 มีเจตนารมณ์ให้การคิดดอกเบี้ยผิดนัดเป็นไปตามกลไกกฎหมายที่ยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจ ไม่หยุดนิ่งตายตัว และให้ศาลกำหนดผลแห่งหนี้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วงเล็บ 5 มาตรา 246 และมาตรา 252 สนับสนุนภารกิจของศาลในการควบคุมรูปคำพิพากษาและผลบังคับแห่งคำพิพากษาให้ชอบด้วยกฎหมาย

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

   แนวคำพิพากษาฎีกาโดยทั่วไปในเรื่องตัวการร่วม วางหลักสม่ำเสมอว่า ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ร่วมทั้งหมด มิใช่จำกัดเพียงผู้ลงมือโดยตรง หากบุคคลใดมีบทบาทเป็นผู้พาไป ชี้เป้า คุมเชิง คอยช่วยเหลือในขณะก่อเหตุ หรือพาหลบหนีภายใต้แผนหรือเจตนาร่วม ย่อมอาจรับผิดในฐานะตัวการร่วมได้ โดยเฉพาะในคดีใช้อาวุธร้ายแรง ศาลมักให้น้ำหนักแก่พฤติการณ์ก่อนเหตุและหลังเหตุในการชี้เจตนา

ในประเด็นพยานบอกเล่า ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยรองรับมานานว่า พยานบอกเล่าจะรับฟังได้เมื่อมีเหตุจำเป็น มีแหล่งที่มาน่าเชื่อถือ และได้รับการสนับสนุนจากพยานแวดล้อมอื่น คดีนี้จึงสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาที่มิได้ปฏิเสธพยานบอกเล่าโดยอัตโนมัติ แต่ใช้หลักชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถืออย่างรอบด้าน

ในประเด็นค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยหลักแยกสิทธิของผู้เสียหายผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ออกจากสิทธิของโจทก์อย่างชัดเจน และในกรณีผลคดีอาญาถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำผิด ศาลฎีกาก็มีแนวโน้มที่จะรักษาความสอดคล้องของคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งกับผลคดีอาญาตามมาตรา 46

ในเรื่องดอกเบี้ย ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยต่อเนื่องว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมยกขึ้นแก้ไขเองได้ แม้คู่ความไม่ยกขึ้นอ้าง เพราะหากปล่อยให้คำพิพากษากำหนดดอกเบี้ยผิดจากกฎหมาย ย่อมกระทบต่อการบังคับคดีและความเป็นธรรมโดยรวม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83 ให้จำคุก 10 ปี ไม่ให้นับโทษต่อจากคดีเก่าเพราะรับโทษครบแล้ว และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีอาญา และยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่พอรับฟังว่าจำเลยร่วมกระทำความผิด

3. ศาลฎีกา

   พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่า ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ส่วนคดีแพ่งให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และแก้เฉพาะเรื่องดอกเบี้ยให้เป็นไปตามอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายที่อาจปรับเปลี่ยนได้ บวกอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามคำขอ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

    คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า การวินิจฉัยความรับผิดในคดีอาญามิได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำโดยตรงเท่านั้น หากแต่ต้องพิเคราะห์พฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดอย่างสัมพันธ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในคดีที่มีการกระทำเป็นหมู่ มีการใช้อาวุธ และมีลักษณะตอบโต้ภายหลังเกิดความขัดแย้ง การเป็นผู้ขับรถพาผู้ลงมือไปยังที่เกิดเหตุ การมีมูลเหตุโกรธเคืองร่วม การนำอาวุธกลับมาใช้ และการพาหลบหนีภายหลังเหตุ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่อาจสะท้อนเจตนาร่วมและทำให้ต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วมได้อย่างสมบูรณ์

อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำว่า ระบบค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาเป็นกลไกเยียวยาผู้เสียหายที่กฎหมายออกแบบไว้อย่างมีโครงสร้างชัดเจน สิทธิของโจทก์ตามมาตรา 43 กับสิทธิของผู้เสียหายตามมาตรา 44/1 มิใช่เรื่องเดียวกัน ศาลจึงต้องแยกฐานสิทธิให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะเกิดความสับสนในทางวิธีพิจารณา แต่ในเวลาเดียวกัน ศาลก็ต้องรักษาความสอดคล้องของผลคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยถือข้อเท็จจริงตามมาตรา 46 และใช้อำนาจในเรื่องความสงบเรียบร้อยเพื่อแก้ไขผลของคำพิพากษาให้ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของศาลฎีกาในฐานะองค์กรพิทักษ์ความถูกต้องแห่งกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับฟังพยานบอกเล่าที่มีเหตุผลอันหนักแน่น หรือเรื่องการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายซึ่งเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เพื่อมิให้คำพิพากษาคลาดเคลื่อนจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อันเป็นหลักประกันสำคัญของความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

   ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาคนร้ายซ้อนท้ายกลับมายังที่เกิดเหตุพร้อมกลุ่มพวกและอาวุธ แล้วให้ผู้ซ้อนท้ายลงไปใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จะถือว่าจำเลยเป็นเพียงผู้พาไปหรือเป็นตัวการร่วมในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ประกอบกับมูลเหตุขัดแย้งและการพาหลบหนีภายหลังยิงเสร็จ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาร่วมในการฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83

อีกประเด็นสำคัญคือ สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นสิทธิของผู้ร้องผู้เสียหายโดยตรง ไม่ใช่สิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาแทนได้ แต่เมื่อผลคดีอาญาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด ศาลย่อมต้องถือข้อเท็จจริงนั้นในคดีส่วนแพ่งตามมาตรา 46 และมีอำนาจหยิบยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เพื่อให้คดีส่วนแพ่งเป็นไปตามผลคดีอาญา รวมทั้งแก้ไขการกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. เจตนาร่วมในการพยายามฆ่า

   แก่นของคดีอาญาอยู่ที่การพิสูจน์เจตนาร่วมของจำเลย แม้จำเลยมิได้เป็นผู้ยิงเอง แต่การขับรถพาผู้ยิงมายังที่เกิดเหตุ การกลับมาพร้อมพวกและอาวุธภายหลังมีเหตุขัดแย้ง และการพาหลบหนีหลังยิงเสร็จ เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้ศาลฟังได้ว่าจำเลยร่วมลงมือกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า

2. สิทธิผู้เสียหายในคดีอาญาและอำนาจศาลในคดีส่วนแพ่ง

   แก่นของคดีส่วนแพ่งอยู่ที่การแยกสิทธิของโจทก์ออกจากสิทธิของผู้เสียหายผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 แม้โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาแทนผู้ร้อง แต่ศาลฎีกายังมีอำนาจวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งให้สอดคล้องกับผลคดีอาญา และแก้ไขดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1. คำถาม ผู้ขับรถพาผู้ใช้อาวุธปืนไปก่อเหตุ แต่ไม่ได้เป็นผู้ยิงเอง จะมีความผิดฐานพยายามฆ่าร่วมกันได้หรือไม่

   คำตอบ

   มีได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขับรถมิใช่เพียงผู้ให้ความสะดวกโดยไม่รู้เห็น แต่มีพฤติการณ์แสดงถึงการร่วมตกลงใจหรือร่วมสนับสนุนการกระทำผิดอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มีมูลเหตุบาดหมางกับฝ่ายผู้เสียหายมาก่อน กลับมายังที่เกิดเหตุพร้อมพวกและอาวุธในระยะเวลาอันใกล้ชิด เป็นผู้พาคนร้ายไปยังจุดเกิดเหตุและพาหลบหนีภายหลังลงมือแล้ว พฤติการณ์เช่นนี้อาจฟังได้ว่ามีเจตนาร่วมและเป็นตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แม้ตนเองจะไม่ได้ลั่นไกก็ตาม เพราะกฎหมายอาญาพิจารณาจากเจตนาร่วมและบทบาทในการก่อเหตุโดยรวม ไม่ได้ดูเพียงว่าใครเป็นผู้กระทำองค์ประกอบทางกายภาพขั้นสุดท้ายเท่านั้น โดยเฉพาะในคดีใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มบุคคล ศาลย่อมพิจารณาถึงความร้ายแรงของอาวุธ วิถีกระสุน และลักษณะการกระทำว่าเป็นการลงมือโดยตรงต่อผลที่จะทำให้ถึงแก่ความตายหรือไม่ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ขับรถมีส่วนสำคัญต่อการก่อเหตุและรู้เห็นเจตนาของผู้ยิง ก็ย่อมมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าได้เช่นเดียวกับผู้ลงมือยิง

2. คำถาม พยานบอกเล่าในคดีอาญารับฟังได้หรือไม่ หรือศาลต้องไม่รับฟังเสมอไป

   คำตอบ

   พยานบอกเล่าในคดีอาญามิใช่พยานต้องห้ามเด็ดขาด ศาลสามารถรับฟังได้ หากพยานดังกล่าวมีเหตุผลอันหนักแน่น มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการสนับสนุนจากพยานแวดล้อมหรือพฤติการณ์อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง การชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่าจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผู้ให้ถ้อยคำให้การในเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์เพียงใด มีโอกาสปรึกษาหารือหรือแต่งเติมเรื่องราวหรือไม่ มีเหตุโกรธเคืองหรือแรงจูงใจในการปรักปรำจำเลยหรือไม่ และถ้อยคำดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานอื่นหรือไม่ เช่น แผนที่เกิดเหตุ คำให้การของพยานอีกปากหนึ่ง หรือพฤติการณ์ก่อนและหลังเกิดเหตุ หากพยานให้ถ้อยคำทันทีในวันเกิดเหตุหรือในระยะเวลาประชิดเหตุ ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าถ้อยคำที่เกิดขึ้นภายหลังนาน เพราะโอกาสแต่งเติมย่อมมีน้อยลง ดังนั้น ศาลจะไม่ปฏิเสธพยานบอกเล่าโดยอัตโนมัติ แต่จะใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวังว่าพยานนั้นมีความมั่นคงพอให้เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยอันสมควรหรือไม่

3. คำถาม การที่คนร้ายเจาะจงยิงผู้เสียหายคนหนึ่ง แต่กระสุนกลับถูกอีกสองคน ผู้ร่วมก่อเหตุจะต้องรับผิดอย่างไร

   คำตอบ

   หากข้อเท็จจริงแสดงว่าผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มบุคคลในระยะที่อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตแก่หลายคนได้ ศาลอาจวินิจฉัยว่าผู้ก่อเหตุและผู้ร่วมก่อเหตุมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรืออย่างน้อยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนอาจถูกบุคคลอื่นในแนววิถีกระสุนด้วย มิได้จำกัดเจตนาไว้เฉพาะบุคคลเป้าหมายเพียงคนเดียว ในกรณีเช่นนี้ หากกระสุนไม่ถูกผู้ที่ตั้งใจยิง แต่กลับถูกบุคคลอื่นในบริเวณเดียวกันจนได้รับบาดเจ็บ ศาลยังอาจฟังได้ว่าเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าต่อบุคคลทุกคนที่ตกอยู่ในภาวะอันตรายจากการกระทำนั้น ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากอาวุธที่ใช้ ระยะยิง ทิศทางกระสุน สภาพแวดล้อมในที่เกิดเหตุ และเจตนาร่วมของผู้กระทำผิด คดีลักษณะนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า ผู้ก่อเหตุไม่อาจอ้างว่าตนมุ่งหมายต่อบุคคลเดียวแล้วปฏิเสธผลที่คาดหมายได้ต่อบุคคลอื่นในแนววิถีกระสุน เพราะเมื่อเลือกใช้อาวุธร้ายแรงในสถานการณ์เช่นนั้น กฎหมายถือว่ารับเอาผลเสี่ยงที่อาจเกิดแก่ผู้อื่นร่วมอยู่ด้วย

4. คำถาม ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาตามมาตรา 43 และมาตรา 44/1 แตกต่างกันอย่างไร

   คำตอบ

   ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 43 และมาตรา 44/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีฐานสิทธิและขอบเขตต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ มาตรา 43 เน้นเรื่องการคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิด จึงมีลักษณะเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยตรง เช่น ทรัพย์ถูกลัก ถูกทำลาย หรือสูญหาย ส่วนมาตรา 44/1 เป็นกลไกที่เปิดให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลในคดีอาญาเพื่อขอค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือความเสียหายเชิงละเมิดอื่นอันมิใช่เพียงราคาทรัพย์สิน ดังนั้น หากเป็นกรณีผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายหรือถูกยิง คำร้องย่อมอยู่ในขอบเขตมาตรา 44/1 มากกว่ามาตรา 43 ความแตกต่างนี้มีผลโดยตรงต่อเรื่องสิทธิของผู้ร้องด้วย เพราะสิทธิตามมาตรา 44/1 เป็นสิทธิของผู้เสียหายผู้ยื่นคำร้องเอง ไม่ใช่สิทธิของโจทก์ที่จะใช้แทนได้เสมอไป การแยกบทบัญญัติทั้งสองให้ถูกต้องจึงมีความสำคัญมากทั้งในทางวิธีพิจารณาและในทางการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา

5. คำถาม โจทก์ในคดีอาญามีสิทธิฎีกาแทนผู้เสียหายเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายยื่นตามมาตรา 44/1 หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้วไม่มี เพราะสิทธิในคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 เป็นสิทธิของผู้เสียหายซึ่งยื่นคำร้องด้วยตนเอง มิใช่สิทธิของโจทก์ที่สามารถใช้แทนได้โดยอัตโนมัติ เมื่อผู้เสียหายเป็นผู้ร้องเอง โจทก์ย่อมไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในคำร้องดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิฎีกาแทนในประเด็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุอันตรายแก่กาย อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิฎีกา แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลฎีกาจะขาดอำนาจโดยสิ้นเชิง หากข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดและก่อให้เกิดละเมิดต่อผู้ร้อง ศาลยังอาจใช้อำนาจตามบทบัญญัติเรื่องความสงบเรียบร้อย ยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อให้ผลคดีแพ่งสอดคล้องกับผลคดีอาญาได้ หลักการนี้ช่วยป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งในคำพิพากษา เช่น คดีอาญาฟังว่าจำเลยยิงผู้เสียหายจริง แต่คดีส่วนแพ่งกลับยกคำร้องเสียเองโดยขัดกับข้อเท็จจริงหลักของคดี

6. คำถาม เหตุใดแม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงยังวินิจฉัยเรื่องค่าสินไหมทดแทนให้ได้

   คำตอบ

   เพราะในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อผลคดีอาญาฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดและการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง ศาลย่อมต้องถือว่ามีฐานละเมิดและมีความรับผิดในคดีส่วนแพ่งด้วย หากปล่อยให้ผลคดีส่วนแพ่งเป็นไปอีกทางหนึ่งย่อมเกิดความขัดแย้งภายในคำพิพากษาเอง ศาลฎีกาจึงสามารถอาศัยอำนาจตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความผู้มีสิทธิจะมิได้ฎีกาไว้โดยตรง หลักนี้เป็นกลไกสำคัญเพื่อรักษาความถูกต้องของระบบกฎหมายและความสอดคล้องของคำพิพากษา โดยเฉพาะในคดีที่ส่วนแพ่งผูกพันโดยข้อเท็จจริงจากส่วนอาญาอย่างใกล้ชิด

7. คำถาม ดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนในคำพิพากษาศาลต้องกำหนดอย่างไร จึงจะถูกต้องตามกฎหมาย

   คำตอบ

   การกำหนดดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนต้องเป็นไปตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 7 ซึ่งภายหลังการแก้ไขกฎหมาย ดอกเบี้ยผิดนัดมิใช่อัตราตายตัวแบบเดิมตลอดไป แต่เชื่อมโยงกับอัตราที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทั้งนี้ยังต้องไม่เกินขอบเขตแห่งคำขอของคู่ความในคดีด้วย หากศาลกำหนดดอกเบี้ยโดยไม่ระบุหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ครบถ้วน หรือกำหนดอัตราแบบตายตัวโดยไม่สอดคล้องกับระบบกฎหมายปัจจุบัน คำพิพากษาในส่วนนี้อาจยังไม่ถูกต้อง ศาลชั้นสูงจึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ การเข้าใจเรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะดอกเบี้ยเป็นส่วนหนึ่งของผลแห่งหนี้ หากกำหนดผิดย่อมกระทบต่อทั้งจำนวนเงินที่จะบังคับคดีและความเป็นธรรมของคู่ความในระยะยาว

8. คำถาม ปัญหาดอกเบี้ยตามกฎหมายถือเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชนจริงหรือไม่

   คำตอบ

   ถือเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชนในทางวิธีพิจารณา เพราะการกำหนดดอกเบี้ยเป็นผลทางกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องตามบทบัญญัติ มิใช่เรื่องที่คู่ความจะตกลงหรือปล่อยผ่านได้ตามอำเภอใจเสมอไป หากศาลปล่อยให้คำพิพากษากำหนดดอกเบี้ยผิดจากกฎหมาย ย่อมกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษาและการบังคับคดีโดยตรง ด้วยเหตุนี้ศาลฎีกาจึงมีแนววินิจฉัยต่อเนื่องว่า แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาเรื่องดอกเบี้ยโดยเฉพาะ ศาลก็ยังยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ หลักดังกล่าวสะท้อนหน้าที่ของศาลในการรักษาความถูกต้องของกฎหมายในภาพรวม มิใช่เพียงการตัดสินตามข้อโต้แย้งเท่าที่คู่ความหยิบยกขึ้นมาเท่านั้น และยังเป็นหลักคุ้มครองความเป็นธรรมในทางสารบัญญัติด้วย เพราะอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อภาระหนี้ของลูกหนี้และสิทธิได้รับชำระของเจ้าหนี้โดยตรง

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

ข้อ 1. ป.วิ.อ. มาตรา 218

มาตรา 218 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีอาญาในแง่ว่าศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเป็นสำคัญ มิใช่เป็นศาลที่รื้อฟื้นข้อเท็จจริงใหม่ทั้งหมดเช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ทุกกรณี หลักของมาตรานี้มีนัยสำคัญว่า เมื่อมีการฎีกา ศาลฎีกาจะเข้าไปตรวจสอบว่าศาลล่างใช้กฎหมายถูกต้องหรือไม่ การปรับบทกฎหมายชอบหรือไม่ การรับฟังพยานหลักฐานเป็นไปตามหลักกฎหมายหรือไม่ และมีเหตุที่คำพิพากษาจะต้องแก้ไขเพราะคลาดเคลื่อนในข้อกฎหมายหรือไม่ แม้คดีอาญาจะผูกพันกับข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก แต่ในชั้นฎีกานั้น คู่ความไม่อาจยกเถียงข้อเท็จจริงได้อย่างอิสระทุกเรื่อง เว้นแต่กรณีที่ข้อเท็จจริงนั้นเชื่อมกับปัญหาข้อกฎหมายหรือเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลล่างวินิจฉัยโดยคลาดเคลื่อนจนกระทบต่อผลแห่งกฎหมาย ในทางปฏิบัติ มาตรานี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้ศาลฎีกาทำหน้าที่ควบคุมความถูกต้องของการใช้กฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ลดความไม่แน่นอนของคำพิพากษา และทำให้กระบวนการยุติธรรมมีความมั่นคงแน่นอนมากขึ้น ดังนั้น เมื่อมีการฎีกาในคดีอาญา ผู้ยื่นฎีกาต้องชี้ให้เห็นประเด็นข้อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง มิใช่เพียงโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานแบบกว้าง ๆ โดยไม่ชี้ว่าศาลล่างผิดกฎหมายประการใด

ข้อ 2. ป.วิ.อ. มาตรา 221

มาตรา 221 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกาเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาศาลล่างไม่ถูกต้องในข้อกฎหมาย หรือมีเหตุสมควรแก้ไขให้ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายืน แก้ หรือกลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ตามที่เห็นสมควร หลักกฎหมายข้อนี้สะท้อนบทบาทของศาลฎีกาในฐานะศาลสูงสุดที่มิได้เพียงตรวจคำพิพากษาในเชิงรูปแบบ แต่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อให้ผลแห่งคดีเป็นไปตามกฎหมายที่ถูกต้อง หากศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโดยวินิจฉัยคลาดเคลื่อนเรื่องน้ำหนักพยานในระดับที่กระทบต่อข้อกฎหมาย หรือปรับบทกฎหมายผิด หรือไม่หยิบยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาก็อาจพิพากษากลับได้ ในทางหลักวิชา มาตรานี้มีความสำคัญต่อการธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย เพราะทำให้ศาลฎีกาไม่ต้องผูกพันอยู่กับผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อาจไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทั้งยังทำให้การฎีกาเป็นกลไกแก้ไขความผิดพลาดในชั้นพิจารณาที่ต่ำกว่าได้อย่างแท้จริง เมื่อประกอบกับบทบัญญัติอื่นเกี่ยวกับการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจกว้างพอที่จะทำให้คำพิพากษาสิ้นสุดลงโดยถูกต้อง ครบถ้วน และสอดคล้องกับหลักกฎหมายทั้งระบบ

ข้อ 3. ป.วิ.พ. มาตรา 142 วงเล็บ 5

มาตรา 142 วงเล็บ 5 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติสำคัญที่รองรับอำนาจศาลในการวินิจฉัยข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างโดยตรง หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องดอกเบี้ยตามกฎหมาย อำนาจฟ้อง สิทธิเรียกร้องที่ขัดต่อบทบังคับแห่งกฎหมาย หรือเงื่อนไขที่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษา เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือ มิให้กระบวนพิจารณาแพ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของคู่ความในการหยิบยกข้อกฎหมายแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ศาลต้องทำหน้าที่พิทักษ์ความถูกต้องของกฎหมายในส่วนที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะหรือโครงสร้างพื้นฐานของความยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ แม้คู่ความจะไม่ฎีกาเรื่องอัตราดอกเบี้ย หรือแม้จะไม่เข้าใจบทกฎหมายใหม่ ศาลก็ยังมีอำนาจตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะหากปล่อยให้คำพิพากษากำหนดผลทางกฎหมายคลาดเคลื่อน ย่อมกระทบต่อความเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมและอาจทำให้เกิดการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 4. ป.วิ.พ. มาตรา 246

มาตรา 246 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกาในคดีแพ่งเมื่อรับคดีไว้พิจารณาแล้ว สามารถวินิจฉัยแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างในประเด็นข้อกฎหมายได้ตามที่เห็นสมควร หากเห็นว่าคำพิพากษาเดิมไม่ถูกต้อง หลักของมาตรานี้เมื่อใช้ประกอบกับบทบัญญัติเรื่องความสงบเรียบร้อย ยิ่งทำให้ศาลฎีกามีอำนาจเต็มในการปรับแก้ผลทางกฎหมายของคำพิพากษา เช่น การกำหนดดอกเบี้ย การปรับบทบัญญัติที่ใช้บังคับ หรือการแก้ไขผลแห่งหนี้ให้สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบัน เจตนารมณ์ของมาตรานี้อยู่ที่การเปิดช่องให้ศาลสูงสุดสามารถยุติข้อพิพาทโดยอาศัยหลักกฎหมายที่ถูกต้อง แทนที่จะต้องย้อนสำนวนกลับไปโดยไม่จำเป็น อันช่วยให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และประหยัดค่าใช้จ่ายของคู่ความ หลักนี้จึงมีบทบาทอย่างมากในคดีที่ข้อพิพาทแท้จริงอยู่ที่การปรับใช้กฎหมายมากกว่าการโต้เถียงข้อเท็จจริง

ข้อ 5. ป.วิ.พ. มาตรา 252

มาตรา 252 วางหลักเกี่ยวกับขอบเขตการพิพากษาและอำนาจศาลฎีกาในการแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เมื่อประกอบกับมาตรา 246 และมาตรา 142 วงเล็บ 5 ย่อมทำให้ศาลฎีกามีฐานอำนาจชัดเจนในการแก้คำพิพากษาในส่วนที่เป็นข้อกฎหมาย เช่น วิธีคิดดอกเบี้ย ขอบเขตแห่งความรับผิด หรือผลทางแพ่งที่ต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือให้ศาลฎีกาเป็นกลไกสิ้นสุดข้อพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพียงชี้ว่าศาลล่างผิด แต่ต้องสามารถวางผลแห่งคดีที่ถูกต้องแทนได้เลย หลักดังกล่าวทำให้คำพิพากษาศาลฎีกามีความครบถ้วนและนำไปบังคับคดีได้จริง ไม่เกิดช่องว่างระหว่างคำวินิจฉัยกับผลบังคับทางปฏิบัติ

ข้อ 6. ป.วิ.อ. มาตรา 40

มาตรา 40 เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่า ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ก็ให้นำหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับลักษณะของคดีอาญา หลักนี้มีความสำคัญมากต่อการวินิจฉัยเรื่องค่าสินไหมทดแทน ดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียม และผลทางแพ่งอื่นในคดีอาญา เพราะทำให้ศาลสามารถอาศัยบทบัญญัติแพ่งมาช่วยเติมเต็มช่องว่างทางวิธีพิจารณาได้ คดีที่มีคำร้องตามมาตรา 44/1 จึงมิได้แยกขาดจากระบบวิธีพิจารณาแพ่ง แต่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายใต้หลักมาตรา 40 นั่นเอง

ข้อ 7. ป.วิ.อ. มาตรา 43

มาตรา 43 ให้อำนาจศาลในคดีอาญาที่จะสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิด หลักของมาตรานี้มุ่งเยียวยาความเสียหายที่เป็นตัวทรัพย์หรือมูลค่าทรัพย์โดยตรง เช่น ทรัพย์ถูกลัก ถูกฉ้อโกง หรือถูกทำให้เสียหาย อย่างไรก็ดี มาตรานี้มิได้ครอบคลุมความเสียหายเพราะอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยโดยตรงทุกประเภท คดีที่ผู้เสียหายบาดเจ็บจากการทำร้ายหรือถูกยิงจึงมักต้องอาศัยมาตรา 44/1 เป็นฐานคำร้องมากกว่า ความเข้าใจผิดระหว่างมาตรา 43 กับมาตรา 44/1 อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ดังนั้น การจำแนกฐานสิทธิให้ถูกต้องจึงเป็นสาระสำคัญในทางปฏิบัติ

ข้อ 8. ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

มาตรา 44/1 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ส่งเสริมสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา ให้สามารถยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหาก ความสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การขยายการคุ้มครองผู้เสียหายให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรมภายในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่สิทธิภายใต้มาตรานี้เป็นสิทธิของผู้เสียหายผู้ยื่นคำร้องเอง มิใช่สิทธิของโจทก์รัฐที่จะอ้างหรือฎีกาแทนได้ทุกกรณี หลักดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อสถานะคู่ความในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

ข้อ 9. ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

มาตรา 195 วรรคสอง วางหลักว่า แม้คู่ความจะมิได้ยกข้อกฎหมายบางประการขึ้นฎีกา แต่หากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครองความชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษา เพราะไม่ปล่อยให้ผลแห่งคดีขึ้นอยู่กับทักษะทางกฎหมายของคู่ความเท่านั้น ในคดีที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทน ดอกเบี้ย หรือความสอดคล้องของผลคดีส่วนแพ่งกับผลคดีส่วนอาญา มาตรานี้จึงเป็นฐานอำนาจสำคัญที่ศาลฎีกาใช้เพื่อแก้ไขผลแห่งคดีให้ถูกต้อง

ข้อ 10. ป.วิ.อ. มาตรา 225

มาตรา 225 เป็นบทบัญญัติประกอบสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกาในการวินิจฉัยคดีอาญาและยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นพิจารณาเพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาเป็นไปตามกฎหมายอย่างแท้จริง เมื่อใช้ร่วมกับมาตรา 195 วรรคสอง ย่อมแสดงให้เห็นว่าศาลฎีกามิได้ผูกพันเฉพาะกรอบฎีกาอย่างเคร่งครัดในทุกเรื่อง หากเป็นข้อกฎหมายที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความชอบด้วยกฎหมาย หรือความเป็นเอกภาพของผลคดี ศาลย่อมมีอำนาจเข้าจัดการให้ถูกต้องได้ หลักนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแน่นอนของระบบกฎหมาย และเป็นฐานความชอบธรรมของศาลสูงสุดในการทำให้คำพิพากษาสิ้นสุดลงโดยสอดคล้องกับกฎหมายทุกมิติ

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

           เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568 

ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง อย่างไรก็ตามในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และของต้นเงินจำนวน 5,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนั้นไม่ถูกต้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 83 พร้อมขอให้นับโทษต่อจากคดีเก่า ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนคนละ 20,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุก 10 ปี ไม่ให้นับโทษต่อเพราะรับโทษคดีเดิมครบแล้ว และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 10,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 5,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้องและยกคำร้องค่าสินไหมทดแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโดยเฉพาะคำให้การของผู้เสียหายที่ 3 นายอภิชาติ และแผนที่เกิดเหตุ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ สอดคล้องกันว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พาคนร้ายซ้อนท้ายกลับมายังจุดเกิดเหตุพร้อมพวกและอาวุธภายหลังมีเรื่องบาดหมางกับฝ่ายผู้เสียหายไม่นาน แสดงว่าจำเลยมีเจตนาร่วมพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม จึงพิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิด ลดโทษตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 6 ปี 8 เดือน

ส่วนคดีแพ่ง ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาแทนผู้ร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 แต่เมื่อคดีอาญาฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิด ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งให้เป็นไปตามผลคดีอาญา และแก้เรื่องดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7793/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6315/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.466/2562 ของศาลอาญาธนบุรี

ระหว่างพิจารณา นางสาวนุชรี ผู้เสียหายที่ 2 และนายสุเมธ ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7793/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6315/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.466/2562 ของศาลอาญาธนบุรี เนื่องจากจำเลยได้รับโทษจำคุกทั้งสามคดีดังกล่าวครบถ้วนแล้ว คำขอส่วนนี้ให้ยก กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 1) 10,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 2) 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ขณะที่นายใหม่ ผู้เสียหายที่ 1 นายสุเมธ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวดวงดาวหรืออุ๊ ซึ่งเป็นคนรักของจำเลย ร่วมดื่มสุรากับพวกรวมประมาณ 10 คน อยู่ในบ้านข้างร้าน ธ. นางสาวดวงดาวมีปากเสียงกับเด็กหญิงกุ๋ย ไม่ทราบชื่อสกุล ครู่ต่อมาจำเลยซึ่งสวมเสื้อแขนสั้นสีดำ กางเกงสีน้ำเงินดำ ขับรถจักรยานยนต์พร้อมพวกซึ่งขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง ไปหานางสาวดวงดาวที่ร้าน ธ. มีกลุ่มชายออกมาพบโดยคนหนึ่งถือไม้เบสบอลออกมาด้วย จำเลยกับพวกเห็นเช่นนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์กลับออกไป ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่นางสาวนุชรี ผู้เสียหายที่ 2 พี่ของผู้เสียหายที่ 1 ประคองผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอาการเมาสุราจากฝั่งถนนด้านหนึ่งไปอยู่ริมถนนฝั่งเดียวกับร้าน ธ. ห่างจากร้านประมาณ 15 เมตร และผู้เสียหายที่ 3 อยู่หน้าร้าน มีกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน แล่นผ่านผู้เสียหายที่ 3 จากนั้นผ่านผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 แล้วไปหยุดห่างจากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ประมาณ 30 เมตร คนหนึ่งในกลุ่มนั้นถือมีดดาบ และขณะเดียวกันคนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหนึ่งในกลุ่มลงจากรถ ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงไปทางผู้เสียหายทั้งสาม 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ในแผนที่เกิดเหตุแสดงสถานที่เกิดเหตุระบุว่า พิเชษฐ อยู่ที่จุดหมายเลข 4 บริเวณหน้าร้านขายของชำ เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกไปยิงปืนในที่เกิดเหตุบริเวณถนนฝั่งตรงข้ามหน้าร้านปะยางซึ่งเป็นจุดหมายเลข 5 แต่นายอภิชาติเบิกความยืนยันว่าตนเองคือผู้ที่ลงลายมือชื่อระบุว่าพิเชษฐ เหตุเพราะขณะนั้นอายุเพียง 17 ปี กลัวมารดาจะทราบเรื่องและถูกลงโทษจึงไม่ใช้ชื่อจริง ซึ่งคำเบิกความของนายอภิชาติก็ไม่ปรากฏข้อพิรุธใดให้น่าสงสัยว่านายอภิชาติมิได้เป็นผู้ที่ลงลายมือชื่อว่าพิเชษฐ อีกทั้ง นายอภิชาติยังให้การในชั้นสอบสวนตรงกับที่เบิกความไว้ว่า ขณะเกิดเหตุนายอภิชาติซื้อของอยู่ตรงร้านขายของชำและเห็นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณถนนฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นร้านปะยางอีกด้วย ดังนี้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 และนายอภิชาติจึงสอดคล้องต้องกันและสมต่อเหตุผลมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันเดียวกับที่ขับไปร้าน ธ. ก่อนเกิดเหตุ โดยมีคนนั่งซ้อนท้ายไปในที่เกิดเหตุพร้อมกับกลุ่มรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน สำหรับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ที่ผู้เสียหายที่ 3 ให้การว่า ผู้เสียหายที่ 3 เห็นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปจอดหน้าร้านปะยาง คนที่นั่งซ้อนท้ายจำเลยใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 1 แล้วยิงออกไป 1 นัด ถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นการให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนทันทีในวันเกิดเหตุ ซึ่งผู้เสียหายที่ 3 แทบจะไม่มีโอกาสได้ปรึกษาหารือผู้อื่นหรือคิดหาทางแต่งเติมเรื่องราวให้ผิดไปจากความจริง คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ซึ่งนายอภิชาติให้การยืนยันว่า คนที่นั่งซ้อนท้ายจำเลยได้ลงจากรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยขับ ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 1 แล้วยิงออกไป 1 นัด นายอภิชาติไม่ทราบว่ากระสุนถูกใครหรือไม่ ขณะนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจออกตรวจมาถึงที่เกิดเหตุพอดี คนร้ายที่ยิงปืนดังกล่าวจึงวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยติดเครื่องรออยู่และได้ขับหลบหนีไปนั้น ถึงแม้นายอภิชาติจะให้การไว้ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุ 6 เดือนเศษก็ตาม แต่ปรากฏว่าในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งนายอภิชาติซึ่งลงลายมือชื่อว่าพิเชษฐนั้น ทำขึ้นในวันเกิดเหตุนั้นเอง โดยในแผนที่ดังกล่าวมีคำอธิบายจุดต่าง ๆ ในบริเวณที่เกิดเหตุสรุปความได้ว่า ขณะเกิดเหตุ นายอภิชาติเห็นจำเลยซึ่งอยู่ห่างเพียง 13 เมตร และจำได้ว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกมายิงปืนในบริเวณที่เกิดเหตุ การที่นายอภิชาติลงลายมือชื่อยืนยันคำอธิบายดังกล่าวไว้ในวันเกิดเหตุอันเป็นระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ นายอภิชาติแทบไม่มีโอกาสปรึกษาผู้อื่นหรือคิดหาวิธีแต่งเติมถ้อยคำที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยข้อมูลที่ผิดไปจากความจริงเพื่อปรักปรำจำเลยซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อีกทั้งนายอภิชาติย่อมจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้แม่นยำเพราะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน เมื่อคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติมีสาระสำคัญสอดคล้องต้องกันกับคำอธิบายเหตุการณ์ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายไปยิงปืนในที่เกิดเหตุ คำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติรวมทั้งแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์รวม 2 คัน ไปที่ร้าน ธ. เพื่อพบคนรักของจำเลย แต่มีผู้เสียหายที่ 1 กับพวก ซึ่งคนหนึ่งถือไม้เบสบอลออกมาเผชิญหน้า จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์กลับออกไป โดยโจทก์ยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของนายคมศักดิ์ ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน อันได้ความสอดคล้องต้องกันด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยตั้งใจไปหานางสาวอุ๊โดยนายคมศักดิ์ไปกับจำเลย ขณะที่จำเลยจอดรถจักรยานยนต์เลยร้าน ธ. ไปเล็กน้อย มีชายออกมาทางร้านนั้น โต้เถียงกับจำเลย แล้วกลับเข้าไปในซอย จากนั้นพาเพื่อนประมาณ 7 ถึง 10 คน วิ่งถือไม้ออกมาไล่ตีจำเลย นายคมศักดิ์จึงให้พวกขับรถจักรยานยนต์พาตนเองออกไป ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหลัง จากเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่ชัดเจนว่าต้องสร้างความไม่พอใจให้แก่จำเลย เพราะมีลักษณะที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจะใช้ไม้เป็นอาวุธรุมทำร้ายจำเลยทั้งที่จำเลยมิได้มีท่าทีเข้าไปหาเรื่องทะเลาะวิวาท หลังจากนั้นอีกเพียงไม่เกิน 2 ชั่วโมง จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกซ้อนท้ายพร้อมด้วยกลุ่มรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 10 คัน เข้าไปในที่เกิดเหตุซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับร้าน ธ. ที่จำเลยกับพวกไปในครั้งแรก พวกของจำเลยคนหนึ่งถือมีดยาวออกมากวัดแกว่ง โดยไม่ปรากฏว่าในคืนนั้นมีใครอื่นอีกที่มีเรื่องบาดหมางกับทางฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 กับพวก นอกจากจำเลยเท่านั้นที่รู้สึกไม่พอใจผู้เสียหายที่ 1 กับพวกด้วยเหตุดังกล่าว พฤติการณ์เช่นนี้เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้ว่า หลังจากจำเลยเผชิญหน้ากับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกที่สร้างความไม่พอใจให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไปตามสมัครพรรคพวกแล้วพากันขับรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน พร้อมทั้งพาอาวุธมีดและอาวุธปืนกลับมาที่เดิมเพื่อตอบโต้และวิวาทกับทางฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 กับพวก และประการสำคัญคือคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนั้นจงใจเล็งยิงไปที่ผู้เสียหายที่ 1 ทั้งที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ใกล้ชิดกับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นมาก่อนแต่อย่างใด อันแสดงให้เห็นว่าคนร้ายเจาะจงยิงผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นและกระทันหันโดยไม่ปรากฏว่าทางฝ่ายผู้เสียหายทั้งสามมีใครเคยรู้จักหรือเห็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงมาก่อน ซึ่งยากที่คนร้ายนั้นจะรู้ว่าคนไหนในที่เกิดเหตุคือผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเหตุที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ได้ถูกตัวก็เพราะจำเลยเป็นคนบอกคนร้ายที่ยิงปืนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันในเวลานั้นนั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว ถึงแม้ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 กับนายอภิชาติตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน รวมทั้งแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่ผู้เสียหายที่ 3 กับนายอภิชาติยืนยันตรงกันว่าเห็นคนร้ายที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนยิงจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็นับว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีเหตุผลอันหนักแน่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ที่รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้คนร้ายที่ซ้อนท้ายลงจากรถใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง และกระสุนปืนอาจถูกผู้อื่นที่อยู่ในวิถีกระสุนได้เกินกว่า 1 คน ยิงผู้เสียหายที่ 1 แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 ส่วนผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ถูกกระสุนปืนแต่ไม่ถึงแก่ความตาย แสดงว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับคนร้ายนั้นประสงค์ต่อผลในการฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ทางนำสืบของจำเลยที่รับว่า วันก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปหาคนรักของจำเลยที่ร้าน ธ. พบกลุ่มชายออกมาจะใช้ไม้ตี จำเลยกับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์หนีออกไปนั้น เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง อย่างไรก็ตามในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และของต้นเงินจำนวน 5,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนั้นไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83 ให้จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คดีส่วนแพ่งให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทน หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ




ป.อาญาเรียงมาตรา

ร่วมกันปล้นทรัพย์มีอาวุธ ใช้รถและปืน โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้หรือไม่ และรับสารภาพมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการต้องตีความอย่างไร ศาลรับสารภาพแล้วไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่ และรายงานคุมประพฤตินำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
การซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ถือเป็นการรับตัวผู้เยาว์โดยทุจริตหรือไม่ และเข้าข่ายค้ามนุษย์ตามกฎหมายอย่างไร
การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา
ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่
ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน
พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน