ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ร่วมกันปล้นทรัพย์มีอาวุธ ใช้รถและปืน โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้หรือไม่ และรับสารภาพมีผลอย่างไรตามกฎหมาย

คดีปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะ, รับสารภาพแล้วอุทธรณ์ได้หรือไม่, ยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาได้ไหม, หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตาม ปวิพ225, การสืบพยานในคดีอาญามาตรา176, การลดโทษตามมาตรา78, ความผิดหลายกรรมตามมาตรา91, การลงโทษตามบทหนักมาตรา90, ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนไม่มีใบอนุญาต, หน่วงเหนี่ยวกักขังและข่มขืนใจผู้อื่น, การใช้ปืนในการปล้นทรัพย์, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีปล้นทรัพย์, สิทธิอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย, ข้อจำกัดในการโต้แย้งข้อเท็จจริง, ฟังพยาน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญของกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาในประเด็นการรับสารภาพของจำเลย ผลของการไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงในศาลชั้นต้น และข้อจำกัดในการยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา โดยเฉพาะในคดีปล้นทรัพย์ที่มีอาวุธและใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและมิได้โต้แย้งพยานหลักฐานในศาลชั้นต้น อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์ก็ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นโต้แย้ง แต่เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา จำเลยจะสามารถยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกาได้หรือไม่ รวมทั้งบทบาทของศาลในการสืบพยานในคดีที่มีอัตราโทษร้ายแรง และการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความเรื่อง “ขอบเขตของการฎีกาในข้อเท็จจริง” และ “ผลของคำรับสารภาพ” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยและหลักความมั่นคงของกระบวนพิจารณาความยุติธรรม

ข้อเท็จจริงของคดี

   คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดหลายฐาน ได้แก่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ ข่มขืนใจผู้อื่น หน่วงเหนี่ยวกักขัง และปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนและยานพาหนะ

จำเลยเดิมให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาถอนคำให้การและรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีโดยอาศัยคำรับสารภาพประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ โดยเฉพาะในความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งมีอัตราโทษสูง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยหลายฐาน โดยรวมลงโทษฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด และลดโทษให้กึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

   ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่อาจยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น และขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย

เมื่อจำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา ย่อมถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นรับฟังแล้ว

การฎีกาในลักษณะกล่าวอ้างว่าไม่มีเจตนาหรือถูกบังคับ จึงเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักสำคัญของคดีนี้คือ “ข้อห้ามในการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา” ซึ่งเป็นหลักเพื่อรักษาความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา

หากเปิดโอกาสให้จำเลยยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา จะทำให้กระบวนพิจารณาขาดความแน่นอน และกระทบต่อสิทธิของคู่ความอีกฝ่าย

นอกจากนี้ คำรับสารภาพยังมีผลผูกพันจำเลยในทางพิจารณา หากไม่โต้แย้งในศาลล่าง ย่อมไม่อาจกลับคำในภายหลังได้

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

   กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญาที่เกี่ยวข้อง มีเจตนารมณ์เพื่อ

   หนึ่ง จำกัดขอบเขตการอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล

   สอง ป้องกันการยกข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ในศาลล่าง

   สาม สร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่คำพิพากษา

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสม่ำเสมอว่า การฎีกาต้องอยู่ในขอบเขตข้อกฎหมาย หรือข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นโดยชอบในศาลล่างแล้ว

กรณีจำเลยรับสารภาพและมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริง ย่อมถือว่าข้อเท็จจริงนั้นยุติ และไม่อาจนำมาถกเถียงใหม่ในชั้นฎีกาได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายฐาน รวมทั้งปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะ ลงโทษจำคุกรวม 20 ปี 12 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 10 ปี 6 เดือน และให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการกำหนดโทษเหมาะสมแล้ว

3. ศาลฎีกา

   ไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นใหม่ และเห็นว่าโทษที่ศาลล่างกำหนดเหมาะสมแล้ว พิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญามีลำดับขั้นตอนที่ต้องเคารพอย่างเคร่งครัด การยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ต้องกระทำในศาลชั้นต้น มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิในชั้นฎีกา

คำรับสารภาพของจำเลยมีผลอย่างสำคัญในการจำกัดขอบเขตการโต้แย้งข้อเท็จจริง และส่งผลต่อการรับฟังพยานหลักฐานของศาล

นอกจากนี้ ศาลยังให้ความสำคัญกับความร้ายแรงของพฤติการณ์แห่งคดี โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนและยานพาหนะในการกระทำความผิด ซึ่งเป็นเหตุเพิ่มโทษอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิในการยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา และผลของคำรับสารภาพของจำเลย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา

   หมายถึง คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงต่อสู้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้น หากมิได้ดำเนินการ ย่อมหมดสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกา

2. ผลของคำรับสารภาพ

   การรับสารภาพทำให้ข้อเท็จจริงยุติ และจำกัดสิทธิในการโต้แย้งข้อเท็จจริงในภายหลัง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม การรับสารภาพในคดีอาญามีผลอย่างไรต่อการพิจารณาคดี

   คำตอบ

   การรับสารภาพในคดีอาญาถือเป็นพฤติการณ์ที่มีผลสำคัญต่อการพิจารณาคดี เนื่องจากศาลสามารถพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ในบางกรณี โดยเฉพาะความผิดที่กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้สูง อย่างไรก็ตาม หากเป็นความผิดที่มีอัตราโทษร้ายแรง เช่น จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลยังคงมีหน้าที่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง มิใช่รับสารภาพโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ อีกทั้งคำรับสารภาพยังมีผลต่อการลดโทษตามมาตรา 78 เนื่องจากถือว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี

2. คำถาม จำเลยสามารถยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาได้หรือไม่

   คำตอบ

   หลักกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยไม่สามารถยกข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่เคยยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ขึ้นในชั้นฎีกาได้ เนื่องจากเป็นการขัดต่อหลักความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา ซึ่งต้องให้คู่ความมีโอกาสนำพยานหลักฐานมาต่อสู้กันอย่างครบถ้วนในศาลล่างก่อน การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาจะทำให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยโดยปราศจากการไต่สวนพยานอย่างเพียงพอ จึงถือเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

3. คำถาม การอุทธรณ์เฉพาะขอให้ลงโทษสถานเบามีผลอย่างไร

   คำตอบ

   หากจำเลยอุทธรณ์โดยไม่โต้แย้งข้อเท็จจริง แต่เพียงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ย่อมถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นรับฟังแล้วโดยปริยาย การอุทธรณ์ในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการจำกัดขอบเขตข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ให้เหลือเพียงเรื่องดุลพินิจในการกำหนดโทษเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้ว จำเลยจะไม่สามารถกลับมาโต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้อีก เนื่องจากถือว่าไม่ได้เป็นประเด็นข้อพิพาทตั้งแต่ต้น

4. คำถาม ศาลต้องสืบพยานแม้จำเลยรับสารภาพหรือไม่

   คำตอบ

   ศาลมีหน้าที่ต้องสืบพยานในกรณีที่ความผิดมีอัตราโทษร้ายแรง เช่น มีโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยจะรับสารภาพก็ตาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรับสารภาพโดยไม่สมัครใจหรือไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ และเพื่อให้ศาลมีความมั่นใจว่าการลงโทษจำเลยเป็นไปโดยถูกต้องตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากเป็นความผิดที่มีโทษไม่ร้ายแรง ศาลอาจพิพากษาโดยอาศัยคำรับสารภาพโดยไม่ต้องสืบพยานเพิ่มเติมได้

5. คำถาม การกระทำหลายฐานความผิด ศาลจะลงโทษอย่างไร

   คำตอบ

   หากการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจะลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91 แต่หากเป็นการกระทำกรรมเดียวที่เข้าข่ายหลายบทกฎหมาย ศาลจะลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ซึ่งในคดีปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะ ถือเป็นบทหนักที่มีโทษสูง ศาลจึงเลือกลงโทษตามบทดังกล่าว

6. คำถาม การใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดมีผลอย่างไร

   คำตอบ

   การใช้อาวุธปืนเป็นเหตุเพิ่มความร้ายแรงของความผิด เนื่องจากเป็นพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างร้ายแรง กฎหมายจึงกำหนดโทษที่สูงขึ้นในกรณีที่ผู้กระทำความผิดมีอาวุธติดตัว โดยเฉพาะในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งหากมีอาวุธและใช้ยานพาหนะร่วมด้วย จะทำให้โทษสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

7. คำถาม ศาลสามารถลดโทษให้จำเลยได้ในกรณีใด

   คำตอบ

   ศาลสามารถลดโทษให้จำเลยได้หากมีเหตุบรรเทาโทษ เช่น การรับสารภาพ การให้ความร่วมมือในการพิจารณาคดี หรือพฤติการณ์อื่นที่แสดงถึงความสำนึกผิด โดยการลดโทษตามมาตรา 78 อาจลดได้ถึงกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคดี

8. คำถาม การฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษทำได้หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้ว การกำหนดโทษเป็นดุลพินิจของศาล หากไม่มีข้อบกพร่องในทางกฎหมาย การฎีกาเพื่อโต้แย้งเพียงเรื่องความเหมาะสมของโทษจะถือเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีเหตุแสดงว่าศาลใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบหรือขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา

ข้อ 1 ป.อ. มาตรา 83

กำหนดหลักการร่วมกระทำความผิด บุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดไม่ว่าจะมีบทบาทมากน้อยเพียงใด ต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำนั้นร่วมกัน ถือเป็นหลักสำคัญในการลงโทษผู้กระทำผิดเป็นกลุ่ม

ข้อ 2 มาตรา 309 วรรคสอง

เป็นความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธหรือใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งมีโทษหนักกว่าการข่มขืนใจทั่วไป เนื่องจากมีพฤติการณ์ร้ายแรง

ข้อ 3 มาตรา 310 วรรคแรก

กำหนดความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยมิชอบ ทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

ข้อ 4 มาตรา 340 วรรคสอง

เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง มีโทษสูง เนื่องจากเป็นการกระทำที่ก่ออันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สิน

ข้อ 5 มาตรา 340 ตรี

เป็นบทเพิ่มโทษในกรณีมีพฤติการณ์ร้ายแรงเพิ่มเติม เช่น ใช้ยานพาหนะหรือมีอาวุธร่วมกัน

ข้อ 6 ป.วิ.อ. มาตรา 15

กำหนดให้ใช้บทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลมในคดีอาญาในบางกรณี

ข้อ 7 มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

กำหนดว่าคดีที่มีโทษร้ายแรง ศาลต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพก่อนพิพากษา

ข้อ 8 ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

กำหนดข้อห้ามในการฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นในศาลล่าง

ข้อ 9 มาตรา 252

กำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดในการพิจารณาฎีกา

ข้อ 10 พ.ร.บ.อาวุธปืน มาตรา 7

กำหนดให้การมีอาวุธปืนต้องได้รับอนุญาต มิฉะนั้นเป็นความผิด

ข้อ 11 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง

ห้ามพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ได้รับอนุญาต

ข้อ 11 มาตรา 72 วรรคสาม

กำหนดโทษสำหรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน

ข้อ 12 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง

กำหนดโทษในกรณีมีพฤติการณ์ร้ายแรงเกี่ยวกับอาวุธปืน เช่น การใช้ร่วมกับการกระทำความผิดอื่น

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4947/2568  

สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานได้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพโดยจำเลยไม่สืบพยานแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง เว้นแต่ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เท่ากับศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่ไม่อาจยกข้อเท็จจจริงอื่นที่มิได้ผ่านการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง อันเป็นการขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงให้ลงโทษสถานเบา จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีกและเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด โดยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้นจึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ผ่านการพิจารณาโดยชอบในศาลล่างขึ้นมาโต้เถียงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดหลายฐาน ได้แก่ ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะ ร่วมกันข่มขืนใจ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน พร้อมให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 500,000 บาท และขอให้นับโทษต่อจากคดีเดิม จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ภายหลังถอนคำให้การและรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรม ลงโทษตามมาตรา 91 และเลือกลงโทษฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา 90 จำคุก 20 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 10 ปี 6 เดือน พร้อมให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย และไม่ให้นับโทษต่อเนื่องจากคดีเดิมเพราะเป็นคดีรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่อาจยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นฎีกาได้ เนื่องจากไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและขัดกับคำรับสารภาพ อีกทั้งอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษเบา ย่อมถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงแล้ว จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 และ 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ส่วนการขอลดโทษ ศาลเห็นว่าโทษที่กำหนดเหมาะสมแล้ว แม้จำเลยมีเหตุส่วนตัวก็ไม่เพียงพอให้แก้ไข พิพากษายืน 

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 309, 310, 340, 340 ตรี พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 530/2565 และ ย 531/2565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 309 วรรคสอง (เดิม)), 310 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม)), 340 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 340 วรรคสอง (เดิม)) ประกอบมาตรา 340 ตรี พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี รวมจำคุก 20 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 530/2565 และ ย 531/2565 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยต่อตามคำขอของโจทก์ได้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุให้พิพากษายกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานได้ และสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง เว้นแต่ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียนหรือไม่ ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้ยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง กรณีจึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า เป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย เท่ากับศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่ไม่อาจยกข้อเท็จจริงอื่นใดที่มิได้ผ่านการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีกและเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด โดยจำเลยไม่เคยทราบมาก่อนว่านายเสริมชัย พวกของจำเลยจะให้จำเลยขับรถไปทวงหนี้และเอาทรัพย์สินของนายอำนาจ ผู้เสียหายที่ 2 ก็ดี หรือจำเลยจำต้องทำตามที่นายเสริมชัยสั่ง ไม่กล้าขัดขืนห้ามปราม เนื่องจากนายเสริมชัยมีอาวุธปืน จำเลยเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่ตนหรือครอบครัวก็ดี โดยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้น จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ผ่านการพิจารณาโดยชอบในศาลล่างขึ้นมาโต้เถียงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรให้ลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาสำหรับความผิดสองฐานนี้ เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ อันเป็นกรรมเดียว และศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทหนักนั้น มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบแปดปีถึงสามสิบปี การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ 20 ปี โดยเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันปล้นเอาไปนั้น เป็นรถกระบะมีราคาถึง 500,000 บาท แล้วลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีความประพฤติเรียบร้อย ประกอบอาชีพโดยสุจริต เสียสละช่วยเหลือสังคมเป็นเจ้าหน้าที่ประจำมูลนิธิกู้ภัยมาเป็นระยะเวลาถึง 15 ปี และปัจจุบันเป็นคนพิการ แขนขาอ่อนแรงไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างปกติ ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน




ป.อาญาเรียงมาตรา

ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการต้องตีความอย่างไร ศาลรับสารภาพแล้วไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่ และรายงานคุมประพฤตินำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
การซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ถือเป็นการรับตัวผู้เยาว์โดยทุจริตหรือไม่ และเข้าข่ายค้ามนุษย์ตามกฎหมายอย่างไร
คดีพยายามฆ่าโดยร่วมกันก่อเหตุและสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลมีอำนาจเพียงใดในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและดอกเบี้ยตามกฎหมาย
การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา
ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่
ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน
พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน