
| พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานะทางกฎหมายของ “พนักงานมหาวิทยาลัย” ว่าเข้าข่ายเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ในกรณีที่มีการเบียดบังเงินงบประมาณของโครงการภายในมหาวิทยาลัย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา 147 และ 157 แต่การกระทำยังเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 จึงแก้คำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยในฐานความผิดนี้แทน ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ม. ในตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี มีหน้าที่ดูแลบัญชีและการเบิกจ่ายเงินของโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและกองทุนสวัสดิการบุคลากร ได้เบิกถอนเงินงบประมาณหลายรายการโดยไม่มีการอนุมัติโครงการ และนำเงินบางส่วนไปใช้ส่วนตัว รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 2.8 ล้านบาท ต่อมา จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับมหาวิทยาลัยและคืนเงินบางส่วน แต่ไม่ครบถ้วน มหาวิทยาลัยจึงร้องทุกข์ดำเนินคดี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 147 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 50 ปี จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ตนมิใช่ “เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย ไม่อาจรับโทษในมาตราดังกล่าวได้ ประเด็นปัญหาสำคัญทางกฎหมาย “พนักงานมหาวิทยาลัย” ถือเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่? คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า ตาม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 4 ได้แยกความหมายระหว่าง • “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” หมายถึง บุคคลที่ได้รับบรรจุแต่งตั้งให้รับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณประเภทเงินเดือน • “พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา” หมายถึง บุคคลที่จ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือรายได้ของสถาบัน ศาลจึงเห็นว่า “พนักงานมหาวิทยาลัย” ไม่ใช่ข้าราชการตามกฎหมายดังกล่าว และไม่มีบทกฎหมายใดระบุให้ถือเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามความหมายในประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจถูกลงโทษในฐาน “เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์” ตาม มาตรา 147 หรือ “เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตาม มาตรา 157 ได้ อย่างไรก็ดี จากข้อเท็จจริง จำเลยได้เบียดบังทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไปโดยทุจริต ซึ่งเป็นองค์ประกอบครบถ้วนของความผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์” ตาม มาตรา 352 วรรคแรก ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ โดยลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 เดือน รวม 22 กระทง รวมจำคุก 66 เดือน และลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 44 เดือน ⚖️ ประเด็นกฎหมายสำคัญที่สุดของคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ 👉 “พนักงานมหาวิทยาลัยถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่” และ 👉 “หากไม่ใช่เจ้าพนักงาน ศาลมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานอื่นที่ข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบได้หรือไม่” 📜 กฎหมายที่ศาลใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 – ว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานที่เบียดบังทรัพย์ 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก – ว่าด้วยความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของบุคคลทั่วไป 3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 – ศาลมีอำนาจพิพากษาความผิดอื่นที่ข้อเท็จจริงในฟ้องเข้าองค์ประกอบ แม้ไม่ตรงกับข้อกล่าวหาเดิม 4. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 4 – นิยามความหมายของ “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” และ “พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา” 🔑 Key Words 5 ข้อความสำคัญของคดีนี้ พร้อมขยายความ 1. พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา ศาลวินิจฉัยว่าพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นเพียงผู้จ้างตามสัญญา ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงไม่เข้าข่าย “เจ้าพนักงาน” ตาม ม.147 และ 157 ➡️ ส่งผลให้ไม่สามารถลงโทษในฐานเจ้าพนักงานทุจริตได้ 2. ศาลสามารถลงโทษฐานอื่นได้ แม้ไม่ตรงตามที่ฟ้อง แม้โจทก์ฟ้องในฐานเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในฟ้องเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอก ศาลมีอำนาจลงโทษได้ตาม ม.192 วรรคท้าย ป.วิ.อ. ➡️ ยืนยันหลัก “ศาลไม่จำกัดด้วยถ้อยคำในฟ้อง หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ครบองค์ประกอบของความผิดอื่น” 3. ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ม.352 ใช้กับบุคคลทั่วไปได้ เมื่อจำเลยไม่มีฐานะเจ้าพนักงาน การกระทำที่เบียดบังทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเข้าตนเอง ย่อมเป็น “ยักยอกทรัพย์” ซึ่งเป็นความผิดของบุคคลทั่วไปตาม ม.352 ➡️ เป็นการตีความกฎหมายอย่างถูกต้องตามสถานะของผู้กระทำ 4. ความแตกต่างระหว่าง “ข้าราชการ” กับ “พนักงานมหาวิทยาลัย” มีผลทางกฎหมายโดยตรง แม้ทั้งสองฝ่ายทำงานให้หน่วยงานของรัฐ แต่ฐานะทางกฎหมายต่างกัน “ข้าราชการ” ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณประเภทเงินเดือนและมีสถานะราชการ ขณะที่ “พนักงานมหาวิทยาลัย” เป็นเพียงลูกจ้างตามสัญญา ➡️ สถานะนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาหรือไม่ 5. การตีความคำว่า “เจ้าพนักงาน” ต้องอ้างอิงบทกฎหมายเฉพาะ ศาลฎีกาเน้นว่าการจะถือว่าบุคคลใดเป็นเจ้าพนักงาน ต้องมีกฎหมายหรือข้อบังคับบัญญัติไว้โดยชัดเจน ไม่สามารถขยายความตามหน้าที่หรือแหล่งที่มาของงบประมาณได้ ➡️ เป็นหลักการจำกัดอำนาจลงโทษเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและความชัดเจนทางนิติรัฐ 🧭 สรุปภาพรวม คดีนี้จึงเป็น “แนวคำพิพากษาสำคัญ” ที่วางหลักการตีความสถานะบุคคลในหน่วยงานของรัฐว่า แม้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินหรือเงินงบประมาณ แต่หากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงาน ก็ไม่อาจรับโทษในฐานความผิดของเจ้าพนักงานได้ ศาลสามารถลงโทษในฐานความผิดอื่นที่ข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบแทน เช่น ฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้ หลักการตีความบทลงโทษโดยเคร่งครัด (Strict Interpretation of Penal Law) อย่างชัดเจนในทางอาญา
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. สถานะทางกฎหมายของพนักงานมหาวิทยาลัย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้จัดให้พนักงานมหาวิทยาลัยอยู่ในฐานะ “ลูกจ้างตามสัญญา” มิใช่ข้าราชการ แม้จะได้รับเงินจากงบประมาณแผ่นดินก็ตาม การตีความจึงต้องพิจารณาจากแหล่งที่มาของค่าตอบแทนและสถานะการบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งแตกต่างจากข้าราชการโดยสิ้นเชิง 2. ผลทางกฎหมายของการไม่เป็นเจ้าพนักงาน เมื่อพนักงานมหาวิทยาลัยไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน การนำทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไปย่อมไม่เข้าข่าย “เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์” ตาม ม.147 แต่ยังคงเป็น “ยักยอกทรัพย์” ซึ่งเป็นความผิดของบุคคลทั่วไปได้ 3. อำนาจศาลในการลงโทษฐานอื่นที่มิได้ฟ้องตรง แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในฐานเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในฟ้องมีองค์ประกอบครบของความผิดฐานยักยอก ศาลมีอำนาจลงโทษฐานนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างเชิงนิติวิธีระหว่าง “ข้าราชการ” กับ “พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตีความคำว่า “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา การเข้าใจฐานะของผู้กระทำจึงเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดข้อหาและโทษทางอาญาอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในกระบวนการยุติธรรม IRAC Analysis I (Issue): พนักงานมหาวิทยาลัย ม. ที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้าง โดยได้รับค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดิน จะถือเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ และหากกระทำการเบียดบังทรัพย์ของมหาวิทยาลัย จะมีความผิดตามมาตราใด R (Rule): • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147: เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่จัดการ มีความผิดฐานเจ้าพนักงานทุจริต • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352: ผู้ใดเบียดบังทรัพย์ที่ตนครอบครองไว้เป็นของตนโดยทุจริต มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ • ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย: หากข้อเท็จจริงที่ฟ้องเข้าองค์ประกอบความผิดอื่น ศาลอาจลงโทษในความผิดนั้นได้ A (Application): จำเลยเป็นเพียงพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการจ้างตามสัญญา มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน แม้กระทำการเบียดบังเงินของมหาวิทยาลัย แต่ไม่อาจรับโทษในฐานเจ้าพนักงานทุจริตได้ อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการนำเงินของมหาวิทยาลัยไปใช้ส่วนตัว ถือว่าเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 C (Conclusion): ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลล่าง ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 22 กระทง ลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 44 เดือน
🟩 คำถามที่ 1 (ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ): จำเลยในคดีนี้มีตำแหน่งเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” ซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาและทำหน้าที่หัวหน้างานการเงินและบัญชีของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. เมื่อจำเลยเบิกถอนเงินจากบัญชีโครงการโดยมิได้รับอนุมัติและนำไปใช้ส่วนตัว การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 หรือไม่? คำตอบ: ไม่เข้าข่ายความผิดฐานเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ เพราะจำเลยมิได้มีสถานะเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นเพียงพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาที่จ้างตามสัญญา มิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 147 อย่างไรก็ดี การเบียดบังเงินงบประมาณไปใช้ส่วนตัวยังเข้าองค์ประกอบของความผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกแทน
🟩 คำถามที่ 2 (ข้อกฎหมายสำคัญ): ในกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาหนึ่ง (เช่น ฐานเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ตามมาตรา 147) แต่ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน หากข้อเท็จจริงตามฟ้องยังเข้าองค์ประกอบความผิดอื่น (เช่น ฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352) ศาลมีอำนาจลงโทษในข้อหาที่แตกต่างจากที่ฟ้องหรือไม่? คำตอบ: ศาลมีอำนาจลงโทษได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 โดยศาลสามารถพิพากษาในความผิดอื่นที่ข้อเท็จจริงในฟ้องเข้าองค์ประกอบได้ แม้ไม่ตรงกับฐานความผิดที่ฟ้องไว้ ในคดีนี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในฐานเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ตามมาตรา 147 แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่าจำเลยได้เบียดบังเงินของมหาวิทยาลัยไปโดยทุจริต ศาลจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 ได้โดยชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2324/2567 จําเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ม. ผู้เสียหาย ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดคํานิยามของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาว่า หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งความหมายของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากความหมายของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหมายถึงบุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษาจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงานจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีที่มาจากเงินงบประมาณประเภทเงินดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ม. พ.ศ. 2537 และข้อบังคับมหาวิทยาลัย ม. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2552 ที่ใช้บังคับขณะจําเลยกระทำผิดแล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปหรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เมื่อจําเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกําหนดให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จําเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และศาลไม่อาจลงโทษจําเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 157 ตามฟ้องของโจทก์ได้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จําเลยเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจําเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157 และให้จําเลยใช้เงิน 2,678,815.54 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่มหาวิทยาลัย ม. จําเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 22 กระทง เป็นจำคุก 110 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้จำเลยใช้เงิน 2,370,908.83 บาท (ที่ถูก 2,370,908.82 บาท) ที่ยังไม่ได้คืนแก่มหาวิทยาลัย ม. จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จำเลยเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีระดับปฏิบัติการ สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ทำหน้าที่หัวหน้างานการเงินและบัญชีของมหาวิทยาลัย ม. มีหน้าที่ลงบัญชีการเบิกจ่ายเงินและลงทะเบียนคุมเอกสาร ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายเงิน ควบคุมงบประมาณการเบิกจ่ายเงินในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์ตามบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่ 438-2-74xxx-x บัญชีเงินฝากกองทุนสวัสดิการบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ตามบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่ 517-2-30xxx-x (ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 438-2-92xxx-x) และบัญชีเงินฝากโครงการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตตามบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่ 517-2-07xxx-x มีหน้าที่ทำและกรอกข้อความลงในเอกสาร ดูแลรักษาเอกสารเกี่ยวกับการเงินและบัญชี ควบคุมดูแลเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินทุกประเภทของคณะศึกษาศาสตร์ตามคำสั่งคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ที่ 888/2557 ที่ 225/2558 ที่ 1702/2560 และที่ 1606/2561 มหาวิทยาลัย ม. ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้มีโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นโดยคณะศึกษาศาสตร์รับหน้าที่เป็นประธานเครือข่ายโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นทางอีสานตอนล่าง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ แจ้งว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้คณะศึกษาศาสตร์ดำเนินการจัดทำหลักสูตรและพัฒนาครูระยะเข้าสู่วิชาชีพ จากนั้นให้จัดทำงบประมาณการใช้จ่ายเสนอคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่ออนุมัติงบประมาณ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วให้อธิการบดีลงนามและมีหนังสือส่งกลับไปคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของมหาวิทยาลัย ม. มหาวิทยาลัย ม. จะแจ้งจําเลยซึ่งเป็นหัวหน้างานการเงินและบัญชีเพื่อให้ทราบว่ามหาวิทยาลัย ม. ได้รับเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้แล้ว หลังจากนั้นมีการประชุมคณะกรรมการประกอบด้วยคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการที่รับผิดชอบโครงการ และกรรมการอื่นเพื่อวางแผนดำเนินโครงการและเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ฝ่ายเลขานุการเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติตามที่วางแผนไว้แล้วนําโครงการเสนอรองคณบดีและคณบดีตามลำดับ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจําเลยได้รับมอบหมายตามคำสั่งให้รับผิดชอบเรื่องการเงินของโครงการโดยเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากแล้วนํามาจ่ายตามรายการโครงการที่ได้รับอนุมัติ เมื่อโครงการสิ้นสุดต้องทำรายงานสรุปการใช้จ่าย หากมีเงินคงเหลือต้องนำส่งคืนเข้าบัญชีเงินฝาก การจัดโครงการต่าง ๆ ของคณะศึกษาศาสตร์ต้องขออนุมัติจากคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ให้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการฝ่ายการเงินและพัสดุ มีหน้าที่ลงบัญชีการเบิกจ่ายเงิน ลงทะเบียนคุมเอกสาร ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายเงิน และควบคุมงบประมาณการเบิกจ่ายของแต่ละโครงการตามคำสั่งคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ที่ 1342/2561 สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 3.1.1 และ 3.1.2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความมิได้อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จําเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีรองศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. เบิกความประกอบพยานเอกสารยืนยันว่า จําเลยเป็นพนักงานของรัฐหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ทำหน้าที่หัวหน้างานการเงินและบัญชี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้คณะศึกษาศาสตร์ดำเนินโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นโดยจัดสรรงบประมาณให้คณะศึกษาศาสตร์ โครงการดังกล่าวดำเนินการปี 2558 เป็นต้นไป เมื่อคณะศึกษาศาสตร์จัดทำแผนการดำเนินโครงการให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาอนุมัติแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะส่งงบประมาณมาที่คณะศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์เปิดบัญชีเงินฝากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์ รองรับโครงการโดยพยาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ ตำแหน่งรองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ และรองศาสตราจารย์รังสรรค์ ตำแหน่งรองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ลงนามสองในสามเพื่อเบิกถอนเงินมาใช้ในโครงการ การทำโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นมีหลายโครงการโดยเสนอโครงการผ่านบุคคลต่าง ๆ เพื่อกลั่นกรองและตรวจสอบ รวมทั้งผ่านจําเลยซึ่งเป็นหัวหน้างานการเงินและบัญชีในการตรวจสอบ เมื่อพยานในฐานะคณบดีคณะศึกษาศาสตร์อนุมัติโครงการจะมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์ไปใช้ในการทำโครงการที่ได้รับอนุมัติ พยานและผู้รับผิดชอบโครงการลงชื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากโดยมอบฉันทะให้จําเลยเบิกถอนเงินและรับเงินจากธนาคารมาดำเนินโครงการ การเบิกถอนเงินงบประมาณเพื่อใช้ในโครงการของหมวดที่เสนอโครงการแต่ละครั้ง ไม่มีการรายงานสรุปในการนําเงินงบประมาณไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ต่อมามีการตรวจสอบพฤติการณ์ของจําเลยพบว่ากรณีมีการเบิกเงินงบประมาณไปใช้ในโครงการแล้วมีเงินคงเหลือและไม่ส่งเงินคงเหลือคืน และกรณีจําเลยเบิกเงินงบประมาณแล้วแต่ยังไม่มีการอนุมัติโครงการ กรณีหลังจําเลยยอมรับกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า จําเลยเบิกเงินงบประมาณโดยยังไม่มีการอนุมัติโครงการ จําเลยอ้างว่านําโครงการเก่ามาปรับตัวเลขเพื่อจะขอเบิกเงินงบประมาณ คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงดำเนินการสอบข้อเท็จจริง จําเลยรับว่าการเบิกเงินงบประมาณโดยโครงการยังไม่ได้รับการอนุมัติ เป็นการนําโครงการเดิมมาปรับแต่งงบประมาณ รวมทั้งเงินงบประมาณที่เบิกอยู่ที่จําเลย และจําเลยอ้างว่านําเงินไปช่วยพี่สาว จําเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับคณะศึกษาศาสตร์ ส่วนเงินงบประมาณจากบัญชีเงินฝากกองทุนสวัสดิการบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ พยานกับจําเลยมีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว การเบิกถอนเงินจําเลยนําตรายางที่มีลายมือชื่อของพยานไปประทับเพื่อเบิกถอนเงิน พยานให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร ตามที่มหาวิทยาลัย ม. มีหนังสือมอบอำนาจให้พยานในฐานะคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จําเลย ทั้งมหาวิทยาลัย ม. ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยจําเลย การชดใช้เงินคืนของจําเลยตามหนังสือรับสภาพหนี้ จําเลยคืนเงิน 320,000 บาท ให้คณะศึกษาศาสตร์ การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทั้ง 3 บัญชี นอกจากนี้รองศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ให้การต่อพนักงานสอบสวนอีกว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2562 คณะศึกษาศาสตร์ตรวจสอบเงินในบัญชีเงินฝากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์ บัญชีเงินฝากกองทุนสวัสดิการบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ และบัญชีเงินฝากโครงการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตพบว่ามีการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยไม่ทราบสาเหตุรวม 2,659,580 บาท ยิ่งกว่านั้นในวันเดียวกันจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับรองศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ โดยยอมรับผิดและจะชดใช้เงินที่นำไปดังกล่าวภายในวันที่ 15 กันยายน 2562 แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยเพิกเฉย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 คณะศึกษาศาสตร์ตรวจสอบเงินในบัญชีเงินฝากอีกครั้งพบว่าจำนวนเงินที่ถูกยักยอกไปเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นเงิน 2,862,077.26 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้ บัญชีเงินฝากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์เป็นเงิน 1,740,285 บาท บัญชีเงินฝากกองทุนสวัสดิการบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์เป็นเงิน 705,986 บาท และบัญชีเงินฝากโครงการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตเป็นเงิน 415,806.26 บาท โดยจำเลยไม่ได้นำพยานหลักฐานใดมาสืบหักล้าง เยี่ยงนี้ พยานบุคคล เอกสาร วัตถุ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมทั้งปวงของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จําเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินของผู้เสียหายไปอันเป็นการกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ม. ผู้เสียหาย ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดคำนิยามของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ว่า หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งความหมายของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากความหมายของ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษาจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วน "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงานจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีที่มาจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ม. พ.ศ. 2537 และข้อบังคับมหาวิทยาลัย ม. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2552 ที่ใช้บังคับขณะจำเลยกระทำผิดแล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปหรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เมื่อจำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกำหนดให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และศาลไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 ตามฟ้องของโจทก์ได้ ถึงกระนั้นก็ตามแม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 พิพากษาลงโทษฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 22 กระทง เป็นจำคุก 66 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 44 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ตัวอย่างฎีกาที่เกี่ยวข้องและการเปรียบเทียบ 1. ฎีกา 3680/2531 – สาระสำคัญ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 โดยพิพากษาแก้คำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน (ลดโทษให้เหลือ 1 ปี) – จุดเปรียบเทียบ: ในคดี 2324/2567 ก็เป็นแนวทางเดียวกัน — เมื่อสถานะผู้ถูกกล่าวหาไม่เข้าข่าย “เจ้าพนักงาน” จึงไม่อาจใช้มาตรา 147 ได้ แต่ใช้มาตรา 352 ได้โดยตรง การตัดสินใน 3680/2531 เป็นตัวอย่างการยืนยันหลักนี้ของศาลฎีกา 2. ฎีกา 3031/2517 – สาระสำคัญ: จำเลยได้รับมอบหมายให้เป็นเหรัญญิก (กรรมการ) ซึ่งทำหน้าที่จัดการเงิน แต่ศาลวินิจฉัยว่า แม้จะมี “หน้าที่รักษาและจ่ายเงิน” แต่เป็นบทบาทที่ไม่ได้มาจากฐานะเจ้าพนักงานราชการ จึงไม่สามารถลงโทษตามฐานเจ้าพนักงาน แต่มีความผิดตามมาตรา 352 เท่านั้น – จุดเปรียบเทียบ: ใกล้เคียงกับคดี 2324/2567 ที่บทบาทของจำเลยเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” ที่ได้รับมอบหมายงานการเงิน ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่โดยศาลยกข้อให้ “ผิดฐานยักยอก” เท่านั้น 3. ฎีกา 1555/2544 – สาระสำคัญ: จำเลยเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีของโรงพยาบาล เป็นข้าราชการ มีหน้าที่เบิกจ่ายงบประมาณ พิพากษาว่ามีเจตนาเบียดบังเงินงบประมาณเป็นของตนเอง จึงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 147 – จุดเปรียบเทียบ: นี่คดีตรงข้ามกับ 2324/2567 — จำเลยถูกพิพากษาในฐานะเจ้าพนักงานได้เพราะมีสถานะข้าราชการราชการและมีบทบาทการเงินในหน่วยราชการ สิ่งนี้เน้นให้เห็นว่า “สถานะองค์กร + บทบาทราชการ” เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดว่าฐานใดนำมาใช้ 4. ฎีกา 473/2527 – สาระสำคัญ: จําเลยในฐานะสารวัตรใหญ่ (เจ้าหน้าที่ตำรวจ) มีหน้าที่เก็บรักษาเงินประกันตัวผู้ต้องหา ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เมื่อจําเลยนำเงินไปฝากให้ผู้อื่นหรือเบียดบังไป ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดการทรัพย์ และมีความผิดฐานเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ – จุดเปรียบเทียบ: แสดงให้เห็นกรณีที่บทบาท “การเก็บรักษาเงินของทางราชการ” ถูกศาลถือว่าอยู่ในหน้าที่เจ้าพนักงาน ตัวบทเทียบให้ผู้ศึกษาเห็นเคสที่สถานะเจ้าหน้าที่ราชการ + หน้าที่ราชการจริง ถูกนำมาลงโทษแบบ ม.147 5. ฎีกา 2893/2563 – สาระสำคัญ: เป็นคดีที่ศาลฎีกาวางแนวว่า ผู้ได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย (ซึ่งอาจเป็นบุคคลภายนอก) หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย ไม่ถือเป็น “เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา” เพราะ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย (ฉบับ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551) มิได้บัญญัติให้บุคคลเหล่านั้นเป็นเจ้าพนักงาน (lp.up.ac.th) – จุดเปรียบเทียบ: คดีนี้ช่วยสนับสนุนหลักการเดียวกับ 2324/2567 — แม้มีบทบาทในมหาวิทยาลัย แต่ถ้ากฎหมายมหาวิทยาลัยหรือกฎหมายเฉพาะไม่บัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงาน ก็ไม่อาจใช้บทบัญญัติ ป.อ. 147 ได้ สรุปบทเปรียบเทียบและสาระสำคัญที่เชื่อมโยง • ทุกตัวอย่างที่ศาลพิพากษาในฐาน เจ้าพนักงาน มักมีสถานะราชการหรือบทบาทราชการโดยตรง (เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่การเงินโรงพยาบาล) ทำให้ศาลสามารถใช้มาตรา 147 ได้เต็มที่ • ในทางกลับกัน คดีที่บทบาทเป็น “บุคคลนอกระบบราชการ” หรือได้รับแต่งตั้งในบทบาทเฉพาะ (เช่น กรรมการมหาวิทยาลัย) มักถูกวินิจฉัยว่าไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน จึงถูกลงโทษเฉพาะฐานยักยอก (มาตรา 352)
• กรณี 2324/2567 อยู่ในกลุ่มหลัง — ศาลใช้หลักจากหลายกรณีเช่น 3031/2517 และ 2893/2563 มาสนับสนุนการวินิจฉัยว่าแม้มีบทบาทในการจัดการเงิน แต่ไม่อาจถือเป็นเจ้าพนักงานตามบทบัญญัติ ป.อ. 147 ได้ |




.jpg)