ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2148/2567, ความผิดเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, มาตรา 188, สำเนาทะเบียนบ้าน, ไม่คืนเอกสาร, การครอบครองโดยความยินยอม, ข้อแตกต่าง “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์), วิเคราะห์กฎหมายอาญา, แนวปฏิบัติคดีเอกสาร, การโต้แย้งสิทธิทางแพ่ง, องค์ประกอบความผิด, แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความความผิด เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตาม มาตรา 188 เมื่อผู้เสียหายเคยยินยอมให้จำเลยครอบครองสำเนาทะเบียนบ้านไว้ต่อมาเมื่อทวงคืนจำเลยไม่คืน แม้ผู้เสียหายขอคืนแล้ว การไม่ส่งมอบคืนให้จึงเป็นเพียงการโต้แย้งสิทธิทางแพ่ง ไม่เข้าองค์ประกอบ “เอาไปเสีย” ทางอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดอาญา โดยพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์

 ข้อเท็จจริง

คู่ความไม่ได้โต้แย้งในประเด็นสำคัญว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเคยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา

ผู้เสียหายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7189 และมอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการเรื่องทะเบียนบ้านและเลขที่บ้าน โดยให้ชื่อจำเลยเป็น “เจ้าบ้าน”

จำเลยได้รับสำเนาทะเบียนบ้าน (ต้นฉบับ / สำเนา) เพื่อเก็บรักษาไว้ในฐานะเจ้าบ้านตามรายการบ้าน

ภายหลังผู้เสียหายประสงค์ให้จำเลยคืนสำเนาทะเบียนบ้าน จึงเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบคืน

จำเลยไม่ยอมส่งมอบคืนตามฟ้อง

โจทก์ (ผู้เสียหาย) ฟ้องจำเลยว่า ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด มาตรา 188 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ให้รอการลงโทษ 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ (ภาค 5) พิพากษากลับ ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้านไม่เข้าองค์ประกอบอาญามาตรา 188 จึงยกคำร้องฎีกา และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ประเด็นปัญหา

ปัญหาหลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (มาตรา 188) หรือไม่ เมื่อผู้เสียหายเคยยินยอมให้จำเลยครอบครองเอกสารไว้ แล้วภายหลังเรียกร้องคืนแต่จำเลยไม่คืน

ข้อย่อยที่อาจมี เช่น

  • ความหมาย “เอาไปเสีย” ตามมาตรา 188 แตกต่างอย่างไรกับ “เอาไป” ในลักษณะลักทรัพย์ (มาตรา 334)

  • เมื่อมีการครอบครองโดยความยินยอม ย่อมมีหน้าที่ส่งมอบคืนหรือไม่ และเมื่อไม่คืน จะเป็นความผิดทางอาญาหรือเพียงทางแพ่ง

  • ภาระการพิสูจน์ของโจทก์เมื่ออ้าง “เอาไปเสีย”

  • ผลของการไม่เข้าองค์ประกอบอาญาตามมาตรา 188 ต่อลักษณะคดี

🧾 ประเด็นกฎหมายหลักที่ใช้ในคดี

คดีนี้ใช้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 เป็นบทหลักในการวินิจฉัย

โดยศาลฎีกาได้ตีความคำว่า “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น” ว่าหมายถึงการนำเอกสารของผู้อื่นไปโดยพลการ ในลักษณะที่น่าจะทำให้เอกสารนั้น สูญหาย เสียหาย หรือไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้

แต่ถ้าผู้เสียหาย ยินยอมให้ผู้อื่นครอบครองเอกสารไว้ตั้งแต่ต้น การไม่คืนเอกสารในภายหลัง จะไม่เข้าข่ายความผิดอาญา แต่เป็นเพียงข้อโต้แย้งสิทธิทางแพ่ง

🔑 5 Keywords สำคัญที่สุดของคดี พร้อมคำอธิบาย

1️. “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น”

คำหลักของคดีนี้ ศาลอธิบายว่า “เอาไปเสีย” ไม่เหมือน “เอาไป” ตามความผิดฐานลักทรัพย์ แต่หมายถึงการนำเอกสารไปโดยพลการ จนทำให้เอกสารนั้นไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ จึงต้องตีความอย่างจำกัด เพื่อไม่ให้ครอบคลุมกรณีที่เป็นเพียงข้อพิพาทแพ่งทั่วไป

2️. “การครอบครองโดยความยินยอม”

เป็นหัวใจสำคัญของคดี เพราะผู้เสียหายมอบสำเนาทะเบียนบ้านให้จำเลยเก็บรักษาโดยสมัครใจในฐานะเจ้าบ้าน ศาลจึงเห็นว่า การครอบครองเอกสารเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการเอาไปโดยพลการ แม้ภายหลังไม่คืนก็ไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางอาญา

3️. “ความแตกต่างระหว่างมาตรา 188 และมาตรา 334”

ศาลวางหลักเปรียบเทียบชัดเจนว่า มาตรา 334 ว่าด้วย “ลักทรัพย์” คุ้มครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ส่วนมาตรา 188 คุ้มครองเอกสารในฐานะพยานหลักฐาน การนำเอกสารไปโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเข้ามาตรา 188 แต่ถ้าเพียงไม่คืนเอกสารที่ได้รับโดยความยินยอม จะไม่ถือว่าผิดอาญา

4️. “ข้อโต้แย้งสิทธิทางแพ่ง”

เมื่อจำเลยไม่คืนเอกสารที่เคยได้รับโดยยินยอม ศาลถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ปฏิบัติตามพันธะทางแพ่ง ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องในทางแพ่ง เช่น ฟ้องขอส่งคืนเอกสารหรือค่าเสียหาย แต่ไม่ถึงขั้นเป็นความผิดอาญา

5️.“เจตนาทางอาญาและหลักข้อสงสัยให้จำเลย”

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญของกฎหมายอาญา คือ “ต้องมีเจตนาในการกระทำผิด” และหากข้อเท็จจริงยังมีข้อสงสัย ต้องให้ประโยชน์แก่จำเลย (in dubio pro reo) ศาลจึงไม่ลงโทษจำเลยเพราะไม่มีหลักฐานว่ามีเจตนาจะเอาเอกสารไปเสียหรือทำลาย

💡 สรุปภาพรวมประเด็นสำคัญ

คดีนี้ยืนยันหลักตีความบทลงโทษทางอาญาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในความผิดเกี่ยวกับเอกสาร มาตรา 188 ศาลเห็นว่าการไม่คืนเอกสารที่ได้รับโดยความยินยอม แม้ทำให้ผู้เสียหายเดือดร้อน แต่ไม่ครบองค์ประกอบ “เอาไปเสีย” ทางอาญา การตีความเช่นนี้ช่วยวางแนวทางให้ศาลและนักกฎหมายแยกแยะชัดเจนระหว่าง ข้อพิพาททางแพ่ง กับ ความผิดทางอาญา เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีเกินจำเป็น

หลักกฎหมาย / กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

 “ผู้ใดกระทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารของผู้อื่น ในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้ไม่สามารถใช้เอกสารหรือพินัยกรรมนั้นเป็นพยานหลักฐานได้ ย่อมเป็นความผิด” (สฤษฎีกฎหมาย)

 หลักสำคัญคือ เอกสารนั้นควรเป็นสิ่งที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน และผู้กระทำการต้องกระทำโดยพลการ (not by consent) หรือเป็นการ “เอาไปเสีย” จากที่ซึ่งเอกสารอยู่เดิมในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ลักทรัพย์)

 “ผู้ใดเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไป เพื่อเป็นทรัพย์ของตน โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมเป็นความผิดลักทรัพย์”

 คำว่า “เอาไป” ในมาตรา 334 ใช้ในกรณีลักทรัพย์ซึ่งมุ่งถึงทรัพย์สิน (วัตถุ) ไม่ใช่เอกสารซึ่งอาจทำให้เสียประโยชน์ทางพยานหลักฐาน

หลักทั่วไปของกฎหมายแพ่ง/เอกชน — เมื่อมีการมอบเอกสารให้ครอบครองโดยความยินยอม ย่อมเกิดภาระส่งมอบคืนเมื่อเจ้าของเรียกร้อง

พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 39

 บัญญัติให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นมอบสำเนาทะเบียนบ้านให้แก่เจ้าบ้านให้เก็บรักษา และเมื่อมีการเพิ่ม เปลี่ยนแปลง หรือจำหน่ายรายการในทะเบียนบ้าน เจ้าบ้านต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านไปให้นายทะเบียนบันทึกรายการให้ตรงกับต้นฉบับ (เฟซบุ๊ก)

หลักภาระการพิสูจน์ (burden of proof) — เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นความผิดอาญา โจทก์มีภาระพิสูจน์ว่า ครบองค์ประกอบความผิด (actus reus, mens rea, ไม่มีข้อยกเว้น)

หลัก “ข้อสงสัยต้องตีความให้จำเลย” (in dubio pro reo) หากข้อเท็จจริงหรือหลักฐานไม่ชัด

 การวิเคราะห์ / คำวินิจฉัยของศาล 

1 ความหมาย “เอาไปเสีย” vs “เอาไป”

ศาลฎีกาพิจารณาว่า คำว่า “เอาไปเสีย” ในมาตรา 188 มิได้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกับคำว่า “เอาไป” ในความผิดลักทรัพย์ (มาตรา 334) เพราะลักษณะมิติคุ้มครองต่างกัน — มาตรา 188 มุ่งคุ้มครองเอกสารซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐาน (not merelyวัตถุทรัพย์) และการ “เอาไปเสีย” หมายถึงการนำเอกสารนั้นไปโดยพลการ เพื่อให้เกิดการพรากจากที่อยู่เดิม ซึ่งอาจทำให้เอกสารนั้นสูญเสียคุณสมบัติความเป็นพยานหลักฐาน (ไร้ประโยชน์ / สูญหาย / ถูกทำลาย) (เฟซบุ๊ก)

ศาลวางหลักว่า การที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 188 ต้องมีลักษณะการ “เอาไปเสีย” โดยพลการ มิใช่เป็นการครอบครองไว้ด้วยความยินยอมของผู้เสียหาย

2 ครอบครองโดยความยินยอม – เกิดภาระส่งมอบคืน ไม่ใช่ “เอาไปเสีย”

ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยครอบครองและเก็บรักษาสำเนาทะเบียนบ้านไว้ (แม้จะไม่รู้ว่าเก็บไว้ที่ใด) และผู้เสียหายทราบว่า จำเลยได้รับเอกสารนั้นมาและเก็บไว้ (เฟซบุ๊ก)

เมื่อผู้เสียหายเรียกร้องคืน จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบคืน แต่เมื่อต่อมาจำเลยไม่คืน ก็เป็นการ โต้แย้งสิทธิ (dispute of entitlement) หรือการผิดภาระส่งมอบคืนทางแพ่ง ไม่ใช่การเอาไปเสียโดยพลการตามมาตรา 188 ศาลจึงเห็นว่า การไม่คืนภายหลังความยินยอมเริ่มต้น ไม่เข้าองค์ประกอบอาญา

3 ภาระพิสูจน์ของโจทก์ / ความสมบูรณ์ขององค์ประกอบ

โจทก์ในฎีกาอ้างว่า การไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถใช้เอกสารนั้นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์บ้าน จึงเป็น “เอาไปเสีย” ตามมาตรา 188

แต่ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า การไม่คืนเข้าลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถานะของเอกสารในฐานะพยานหลักฐาน และไม่มีหลักฐานชัดเจนให้ทราบว่า จำเลยใช้เอกสารนั้นในทางที่ทำให้ไร้ประโยชน์หรือทำให้สูญหาย

นอกจากนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เป็นการครอบครองด้วยความยินยอมตั้งแต่ต้น (consensual possession) หลัก “in dubio pro reo” จึงต้องตีความข้อสงสัยให้แก่จำเลย

4 ผลต่อวิธีวินิจฉัยอื่น ๆ

เนื่องจากศาลเห็นว่า โจทก์ไม่สามารถแสดงให้ครบองค์ประกอบอาญามาตรา 188 ได้ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างเพิ่มเติม เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ผลคำพิพากษา 

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์ฎีกา โดยเหตุผลสำคัญคือ การไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้านภายหลังการครอบครองโดยความยินยอม ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น” ตามมาตรา 188 ศาลจึงให้จำเลยไม่ต้องรับโทษอาญา

ประเด็นที่น่าสังเกต / ขยายความ

คดีนี้เป็นแนวทางสำคัญที่เน้นถึง ความแตกต่างระหว่างความผิดตาม มาตรา 188 กับ มาตรา 334 โดยให้เห็นว่า การนำเอกสารซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานไปโดยพลการเป็นข้อหาที่รุนแรงกว่าการนำทรัพย์สินธรรมดา

แนวปฏิบัตินี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้เสียหายยินยอมให้เก็บรักษาเอกสารไว้กับบุคคลอื่น ช่วงเวลาที่เอกสารอยู่ในความครอบครองนั้น แม้จะเป็นเอกสารสำคัญ แต่ไม่ถือเป็น “เอาไปเสีย” ทางอาญา

แต่เมื่อเรียกร้องคืนแล้ว หากจำเลยไม่ส่งมอบ เสียงคดีเปลี่ยนเป็นเรื่องสิทธิทางแพ่ง (การส่งมอบคืน) มากกว่าคดีอาญา

คำพิพากษานี้มีผลต่อการใช้มาตรา 188 ในคดีเอกสารอื่น ๆ เช่น สมุดบัญชี หนังสือสัญญา เอกสารราชการ ที่ถูกเก็บไว้โดยความยินยอม

ผู้ฟ้องคดีในฐานะโจทก์อาญาต้องพิสูจน์ให้ครบองค์ประกอบอาญา — อย่าอาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่า “ไม่คืน” เท่านั้น

ข้อคิดทางกฎหมาย

1. ความยินยอมตั้งต้นสำคัญ — ถ้ามีการมอบเอกสารให้ครอบครองโดยความยินยอม แม้ต่อมาผู้ให้มอบทวงคืนแต่ไม่คืน ก็อาจไม่เข้าองค์ประกอบอาญา

2. ความแตกต่างของ “เอาไปเสีย” — หลีกเลี่ยงความสับสนกับ “เอาไป” ทรัพย์สินทั่วไป; คดีตามมาตรา 188 ต้องมีลักษณะทำให้เอกสารสูญเสียคุณสมบัติในฐานะพยานหลักฐาน

3. ภาระพิสูจน์ของโจทก์ — โจทก์อาญาต้องแสดงให้ชัดว่าเป็นการเอาไปเสียโดยพลการ และส่งผลให้เอกสารไร้ประโยชน์ / สูญหาย

4. แนวทางระงับข้อพิพาททางแพ่งก่อนดำเนินคดีอาญา — ในกรณีเอกสารที่มีความสำคัญ อาจเริ่มจากการเรียกร้องส่งมอบก่อน จึงพิจารณายื่นคดีอาญา

5. บทบาทของกฎหมายทะเบียนบ้าน — การมอบสำเนาทะเบียนบ้านให้เจ้าบ้านตาม พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร มีผลให้เกิดหน้าที่เก็บรักษา แต่ไม่ถึงขั้นอาญา

 สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกา 2148/2567 ถือเป็นแนวทางสำคัญในการตีความ ความผิดเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (มาตรา 188) โดยเน้นว่า การไม่คืนเอกสารที่เคยมีการมอบให้ครอบครองโดยความยินยอม ไม่ถือเป็น “เอาไปเสีย” ทางอาญา ศาลจึงยกฟ้องโจทก์ฎีกา แนววินิจฉัยนี้ช่วยสร้างหลักกฎหมายในการดำเนินคดีเอกสาร และเป็นเกณฑ์ชี้ชัดว่า ผู้ฟ้องคดีอาญาต้องพิสูจน์องค์ประกอบให้ครบ และต้องแยกแยะให้ชัดว่าเป็นคำร้องในทางแพ่งหรืออาญา

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) แบบขยาย

Issue (ปัญหาที่ถาม):

จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามมาตรา 188 หรือไม่ เมื่อผู้เสียหายเคยยินยอมให้จำเลยครอบครองสำเนาทะเบียนบ้าน แล้วภายหลังทวงคืนจำเลยไม่ส่งมอบคืน

Rule (กฎหมาย / หลักการ):

มาตรา 188 ต้องมีลักษณะ “เอาไปเสีย” โดยพลการกับเอกสารที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน

คำว่า “เอาไปเสีย” ไม่เหมือน “เอาไป” ของลักทรัพย์ (มาตรา 334)

หากผู้เสียหายมอบเอกสารให้ครอบครองโดยความยินยอม ย่อมเกิดภาระส่งมอบคืน ไม่ใช่การเอาไปเสียโดยอาญา

โจทก์อาญามีภาระพิสูจน์ว่า ครบองค์ประกอบอาญา

เมื่อมีข้อสงสัย ต้องตีความให้จำเลย (principle in dubio pro reo)

Application (การวิเคราะห์ใช้หลักกฎหมาย):

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีการมอบเอกสารสำเนาทะเบียนบ้านให้จำเลยโดยความยินยอม

ผู้เสียหายทราบว่าเอกสารถูกเก็บไว้โดยจำเลย

เมื่อต่อมาทวงคืน จำเลยไม่คืน การไม่ส่งมอบคืนเป็นการโต้แย้งสิทธิ (dispute) ไม่ใช่การนำไปเสียโดยพลการ

โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้ชัดว่า การไม่คืนทำให้เอกสารไร้ประโยชน์หรือสูญหาย

ข้อสงสัยในหลักฐานอยู่กับจำเลย จึงต้องรับประโยชน์ให้จำเลย

Conclusion (บทสรุป):

จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 188 เพราะการไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้านที่เคยมอบให้ครอบครองโดยความยินยอม ไม่เข้าลักษณะ “เอาไปเสีย” ทางอาญา ศาลฎีกาจึงยกฟ้องโจทก์ฎีกา

🟩 ประเด็นคำถามที่ 1 : 

เมื่อผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยครอบครองเอกสารสำคัญไว้ เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วภายหลังจำเลยไม่คืน จะถือว่าเป็นความผิดฐาน “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 หรือไม่?

คำตอบ:

ไม่ถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา 188 เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการ “เอาไปเสีย” โดยพลการ แต่เป็นเพียงการไม่คืนเอกสารที่ได้มาครอบครองโดยความยินยอมของเจ้าของเอกสารตั้งแต่ต้น ซึ่งถือเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่การกระทำความผิดทางอาญา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “เอาไปเสีย” ตามมาตรา 188 หมายถึงการนำเอกสารของผู้อื่นออกไปจากที่อยู่เดิม ในลักษณะที่น่าจะทำให้เอกสารนั้นเสียหายหรือใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ และต้องเป็นการนำไปโดยพลการ มิใช่ได้มาโดยความยินยอม ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายมอบสำเนาทะเบียนบ้านให้จำเลยเก็บรักษาในฐานะเจ้าบ้านโดยสมัครใจ การไม่ส่งคืนภายหลังจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดอาญา

🟩 ประเด็นคำถามที่ 2 : 

คำว่า “เอาไปเสีย” ในมาตรา 188 แตกต่างจากคำว่า “เอาไป” ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 อย่างไร และมีผลต่อการวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร?

คำตอบ:

ศาลฎีกาชี้ว่า “เอาไปเสีย” ตามมาตรา 188 และ “เอาไป” ตามมาตรา 334 มีความหมายไม่เหมือนกัน

“เอาไป” ในมาตรา 334 มุ่งคุ้มครอง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เช่น เงินหรือของมีค่า เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปเพื่อยึดถือเป็นของตนโดยมิได้รับอนุญาต

ส่วน “เอาไปเสีย” ในมาตรา 188 มุ่งคุ้มครอง เอกสารที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานทางกฎหมาย และหมายถึงการกระทำให้เอกสารนั้นสูญหาย เสียหาย หรือไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้

ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า แม้จำเลยไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้านให้ผู้เสียหาย แต่เอกสารดังกล่าวยังคงมีอยู่ ไม่ได้ถูกทำลายหรือทำให้สูญหาย อีกทั้งจำเลยได้รับไว้โดยความยินยอมของผู้เสียหาย การกระทำจึงไม่เข้าองค์ประกอบ “เอาไปเสีย” ทางอาญา แต่เป็นเพียงปัญหาความรับผิดทางแพ่งเท่านั้น

กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง 1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 •	 “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น…”  2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ใช้เปรียบเทียบความหมาย “เอาไป”) •	 “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น … ไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ …”   3) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 39 (หน้าที่ของ ‘เจ้าบ้าน’ ต่อสำเนาทะเบียนบ้าน) •	 “ให้นายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นมอบสำเนาทะเบียนบ้านให้เจ้าบ้านเก็บรักษา …”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2148/2567

คำว่า "เอาไปเสีย" ตามมาตรา 188 มิได้มีความหมายเป็นอย่างเดียว กับคำว่า "เอาไป" ที่ใช้ในความผิดข้อหาลักทรัพย์ตามมาตรา 334 แต่หมายถึงการเอาไปจากที่เอกสารนั้นเคยอยู่ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนที่อาจต้องขาดเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน การกระทำที่จะเป็นความผิดข้อหาเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จึงต้องเป็นการเอาเอกสารของผู้อื่นไปโดยพลการ มิใช่ครอบครองเอกสารนั้นไว้โดยความยินยอมของผู้อื่น

ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ครอบครองและเก็บรักษาต้นฉบับสำเนาทะเบียนบ้านไว้ แม้ต่อมาผู้เสียหายไม่ประสงค์ให้จำเลยครอบครองเอกสารดังกล่าวไว้แทน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบต้นฉบับสำเนาทะเบียนบ้านตามฟ้องคืนให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบคืน อันเป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้เสียหาย ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง การกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการซ่อนเร้น หรือเอาไปเสีย ซึ่งเอกสารของผู้อื่น

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายและจำเลยเคยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ระหว่างนั้นผู้เสียหายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7189 ต่อมาผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยไปแจ้งขอทะเบียนบ้านและเลขประจำบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าบ้านและเป็นผู้เก็บรักษาต้นฉบับสำเนาทะเบียนบ้านไว้ ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน จากนั้น จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้เสียหายเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเรื่องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน 24 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 7189 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ร่วมกันซื้อระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของจำเลย คดีดังกล่าวถึงที่สุด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยไม่คืนต้นฉบับสำเนาทะเบียนบ้านตามฟ้องให้แก่ผู้เสียหาย ย่อมทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับบ้านซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการซ่อนเร้น หรือเอาไปเสีย ซึ่งต้นฉบับสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าว อันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดข้อหาเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นนั้น เห็นว่า ความผิดข้อหาเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม กฎหมายมิได้มุ่งถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการเป็นเจ้าของกระดาษหรือวัตถุที่ทำให้ปรากฏความหมายเป็นเอกสารซึ่งบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บัญญัติไว้เป็นการทั่วไปอยู่แล้ว คำว่า "เอาไปเสีย" ตามมาตรา 188 จึงมิได้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกับคำว่า "เอาไป" ที่ใช้ในความผิดข้อหาลักทรัพย์ตามมาตรา 334 แต่หมายถึงการเอาไปจากที่เอกสารนั้นเคยอยู่ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนที่อาจต้องขาดเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน การกระทำที่จะเป็นความผิดข้อหาเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จึงต้องเป็นการเอาเอกสารของผู้อื่นไปโดยพลการ มิใช่ครอบครองเอกสารนั้นไว้โดยความยินยอมของผู้อื่น เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยไปแจ้งขอทะเบียนบ้านและเลขประจำบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 7189 และได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในรายการเกี่ยวกับบ้านดังกล่าว ซึ่งตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ให้นายทะเบียนอำเภอ และนายทะเบียนท้องถิ่นมอบสำเนาทะเบียนบ้านให้เจ้าบ้านเก็บรักษา เมื่อมีการเพิ่ม เปลี่ยนแปลง หรือจำหน่ายรายการในทะเบียนบ้าน ให้เจ้าบ้านนำสำเนาทะเบียนบ้านไปให้นายทะเบียนบันทึกรายการให้ถูกต้องตรงกับต้นฉบับทุกครั้ง..." จำเลยในฐานะเจ้าบ้านจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเก็บรักษาต้นฉบับสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวไว้ นอกจากนี้พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าบ้านดังกล่าวข้างต้นประกอบกับที่ผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ซักถามว่า ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยได้รับต้นฉบับรายการเกี่ยวกับบ้าน (สำเนาทะเบียนบ้าน) ดังกล่าวและเก็บรักษาไว้ ส่วนจะเก็บไว้ที่ใดผู้เสียหายไม่ทราบ ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ครอบครองและเก็บรักษาต้นฉบับสำเนาทะเบียนบ้านตามฟ้องไว้ ดังนี้ แม้ต่อมาผู้เสียหายไม่ประสงค์ให้จำเลยครอบครองเอกสารดังกล่าวไว้แทน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบต้นฉบับสำเนาทะเบียนบ้านตามฟ้องคืนให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบคืน อันเป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกา ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง การกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการซ่อนเร้น หรือเอาไปเสีย ซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันจะเป็นความผิดตามฟ้อง และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดข้อหาเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและพิพากษายกฟ้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกาที่ 1472/2565 — คดีขายลดเช็ค + เอาไปเสียซึ่งเอกสาร

ข้อเท็จจริง (ย่อ):

ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองได้นำ เช็ค จำนวน 25 ฉบับ (หรือ 26 ฉบับโดยรวม) ซึ่งเป็นหนังสือสัญญาหรือเอกสารที่โจทก์เป็นเจ้าของ มา “ขายลด” ให้แก่โจทก์ตามตกลง ค่าเช็คโอนเป็นเงินให้จำเลยแล้ว โจทก์สามารถไล่เบิกเช็คฉบับแรกได้ แต่เช็คฉบับถัดมา ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงอ้างว่าผู้สั่งจ่ายเสียชีวิต แล้วให้โจทก์นำเช็คไปคืนให้ จากนั้นจำเลยนำเช็คไปยื่นทายาท แลกเป็นเงินสด แล้วให้เงินแก่โจทก์ต่อมา โดยที่โจทก์ไม่ได้รับเช็คคืนทั้งหมด

โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐาน เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (มาตรา 188) และ ฉ้อโกง (มาตรา 341) ประกอบมาตรา 83

ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 188 และ 341 ประกอบมาตรา 83 และลงโทษจำเลยตามมาตรา 90 (โทษสูงสุด) รวมโทษจำคุก จากนั้นจำเลยอุทธรณ์ ร้องฎีกา

ประเด็นกฎหมาย & คำวินิจฉัย:

ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักสำคัญดังนี้:

1. เอกสารเช็ค เป็นเอกสารตามมาตรา 1 (เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐาน) จัดอยู่ในหมวดที่มาตรา 188 คุ้มครอง

2. เมื่อจำเลย “ขายลด” เช็คให้แก่โจทก์แล้ว เช็คเหล่านั้นจึงเป็นเอกสารของโจทก์

3. การที่จำเลย “เอาไปเสีย” ในลักษณะที่ทำให้โจทก์ “ขาดพยานหลักฐาน” (เพราะโจทก์ไม่สามารถใช้เช็คดังกล่าวในการบังคับตามกฎหมายได้) ถือว่าเข้าองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 188

4. โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยฐานเอาไปเสียโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าหนี้ตามเช็คบังคับได้หรือไม่ เพราะประเด็นคือเอกสารถูกพรากไป

5. โจทก์ได้ถอนฟ้องความผิดฉ้อโกงก่อนคดีขึ้นสู่ฎีกา ดังนั้นประเด็นฉ้อโกงจึงหลุดออกไป เหลือแต่ประเด็นมาตรา 188

6. ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยเฉพาะประเด็นทางกฎหมาย (ไม่แตะข้อเท็จจริงที่รับฟังแล้ว) และเห็นว่าวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ถูกต้อง

ความเชื่อมโยงกับ ฎีกา 2148/2567:

ทั้งสองคดีเกี่ยวข้องกับ เอกสารที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน (ใน ฎีกา 2148/2567 คือ สำเนาทะเบียนบ้าน; ใน 1472/2565 คือ เช็ค)

ทั้งสองคดีพิจารณาว่า การ “เอาไปเสีย” ต้องมีลักษณะที่ทำให้เอกสารนั้นไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ หรือเป็นการพรากเอกสารไปโดยพลการ

ความแตกต่างสำคัญคือ ในคดี 2148/2567 มีการครอบครองโดยความยินยอมจากผู้เสียหายตั้งแต่ต้น ทำให้การไม่คืนไม่เข้าองค์ประกอบอาญา ในขณะที่ใน 1472/2565 ไม่มีมูลเหตุของความยินยอมเช่นนั้น

ฎีกา 1472/2565 จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าหากไม่มีความยินยอม และมีการพรากเอกสารไปในลักษณะที่ทำให้ขาดพยานหลักฐาน จะเข้าข่ายมาตรา 188 ได้

ฎีกาที่ 820/2558 — คดีเช็ค + ยักยอก + เอาไปเสีย

ข้อเท็จจริง (ย่อ):

ในคดีนี้ จำเลยได้รับเช็คพิพาทจากโจทก์ ตามที่โจทก์มอบให้ (โดยที่โจทก์ให้จำเลยเป็นผู้ครอบครอง) เพื่อดำเนินการบางประการ แต่จำเลยไม่ได้คืนเช็คดังกล่าว เมื่อโจทก์ทวงคืน จำเลยนำเช็คไปใช้ในการเรียกเก็บเงินหรือทำให้เช็คนั้นไร้ประโยชน์ ไม่สามารถใช้ฟ้องได้

โจทก์จึงฟ้องในข้อหายักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 และ เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (มาตรา 188) ประกอบ

ประเด็นกฎหมาย & คำวินิจฉัย:

ศาลวินิจฉัยว่า:

หากการครอบครองเอกสารมีลักษณะเป็น การมอบโดยความยินยอม (เช่นผู้เสียหายมอบเช็คให้จำเลยเก็บรักษา) จะมีโอกาสเป็นคำโต้แย้งสิทธิทางแพ่งมากกว่าคดีอาญา

แต่ในกรณีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ทำให้เช็คไร้ประโยชน์ (โดยนำไปใช้หรือทำลักษณะที่ไม่สามารถใช้ฟ้องได้) จึงเป็นลักษณะ “เอาไปเสีย” และมีองค์ประกอบของมาตรา 188

ศาลจึงรับฟ้องในข้อหามาตรา 188 ด้วย แสดงให้เห็นว่า การไม่คืนเฉย ๆ อาจไม่พอ แต่ถ้าเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ให้เอกสารไร้ประโยชน์ จะเข้าความผิดอาญา

ความเชื่อมโยงกับ ฎีกา 2148/2567:

ในคดี 2148/2567 ศาลเห็นว่าแม้จำเลยไม่คืนเอกสารภายหลังความยินยอม แต่ไม่มีการกระทำให้เอกสารไร้ประโยชน์ จึงไม่เข้าองค์ประกอบอาญา

ในคดี 820/2558 มีการดำเนินการทำให้เช็คใช้ไม่ได้ จึงแตกต่างตรงเนื้อแห่งการ “เอาไปเสีย”

ตัวอย่างนี้ช่วยให้ผู้ศึกษาเปรียบเทียบว่า “ความยินยอม + ไม่มีการทำให้เอกสารไร้ประโยชน์” กับ “ไม่มีความยินยอม / มีการทำให้ไร้ประโยชน์” ให้ผลทางกฎหมายต่างกัน

ฎีกาที่ 21183/2556 — คดีใช้เอกสารบัตรประชาชนไปทำสัญญาโดยมิชอบ

ข้อเท็จจริง (ย่อ):

จำเลยในคดีนี้แอบขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลหลายคน (ผู้เสียหายที่ 1 ถึง 15) โดยอ้างว่าจะใช้เพื่อโครงการต่อต้านยาเสพติด แต่กลับนำสำเนาเหล่านั้นไปใช้เป็นเอกสารยื่นคำขอ / ทำสัญญาเช่าโทรศัพท์กับบุคคลที่ 16 โดยไม่ได้รับอนุญาต

โจทก์ (ผู้เสียหาย) ฟ้องจำเลยในข้อหาฐาน เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (มาตรา 188) และ ฉ้อโกง (มาตรา 341)

ประเด็นกฎหมาย & คำวินิจฉัย:

ศาลวินิจฉัยว่า:

การแอบนำสำเนาบัตรประชาชนไปใช้โดยมิชอบ ทำให้เอกสารนั้นถูกใช้ในลักษณะที่มิชอบ และอาจทำให้รายละเอียดในเอกสารถูกใช้เป็นเอกสารที่หลอกลวงผู้อื่น

พฤติการณ์ดังกล่าวเป็น “เอาไปเสีย” ในแง่ที่ส่งผลให้เอกสารถูกใช้ในทางที่ไม่ชอบ หรือสูญเสียคุณสมบัติถูกใช้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์

ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 188 และ 341

ความเชื่อมโยงกับ ฎีกา 2148/2567:

ตัวอย่างนี้แสดงกรณีที่เอกสารที่ถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งแตกต่างจากกรณี 2148/2567 ที่ไม่มีการใช้เอกสารในทางที่ทำให้ไร้ประโยชน์

เปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นว่า “การใช้เอกสารไปในทางผิด” เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เข้าองค์ประกอบมาตรา 188 ได้

ผู้ศึกษาอาจใช้เปรียบเทียบว่า ถ้ามีการนำสำเนาทะเบียนบ้านไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์โดยมิชอบ อาจมีลักษณะคล้ายกับกรณีของบัตรประชาชน

ฎีกาที่ 1564/2557 — คดีใบสั่งจองพระเครื่อง

ข้อเท็จจริง (ย่อ):

โจทก์และจำเลยเกี่ยวข้องกันในเรื่องการสั่งจองพระเครื่อง จำเลยให้ผู้เสียหายลงชื่อกรอกข้อมูลต่าง ๆ ใน ใบสั่งจอง และเก็บคู่ฉบับไว้เพื่อส่งมอบในภายหลัง แต่ปรากฏว่าใบสั่งจองนั้นไม่เคยถูกกรอกข้อมูลใด ๆ เพื่อให้เป็นเอกสารใช้เป็นหลักฐานที่จะบังคับสิทธิได้

โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยคืนต้นฉบับและคู่ฉบับใบสั่งจอง และเรียกร้องให้จำเลยรับผิดฐาน เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (มาตรา 188)

ประเด็นกฎหมาย & คำวินิจฉัย:

ศาลวินิจฉัยว่า:

ใบสั่งจองที่ยังไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ ไม่ได้มีสถานะเป็น เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐาน ตามความหมายในมาตรา 1 (7) จึงไม่เข้าลักษณะเอกสารที่มาตรา 188 คุ้มครอง

แม้จำเลยไม่คืนต้นฉบับหรือคู่ฉบับให้โจทก์ และแม้โจทก์เรียกร้องให้ส่งมอบคืน ก็ไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็น “เอาไปเสีย” ได้

ศาลจึงยกคำร้องในส่วนมาตรา 188

ความเชื่อมโยงกับ ฎีกา 2148/2567:

กรณีนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ แม้มีการไม่คืนเอกสาร แต่ เอกสารนั้นไม่ได้มีสถานะเป็นเอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐาน จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 188

ในคดี 2148/2567 เอกสารเป็นสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งมีสถานะเป็นเอกสารพยานหลักฐาน จึงอยู่ในขอบเขตที่มาตรา 188 อาจนำมาพิจารณา

แต่ที่ต่างกันคือ ใน 2148/2567 ศาลวินิจฉัยว่าแม้เอกสารมีสถานะพยานหลักฐาน แต่ข้อเท็จจริงไม่ครบองค์ประกอบ “เอาไปเสีย”

ฎีกาที่ 8450/2548 — แนวคำพิพากษาอ้างอิง (กรณี “มอบไว้ทวงคืนไม่คืน”)

ข้อเท็จจริง (ย่อ):

เป็นคำพิพากษาที่มักถูกอ้างในกรณีที่มีการ มอบเอกสารให้ครอบครองโดยความยินยอม แล้วต่อมาทวงคืนแต่ผู้ครอบครองไม่ยอมคืน ศาลในคดีดังกล่าววินิจฉัยแนวว่า “ถ้ามอบไว้ และต่อมาทวงคืนแล้วไม่คืน ไม่ถือเป็นเอาไปเสียตามมาตรา 188” — กล่าวคือ เป็นกรณีตัวอย่างแนวเดียวกับกรณี 2148/2567

ศาลเห็นว่าการครอบครองที่ได้โดยความยินยอมตั้งแต่ต้น มีน้ำหนักเป็นข้อโต้แย้งในความผิดทางอาญา เมื่อผู้ครอบครองไม่คืนภายหลัง ก็อาจเป็นเรื่องความผิดทางแพ่งมากกว่า

ความเชื่อมโยงกับ ฎีกา 2148/2567:

ฎีกา 8450/2548 เป็น แนวคำพิพากษามาตรฐาน ที่มักถูกอ้างเมื่อมีกรณี “มอบไว้ + ทวงคืนไม่คืน”

ฎีกา 2148/2567 มีคำอ้างแนวนี้ว่า “ยึดตาม ฎีกา 8450/2548” ว่าไม่ถือว่าเป็นการ “เอาไปเสีย” เมื่อมีการมอบโดยความยินยอมและต่อมาทวงคืนไม่คืน 

ผู้ศึกษาอาจนำไปเปรียบเทียบว่า แนวปฏิบัตินี้ได้รับการยืนยันในคดี 2148/2567

 ความหมายและแนวตีความ “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น”

คำว่า “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 เป็นถ้อยคำที่ศาลฎีกาได้ตีความไว้อย่างละเอียดและเคร่งครัด เพราะเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเอกสารซึ่งอาจใช้เป็น “พยานหลักฐานทางกฎหมาย” ไม่ใช่เพียงเอกสารทั่วไปที่บุคคลถือครองอยู่ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น การกระทำใดจะเข้าข่าย “เอาไปเสีย” จะต้องมีลักษณะเป็นการนำเอกสารของผู้อื่นไปโดย พลการ หรือ โดยไม่ได้รับความยินยอม และต้องเป็นไปในลักษณะที่ทำให้เอกสารนั้น สูญหาย เสียหาย หรือไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้

ในคดีที่เป็นแนววินิจฉัยสำคัญ ศาลฎีกาได้พิจารณาว่า การที่จำเลยได้รับเอกสารสำคัญ เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน จากผู้เสียหายโดยความยินยอม และภายหลังไม่คืนให้ แม้จะทำให้ผู้เสียหายเดือดร้อน ไม่สามารถนำเอกสารไปใช้ทางราชการได้ แต่การกระทำนั้นไม่ใช่ “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น” เพราะเอกสารดังกล่าวได้มาโดยชอบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การนำไปโดยพลการ การไม่คืนจึงถือเป็นเพียง ข้อพิพาททางแพ่ง หรือการโต้แย้งสิทธิ ไม่ใช่ความผิดทางอาญา

คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการตีความบทลงโทษอาญาอย่างจำกัด (strict interpretation) ศาลจะไม่ถือว่าผู้ใดมีความผิดทางอาญา เว้นแต่จะมีองค์ประกอบครบถ้วนทั้งด้านการกระทำและเจตนา การใช้คำว่า “เอาไปเสีย” จึงไม่สามารถตีความเทียบกับคำว่า “เอาไป” ในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ เพราะกฎหมายสองมาตรานี้มีวัตถุประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น ผู้ที่ครอบครองเอกสารของผู้อื่นโดยความยินยอมตั้งแต่แรก เช่น เอกสารทะเบียนบ้าน สัญญา หรือบัตรประชาชน และภายหลังไม่คืน ย่อมไม่ถือว่ากระทำความผิดตามมาตรา 188 แต่ยังอาจต้องรับผิดในทางแพ่งแทน แนวคำวินิจฉัยนี้กลายเป็นหลักการสำคัญในคดีเอกสารทั่วประเทศ และถูกอ้างอิงบ่อยครั้งในคำพิพากษาศาลฎีกายุคหลัง เพื่อยืนยันว่าความผิดฐาน “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น” ต้องมีเจตนาและพฤติการณ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการไม่คืนเอกสารที่ได้มาโดยสมัครใจ




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน