
| ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2553: ความแตกต่างระหว่าง “ลักทรัพย์” กับ “ฉ้อโกง” และหลักการตีความเจตนาทุจริตเมื่อผู้กระทำซ่อนทรัพย์เพื่อให้พนักงานส่งมอบโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญเรื่องความแตกต่างระหว่างความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานฉ้อโกง โดยศาลวินิจฉัยจากพฤติการณ์ที่จำเลยซ่อนสุราต่างประเทศไว้ในลังน้ำปลาแล้วนำไปชำระราคาเพียงราคาน้ำปลาเพื่อให้พนักงานส่งมอบสินค้า โดยพนักงานไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสุราให้จำเลย ศาลจึงเห็นว่าเป็นกลอุบายที่มุ่งเอาทรัพย์ไปโดยทุจริตตั้งแต่ต้น เข้าลักษณะความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง และได้วางหลักการตีความเรื่องเจตนาทุจริตร่วมกับองค์ประกอบการส่งมอบการครอบครองโดยชัดเจน ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี จำเลยเข้าไปในร้านจำหน่ายสินค้าและหยิบสุราต่างประเทศของผู้เสียหายจำนวนหนึ่ง แล้วนำไปซุกซ่อนในลังน้ำปลา จากนั้นใช้เทปกาวปิดทับและนำลังน้ำปลาอีกใบหนึ่งวางทับเพื่อไม่ให้เห็นว่ามีสินค้าอื่นอยู่ภายใน ก่อนนำลังดังกล่าวไปชำระเงินกับพนักงานแคชเชียร์โดยคิดเฉพาะราคาน้ำปลา มิใช่ราคาสุราต่างประเทศที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน พนักงานจึงส่งมอบลังสินค้าให้จำเลยตามกระบวนการปกติ โดยไม่รู้ว่ามีสุราต่างประเทศอยู่ในลัง พนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย ไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสุราต่างประเทศให้จำเลย แต่ส่งมอบเพียงลังน้ำปลาตามที่เห็นภายนอกเท่านั้น ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ศาลต้องพิจารณาว่า การกระทำของจำเลยเป็น • ความผิดฐานลักทรัพย์ (มาตรา 335) หรือ • ความผิดฐานฉ้อโกง (มาตรา 341) ตามที่จำเลยอ้างว่าพนักงานส่งมอบให้โดยสมัครใจ ประเด็นอยู่ที่ 1. การส่งมอบการครอบครองทรัพย์เกิดขึ้นจริงหรือไม่ 2. พนักงานมี "เจตนา" ส่งมอบทรัพย์ที่ถูกซุกซ่อนไว้หรือไม่ 3. เจตนาทุจริตของจำเลยเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นหรือไม่ เหตุผลและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวางหลักว่า • จำเลยมี เจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น เห็นได้จากการซ่อนสุราต่างประเทศไว้ในลังสินค้า • การชำระราคาเพียงน้ำปลาเป็น กลอุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ • พนักงานแคชเชียร์ ไม่ทราบข้อเท็จจริง และ ไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสุรา ให้จำเลย • แม้พนักงานจะส่งมอบลังสินค้าให้ แต่การส่งมอบนั้น มิใช่การส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศ • การเอาสุราไปจึงเป็นการเอาทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย “โดยทุจริตและโดยปกปิด” • เข้าลักษณะ ความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง ศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำเป็นความผิดตามมาตรา 335 (1) วรรคแรก หลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษานี้ 1 หลักเรื่อง “เจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น” หากผู้กระทำวางแผนซ่อนทรัพย์ เดินหลบสายตา หรือใช้กลอุบายใด ๆ เพื่อให้เจ้าของหรือพนักงานไม่รู้ข้อเท็จจริง ถือว่าเจตนาทุจริตเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนนำสินค้าออกจากร้าน จึงเข้าองค์ประกอบความผิดลักทรัพย์ 2 หลักการแยกความผิด “ลักทรัพย์” กับ “ฉ้อโกง” • ลักทรัพย์ → เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ไม่ได้เจตนาส่งมอบ • ฉ้อโกง → เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ส่งมอบการครอบครองโดยหลงเชื่อ ในคดีนี้ พนักงานส่งมอบเพียงลังน้ำปลา ไม่ได้ส่งมอบสุรา การส่งมอบจึงเกิดขึ้น ไม่ครบองค์ประกอบ ของฉ้อโกง 3 หลักของการส่งมอบการครอบครอง การส่งมอบทรัพย์ต้องประกอบด้วย 1. การยินยอม 2. การรู้ข้อเท็จจริงของผู้ส่งมอบ หากผู้ส่งมอบไม่รู้ว่ามีทรัพย์อื่นซ่อนอยู่ภายใน ถือว่า ไม่มีการส่งมอบการครอบครองทรัพย์นั้น 4 หลักการตีความพฤติการณ์แสดงเจตนา ศาลใช้วิธีดูเจตนาจาก “การกระทำภายนอก” เช่น • ซ่อนของ • ปิดเทป • วางลังทับ • ชำระราคาไม่ครบจริง ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนาทุจริตโดยชัดแจ้ง ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้ 1. การกระทำที่ทำให้พนักงานหรือเจ้าของทรัพย์ไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้า ไม่ถือเป็นการส่งมอบการครอบครอง → จึงไม่เป็นฉ้อโกง 2. หากเจตนาทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น การซ่อนทรัพย์ถือเป็นองค์ประกอบของลักทรัพย์ 3. คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ “การชำระเงินบางส่วนหรือชำระราคาเพียงสินค้าบางรายการ” ไม่ทำให้ข้อหาเบาลง หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาทุจริต สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 335 (1) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าพฤติการณ์ชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตและไม่ได้มีการส่งมอบสุราต่างประเทศโดยเจตนาของพนักงาน 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าการซ่อนสุราแล้วชำระเงินเฉพาะราคาน้ำปลาเป็นเพียงกลอุบาย มิใช่การส่งมอบการครอบครองสุรา การกระทำจึงเป็นลักทรัพย์ พิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2553 จำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้น การที่จำเลยเอาสุราต่างประเทศใส่ในลังน้ำปลาแล้วนำไปชำระเงินกับพนักงานแคชเชียร์ของผู้เสียหายเท่ากับราคาน้ำปลา เป็นเพียงกลอุบายของจำเลยเพื่อเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น โดยพนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก จำคุก 2 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่เอาสุราต่างประเทศของกลางใส่ไว้ในลังน้ำปลาแล้วใช้สกอตเทปปิดลังไว้โดยนำลังน้ำปลาอีกใบหนึ่งมาวางทับ จากนั้นจึงนำไปชำระเงินนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแล้ว การที่จำเลยนำลังน้ำปลาซึ่งมีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชำระราคาเท่ากับราคาน้ำปลาจนพนักงานแคชเชียร์มอบลังน้ำปลาทั้งสองลังให้จำเลยไปเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือ การเอาสุราต่างประเทศของกลางของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น เจ้าพนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง พิพากษายืน
เรื่อง ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์โทษหนักขึ้น: แนวคิด หลักกฎหมาย และตัวอย่างกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นหนึ่งในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่พบได้บ่อยที่สุดในคดีอาญา แต่กรณีที่มี “เหตุฉกรรจ์” ตามที่ประมวลกฎหมายอาญากำหนดไว้ จะส่งผลให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับลักทรัพย์ทั่วไป เนื่องจากเป็นการลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เสี่ยงอันตราย หรือถือเป็นพฤติการณ์ที่สังคมให้ความรังเกียจเป็นพิเศษ การทำความเข้าใจ “เหตุฉกรรจ์” จึงมีความสำคัญทั้งแก่ประชาชนทั่วไป ผู้เสียหาย ตลอดจนผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย ความหมายของลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ได้กำหนดลักษณะการลักทรัพย์ที่ถือเป็น “เหตุฉกรรจ์” ซึ่งถือว่าการกระทำมีความร้ายแรงกว่าการลักทรัพย์ทั่วไปรวม 12 ประการ เช่น • ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน • ลักทรัพย์ในสถานที่เกิดเพลิงไหม้ การระเบิด ภัยพิบัติ หรือเหตุที่ประชาชนกำลังตื่นกลัว • ลักทรัพย์โดยทำอันตรายหรือทำลายสิ่งกีดขวางเพื่อให้เข้าถึงทรัพย์ • ลักทรัพย์โดยแปลงตัว ปิดบังใบหน้า หรือปลอมตัว • ลักทรัพย์ในเคหสถานหรือสถานที่ราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต • ลักทรัพย์ในสถานที่สาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ท่าเรือ ท่าอากาศยาน • ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรือทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง • ลักทรัพย์ทรัพย์ของเกษตรกร เช่น โค กระบือ เครื่องมือทำการเกษตร เป็นต้น กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดใช้โอกาสที่ผู้เสียหายขาดความสามารถในการป้องกัน หรือใช้วิธีการที่เสี่ยงต่อความเสียหายร้ายแรง จึงถูกมองว่ามีความอุกอาจและสมควรได้รับโทษที่หนักขึ้น เหตุผลที่กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น ลักษณะการลักทรัพย์ที่เป็นเหตุฉกรรจ์มักมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ 1. ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้อื่นสูงขึ้น เช่น การลักทรัพย์ในเหตุเพลิงไหม้หรือการระเบิด ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนกำลังตื่นตระหนกและไม่สามารถป้องกันตนเองได้ 2. เป็นพฤติการณ์ที่ต้องใช้การเตรียมตัวหรือเจตนาทุจริตขั้นสูง เช่น การปลอมตัว แปลงโฉม หรือซ่อนเร้นเพื่อไม่ให้ผู้อื่นจับได้ 3. เป็นการเอาเปรียบความไว้วางใจหรือความสัมพันธ์พิเศษ เช่น การลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งผู้นายย่อมไว้วางใจลูกจ้างเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ ผู้กระทำความผิดลักษณะดังกล่าวจึงถูกกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และในบางกรณีอาจเพิ่มสูงสุดถึง 10 ปี หากเข้าเงื่อนไขหลายข้อประกอบกัน ตัวอย่างคดีลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ที่มักเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ 1. ลักทรัพย์ในหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ หากผู้กระทำแอบปีนเข้าทางระเบียงหรือช่องทางที่ไม่ได้จัดไว้ให้เข้า ถือว่าเข้าทางช่องทางพิเศษและเข้าข่ายเหตุฉกรรจ์ 2. ลักทรัพย์ในสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น ลักทรัพย์ระหว่างเกิดอุทกภัยหรือไฟไหม้บ้าน หากผู้กระทำอาศัยจังหวะที่ผู้คนหนีภัยมาลักทรัพย์ จะมีโทษหนักขึ้นกว่าเดิม 3. การแปลงตัวเพื่อก่อเหตุ กรณีผู้กระทำสวมหมวกปิดหน้า ใส่ผ้าปิดปาก หรือปลอมตัวเป็นพนักงานส่งของ แล้วเข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถาน จะถือว่าเข้าเหตุฉกรรจ์หลายประการพร้อมกัน ผลทางกฎหมายและข้อควรระวัง ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในฐานลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ มักมีโอกาสได้รับการรอลงอาญาน้อยกว่าคดีลักทรัพย์ปกติ เพราะศาลให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยสาธารณะและความร้ายแรงของพฤติการณ์ การกระทำหลายครั้งมีผลต่อความรู้สึกหวาดกลัวของประชาชน เช่น การลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือการเข้าบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ประชาชนจึงควรมีมาตรการป้องกัน เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด การล็อกระบบประตูให้แน่นหนา และหลีกเลี่ยงการเก็บทรัพย์มีค่าในที่เปิดเผย โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เช่น หอพัก ร้านค้า หรือโรงเก็บของ บทสรุป กฎหมายบัญญัติเรื่อง “ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์” เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และป้องกันพฤติกรรมอุกอาจที่อาศัยความตื่นกลัวหรือความยากลำบากของผู้เสียหาย การเข้าใจขอบเขตและลักษณะพฤติการณ์ที่เป็นเหตุฉกรรจ์จึงมีความสำคัญทั้งในเชิงกฎหมายและการป้องกันตนเอง การทำผิดในกรณีดังกล่าวส่งผลให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงเจตนาร้ายแรงและผลกระทบต่อสังคมโดยรวม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญาหมายถึงอะไร คำตอบ: ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์หมายถึง การลักทรัพย์ที่มีพฤติการณ์พิเศษบางประการตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 บัญญัติไว้ เช่น ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น ลักทรัพย์ในเคหสถาน ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ลักทรัพย์นายจ้าง หรือการลักทรัพย์ในสถานการณ์เพลิงไหม้ อุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่น ๆ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้กฎหมายถือว่าการกระทำมีความร้ายแรงและอุกอาจกว่าการลักทรัพย์ธรรมดา จึงกำหนดโทษให้หนักขึ้นเพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: มาตรา 335 กำหนดเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานลักทรัพย์ประเภทใดบ้าง คำตอบ: มาตรา 335 แห่งประมวลกฎหมายอาญากำหนดลักษณะเหตุฉกรรจ์หลายประการ เช่น ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่น ลักทรัพย์โดยทำลายหรือผ่านสิ่งกีดกั้น ลักทรัพย์โดยแปลงตัว ปลอมตัว หรือปิดบังใบหน้า ลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน ลักทรัพย์ในเคหสถานหรือสถานที่ราชการ ลักทรัพย์ในสถานที่สาธารณะหรือยวดยานสาธารณะ ลักทรัพย์ทรัพย์ที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ลักทรัพย์นายจ้าง หรือทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง และทรัพย์ของเกษตรกร เช่น ผลผลิตทางการเกษตรหรือเครื่องมือกสิกรรม เหตุเหล่านี้ทำให้ความผิดมีฐานะหนักขึ้นกว่าการลักทรัพย์ธรรมดา 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์แตกต่างจากลักทรัพย์ธรรมดาอย่างไรในด้านโทษและการพิจารณา คำตอบ: ลักทรัพย์ธรรมดาตามมาตรา 334 มีโทษจำคุกและปรับในระดับที่เบากว่าลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 335 ซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และในบางกรณีอาจสูงถึงเจ็ดปีหรือสิบปีเมื่อมีเหตุฉกรรจ์หลายข้อประกอบกัน นอกจากระดับโทษแล้ว ในการพิจารณาคดีลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ ศาลจะให้ความสำคัญกับรูปแบบการกระทำ วิธีเตรียมการ สถานที่ เวลา และผลกระทบทางสังคม เช่น การบุกรุกบ้านเรือน การอาศัยโอกาสจากเหตุเพลิงไหม้ หรือการละเมิดความไว้วางใจของนายจ้าง ทำให้โอกาสได้รับโทษสถานเบาหรือรอลงอาญามักลดลงเมื่อเทียบกับลักทรัพย์ธรรมดา 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การลักทรัพย์ในเหตุเพลิงไหม้หรือภัยพิบัติจัดเป็นลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์อย่างไร คำตอบ: การลักทรัพย์ในขณะเกิดเพลิงไหม้ อุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่น ๆ เป็นลักษณะเหตุฉกรรจ์โดยตรงตามมาตรา 335 เนื่องจากผู้กระทำฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวหรือจำต้องละทิ้งทรัพย์สินเพื่อรักษาชีวิตและความปลอดภัย การเอาทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงถือเป็นการใช้โอกาสจากภัยสาธารณะอย่างไม่ชอบและขาดความเคารพต่อความเดือดร้อนของผู้อื่น กฎหมายจึงยกระดับโทษให้สูงขึ้น และศาลมักใช้ดุลพินิจเคร่งครัดในการกำหนดโทษเพราะเห็นว่าพฤติการณ์มีความอุกอาจและกระทบต่อความรู้สึกของสังคมอย่างรุนแรง 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การลักทรัพย์นายจ้างเข้าข่ายลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์หรือไม่ และมีหลักเกณฑ์อย่างไร คำตอบ: การลักทรัพย์นายจ้างเป็นหนึ่งในเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 335 เพราะลูกจ้างหรือบุคคลในตำแหน่งที่นายจ้างไว้วางใจมักมีโอกาสเข้าถึงทรัพย์ของนายจ้างมากกว่าบุคคลทั่วไป การใช้ความไว้วางใจและตำแหน่งหน้าที่มาเป็นช่องทางในการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริตจึงถือเป็นการกระทำที่กฎหมายให้ความรังเกียจเป็นพิเศษ หลักเกณฑ์สำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าผู้กระทำใช้โอกาสจากสถานะลูกจ้างหรือผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่ในการเข้าถึงทรัพย์หรือไม่ และในบางกรณียังต้องแยกแยะว่าการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบลักทรัพย์หรือยักยอกโดยพิจารณาจากลักษณะการครอบครองทรัพย์ว่าอยู่ในมือผู้กระทำในฐานะใด 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ความผิดฐานลักทรัพย์แตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกงอย่างไร โดยเฉพาะในแง่การส่งมอบการครอบครองทรัพย์ คำตอบ: ความแตกต่างสำคัญระหว่างลักทรัพย์กับฉ้อโกงอยู่ที่การส่งมอบการครอบครองทรัพย์ ลักทรัพย์เป็นกรณีที่ผู้กระทำเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตโดยที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ได้มีเจตนาส่งมอบทรัพย์นั้นให้ ส่วนฉ้อโกงเป็นกรณีที่ผู้กระทำใช้กลอุบายหรือหลอกลวงจนคู่กรณีหลงเชื่อและสมัครใจส่งมอบการครอบครองทรัพย์ให้ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ผู้กระทำซ่อนสุราต่างประเทศไว้ในลังน้ำปลาแล้วชำระเงินเพียงราคาน้ำปลา พนักงานแคชเชียร์ไม่ได้ตั้งใจส่งมอบสุราที่ซ่อนอยู่ การเอาสุราจึงเข้าลักษณะลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง เพราะไม่มีการส่งมอบการครอบครองทรัพย์โดยเจตนาของผู้แทนเจ้าของทรัพย์ 7. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ศาลใช้เกณฑ์ใดในการกำหนดโทษในคดีลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ คำตอบ: ในการกำหนดโทษคดีลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ ศาลจะพิจารณาทั้งองค์ประกอบตามตัวบทและพฤติการณ์แวดล้อม ได้แก่ ลักษณะและวิธีการกระทำ เช่น มีการทำลายสิ่งกีดกั้นหรือเข้าทางช่องทางพิเศษหรือไม่ เวลาและสถานที่ที่กระทำ เช่น เคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่สาธารณะ การอาศัยเหตุเพลิงไหม้หรือภัยพิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับผู้เสียหาย เช่น เป็นลูกจ้างหรือตัวแทน ค่าความเสียหาย จำนวนครั้งที่กระทำผิด ตลอดจนพฤติการณ์ภายหลัง เช่น การคืนทรัพย์หรือการสำนึกผิด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการกำหนดโทษให้อยู่ในกรอบโทษขั้นต่ำ–ขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดและสะท้อนความเหมาะสมตามความร้ายแรงแห่งคดี |




