ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง

คำพิพากษาศาลฎีกา 3935/2553, หลักพิจารณาความผิดลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, ความแตกต่างระหว่างลักทรัพย์กับฉ้อโกง, การส่งมอบการครอบครองโดยพนักงานในฐานะตัวแทนร้านค้า, เจตนาทุจริตตั้งแต่ต้นในการซ่อนทรัพย์, กลอุบายเพื่อเอาทรัพย์โดยไม่ชำระราคา, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาประเด็นฉ้อโกง, การตีความพฤติการณ์การซ่อนทรัพย์ในคดีลักทรัพย์, หลักกฎหมายว่าด้วยการครอบครองทรัพย์โดยชอบหรือไม่ชอบ, บทวิเคราะห์กฎหมายอาญาเกี่ยวกับคดีทรัพย์,

       ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2553: ความแตกต่างระหว่าง “ลักทรัพย์” กับ “ฉ้อโกง” และหลักการตีความเจตนาทุจริตเมื่อผู้กระทำซ่อนทรัพย์เพื่อให้พนักงานส่งมอบโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญเรื่องความแตกต่างระหว่างความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานฉ้อโกง โดยศาลวินิจฉัยจากพฤติการณ์ที่จำเลยซ่อนสุราต่างประเทศไว้ในลังน้ำปลาแล้วนำไปชำระราคาเพียงราคาน้ำปลาเพื่อให้พนักงานส่งมอบสินค้า โดยพนักงานไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสุราให้จำเลย ศาลจึงเห็นว่าเป็นกลอุบายที่มุ่งเอาทรัพย์ไปโดยทุจริตตั้งแต่ต้น เข้าลักษณะความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง และได้วางหลักการตีความเรื่องเจตนาทุจริตร่วมกับองค์ประกอบการส่งมอบการครอบครองโดยชัดเจน

ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี

จำเลยเข้าไปในร้านจำหน่ายสินค้าและหยิบสุราต่างประเทศของผู้เสียหายจำนวนหนึ่ง แล้วนำไปซุกซ่อนในลังน้ำปลา จากนั้นใช้เทปกาวปิดทับและนำลังน้ำปลาอีกใบหนึ่งวางทับเพื่อไม่ให้เห็นว่ามีสินค้าอื่นอยู่ภายใน ก่อนนำลังดังกล่าวไปชำระเงินกับพนักงานแคชเชียร์โดยคิดเฉพาะราคาน้ำปลา มิใช่ราคาสุราต่างประเทศที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน พนักงานจึงส่งมอบลังสินค้าให้จำเลยตามกระบวนการปกติ โดยไม่รู้ว่ามีสุราต่างประเทศอยู่ในลัง

พนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย ไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสุราต่างประเทศให้จำเลย แต่ส่งมอบเพียงลังน้ำปลาตามที่เห็นภายนอกเท่านั้น

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ศาลต้องพิจารณาว่า

การกระทำของจำเลยเป็น

ความผิดฐานลักทรัพย์ (มาตรา 335)

หรือ

ความผิดฐานฉ้อโกง (มาตรา 341) ตามที่จำเลยอ้างว่าพนักงานส่งมอบให้โดยสมัครใจ

ประเด็นอยู่ที่

1. การส่งมอบการครอบครองทรัพย์เกิดขึ้นจริงหรือไม่

2. พนักงานมี "เจตนา" ส่งมอบทรัพย์ที่ถูกซุกซ่อนไว้หรือไม่

3. เจตนาทุจริตของจำเลยเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นหรือไม่

เหตุผลและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวางหลักว่า

จำเลยมี เจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น เห็นได้จากการซ่อนสุราต่างประเทศไว้ในลังสินค้า

การชำระราคาเพียงน้ำปลาเป็น กลอุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

พนักงานแคชเชียร์ ไม่ทราบข้อเท็จจริง และ ไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสุรา ให้จำเลย

แม้พนักงานจะส่งมอบลังสินค้าให้ แต่การส่งมอบนั้น มิใช่การส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศ

การเอาสุราไปจึงเป็นการเอาทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย “โดยทุจริตและโดยปกปิด”

เข้าลักษณะ ความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง

ศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำเป็นความผิดตามมาตรา 335 (1) วรรคแรก

หลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษานี้

1 หลักเรื่อง “เจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น”

หากผู้กระทำวางแผนซ่อนทรัพย์ เดินหลบสายตา หรือใช้กลอุบายใด ๆ เพื่อให้เจ้าของหรือพนักงานไม่รู้ข้อเท็จจริง ถือว่าเจตนาทุจริตเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนนำสินค้าออกจากร้าน

จึงเข้าองค์ประกอบความผิดลักทรัพย์

2 หลักการแยกความผิด “ลักทรัพย์” กับ “ฉ้อโกง”

ลักทรัพย์ → เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ไม่ได้เจตนาส่งมอบ

ฉ้อโกง → เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ส่งมอบการครอบครองโดยหลงเชื่อ

ในคดีนี้ พนักงานส่งมอบเพียงลังน้ำปลา ไม่ได้ส่งมอบสุรา

การส่งมอบจึงเกิดขึ้น ไม่ครบองค์ประกอบ ของฉ้อโกง

3 หลักของการส่งมอบการครอบครอง 

การส่งมอบทรัพย์ต้องประกอบด้วย

1. การยินยอม

2. การรู้ข้อเท็จจริงของผู้ส่งมอบ

หากผู้ส่งมอบไม่รู้ว่ามีทรัพย์อื่นซ่อนอยู่ภายใน ถือว่า ไม่มีการส่งมอบการครอบครองทรัพย์นั้น

4 หลักการตีความพฤติการณ์แสดงเจตนา

ศาลใช้วิธีดูเจตนาจาก “การกระทำภายนอก” เช่น

ซ่อนของ

ปิดเทป

วางลังทับ

ชำระราคาไม่ครบจริง

ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนาทุจริตโดยชัดแจ้ง

ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้

1. การกระทำที่ทำให้พนักงานหรือเจ้าของทรัพย์ไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้า ไม่ถือเป็นการส่งมอบการครอบครอง → จึงไม่เป็นฉ้อโกง

2. หากเจตนาทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น การซ่อนทรัพย์ถือเป็นองค์ประกอบของลักทรัพย์

3. คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ “การชำระเงินบางส่วนหรือชำระราคาเพียงสินค้าบางรายการ” ไม่ทำให้ข้อหาเบาลง หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาทุจริต

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 335 (1) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าพฤติการณ์ชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตและไม่ได้มีการส่งมอบสุราต่างประเทศโดยเจตนาของพนักงาน

3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าการซ่อนสุราแล้วชำระเงินเฉพาะราคาน้ำปลาเป็นเพียงกลอุบาย มิใช่การส่งมอบการครอบครองสุรา การกระทำจึงเป็นลักทรัพย์ พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3935/2553

จำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้น การที่จำเลยเอาสุราต่างประเทศใส่ในลังน้ำปลาแล้วนำไปชำระเงินกับพนักงานแคชเชียร์ของผู้เสียหายเท่ากับราคาน้ำปลา เป็นเพียงกลอุบายของจำเลยเพื่อเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น โดยพนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก จำคุก 2 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่เอาสุราต่างประเทศของกลางใส่ไว้ในลังน้ำปลาแล้วใช้สกอตเทปปิดลังไว้โดยนำลังน้ำปลาอีกใบหนึ่งมาวางทับ จากนั้นจึงนำไปชำระเงินนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแล้ว การที่จำเลยนำลังน้ำปลาซึ่งมีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชำระราคาเท่ากับราคาน้ำปลาจนพนักงานแคชเชียร์มอบลังน้ำปลาทั้งสองลังให้จำเลยไปเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือ การเอาสุราต่างประเทศของกลางของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น เจ้าพนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

พิพากษายืน


เรื่อง ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์โทษหนักขึ้น: แนวคิด หลักกฎหมาย และตัวอย่างกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา

ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นหนึ่งในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่พบได้บ่อยที่สุดในคดีอาญา แต่กรณีที่มี “เหตุฉกรรจ์” ตามที่ประมวลกฎหมายอาญากำหนดไว้ จะส่งผลให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับลักทรัพย์ทั่วไป เนื่องจากเป็นการลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เสี่ยงอันตราย หรือถือเป็นพฤติการณ์ที่สังคมให้ความรังเกียจเป็นพิเศษ การทำความเข้าใจ “เหตุฉกรรจ์” จึงมีความสำคัญทั้งแก่ประชาชนทั่วไป ผู้เสียหาย ตลอดจนผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย

ความหมายของลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ได้กำหนดลักษณะการลักทรัพย์ที่ถือเป็น “เหตุฉกรรจ์” ซึ่งถือว่าการกระทำมีความร้ายแรงกว่าการลักทรัพย์ทั่วไปรวม 12 ประการ เช่น

ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

ลักทรัพย์ในสถานที่เกิดเพลิงไหม้ การระเบิด ภัยพิบัติ หรือเหตุที่ประชาชนกำลังตื่นกลัว

ลักทรัพย์โดยทำอันตรายหรือทำลายสิ่งกีดขวางเพื่อให้เข้าถึงทรัพย์

ลักทรัพย์โดยแปลงตัว ปิดบังใบหน้า หรือปลอมตัว

ลักทรัพย์ในเคหสถานหรือสถานที่ราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต

ลักทรัพย์ในสถานที่สาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ท่าเรือ ท่าอากาศยาน

ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรือทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

ลักทรัพย์ทรัพย์ของเกษตรกร เช่น โค กระบือ เครื่องมือทำการเกษตร เป็นต้น

กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดใช้โอกาสที่ผู้เสียหายขาดความสามารถในการป้องกัน หรือใช้วิธีการที่เสี่ยงต่อความเสียหายร้ายแรง จึงถูกมองว่ามีความอุกอาจและสมควรได้รับโทษที่หนักขึ้น

เหตุผลที่กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น

ลักษณะการลักทรัพย์ที่เป็นเหตุฉกรรจ์มักมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ

1. ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้อื่นสูงขึ้น เช่น การลักทรัพย์ในเหตุเพลิงไหม้หรือการระเบิด ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนกำลังตื่นตระหนกและไม่สามารถป้องกันตนเองได้

2. เป็นพฤติการณ์ที่ต้องใช้การเตรียมตัวหรือเจตนาทุจริตขั้นสูง เช่น การปลอมตัว แปลงโฉม หรือซ่อนเร้นเพื่อไม่ให้ผู้อื่นจับได้

3. เป็นการเอาเปรียบความไว้วางใจหรือความสัมพันธ์พิเศษ เช่น การลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งผู้นายย่อมไว้วางใจลูกจ้างเป็นพิเศษ

ด้วยเหตุนี้ ผู้กระทำความผิดลักษณะดังกล่าวจึงถูกกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และในบางกรณีอาจเพิ่มสูงสุดถึง 10 ปี หากเข้าเงื่อนไขหลายข้อประกอบกัน

ตัวอย่างคดีลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ที่มักเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

1. ลักทรัพย์ในหอพักหรืออพาร์ตเมนต์

หากผู้กระทำแอบปีนเข้าทางระเบียงหรือช่องทางที่ไม่ได้จัดไว้ให้เข้า ถือว่าเข้าทางช่องทางพิเศษและเข้าข่ายเหตุฉกรรจ์

2. ลักทรัพย์ในสถานการณ์ภัยพิบัติ

เช่น ลักทรัพย์ระหว่างเกิดอุทกภัยหรือไฟไหม้บ้าน หากผู้กระทำอาศัยจังหวะที่ผู้คนหนีภัยมาลักทรัพย์ จะมีโทษหนักขึ้นกว่าเดิม

3. การแปลงตัวเพื่อก่อเหตุ

กรณีผู้กระทำสวมหมวกปิดหน้า ใส่ผ้าปิดปาก หรือปลอมตัวเป็นพนักงานส่งของ แล้วเข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถาน จะถือว่าเข้าเหตุฉกรรจ์หลายประการพร้อมกัน

ผลทางกฎหมายและข้อควรระวัง

ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในฐานลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ มักมีโอกาสได้รับการรอลงอาญาน้อยกว่าคดีลักทรัพย์ปกติ เพราะศาลให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยสาธารณะและความร้ายแรงของพฤติการณ์ การกระทำหลายครั้งมีผลต่อความรู้สึกหวาดกลัวของประชาชน เช่น การลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือการเข้าบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต

ประชาชนจึงควรมีมาตรการป้องกัน เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด การล็อกระบบประตูให้แน่นหนา และหลีกเลี่ยงการเก็บทรัพย์มีค่าในที่เปิดเผย โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เช่น หอพัก ร้านค้า หรือโรงเก็บของ

บทสรุป

กฎหมายบัญญัติเรื่อง “ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์” เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และป้องกันพฤติกรรมอุกอาจที่อาศัยความตื่นกลัวหรือความยากลำบากของผู้เสียหาย การเข้าใจขอบเขตและลักษณะพฤติการณ์ที่เป็นเหตุฉกรรจ์จึงมีความสำคัญทั้งในเชิงกฎหมายและการป้องกันตนเอง การทำผิดในกรณีดังกล่าวส่งผลให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงเจตนาร้ายแรงและผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญาหมายถึงอะไร

คำตอบ: ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์หมายถึง การลักทรัพย์ที่มีพฤติการณ์พิเศษบางประการตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 บัญญัติไว้ เช่น ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น ลักทรัพย์ในเคหสถาน ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ลักทรัพย์นายจ้าง หรือการลักทรัพย์ในสถานการณ์เพลิงไหม้ อุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่น ๆ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้กฎหมายถือว่าการกระทำมีความร้ายแรงและอุกอาจกว่าการลักทรัพย์ธรรมดา จึงกำหนดโทษให้หนักขึ้นเพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม

2. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: มาตรา 335 กำหนดเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานลักทรัพย์ประเภทใดบ้าง

คำตอบ: มาตรา 335 แห่งประมวลกฎหมายอาญากำหนดลักษณะเหตุฉกรรจ์หลายประการ เช่น ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่น ลักทรัพย์โดยทำลายหรือผ่านสิ่งกีดกั้น ลักทรัพย์โดยแปลงตัว ปลอมตัว หรือปิดบังใบหน้า ลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน ลักทรัพย์ในเคหสถานหรือสถานที่ราชการ ลักทรัพย์ในสถานที่สาธารณะหรือยวดยานสาธารณะ ลักทรัพย์ทรัพย์ที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ลักทรัพย์นายจ้าง หรือทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง และทรัพย์ของเกษตรกร เช่น ผลผลิตทางการเกษตรหรือเครื่องมือกสิกรรม เหตุเหล่านี้ทำให้ความผิดมีฐานะหนักขึ้นกว่าการลักทรัพย์ธรรมดา

3. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์แตกต่างจากลักทรัพย์ธรรมดาอย่างไรในด้านโทษและการพิจารณา

คำตอบ: ลักทรัพย์ธรรมดาตามมาตรา 334 มีโทษจำคุกและปรับในระดับที่เบากว่าลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 335 ซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และในบางกรณีอาจสูงถึงเจ็ดปีหรือสิบปีเมื่อมีเหตุฉกรรจ์หลายข้อประกอบกัน นอกจากระดับโทษแล้ว ในการพิจารณาคดีลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ ศาลจะให้ความสำคัญกับรูปแบบการกระทำ วิธีเตรียมการ สถานที่ เวลา และผลกระทบทางสังคม เช่น การบุกรุกบ้านเรือน การอาศัยโอกาสจากเหตุเพลิงไหม้ หรือการละเมิดความไว้วางใจของนายจ้าง ทำให้โอกาสได้รับโทษสถานเบาหรือรอลงอาญามักลดลงเมื่อเทียบกับลักทรัพย์ธรรมดา

4. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: การลักทรัพย์ในเหตุเพลิงไหม้หรือภัยพิบัติจัดเป็นลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์อย่างไร

คำตอบ: การลักทรัพย์ในขณะเกิดเพลิงไหม้ อุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่น ๆ เป็นลักษณะเหตุฉกรรจ์โดยตรงตามมาตรา 335 เนื่องจากผู้กระทำฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวหรือจำต้องละทิ้งทรัพย์สินเพื่อรักษาชีวิตและความปลอดภัย การเอาทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงถือเป็นการใช้โอกาสจากภัยสาธารณะอย่างไม่ชอบและขาดความเคารพต่อความเดือดร้อนของผู้อื่น กฎหมายจึงยกระดับโทษให้สูงขึ้น และศาลมักใช้ดุลพินิจเคร่งครัดในการกำหนดโทษเพราะเห็นว่าพฤติการณ์มีความอุกอาจและกระทบต่อความรู้สึกของสังคมอย่างรุนแรง

5. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: การลักทรัพย์นายจ้างเข้าข่ายลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์หรือไม่ และมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ: การลักทรัพย์นายจ้างเป็นหนึ่งในเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 335 เพราะลูกจ้างหรือบุคคลในตำแหน่งที่นายจ้างไว้วางใจมักมีโอกาสเข้าถึงทรัพย์ของนายจ้างมากกว่าบุคคลทั่วไป การใช้ความไว้วางใจและตำแหน่งหน้าที่มาเป็นช่องทางในการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริตจึงถือเป็นการกระทำที่กฎหมายให้ความรังเกียจเป็นพิเศษ หลักเกณฑ์สำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าผู้กระทำใช้โอกาสจากสถานะลูกจ้างหรือผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่ในการเข้าถึงทรัพย์หรือไม่ และในบางกรณียังต้องแยกแยะว่าการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบลักทรัพย์หรือยักยอกโดยพิจารณาจากลักษณะการครอบครองทรัพย์ว่าอยู่ในมือผู้กระทำในฐานะใด

6. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ความผิดฐานลักทรัพย์แตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกงอย่างไร โดยเฉพาะในแง่การส่งมอบการครอบครองทรัพย์

คำตอบ: ความแตกต่างสำคัญระหว่างลักทรัพย์กับฉ้อโกงอยู่ที่การส่งมอบการครอบครองทรัพย์ ลักทรัพย์เป็นกรณีที่ผู้กระทำเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตโดยที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ได้มีเจตนาส่งมอบทรัพย์นั้นให้ ส่วนฉ้อโกงเป็นกรณีที่ผู้กระทำใช้กลอุบายหรือหลอกลวงจนคู่กรณีหลงเชื่อและสมัครใจส่งมอบการครอบครองทรัพย์ให้ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ผู้กระทำซ่อนสุราต่างประเทศไว้ในลังน้ำปลาแล้วชำระเงินเพียงราคาน้ำปลา พนักงานแคชเชียร์ไม่ได้ตั้งใจส่งมอบสุราที่ซ่อนอยู่ การเอาสุราจึงเข้าลักษณะลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง เพราะไม่มีการส่งมอบการครอบครองทรัพย์โดยเจตนาของผู้แทนเจ้าของทรัพย์

7. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ศาลใช้เกณฑ์ใดในการกำหนดโทษในคดีลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์

คำตอบ: ในการกำหนดโทษคดีลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ ศาลจะพิจารณาทั้งองค์ประกอบตามตัวบทและพฤติการณ์แวดล้อม ได้แก่ ลักษณะและวิธีการกระทำ เช่น มีการทำลายสิ่งกีดกั้นหรือเข้าทางช่องทางพิเศษหรือไม่ เวลาและสถานที่ที่กระทำ เช่น เคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่สาธารณะ การอาศัยเหตุเพลิงไหม้หรือภัยพิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับผู้เสียหาย เช่น เป็นลูกจ้างหรือตัวแทน ค่าความเสียหาย จำนวนครั้งที่กระทำผิด ตลอดจนพฤติการณ์ภายหลัง เช่น การคืนทรัพย์หรือการสำนึกผิด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการกำหนดโทษให้อยู่ในกรอบโทษขั้นต่ำ–ขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดและสะท้อนความเหมาะสมตามความร้ายแรงแห่งคดี




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน