ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา

ภาพทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2567 เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตาย วิเคราะห์คดีอาญา มาตรา 290 และผลของการกระทำโดยพลาด

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ


บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย โดยศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายตั้งแต่ต้น แม้ไม่ได้มีการนัดหมายคบคิดกันฆ่าโดยตรง แต่เมื่อเข้าร่วมชุลมุนกับพวกก็ต้องรับผลการกระทำทั้งหมด รวมถึงการเสียชีวิตของผู้ตายทั้งสอง และยังวินิจฉัยยกฟ้องข้อหามีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้หรือร่วมครอบครองอาวุธปืนของนายนฤปนาท


ข้อเท็จจริงโดยสรุป

เหตุเกิดหน้าร้านคลับ 99 เกิดการทะเลาะวิวาทระหว่างจำเลย ผู้ตายที่ 1 และนายนฤปนาท

จำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ก่อนที่ผู้ตายที่ 1 จะใช้มีดแทงจำเลย

จากนั้นมีการวิ่งตามและชุลมุนชกต่อย มีการใช้มีดและปืนระหว่างผู้ตายที่ 1 และนายนฤปนาท

ผลคือ ผู้ตายที่ 1 และผู้ตายที่ 2 เสียชีวิต ขณะที่จำเลยและนายนฤปนาทบาดเจ็บสาหัส

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 27 ปี 12 เดือนในความผิดร่วมกันฆ่าและร่วมมีอาวุธปืน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่ว่า จำเลยผิดฐานร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตาย (มาตรา 290) แต่ไม่ผิดฐานมีอาวุธปืน


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. เจตนาร่วมในการทำร้าย

ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ตั้งแต่ต้นบ่งชี้ว่าจำเลยและนายนฤปนาทร่วมกันทำร้ายผู้ตายที่ 1 แม้ไม่ได้มีการตกลงสมคบคิดกันฆ่า แต่การเข้าร่วมชุลมุนทำให้ต้องรับผลการกระทำทั้งหมด

2. เหตุการณ์เฉพาะหน้า

การที่ผู้ตายที่ 1 แทงนายนฤปนาท และนายนฤปนาทยิงสวน ถือเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ไม่อาจนับเป็นเจตนาร่วมฆ่า แต่จำเลยต้องรับผิดฐานทำร้ายจนถึงแก่ความตาย

3. ความผิดฐานครอบครองอาวุธปืน

ศาลเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยรู้หรือร่วมครอบครองอาวุธปืน จึงยกฟ้องข้อหานี้

4. การกำหนดโทษ

ศาลฎีกาลงโทษตาม มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 60 กำหนดโทษจำคุก 10 ปี เพิ่มโทษ 1 ใน 3 เป็น 13 ปี 4 เดือน


วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1. เจตนาร่วม (Common Intention)

แม้ไม่มีการนัดหมายคบคิดล่วงหน้า แต่หากมีพฤติการณ์ร่วมกันทำร้าย ศาลถือว่าเกิดเจตนาร่วม ซึ่งทำให้ต้องรับผิดร่วมกันทั้งหมด

2. ผลของการกระทำโดยพลาด (Unintended Consequence)

มาตรา 60 กำหนดให้ผู้ร่วมทำร้ายต้องรับผิดหากผลเกิดจากการกระทำที่พลาด เช่น กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้อื่นเสียชีวิต

3. การยกฟ้องข้อหาอาวุธปืน

หลักเกณฑ์ของความผิดฐานมีอาวุธปืน ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยครอบครองหรือรู้เห็น ศาลจึงยกฟ้องเพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน

4. การกำหนดโทษตามมาตรา 90

เมื่อเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทที่มีโทษเท่ากัน ศาลเลือกลงโทษเพียงบทเดียวตามมาตรา 90


IRAC Analysis

Issue (ประเด็น):

จำเลยจะต้องรับผิดฐานร่วมฆ่าผู้อื่นหรือเพียงร่วมทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย และจะมีความผิดฐานร่วมครอบครองอาวุธปืนหรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ):

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก (ทำร้ายจนถึงแก่ความตาย)

มาตรา 60 (ผลแห่งการกระทำโดยพลาด)

มาตรา 83 (ตัวการร่วม)

มาตรา 90 (การลงโทษกรณีความผิดหลายบท)

พระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72

Application (การปรับใช้):

จำเลยเข้าร่วมชุลมุนตั้งแต่ต้น มีเจตนาร่วมทำร้าย แม้ไม่ได้ตกลงสมคบคิดฆ่า

การใช้อาวุธมีดและปืนเกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่จำเลยต้องรับผลการกระทำของพวก

ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยครอบครองหรือรู้เห็นอาวุธปืน จึงไม่ผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน

Conclusion (ข้อสรุป):

จำเลยผิดฐานร่วมทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายตามมาตรา 290 และมาตรา 60 ลงโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน แต่ไม่ผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต


ข้อคิดทางกฎหมาย

1. เจตนาร่วมไม่จำเป็นต้องมีการตกลงล่วงหน้า เพียงเข้าร่วมการกระทำตั้งแต่ต้นก็เพียงพอที่จะต้องรับผิดร่วมกัน

2. ความรับผิดขยายไปถึงผลที่พลาด หากเกิดการเสียชีวิตจากการกระทำร่วม แม้ไม่ใช่เจตนาตรง ก็ยังคงต้องรับผิด

3. ข้อหาครอบครองอาวุธปืนต้องพิสูจน์ชัดเจน หากไม่มีหลักฐานการครอบครองหรือรู้เห็น ศาลต้องยกฟ้อง


English Summary 

The Supreme Court Judgment No. 3978/2024 concerns a violent altercation outside a nightclub that resulted in two deaths. The Court ruled that although the defendant had not conspired to kill, his participation in the fight showed a common intention to cause harm, making him liable for manslaughter under Section 290 of the Penal Code, including unintended consequences under Section 60. The charge of illegal possession of firearms was dismissed due to lack of evidence. The defendant was sentenced to 13 years and 4 months in prison.


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2567


การที่ผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทง น. แล้ว น. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยมิได้คบคิดนัดหมายกันมาก่อน ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาด แต่เมื่อจำเลยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้นและร่วมชุลมุนชกต่อยผู้ตายที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งการกระทำของพวกจำเลยและ น. ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้ตายที่ 1 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60, 83 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย


จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ว่า จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยจำเลยมีปากเสียงและทะเลาะวิวาทกับนายจิรโชติ ผู้ตายที่ 1 แล้วจำเลยใช้ขวดสุราตีศีรษะผู้ตายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง บริเวณลานจอดรถร้านคลับ 99 ผู้ตายที่ 1 วิ่งหนีไป จำเลยวิ่งตามไปแล้วผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงจำเลยที่หน้าอกขวาและซ้าย รวม 4 ครั้ง หลังจากนั้นจำเลยล้มลง จำเลยไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของนายนฤปนาท อาวุธปืนและอาวุธมีดปลายแหลมไม่ใช่ของจำเลย กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ


ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว จำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เป็นจำคุก 26 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 27 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2565 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่นางสาวรุ่งฤดี และนางสาวสิริฑา กับเพื่อนกำลังเดินไปที่ลานจอดรถหน้าร้านคลับ 99 พบนายจิรโชติ ผู้ตายที่ 1 กำลังพูดคุยกับนางสาวกมลชนก พี่สาวของนางสาวรุ่งฤดีว่าจะไปส่งที่บ้าน แล้วนางสาวรุ่งฤดีกับเพื่อนและผู้ตายที่ 1 เดินไปที่ลานจอดรถ ระหว่างนั้นนายนฤปนาท เดินเข้าไปถามผู้ตายที่ 1 ว่า ไหนคนชื่อเบส ผู้ตายที่ 1 บอกว่า ใจเย็น ๆ นะ เพื่อนผม ขณะเดียวกันจำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ผู้ตายที่ 1 วิ่งหลบหนีไป มีคนร้ายวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปรวมทั้งจำเลยและนายนฤปนาทด้วย แล้วผู้ตายที่ 1 กับคนร้ายซึ่งวิ่งตามไปชุลมุนชกต่อยและใช้อาวุธมีดแทงกัน หลังจากนั้นผู้ตายที่ 1 ถอยออกมา นายนฤปนาทวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป ผู้ตายที่ 1ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท ส่วนนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายที่ 1 แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ตายที่ 1 โดยกระสุนปืนพลาดไปถูกนายสุภาชัย ผู้ตายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตายเนื่องจากเสียเลือดมากจากบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงบริเวณหลังและช่องอก และนายนฤปนาทถึงแก่ความตายจากบาดแผลถูกอาวุธมีดแทง ส่วนจำเลยได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าอกซ้าย 1 แผล หน้าอกขวา 1 แผลและช่องท้อง 1 แผล ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น


ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยกับนายนฤปนาทเดินทางมาร้านคลับ 99 ด้วยกันเดินออกจากร้านคลับ 99 พร้อมกัน หรือพบกันก่อนเกิดเหตุที่จำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยรู้จักนายนฤปนาท ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อนายนฤปนาทสอบถามผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ทันที เมื่อผู้ตายที่ 1 วิ่งหลบหนี จำเลย นายนฤปนาทกับพวกได้วิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป เช่นนี้พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยและนายนฤปนาทกับพวกที่วิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปเป็นพวกเดียวกันและต่างรู้เห็นถึงการกระทำของแต่ละคนโดยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้น โจทก์มีนายวศิน เบิกความว่า เมื่อผู้ตายที่ 1 วิ่งมาถึงจุดหมายเลข 2 เกิดการชุลมุนกัน โดยพวกของจำเลยประมาณ 10 คน ส่วนผู้ตายที่ 1 มีเพียงคนเดียว มีการชกต่อยและแทงกัน แต่พยานไม่ทราบว่าใครเป็นคนแทง และผู้ตายที่ 1 แทงสวนไปด้วย เมื่อผู้ตายที่ 1 ถอยออกมา นายนฤปนาทวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ออกมา ผู้ตายที่ 1 จึงใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท และนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 ทันที แม้นายวศินเบิกความว่า พยานไม่เห็นจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป และหลังเกิดเหตุจำเลยได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าอกซ้าย1 แผล หน้าอกขวา 1 แผล และช่องท้อง 1 แผล เชื่อว่าเมื่อจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปทัน จำเลยได้เข้าร่วมชุลมุนชกต่อยกับผู้ตายที่ 1 ซึ่งระหว่างการชุลมุนมีการใช้อาวุธมีดแทงกันด้วย ประกอบกับผู้ตายที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท ทำให้เชื่อว่าบาดแผลที่ถูกอาวุธมีดแทงของจำเลยเกิดจากผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงจำเลย เมื่อผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลที่ถูกแทงด้วยอาวุธมีดโดยโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ 1 และนายนฤปนาทเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 หลังจากที่ผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาทแล้ว แต่กระสุนไม่ถูกผู้ตายที่ 1 โดยพลาดไปถูกผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย เช่นนี้ เหตุการณ์ที่ผู้ตายที่ 1 ถูกอาวุธมีดแทงและนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยมิได้คบคิดนัดหมายมาก่อน ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาด แต่เมื่อจำเลยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้นและร่วมชุลมุนชกต่อยผู้ตายที่ 1 จำเลยจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของพวกจำเลยและนายนฤปนาทด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้ตายที่ 1 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60, 83 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 และ 83 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยรู้มาก่อนว่านายนฤปนาทพาอาวุธปืนของกลางติดตัวมาด้วย ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ร่วมกับนายนฤปนาทยึดถือครอบครองอาวุธปืนของกลาง ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมกับนายนฤปนาทในการมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้ความผิดฐานดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน


ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุที่จะลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดแล้ว ศาลฎีกาต้องกำหนดโทษจำคุกจำเลยใหม่ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุลงโทษจำคุกจำเลยในสถานเบาหรือไม่อีก


 

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60 และ 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8


วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2567 เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตาย มาตรา 290 มาตรา 60 การยกฟ้องข้อหาอาวุธปืน และการกำหนดโทษตามมาตรา 90 พร้อมภาพทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน