
| ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการกู้ยืมเงินและการแก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ โดยศาลวินิจฉัยว่าการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารเป็นสิ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 และเมื่อไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ในจำนวนเงินที่อ้าง ศาลจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์ ข้อเท็จจริงของคดี •โจทก์และจำเลยเป็นข้าราชการและเพื่อนร่วมงานกัน จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งเพื่อนำไปให้บุคคลอื่นกู้ต่อ •วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ทำสัญญากู้ยืมเงิน 2 ฉบับ 700,000 บาท และ 300,000 บาท รวม 1,000,000 บาท •วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินคืน 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินในสัญญา 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท พร้อมลงชื่อกำกับ แต่ไม่ได้ลงวันที่กำกับการแก้ไข •วันที่ 3 เมษายน 2561 จำเลยโอนเพิ่มอีก 100,000 บาท •ภายหลังสัญญากู้สูญหาย โจทก์แจ้งเอกสารหาย •โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี •ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กลับคำพิพากษา ยกฟ้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567 ใช้กฎหมายหลักในการอธิบายคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ว่าด้วย “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินต้องเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม” และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ว่าด้วย “การห้ามนำพยานบุคคลมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร” ซึ่งเป็นแก่นสำคัญในการวินิจฉัยว่าการแก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้โดยไม่มีลายมือชื่อและวันที่กำกับนั้น ไม่อาจถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินที่ชอบด้วยกฎหมายได้ ต่อไปนี้คือ 5 Keywords สำคัญที่สุดของคดีนี้พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ 1. มาตรา 653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นหลักการสำคัญของคดีนี้ที่ศาลใช้วินิจฉัยว่า การกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม หากไม่มี ไม่อาจฟ้องบังคับได้ แม้จะมีการรับเงินกันจริงก็ตาม 2. มาตรา 94 (ข) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติที่ห้ามนำพยานบุคคลมาพิสูจน์หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารที่มีอยู่เดิม เช่น การอ้างว่าเอกสารถูกแก้ไขจำนวนเงินภายหลัง หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงนามยืนยัน ศาลไม่รับฟัง 3. การแก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้โดยไม่มีลายมือชื่อและวันที่กำกับ เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้ศาลถือว่าสัญญาไม่สมบูรณ์ในส่วนที่แก้ไข เนื่องจากไม่มีการรับรองการแก้ไขโดยผู้ยืม และจึงไม่อาจใช้เรียกร้องเงินจำนวนที่ถูกแก้ไขได้ 4. ภาระการพิสูจน์ของผู้ให้กู้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ต้องนำหลักฐานที่เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงให้ศาลเห็นว่ามีการกู้เงินในจำนวนที่อ้าง มิฉะนั้นศาลจะยึดตามหลักฐานเอกสารที่ถูกต้องเท่านั้น 5. การคืนเงินบางส่วนและผลทางกฎหมาย จำเลยได้คืนเงินให้โจทก์ครบจำนวนตามที่มีหลักฐานสัญญาอยู่จริง (500,000 บาท) ศาลจึงเห็นว่าไม่มีหนี้คงเหลือให้เรียกได้อีก และยกฟ้องตามหลักการว่าหนี้ได้ชำระเสร็จแล้วตามหลักฐานที่มีอยู่จริง ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 1.จำเลยต้องชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์ตามจำนวนที่ฟ้องหรือไม่ 2.การแก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้โดยไม่มีการลงวันที่กำกับ จะสามารถใช้พยานบุคคลมาเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา •การกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 •การขีดแก้ไขจำนวนเงินกู้ในสัญญาโดยไม่มีการลงวันที่กำกับ ถือว่าจำนวนเงินในวันทำสัญญาคือ 200,000 บาท •การนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร เป็นสิ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 •รวมจำนวนเงินกู้จากหลักฐานที่มี 200,000 + 300,000 = 500,000 บาท และโจทก์ยอมรับว่าจำเลยชำระครบแล้ว •โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกชำระหนี้เพิ่ม ศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฟ้อง การวิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย (Legal Analysis) 1.หลักฐานการกู้ยืมเงิน oป.พ.พ. มาตรา 653 กำหนดให้หนี้กู้เกิน 2,000 บาท ต้องมีเอกสารลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ หากไม่มี ไม่สามารถฟ้องบังคับคดีได้ 2.การแก้ไขเอกสารสัญญา oการแก้ไขจำนวนเงินโดยไม่ลงวันที่ อาจทำให้เอกสารไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในวันทำสัญญา 3.ข้อห้ามการสืบพยานบุคคล oป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ห้ามใช้พยานบุคคลเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น 4.การวินิจฉัยของศาลฎีกา oศาลยึดหลักการตีความเอกสารตามข้อเท็จจริงวันทำสัญญา และตัดน้ำหนักพยานบุคคลที่ฝ่าฝืนข้อห้ามทางกฎหมาย IRAC Analysis Issue: จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามจำนวนที่ฟ้องหรือไม่ เมื่อสัญญามีการแก้ไขจำนวนเงินกู้และไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไข Rule: •ป.พ.พ. มาตรา 653: หนี้กู้เกิน 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ •ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข): ห้ามนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร •พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7: ให้ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในคดีผู้บริโภค Application: •สัญญากู้ที่เหลือเพียงสำเนา ระบุจำนวนเงินหลังแก้ไขเป็น 200,000 บาท และไม่มีการลงวันที่กำกับ •โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยในจำนวนเงิน 700,000 บาท •การนำสืบด้วยคำเบิกความโจทก์เพื่อยืนยันจำนวนเงินเดิม ถือว่าฝ่าฝืนข้อห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) •รวมเงินกู้จากเอกสาร 200,000 + 300,000 = 500,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ชำระครบแล้ว Conclusion: จำเลยไม่ต้องชำระหนี้เพิ่มเติม ศาลพิพากษายืนยกฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย •การทำสัญญากู้ยืมเงินต้องรอบคอบ โดยเฉพาะจำนวนเงินและการลงลายมือชื่อ พร้อมลงวันที่กำกับทุกครั้งที่มีการแก้ไข •การแก้ไขเอกสารโดยไม่มีหลักฐานกำกับ อาจทำให้ไม่สามารถใช้บังคับในศาลได้ •การนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงเอกสารที่มีอยู่ อาจถูกตัดออกตามข้อห้ามในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง English Summary Supreme Court Judgment No. 6656/2567 This case involves a loan dispute where the loan amount in the agreement was altered without a date. The plaintiff claimed a higher loan amount, but lacked written evidence signed by the defendant as required under Section 653 of the Civil and Commercial Code. The Supreme Court ruled that oral testimony could not be used to alter the written document under Section 94 of the Civil Procedure Code. Since the defendant had already repaid the amount proven in writing, the Court upheld the Court of Appeal’s decision to dismiss the case. สรุปย่อฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567โจทก์และจำเลยเป็นเพื่อนร่วมงาน จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และทำสัญญากู้ 2 ฉบับ ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ต่อมาจำเลยโอนคืน 500,000 บาท โจทก์จึงแก้ไขสัญญาฉบับ 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท โดยไม่ลงวันที่กำกับ ศาลเห็นว่าเอกสารกู้จึงถือว่ามีจำนวนเพียง 200,000 และ 300,000 บาท รวม 500,000 บาท ซึ่งจำเลยชำระครบแล้ว การนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงเอกสารขัด ป.วิ.พ. มาตรา 94 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 7 ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567 การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้โจทก์ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินและลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยประกอบอาชีพรับราชการ และเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เมื่อประมาณปี 2557 จำเลยได้เริ่มกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมต่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยเจรจาตกลงหนี้กัน และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป โดยสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปมีการแก้ไขโดยขีดฆ่าจำนวนเงินให้กู้จาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท และโจทก์ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ 500,000 บาท และวันที่ 3 เมษายน 2561 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์อีก 100,000 บาท ต่อมาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปสูญหาย โจทก์แจ้งเอกสารหายไว้ปรากฏตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท จัดทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โดยจำเลยได้รับเงิน 1,000,000 บาท แล้วในวันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปและลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 1,000,000 บาท ในวันทำสัญญา แต่จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนภายหลังวันทำสัญญา โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินให้ในภายหลัง ส่วนจำเลยนำสืบว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ให้จำเลยเขียนสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับโดยยังไม่มีการลงลายมือชื่อ เมื่อเจรจากันแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะขอคิดเงินตามสัญญาเพียง 500,000 บาท โดยไม่ต้องเขียนสัญญาขึ้นมาใหม่ โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปฉบับ 700,000 บาท ในช่องจำนวนเงินแล้วลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าในวันทำสัญญาจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 200,000 บาท เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ การที่สัญญากู้ยืมเงินมีการขีดแก้ไขจำนวนเงินกู้ยืมโดยสัญญาระบุว่าจัดทำในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อรวมจำนวนเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปซึ่งโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยได้กู้เงินตามสัญญา 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวมเป็น 500,000 บาท และโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้คืนเงินที่กู้ยืมให้โจทก์แล้ว 500,000 บาท โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปจำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท รวม 1,000,000 บาท โดยจำเลยได้รับเงินครบในวันทำสัญญา ต่อมาจำเลยคืนเงินให้โจทก์ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินในสัญญาจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท และลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ไม่ได้ลงวันที่กำกับการแก้ไข และไม่มีลายมือชื่อของจำเลยยืนยันการแก้ไข จึงเกิดข้อพิพาทว่า จำเลยยังคงต้องชำระหนี้เพิ่มเติมอีกหรือไม่ เพราะโจทก์อ้างว่าจำนวนเงินกู้จริงคือ 1,000,000 บาท ให้พิจารณาว่าจำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินจำนวนเท่าใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 การกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ หากไม่มี ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ การที่สัญญากู้ยืมมีการแก้ไขจำนวนเงินโดยโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไข และไม่มีลายมือชื่อของจำเลยผู้ยืมรับรองการแก้ไข ถือว่าสัญญาไม่สมบูรณ์ในส่วนที่ถูกแก้ไข ศาลจึงถือว่าจำนวนเงินที่จำเลยกู้คือ 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวม 500,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ชำระคืนครบแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกเพิ่มเติมได้ ข้อ 2. โจทก์นำสืบต่อศาลว่า จำนวนเงินกู้ที่แท้จริงในวันทำสัญญาคือ 700,000 บาท และมีการแก้ไขจำนวนเงินในภายหลังจากการคืนเงินบางส่วน โดยขอให้ศาลรับฟังคำเบิกความของโจทก์เป็นพยานยืนยัน แต่จำเลยโต้แย้งว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ไม่มีหลักฐานหนังสือที่ลงลายมือชื่อจำเลยเพื่อยืนยันจำนวนเงินดังกล่าว ให้พิจารณาว่าศาลสามารถรับฟังพยานบุคคลของโจทก์เพื่อพิสูจน์การแก้ไขจำนวนเงินในสัญญาได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำสืบด้วยพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารกู้ยืมเงิน ถือเป็นการนำสืบต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) เพราะเป็นการเปลี่ยนข้อความในเอกสารโดยไม่มีหลักฐานหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยยืนยัน ศาลจึงไม่อาจรับฟังคำเบิกความของโจทก์ในส่วนที่ขัดแย้งกับเอกสารสัญญา การสืบพยานลักษณะนี้มีผลเป็นโมฆะตามกฎหมาย เพราะขัดต่อหลักการคุ้มครองความมั่นคงของเอกสาร เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ จึงต้องวินิจฉัยตามเอกสารที่มีอยู่จริงในสำนวน ข้อ 3. เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยได้คืนเงินบางส่วนให้แก่โจทก์ภายหลังการทำสัญญา โดยโจทก์ถือว่ายังมีเงินคงค้างอีกจำนวนหนึ่ง จึงฟ้องเรียกชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ทั้งที่จำเลยยืนยันว่าตนได้คืนครบตามสัญญาแล้ว ให้พิจารณาว่าการคืนเงินบางส่วนมีผลต่อภาระการพิสูจน์ของคู่ความและผลทางกฎหมายต่อสิทธิของโจทก์อย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมีหลักฐานการโอนเงินคืนให้โจทก์จำนวน 500,000 บาท และโจทก์เองก็ยอมรับว่าได้รับเงินดังกล่าว การพิสูจน์ว่ามีหนี้คงเหลือเพิ่มเติมเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้าง โจทก์จึงต้องแสดงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ระบุยอดเงินกู้ที่ยังคงค้างอยู่ แต่โจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานเช่นนั้นมาแสดงได้ ศาลจึงถือว่าจำเลยได้ชำระหนี้เสร็จสิ้นตามจำนวนเงินที่มีหลักฐานยืนยัน การฟ้องเรียกเพิ่มเติมจึงไม่อาจรับฟังได้และต้องยกฟ้องตามหลักกฎหมาย ข้อ 4. โจทก์อ้างว่าสัญญากู้ยืมเงินฉบับหนึ่งสูญหาย และมีการแจ้งเอกสารหายไว้กับเจ้าพนักงานตำรวจ พร้อมนำสำเนาสัญญาที่แก้ไขแล้วมาเป็นหลักฐานต่อศาล โดยมีการขีดฆ่าจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท และลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ไม่ได้ระบุวันที่ ให้พิจารณาว่าการแจ้งเอกสารหายและการใช้สำเนาสัญญาดังกล่าวสามารถใช้เป็นหลักฐานบังคับชำระหนี้ได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแจ้งเอกสารหายมิได้ทำให้สำเนาเอกสารมีน้ำหนักเป็นหลักฐานเท่ากับต้นฉบับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าสำเนานั้นตรงกับต้นฉบับที่ลงลายมือชื่อของคู่สัญญา ในคดีนี้ สำเนาสัญญาที่โจทก์นำมาแสดงมีการแก้ไขจำนวนเงินโดยไม่มีวันที่กำกับ และไม่มีลายมือชื่อจำเลยยืนยันการแก้ไข จึงไม่ถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การนำสำเนาเช่นนี้มาอ้างจึงไม่สามารถใช้บังคับจำเลยให้ชำระหนี้ได้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากขาดหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายในการพิสูจน์การกู้ยืมเงินตามจำนวนที่ฟ้องเรียก
|






