ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น

1.โลโก้สำนักงานทนายความพีศิริ ทนายสีนานท์ พงษ์ศิริสุวรรณ พร้อมข้อมูลการติดต่อ 2.ภาพทนายสีนานท์ พงษ์ศิริสุวรรณ พร้อมหัวข้อคดีฎีกา 5059/2567 สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค 3.ตัวอย่างคดีฎีกา 5059/2567 เกี่ยวกับมาตรา 26 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลยในกระบวนพิจารณา 4.ภาพประกอบบทความกฎหมาย วิเคราะห์คดีผู้บริโภคและขั้นตอนสอบถามคำให้การจำเลย 5.ภาพหัวข้อและเนื้อหาคดีฎีกา 5059/2567 อธิบายสิทธิจำเลยและความสงบเรียบร้อยของกระบวนพิจารณา

เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ


บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับหน้าที่ศาลในการสอบถามคำให้การจำเลยก่อนถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การ และสิทธิของจำเลยที่จะยกปัญหากระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แม้จำเลยจะชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยสามารถยกขึ้นในชั้นฎีกาได้


สรุปข้อเท็จจริง

1. โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตให้มารดา ระบุโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ และชำระเบี้ยครบถ้วนใน 2 ปีแรก

2. มารดาโจทก์เสียชีวิต โจทก์ขอรับผลประโยชน์ แต่จำเลยบอกเลิกสัญญาอ้างว่าผู้เอาประกันป่วยมาก่อนทำสัญญา

3. ในวันนัดพิจารณา จำเลยขอขยายเวลายื่นคำให้การ แต่ศาลไม่อนุญาต และถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ดำเนินสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว

4. จำเลยร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยเห็นว่าต้องอุทธรณ์เท่านั้น

5. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยยกปัญหานี้ในชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

มาตรา 26 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค กำหนดว่าหากจำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ ศาลต้องสอบถามคำให้การก่อน จึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดได้

บทบัญญัตินี้ใช้บังคับกับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรม

เมื่อศาลชั้นต้นไม่สอบถามคำให้การ ถือว่ากระบวนพิจารณาผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยแม้ชนะคดีชั้นต้นก็ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์


วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1. การตีความมาตรา 26 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค – ศาลต้องสอบถามคำให้การจำเลยเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสิทธิ

2. สิทธิยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบ – แม้จำเลยจะไม่เสียประโยชน์จากคำพิพากษาชั้นต้น แต่หากมีการละเมิดขั้นตอนกฎหมาย ก็ยกขึ้นได้เพื่อคุ้มครองความถูกต้องของกระบวนการ

3. ความสงบเรียบร้อยของประชาชน – ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับหลักการยุติธรรมขั้นพื้นฐาน จึงไม่จำกัดสิทธิยกประเด็นเฉพาะผู้แพ้คดี


IRAC

Issue (ประเด็นปัญหา)

ศาลชั้นต้นไม่สอบถามคำให้การจำเลยก่อนถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การ เป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยที่ชนะคดีชั้นต้นสามารถยกปัญหานี้ในชั้นฎีกาได้หรือไม่

Rule (กฎเกณฑ์)

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26

ป.วิ.พ. มาตรา 27, 225, 252, 243(2)

หลักความสงบเรียบร้อยของประชาชน

Application (การปรับใช้)

ศาลชั้นต้นไม่สอบถามคำให้การจำเลยตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ทำให้จำเลยเสียสิทธิ แม้จำเลยชนะคดีในชั้นต้น แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำพิพากษาศาลล่างและให้พิจารณาใหม่

Conclusion (ข้อสรุป)

การไม่สอบถามคำให้การจำเลยก่อนตัดสิทธิถือว่ากระบวนพิจารณาผิดระเบียบ จำเลยสามารถยกปัญหานี้ในชั้นฎีกาได้ ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำพิพากษาศาลล่างและให้พิจารณาใหม่


สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ขั้นตอนการสอบถามคำให้การจำเลยเป็นสาระสำคัญในคดีผู้บริโภค

ความถูกต้องของกระบวนการพิจารณาสำคัญไม่แพ้ผลของคดี

ปัญหาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยสามารถยกขึ้นได้ในทุกชั้นศาล


สรุปภาษาอังกฤษแบบย่อ

The Supreme Court Judgment No. 5059/2567 concerns the court’s duty under Section 26 of the Consumer Case Procedure Act to ask for the defendant’s plea before deeming them in default. The Court held that this provision applies to both consumers and business operators, and failure to follow it constitutes a procedural irregularity affecting public order. Even a winning defendant in the lower court may raise such an issue in the Supreme Court. The judgment annulled the lower court’s decisions and ordered a new trial.


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5059/2567

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 กรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อปรากฏว่า ในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้วถ้าไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ เป็นหน้าที่ศาลที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย ถ้าจำเลยไม่ให้การ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 แม้จะมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคแต่ไม่มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับบทมาตราดังกล่าวเฉพาะแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้บริโภคเท่านั้น จึงต้องใช้บทบัญญัติมาตราดังกล่าวแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้วย เมื่อทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การภายใน 7 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จึงเป็นกรณีที่จำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย หากทนายจำเลยไม่ประสงค์ที่จะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาจึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยและมีคำสั่งถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การกับให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนในวันนัดฝ่ายเดียว และมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบสมควรต้องเพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ปัญหาดังกล่าวจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้โดยไม่ต้องทำเป็นอุทธรณ์เพราะจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าต้องทำเป็นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง กรณีจะถือว่าเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดไปแล้วและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์หาได้ไม่ ทั้งปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 ธันวาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 จำเลยรับทำสัญญาประกันชีวิตนางสาวปรีชา มารดาโจทก์ แบบเมืองไทยสมาร์ท โพรเทคชั่น 99/20 ชนิดไม่มีเงินปันผล เป็นเงิน 1,500,000 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยรายปี ปีละ 36,675 บาท รวม 20 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 27 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2615 โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ นางสาวปรีชาชำระเบี้ยประกันชีวิตปี 2561 และปี 2562 รวมเป็นเงิน 73,350 บาท ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2563 นางสาวปรีชาถึงแก่ความตายด้วยอาการระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โจทก์แจ้งขอรับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตจากจำเลยแล้ว ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2563 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตอ้างว่านางสาวปรีชาผู้เอาประกันชีวิตมีสุขภาพไม่สมบูรณ์แข็งแรง มีประวัติเจ็บป่วยและรักษาโรคก่อนวันเริ่มทำสัญญาประกันชีวิต ในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นมีการพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันที่ 11 ตุลาคม 2564 เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์และทนายจำเลยมาศาล ทนายจำเลยแถลงว่าประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับฝ่ายโจทก์และขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ โดยจะขอยื่นคำให้การภายใน 7 วัน ทนายโจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับฝ่ายจำเลยและคัดค้านที่จำเลยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ โจทก์ประสงค์ที่จะนำพยานเข้าสืบในวันนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยและคัดค้านการขอเลื่อนคดีอ้างว่าจำเลยมีระยะเวลาในการเตรียมตัวนานแล้ว ประกอบกับโจทก์ประสงค์ที่จะสืบพยาน จึงไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โจทก์อ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานโดยทนายจำเลยได้ใช้สิทธิในการถามค้านแล้วจนจบปาก แล้วทนายโจทก์แถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา ให้นัดฟังคำพิพากษา วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เวลา 9 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่สอบคำให้การจำเลยและสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ว่า จำเลยไม่ได้แถลงว่ามีความประสงค์ที่จะยื่นคำให้การหรือจะให้การด้วยวาจา ทั้งทนายจำเลยยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยการถามค้านพยานโจทก์ หากทนายจำเลยเห็นว่ากระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ชอบทนายจำเลยก็สามารถโต้แย้งได้ภายในวันดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยได้โต้แย้ง จึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ให้ยกคำร้อง และในชั้นอุทธรณ์จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์อ้างว่ากระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เพื่อให้จำเลยมีโอกาสยื่นคำให้การและนำพยานเข้าสืบ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยจะอุทธรณ์มาในคำแก้อุทธรณ์มิได้ จึงไม่รับวินิจฉัย


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลยโดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีที่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ ในกรณีให้การด้วยวาจา ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ และวรรคสองบัญญัติว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีความหมายว่าในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้วถ้าไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การก็เป็นหน้าที่ศาลที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย ถ้าจำเลยไม่ให้การ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 แม้จะมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีอำนาจต่อรองทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยกว่าผู้ประกอบธุรกิจ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับบทมาตราดังกล่าวเฉพาะแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้บริโภคเท่านั้น บทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวจึงต้องใช้บังคับแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้วย ดังนั้นเมื่อทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การภายใน 7 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงเป็นกรณีที่จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย หากทนายจำเลยไม่ประสงค์จะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจา จึงจะถือได้ว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อผลของการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบ ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยและมีคำสั่งถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ กับให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนไปในวันนัดดังกล่าวฝ่ายเดียว และมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ สมควรต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยเคยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์แล้ว แม้จำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์อ้างว่ากระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งจำเลยสามารถตั้งประเด็นดังกล่าวในคำแก้อุทธรณ์ได้โดยไม่จำต้องทำเป็นอุทธรณ์เพราะจำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่มีเหตุผลใดให้จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นเรื่องกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 46 จำเลยจึงยื่นคำแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องกระบวนพิจารณาผิดระเบียบได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยประเด็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเพราะเห็นว่าต้องทำเป็นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง กรณีจะถือว่าเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดไปแล้วและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์หาได้ไม่ ทั้งปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาทำให้ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะพิจารณาพิพากษาปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้ออื่นต่อไปได้ คดีมีเหตุอันสมควรต้องยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่นับตั้งแต่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

 

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ กับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5059/2567 "กระบวนพิจารณาผิดระเบียบ"



เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

ฟ้องซ้ำไม่ได้จริงหรือ เมื่อศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ประเด็นเดิมในคดีใหม่ยังยกขึ้นสู้ได้หรือไม่ article
การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำหลังศาลวินิจฉัยแล้วทำได้หรือไม่ หลักผูกพันคำพิพากษาและฟ้องซ้ำในคดีบังคับคดีที่ดิน
ทนายความถอนตัวแล้วศาลไม่แจ้งคู่ความ กระบวนพิจารณาไม่ชอบหรือไม่ สิทธิในการต่อสู้คดีและผลของคำพิพากษาเป็นอย่างไร
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย
ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา article
สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ยักยอกทรัพย์-ไม่รออาญา ศาลดูอะไรบ้าง และยื่นคำร้องช้าเสียสิทธิหรือไม่
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ใช้รายงานคุมประพฤติสู้คดีได้หรือไม่ ศาลไม่รอการลงโทษในคดีฉ้อโกงออนไลน์เพราะเหตุใด
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม-ผู้ร้องสอดอ้างครอบครองปรปักษ์เข้าคดีขับไล่ได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียและสิทธิเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วคดีอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์