
| รายงานสืบเสาะใช้ประกอบโทษ ไม่ใช่พยานยกฟ้อง(ฎีกา 809/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญในคดีฉ้อโกงประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ และข้อจำกัดของการใช้รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดตามฟ้อง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า รายงานดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 ใช้ได้เฉพาะประกอบการกำหนดโทษเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อหักล้างคำรับสารภาพของจำเลยหรือเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของคดีได้ อีกทั้งยังวินิจฉัยเรื่องดุลพินิจการรอการลงโทษและการลงโทษสถานเบา โดยพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดี ความเสียหายแก่สาธารณะ การคืนเงินแก่ผู้เสียหาย และความร้ายแรงของการกระทำ ก่อนมีคำพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) โดยเห็นว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี และลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทุกประการ เห็นว่าพยานหลักฐานและคำรับสารภาพสอดคล้องกัน และไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงโทษหรือรอการลงโทษ 3. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงในรายงานสืบเสาะเพื่อหักล้างคำรับสารภาพได้ เพราะตามกฎหมายรายงานดังกล่าวใช้ประกอบการกำหนดโทษเท่านั้น อีกทั้งจำเลยได้ยืนยันรับสารภาพในวันฟังคำพิพากษา ข้อเท็จจริงจึงเป็นที่สุด และพฤติการณ์คดีมีความร้ายแรงจนไม่อาจรอการลงโทษ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 3 และร่วมกันกระทำผิดตามมาตรา 83 โดยจำเลยทั้งสองกับพวกลวงผู้เสียหายผ่านเฟซบุ๊กจนผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้จำนวน 17,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้น ศาลจึงถือว่าโจทก์พิสูจน์ความผิดสำเร็จ และพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยอ้างว่า รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติระบุว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ร่วมขบวนการฉ้อโกง ไม่ได้มีเจตนาทุจริต แต่หลงเชื่อบุคคลอื่นเพราะโง่เขลาเบาปัญญา จึงควรยกฟ้องหรืออย่างน้อยลดโทษลงเหลือเพียงปรับหรือรอการลงโทษ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตการใช้รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 ว่าสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อหักล้างคำรับสารภาพของจำเลยหรือทำให้ศาลยกฟ้องได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า รายงานดังกล่าวใช้ได้เฉพาะประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษเท่านั้น ไม่ใช่พยานในสาระของคดี บทบัญญัติเกี่ยวกับการอ้างข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ 1. พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และ 83 5. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลย (มาตรา 30) รายงานจากพนักงานคุมประพฤติใช้ได้เฉพาะประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ ไม่ใช่พยานหลักฐานพิสูจน์ความผิด จึงไม่สามารถนำมาใช้อ้างเพื่อลบล้างคำรับสารภาพได้ 2. ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง (มาตรา 225 / มาตรา 15) จำเลยอ้างข้อเท็จจริงใหม่ในรายงานสืบเสาะที่ขัดกับคำรับสารภาพ ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตเพราะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ 3. คำรับสารภาพเป็นที่สุด จำเลยทั้งสองยืนยันรับสารภาพในวันฟังคำพิพากษา ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นที่สุดและศาลต้องวินิจฉัยตามนั้น การถอนคำรับสารภาพภายหลังโดยอ้างเหตุแทรกซ้อนทำไม่ได้ 4. ฉ้อโกงประชาชนและข้อมูลเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ การหลอกลวงผู้เสียหายผ่านเฟซบุ๊กและนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มีผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม ศาลถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง 5. เหตุไม่อาจรอการลงโทษ แม้จำเลยคืนเงิน ไม่มีประวัติ และมีภาระครอบครัว แต่พฤติการณ์การฉ้อโกงออนไลน์มีลักษณะร้ายแรง ศาลจึงเห็นว่าไม่อาจใช้ดุลพินิจรอการลงโทษได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก: รายงานสืบเสาะสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อยกฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 กำหนดให้รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ มิใช่พยานหลักฐานสำหรับพิสูจน์หรือหักล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด รายงานดังกล่าวจึงไม่สามารถใช้เป็นเหตุยกฟ้องได้ ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยทั้งสองเมื่อฟังรายงานในวันนัดฟังคำพิพากษา ได้แถลงต่อศาลว่า สละคำให้การปฏิเสธที่เคยให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติและยืนยันคำรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยกระทำความผิด ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงในรายงานที่ขัดแย้งกับคำรับสารภาพขึ้นเป็นฎีกาได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประเด็นที่สอง: มีเหตุอันควรลดโทษหรือให้รอการลงโทษหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า • การกระทำของจำเลยกระทบต่อประชาชนทั่วไปและสังคมโดยรวม • เป็นการหลอกลวงประชาชนโดยอาศัยสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง • แม้จำเลยไม่มีประวัติอาชญากรรม ชดใช้เงินคืนครบ และมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว แต่ • พฤติการณ์แห่งคดียังมีความร้ายแรงเพียงพอ ไม่อาจรอการลงโทษได้ โทษจำคุก 1 ปีที่ลดจาก 2 ปีตามมาตรา 78 ถือว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายอย่างละเอียด 1. คุณลักษณะของรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลย มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 จำกัดการใช้รายงานสืบเสาะเฉพาะประกอบการกำหนดโทษ ในทางกฎหมายรายงานดังกล่าวมิใช่ “พยานหลักฐาน” ในความหมายของพยานพิสูจน์ข้อเท็จจริงความผิด 2. หลักการรับฟังคำรับสารภาพ เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์พิสูจน์ความผิดสำเร็จตามกฎหมาย จำเลยจะถอนคำรับสารภาพภายหลังได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควร แต่ในคดีนี้จำเลยกลับยืนยันรับสารภาพหลังฟังรายงานสืบเสาะ ทำให้ข้อเท็จจริงเป็นที่สุด 3. การอ้างข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาถือหลักว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง ย่อมอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 4. ความร้ายแรงของความผิดฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงผ่านระบบคอมพิวเตอร์มีผลกระทบวงกว้าง ศาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษในยุคดิจิทัล 5. หลักการรอการลงโทษ แม้จำเลยจะมีเหตุบรรเทาโทษหลายประการ แต่ต้องพิจารณารวมกับพฤติการณ์ของการกระทำ ซึ่งคดีนี้ถือว่าร้ายแรงจนไม่อาจรอการลงโทษได้ IRAC Issue รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยสามารถนำมาใช้หักล้างคำรับสารภาพเพื่อให้ศาลยกฟ้อง หรือเป็นเหตุให้ศาลลดโทษหรือรอการลงโทษแก่จำเลยได้หรือไม่ Rule 1. พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30: รายงานสืบเสาะใช้ประกอบการกำหนดโทษเท่านั้น 2. ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15: ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่าง อ้างเป็นฎีกาไม่ได้ 3. ป.อ. มาตรา 78: ลดโทษเมื่อรับสารภาพ 4. ป.อ. มาตรา 343: ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 5. พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1): นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ Application รายงานสืบเสาะมิใช่พยานพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิด จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเพื่อขัดคำรับสารภาพได้ อีกทั้งจำเลยได้ยืนยันรับสารภาพในวันฟังคำพิพากษา โดยสละคำแถลงเดิมที่ให้ต่อพนักงานคุมประพฤติ ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นที่สุดแล้ว แม้มีปัจจัยบรรเทา เช่น ชดใช้เงิน ไม่มีประวัติ แต่พฤติการณ์การฉ้อโกงประชาชนทางออนไลน์กระทบต่อสังคมในวงกว้าง เป็นเหตุร้ายแรงที่ไม่อาจรอการลงโทษได้ Conclusion รายงานสืบเสาะไม่อาจใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อยกฟ้องหรือหักล้างคำรับสารภาพได้ จำเลยไม่มีเหตุให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ ศาลฎีกาพิพากษายืนลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ข้อคิดทางกฎหมาย 1. รายงานสืบเสาะเป็นเพียงองค์ประกอบประกอบการกำหนดโทษ มิใช่พยานหลักฐานสำหรับพิสูจน์ข้อเท็จจริงของคดี 2. คำรับสารภาพที่ชัดแจ้งในศาลย่อมมีน้ำหนักสูง จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง 3. ความผิดฉ้อโกงทางออนไลน์ถูกถือเป็นความผิดร้ายแรงในเชิงนโยบายยุติธรรม 4. การอ้างข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาต้องอยู่ภายใต้ขอบเขต ป.วิ.พ. มาตรา 225 และ ป.วิ.อ. มาตรา 15 5. ศาลให้ความสำคัญต่อผลกระทบทางสังคมมากกว่าปัจจัยส่วนบุคคลในกรณีที่การกระทำมีความร้ายแรง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2567 เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทั้งสองทราบในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองแถลงขอสละถ้อยคำในทำนองปฏิเสธที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติและคงให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ เท่ากับข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยตามฟ้องได้ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาสรุปว่า แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติแตกต่างจากข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำแถลงของผู้เสียหายคดีนี้ จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำเป็นขบวนการหรือแบ่งหน้าที่กันทำแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ขาดความรอบคอบและไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นและด้อยประสบการณ์ ไม่รู้เท่าทันจนตกเป็นเครื่องมือให้กลุ่มขบวนการ ซึ่งมีพฤติการณ์ในการฉ้อโกงประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทั้งสองทราบในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองก็แถลงขอสละถ้อยคำในทำนองปฏิเสธที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติและคงให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2565 เท่ากับข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยตามฟ้องได้ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาโดยลงโทษปรับสถานเดียวหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายและประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยการลงโฆษณาข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางสื่อสังคมออนไลน์โปรแกรมเฟซบุ๊กจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยทั้งสองกับพวกไป 17,000 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น และยังมีผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม นับเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยทั้งสองมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายจนครบถ้วนแล้วและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยทั้งสองในทางแพ่งอีก ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษปรับจำเลยทั้งสองสถานเดียวหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นอย่างชัดแจ้ง แต่ภายหลังกลับฎีกาอ้างว่า รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยจากพนักงานคุมประพฤติระบุข้อเท็จจริงแตกต่างจากคำฟ้องโจทก์และคำร้องของผู้เสียหาย เช่น จำเลยมิได้ร่วมเป็นขบวนการฉ้อโกง หากกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความโง่เขลาเบาปัญญา หรือเป็นเพียงผู้หลงเชื่อบุคคลอื่น ประเด็นมีว่า จำเลยสามารถนำข้อเท็จจริงในรายงานสืบเสาะดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของความผิดได้หรือไม่ ธงคำตอบ รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 มีสถานะเป็นเพียงข้อมูลประกอบดุลพินิจของศาลในการกำหนดโทษเท่านั้น ไม่ใช่พยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์หรือหักล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด เมื่อจำเลยทั้งสองได้แถลงสละคำให้การปฏิเสธต่อพนักงานคุมประพฤติและยืนยันคำรับสารภาพในชั้นศาล ข้อเท็จจริงแห่งความผิดย่อมเป็นที่สุด การนำข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งขัดกับคำรับสารภาพมาอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับฟังและไม่อาจกลับคำพิพากษายกฟ้องได้ ข้อ 2 เมื่อจำเลยฎีกาอ้างว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำโดยเป็นขบวนการหรือแบ่งหน้าที่กันทำ อีกทั้งจำเลยมีสติปัญญาอ่อนด้อยประสบการณ์ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพ ประเด็นมีว่า ศาลฎีกาจะสามารถวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อปรับลดฐานความผิดหรือสภาพการกระทำให้เป็นข้อหาที่เบากว่าเดิมได้หรือไม่ เมื่อในชั้นศาลชั้นต้นจำเลยได้ให้การรับสารภาพทั้งหมด ธงคำตอบ คำรับสารภาพของจำเลยในศาลเป็นพยานหลักฐานที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และถือว่าโจทก์พิสูจน์ความผิดของจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยยืนยันคำรับสารภาพหลังศาลอ่านรายงานสืบเสาะในวันพิพากษา ข้อเท็จจริงตามฟ้องย่อมเป็นที่สุด การอ้างว่าตนมิได้มีเจตนาทุจริตหรือมิได้ร่วมขบวนการฉ้อโกงจึงเป็นถ้อยคำภายหลังที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงซึ่งยกขึ้นสู้คดีมาโดยชอบ ศาลฎีกาไม่อาจนำมาวินิจฉัยปรับลดฐานความผิดตามที่ฎีกาอ้างได้ และต้องวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วโดยคำรับสารภาพนั้น ข้อ 3 ในกรณีที่จำเลยชดใช้เงินให้ผู้เสียหายครบถ้วน ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความในทางแพ่ง และจำเลยไม่มีประวัติอาชญากรรม อีกทั้งมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ประเด็นมีว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุเพียงพอให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบา เช่น ลงโทษปรับสถานเดียว หรือรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ ตามบทบัญญัติกฎหมายที่ใช้บังคับ ธงคำตอบ แม้เหตุบรรเทาโทษที่จำเลยยกขึ้น เช่น ชดใช้เงินคืน ไม่มีประวัติ และมีภาระครอบครัว เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลพึงพิจารณา แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับพฤติการณ์แห่งคดี โดยเฉพาะการกระทำฉ้อโกงประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง กระทบต่อสาธารณะและระบบเศรษฐกิจ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่มีเหตุเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษให้ ทั้งศาลชั้นต้นได้ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว โทษจำคุก 1 ปีจึงเหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยที่สุดแล้ว ข้อ 4 เมื่อรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นปรากฏว่า ศาลได้แจ้งเนื้อหาในรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยให้จำเลยทั้งสองทราบก่อนการพิพากษา และจำเลยแถลงต่อศาลว่า สละถ้อยคำในทำนองปฏิเสธที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติ พร้อมยืนยันคำรับสารภาพตามฟ้อง ประเด็นมีว่า การแถลงดังกล่าวมีผลทางกฎหมายอย่างไรต่อขอบเขตข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาจะรับฟังและสามารถวินิจฉัยได้ ธงคำตอบ เมื่อจำเลยได้รับทราบรายงานสืบเสาะแล้วกลับยืนยันรับสารภาพต่อศาล ถือว่าจำเลยได้เห็นพ้องรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ทั้งหมดโดยสมัครใจ การถอนคำรับสารภาพย้อนหลังโดยอ้างถ้อยคำที่เคยให้พนักงานคุมประพฤติจึงทำไม่ได้ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจกลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่หรือข้อเท็จจริงที่ขัดกันกับคำรับสารภาพ เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นสู้คดีในศาลล่าง และถูกจำกัดโดยบทบัญญัติมาตรา 225 และมาตรา 15 ข้อเท็จจริงในคดีจึงถูกปิดสำนวนแล้ว และศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ยุติในศาลล่างเท่านั้น ข้อ 5 เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันหลอกลวงประชาชนโดยนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านสื่อออนไลน์จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงิน และความผิดลักษณะนี้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน ประเด็นมีว่า การกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมายใด และเหตุใดศาลจึงเห็นว่าการลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษเป็นมาตรฐานที่เหมาะสมกับพฤติการณ์ของคดีนี้ ธงคำตอบ การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่มีผลกระทบวงกว้างต่อประชาชนและสังคม ศาลเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ใช่การฉ้อโกงเฉพาะบุคคล แต่เป็นการหลอกลวงผ่านระบบออนไลน์ที่มีผู้เข้าถึงจำนวนมาก แม้จำเลยจะมีเหตุบรรเทาโทษ ศาลก็ไม่อาจรอการลงโทษได้เพื่อประโยชน์แห่งการป้องปรามและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม โทษจำคุก 1 ปีหลังลดโทษตามมาตรา 78 จึงเป็นโทษที่เหมาะสมตามหลักแห่งความยุติธรรมและความร้ายแรงของคดี |




