ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ยักยอกทรัพย์-ไม่รออาญา ศาลดูอะไรบ้าง และยื่นคำร้องช้าเสียสิทธิหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกา 131/2567, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ปวิพ มาตรา 27 วรรคสอง, การตีความกำหนดเวลาแปดวันในการยื่นคำร้อง, การตรวจสอบคุณสมบัติทนายความและผลต่อกระบวนพิจารณา, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับคำร้องพ้นกำหนดเวลา, หลักการรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และ 78, การวินิจฉัยพฤติการณ์แห่งคดียักยอกของตัวแทนจำหน่าย, การพิเคราะห์พฤติการณ์จำเลยที่เคยกระทำผิดหลายครั้ง

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นการร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่คู่ความอ้างว่าผิดระเบียบ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยถึงกำหนดเวลาแปดวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง และพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำร้องซึ่งยื่นล่าช้ากว่ากำหนด นอกจากนี้ยังมีการวินิจฉัยเกี่ยวกับการรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ในคดียักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับการรอการลงโทษจำคุกซึ่งศาลเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรงและจำเลยเคยกระทำผิดลักษณะเดียวกันมาก่อน การรอการลงโทษจึงไม่เหมาะสม

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 คู่ความจะอาศัยสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบได้หรือไม่เมื่อยื่นพ้นกำหนดเวลาแปดวันตามกฎหมาย

2 จำเลยที่ได้ให้การรับสารภาพในศาลชั้นต้นจะสามารถฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงภายหลังได้หรือไม่ภายใต้ข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

3 พฤติการณ์แห่งคดีและประวัติความประพฤติของจำเลยเพียงพอหรือไม่ที่จะเป็นเหตุให้ศาลรอการลงโทษจำคุกหรือสมควรกำหนดโทษสถานหนักตามความเหมาะสม

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วย “การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 รวมถึงการวินิจฉัยโทษคดียักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และหลักการลดโทษตามมาตรา 78 โดยศาลฎีกาย้ำว่าการยื่นคำร้องต้องทำภายในกำหนดเวลา และพฤติการณ์จำเลยที่เคยกระทำผิดซ้ำเป็นเหตุไม่อาจรอการลงโทษได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง

2. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252

4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

5. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. คำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ

คดีนี้เน้นย้ำว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องภายในแปดวันนับแต่ทราบเหตุ หากยื่นพ้นกำหนดถือว่าสิทธิสิ้นสุด ไม่อาจนำเรื่องมาอ้างได้อีก

2. กำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา 27 วรรคสอง

ศาลฎีกาตีความเคร่งครัดเกี่ยวกับกำหนดเวลา โดยถือวันที่จำเลยทราบข้อเท็จจริงจากบันทึกสภาทนายความเป็นจุดเริ่มนับระยะเวลา

3. รับสารภาพก่อนสืบพยาน

การรับสารภาพทำให้ข้อเท็จจริงเป็นที่สุด จำเลยไม่อาจฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงภายหลังได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาที่ปฏิเสธความผิด

4. ยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

พฤติการณ์จำเลยนำทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายไปเก็บรักษาไปเป็นของตน ถือเป็นการยักยอก ศาลเห็นว่าการกระทำมีความร้ายแรงและกระทบความเชื่อถือในกิจการ

5. ไม่สมควรรอการลงโทษ

จำเลยเคยกระทำผิดลักษณะเดียวกันหลายครั้ง แม้ชดใช้บางส่วนหรือมีภาระครอบครัวก็ไม่ใช่เหตุเพียงพอ ศาลเห็นว่าการลงโทษจำคุกเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหากระทำความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และขอให้ชดใช้เงินค่าตู้เติมเงินออนไลน์จำนวน 213,465 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและรับสารภาพตามฟ้องก่อนสืบพยานโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 21 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 10 เดือน 15 วัน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้พิจารณาว่าตนมิได้กระทำผิดและขอให้รอการลงโทษ ทั้งยังยื่นคำร้องเพิกถอนการพิจารณาตั้งแต่ชั้นศาลชั้นต้น อ้างว่าทนายโจทก์ถูกลบชื่อจากทะเบียนทนายความ

วินิจฉัยประเด็นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต้องยื่นภายในกำหนดแปดวันนับแต่วันที่คู่ความทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ตรวจสอบประวัติทนายความและทราบผลตามเอกสารลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 แต่กลับยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ซึ่งล่วงเลยกำหนดเวลา การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา

ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งยกคำร้อง

วินิจฉัยข้อฎีกาเกี่ยวกับการกระทำผิด

จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าตนกระทำความผิดอย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 3 รับสารภาพ before witness examination จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วโดยชอบ ข้อฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่รับสารภาพแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิเคราะห์โทษจำคุกและการรอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง เนื่องจากจำเลยในฐานะตัวแทนจำหน่ายของโจทก์มีหน้าที่ต้องกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับนำตู้เติมเงินของโจทก์ไปเป็นของตนโดยทุจริต อีกทั้งจำเลยเคยกระทำความผิดลักษณะเดียวกันจำนวนสองครั้งและเคยได้รับการรอการลงโทษแล้ว

การอ้างเหตุสำนึกผิดหรือภาระครอบครัวจึงไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม

พิพากษาแก้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

บทวิเคราะห์ทางกฎหมายและประเด็นสำคัญ

1. ศาลตีความเคร่งครัดเรื่องกำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา 27 วรรคสอง

คู่ความต้องใช้สิทธิทันเวลามิเช่นนั้นถือว่าสละสิทธิ์

2. การรับสารภาพก่อนสืบพยานถือเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงโดยสมบูรณ์

ไม่สามารถฎีกาปฏิเสธข้อเท็จจริงเดิมอีก

3. พฤติการณ์จำเลยที่เคยได้รับการรอการลงโทษมาก่อนมีผลโดยตรงต่อการกำหนดโทษ

ศาลพิจารณาถึงความต่อเนื่องของการกระทำผิด

4. คดียักยอกทรัพย์โดยผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์เป็นความผิดร้ายแรงในทางสังคม

เพราะกระทบต่อความไว้วางใจในระบบธุรกิจและการค้าขาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ย้ำหลักสำคัญว่า การยื่นคำร้องในกระบวนพิจารณาต้องกระทำภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติอย่างเคร่งครัด การละเลยย่อมทำให้สิทธินั้นสิ้นสุด อีกทั้งการกระทำความผิดซ้ำซากย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ศาลต้องนำมาประกอบการกำหนดโทษ ซึ่งสะท้อนว่าการรอการลงโทษมิใช่สิทธิของจำเลย แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะใช้ในกรณีที่เห็นว่าสมควรเท่านั้น

IRAC 

Issue (ประเด็นปัญหา)

1. จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบหรือไม่เมื่อยื่นพ้นกำหนดเวลาแปดวัน

2. ควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 หรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พศ 2499 มาตรา 4

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

Application (การปรับใช้ข้อเท็จจริงกับกฎหมาย)

จำเลยที่ 3 ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะทนายของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2564 แต่กลับยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงพ้นกำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา 27 วรรคสอง การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับการรอการลงโทษ แม้จำเลยรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายบางส่วน แต่พฤติการณ์ของคดีร้ายแรงและจำเลยเคยกระทำผิดลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง ศาลเห็นว่าการรอการลงโทษจะไม่ก่อให้เกิดการยับยั้งหรือป้องกันการกระทำผิด การกำหนดโทษจำคุกจึงเหมาะสมกว่า

Conclusion (ข้อยุติ)

คำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากยื่นพ้นกำหนดเวลา ศาลจึงยกคำร้อง และพิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยที่ 3 จาก 1 ปี เหลือ 6 เดือนตามมาตรา 78 โดยไม่รอการลงโทษ

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2567 

การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า ซ. เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานยักยอก และให้คืนหรือชดใช้ค่าตู้เติมเงินออนไลน์จำนวน 213,465 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูลจึงรับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ลงโทษจำคุก 21 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 10 เดือน 15 วัน และยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยรับสารภาพแล้ว ย่อมไม่อาจฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงได้อีก จึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

ประเด็นสำคัญจึงเหลือเพียงว่า ควรรอการลงโทษหรือไม่ ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 3 กระทำผิดโดยอาศัยความไว้วางใจ ยักยอกทรัพย์ไปเป็นของตน และมีประวัติกระทำผิดลักษณะเดียวกันมาก่อนถึง 2 ครั้ง แม้จะมีการชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนและอ้างภาระครอบครัว ก็ไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายบางส่วน จึงแก้โทษใหม่เป็นจำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ส่วนคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ยื่นเกินกำหนด 8 วัน ศาลไม่รับพิจารณ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้ราคาตู้เติมเงินออนไลน์เป็นเงิน 213,465 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่ง แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 21 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในทำนองว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องอย่างไรอันเป็นการฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องตั้งแต่ก่อนสืบพยานโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพแล้ว ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 หรือลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์สมควรปฏิบัติต่อโจทก์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับอาศัยโอกาสที่โจทก์มอบความไว้วางใจนำตู้เติมเงินออนไลน์ของโจทก์ที่เก็บคืนจากลูกค้ารายเดิมไป โดยไม่ส่งคืนโจทก์ไปไว้เป็นของตนโดยทุจริตนับว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยที่ 3 ไม่คัดค้านว่า ในห้วงเวลาเดียวกับคดีนี้ จำเลยที่ 3 เคยกระทำความผิดฐานยักยอกมาแล้ว 2 ครั้ง และศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยที่ 3 ไว้ จึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาโดยตลอด แม้จำเลยที่ 3 อ้างว่าสำนึกผิดในการกระทำจึงได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนแล้ว หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 3 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ราคาเงินคืนโจทก์บางส่วน จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า นายซื่อตรง เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ให้ยกคำร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 3 รับสารภาพก่อนสืบพยานโจทก์ พิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 21 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน และยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่ง

3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาพ้นกำหนดเวลา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาที่ปฏิเสธความผิดไม่อาจรับฟังเพราะจำเลยรับสารภาพแล้ว พิพากษาแก้โทษจำคุกให้เหลือ 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และไม่รอการลงโทษ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อจำเลยที่ 3 อ้างว่าในกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้นมีความไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความตั้งแต่วันที่มีการพิจารณา แต่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวหลายเดือนหลังจากวันที่ทราบผลการตรวจสอบสถานะทนายความจากสภาทนายความ คำถามคือ การยื่นคำร้องของจำเลยที่ 3 จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายหรือถือว่าเป็นการพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จนทำให้จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนหรือไม่

ธงคำตอบ

ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ทราบผลการตรวจสอบสถานะทนายความของโจทก์จากหนังสือของสภาทนายความลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 แต่ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ซึ่งล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงพ้นกำหนดเวลาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจึงถือว่าสละสิทธิในข้ออ้างดังกล่าว ศาลฎีกายืนยันการยกคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาโดยชอบ

ข้อ 2

เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพก่อนสืบพยานโจทก์ว่าตนกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 แต่ภายหลังในชั้นฎีกากลับฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดและศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยอย่างชัดเจน คำถามคือ จำเลยจะสามารถฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ตนได้ให้การรับสารภาพไปแล้วได้หรือไม่ และกฎหมายในส่วนใดกำหนดข้อจำกัดในการฎีกาเช่นนั้น

ธงคำตอบ

การที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพก่อนสืบพยานโจทก์ ถือเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยยอมรับโดยสมบูรณ์แล้ว การฎีกากลับข้อเท็จจริงภายหลังจึงขัดต่อหลักแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในชั้นศาลล่าง ดังนั้นฎีกาที่ปฏิเสธความผิดจึงไม่อาจรับวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับพิจารณาข้อฎีกาดังกล่าว

ข้อ 3

เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์ มีหน้าที่ต้องใช้อำนาจครอบครองตู้เติมเงินออนไลน์แทนโจทก์โดยสุจริต แต่กลับนำทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นของตนเองโดยทุจริต คำถามคือ การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 อย่างไร และเหตุใดศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีความร้ายแรงเป็นพิเศษ

ธงคำตอบ

จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์ของโจทก์ แต่กลับนำตู้เติมเงินไปเป็นของตนโดยทุจริต ซึ่งเข้าลักษณะความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 เพราะเป็นการนำทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองโดยชอบด้วยการงานไปเบียดบังเป็นของตน การกระทำเช่นนี้กระทบต่อความไว้วางใจของผู้ประกอบธุรกิจและสร้างผลเสียต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม อีกทั้งจากรายงานคุมประพฤติยังปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดลักษณะเดียวกันมาแล้ว 2 ครั้งและได้รับการรอการลงโทษมาก่อน ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ร้ายแรงไม่สมควรรอการลงโทษ

ข้อ 4

เมื่อจำเลยที่ 3 อ้างในชั้นฎีกาว่าตนสำนึกผิด ชดใช้ค่าเสียหายบางส่วน และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว จึงควรได้รับการรอการลงโทษจำคุก คำถามคือ เหตุผลดังกล่าวจะถือเป็นเหตุสมควรรอการลงโทษตามหลักแห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ และศาลได้นำพฤติการณ์ใดมาประกอบการพิจารณา

ธงคำตอบ

แม้จำเลยที่ 3 จะอ้างเหตุสำนึกผิดและความจำเป็นทางครอบครัว แต่ศาลเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่เหตุพิเศษเพียงพอสำหรับการรอการลงโทษ เนื่องจากจำเลยมีพฤติการณ์กระทำผิดซ้ำซากเกี่ยวกับทรัพย์ อีกทั้งการกระทำครั้งนี้เกิดจากการอาศัยช่องทางความไว้วางใจที่โจทก์มอบหมาย ศาลจึงพิจารณาว่าเพื่อประโยชน์แห่งการป้องกันและปรามการกระทำผิดลักษณะเดียวกัน การลงโทษจำคุกจึงเหมาะสมกว่าการรอการลงโทษ

ข้อ 5

เมื่อศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นการเหมาะสมหรือไม่ คำถามคือ ศาลฎีกาใช้หลักกฎหมายใดและพิจารณาพฤติการณ์ใดประกอบ เพื่อกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม และเหตุใดจึงลดโทษตามมาตรา 78 แต่ยังคงลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาพิเคราะห์จากความร้ายแรงแห่งพฤติการณ์และพฤติกรรมซ้ำซากของจำเลยซึ่งเคยยักยอกทรัพย์มาก่อนสองครั้งและเคยได้รับการรอการลงโทษ การให้รอการลงโทษอีกจึงไม่เกิดประโยชน์ในการป้องกันหรือแก้ไขพฤติกรรม จำเลยแม้ชดใช้บางส่วนและรับสารภาพ ซึ่งเป็นเหตุบรรเทาตามมาตรา 78 ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง แต่ยังคงลงโทษจำคุก 6 เดือนโดยไม่รอการลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับความร้ายแรงของคดีและประโยชน์แห่งสังคม




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

ทนายความถอนตัวแล้วศาลไม่แจ้งคู่ความ กระบวนพิจารณาไม่ชอบหรือไม่ สิทธิในการต่อสู้คดีและผลของคำพิพากษาเป็นอย่างไร
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย article
ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา
สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ใช้รายงานคุมประพฤติสู้คดีได้หรือไม่ ศาลไม่รอการลงโทษในคดีฉ้อโกงออนไลน์เพราะเหตุใด
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม-ผู้ร้องสอดอ้างครอบครองปรปักษ์เข้าคดีขับไล่ได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียและสิทธิเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วคดีอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์
คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
ไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง