
| รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ยักยอกทรัพย์-ไม่รออาญา ศาลดูอะไรบ้าง และยื่นคำร้องช้าเสียสิทธิหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นการร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่คู่ความอ้างว่าผิดระเบียบ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยถึงกำหนดเวลาแปดวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง และพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำร้องซึ่งยื่นล่าช้ากว่ากำหนด นอกจากนี้ยังมีการวินิจฉัยเกี่ยวกับการรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ในคดียักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับการรอการลงโทษจำคุกซึ่งศาลเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรงและจำเลยเคยกระทำผิดลักษณะเดียวกันมาก่อน การรอการลงโทษจึงไม่เหมาะสม คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 คู่ความจะอาศัยสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบได้หรือไม่เมื่อยื่นพ้นกำหนดเวลาแปดวันตามกฎหมาย 2 จำเลยที่ได้ให้การรับสารภาพในศาลชั้นต้นจะสามารถฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงภายหลังได้หรือไม่ภายใต้ข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา 3 พฤติการณ์แห่งคดีและประวัติความประพฤติของจำเลยเพียงพอหรือไม่ที่จะเป็นเหตุให้ศาลรอการลงโทษจำคุกหรือสมควรกำหนดโทษสถานหนักตามความเหมาะสม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วย “การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 รวมถึงการวินิจฉัยโทษคดียักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และหลักการลดโทษตามมาตรา 78 โดยศาลฎีกาย้ำว่าการยื่นคำร้องต้องทำภายในกำหนดเวลา และพฤติการณ์จำเลยที่เคยกระทำผิดซ้ำเป็นเหตุไม่อาจรอการลงโทษได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ 1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง 2. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 5. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. คำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ คดีนี้เน้นย้ำว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องภายในแปดวันนับแต่ทราบเหตุ หากยื่นพ้นกำหนดถือว่าสิทธิสิ้นสุด ไม่อาจนำเรื่องมาอ้างได้อีก 2. กำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา 27 วรรคสอง ศาลฎีกาตีความเคร่งครัดเกี่ยวกับกำหนดเวลา โดยถือวันที่จำเลยทราบข้อเท็จจริงจากบันทึกสภาทนายความเป็นจุดเริ่มนับระยะเวลา 3. รับสารภาพก่อนสืบพยาน การรับสารภาพทำให้ข้อเท็จจริงเป็นที่สุด จำเลยไม่อาจฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงภายหลังได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาที่ปฏิเสธความผิด 4. ยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 พฤติการณ์จำเลยนำทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายไปเก็บรักษาไปเป็นของตน ถือเป็นการยักยอก ศาลเห็นว่าการกระทำมีความร้ายแรงและกระทบความเชื่อถือในกิจการ 5. ไม่สมควรรอการลงโทษ จำเลยเคยกระทำผิดลักษณะเดียวกันหลายครั้ง แม้ชดใช้บางส่วนหรือมีภาระครอบครัวก็ไม่ใช่เหตุเพียงพอ ศาลเห็นว่าการลงโทษจำคุกเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า ข้อเท็จจริงโดยสรุป โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหากระทำความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และขอให้ชดใช้เงินค่าตู้เติมเงินออนไลน์จำนวน 213,465 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและรับสารภาพตามฟ้องก่อนสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 21 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 10 เดือน 15 วัน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้พิจารณาว่าตนมิได้กระทำผิดและขอให้รอการลงโทษ ทั้งยังยื่นคำร้องเพิกถอนการพิจารณาตั้งแต่ชั้นศาลชั้นต้น อ้างว่าทนายโจทก์ถูกลบชื่อจากทะเบียนทนายความ วินิจฉัยประเด็นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต้องยื่นภายในกำหนดแปดวันนับแต่วันที่คู่ความทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ตรวจสอบประวัติทนายความและทราบผลตามเอกสารลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 แต่กลับยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ซึ่งล่วงเลยกำหนดเวลา การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งยกคำร้อง วินิจฉัยข้อฎีกาเกี่ยวกับการกระทำผิด จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าตนกระทำความผิดอย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 3 รับสารภาพ before witness examination จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วโดยชอบ ข้อฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่รับสารภาพแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิเคราะห์โทษจำคุกและการรอการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง เนื่องจากจำเลยในฐานะตัวแทนจำหน่ายของโจทก์มีหน้าที่ต้องกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับนำตู้เติมเงินของโจทก์ไปเป็นของตนโดยทุจริต อีกทั้งจำเลยเคยกระทำความผิดลักษณะเดียวกันจำนวนสองครั้งและเคยได้รับการรอการลงโทษแล้ว การอ้างเหตุสำนึกผิดหรือภาระครอบครัวจึงไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม พิพากษาแก้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน บทวิเคราะห์ทางกฎหมายและประเด็นสำคัญ 1. ศาลตีความเคร่งครัดเรื่องกำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา 27 วรรคสอง คู่ความต้องใช้สิทธิทันเวลามิเช่นนั้นถือว่าสละสิทธิ์ 2. การรับสารภาพก่อนสืบพยานถือเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงโดยสมบูรณ์ ไม่สามารถฎีกาปฏิเสธข้อเท็จจริงเดิมอีก 3. พฤติการณ์จำเลยที่เคยได้รับการรอการลงโทษมาก่อนมีผลโดยตรงต่อการกำหนดโทษ ศาลพิจารณาถึงความต่อเนื่องของการกระทำผิด 4. คดียักยอกทรัพย์โดยผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์เป็นความผิดร้ายแรงในทางสังคม เพราะกระทบต่อความไว้วางใจในระบบธุรกิจและการค้าขาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ย้ำหลักสำคัญว่า การยื่นคำร้องในกระบวนพิจารณาต้องกระทำภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติอย่างเคร่งครัด การละเลยย่อมทำให้สิทธินั้นสิ้นสุด อีกทั้งการกระทำความผิดซ้ำซากย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ศาลต้องนำมาประกอบการกำหนดโทษ ซึ่งสะท้อนว่าการรอการลงโทษมิใช่สิทธิของจำเลย แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะใช้ในกรณีที่เห็นว่าสมควรเท่านั้น IRAC Issue (ประเด็นปัญหา) 1. จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบหรือไม่เมื่อยื่นพ้นกำหนดเวลาแปดวัน 2. ควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 หรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง • พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พศ 2499 มาตรา 4 • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 Application (การปรับใช้ข้อเท็จจริงกับกฎหมาย) จำเลยที่ 3 ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะทนายของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2564 แต่กลับยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงพ้นกำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา 27 วรรคสอง การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับการรอการลงโทษ แม้จำเลยรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายบางส่วน แต่พฤติการณ์ของคดีร้ายแรงและจำเลยเคยกระทำผิดลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง ศาลเห็นว่าการรอการลงโทษจะไม่ก่อให้เกิดการยับยั้งหรือป้องกันการกระทำผิด การกำหนดโทษจำคุกจึงเหมาะสมกว่า Conclusion (ข้อยุติ) คำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากยื่นพ้นกำหนดเวลา ศาลจึงยกคำร้อง และพิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยที่ 3 จาก 1 ปี เหลือ 6 เดือนตามมาตรา 78 โดยไม่รอการลงโทษ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2567 การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า ซ. เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานยักยอก และให้คืนหรือชดใช้ค่าตู้เติมเงินออนไลน์จำนวน 213,465 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูลจึงรับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ลงโทษจำคุก 21 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 10 เดือน 15 วัน และยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยรับสารภาพแล้ว ย่อมไม่อาจฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงได้อีก จึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ประเด็นสำคัญจึงเหลือเพียงว่า ควรรอการลงโทษหรือไม่ ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 3 กระทำผิดโดยอาศัยความไว้วางใจ ยักยอกทรัพย์ไปเป็นของตน และมีประวัติกระทำผิดลักษณะเดียวกันมาก่อนถึง 2 ครั้ง แม้จะมีการชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนและอ้างภาระครอบครัว ก็ไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายบางส่วน จึงแก้โทษใหม่เป็นจำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ส่วนคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ยื่นเกินกำหนด 8 วัน ศาลไม่รับพิจารณ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้ราคาตู้เติมเงินออนไลน์เป็นเงิน 213,465 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่ง แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 21 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในทำนองว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องอย่างไรอันเป็นการฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องตั้งแต่ก่อนสืบพยานโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพแล้ว ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 หรือลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์สมควรปฏิบัติต่อโจทก์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับอาศัยโอกาสที่โจทก์มอบความไว้วางใจนำตู้เติมเงินออนไลน์ของโจทก์ที่เก็บคืนจากลูกค้ารายเดิมไป โดยไม่ส่งคืนโจทก์ไปไว้เป็นของตนโดยทุจริตนับว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยที่ 3 ไม่คัดค้านว่า ในห้วงเวลาเดียวกับคดีนี้ จำเลยที่ 3 เคยกระทำความผิดฐานยักยอกมาแล้ว 2 ครั้ง และศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยที่ 3 ไว้ จึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาโดยตลอด แม้จำเลยที่ 3 อ้างว่าสำนึกผิดในการกระทำจึงได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนแล้ว หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 3 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ราคาเงินคืนโจทก์บางส่วน จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า นายซื่อตรง เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ให้ยกคำร้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 3 รับสารภาพก่อนสืบพยานโจทก์ พิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 21 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน และยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่ง 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาพ้นกำหนดเวลา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาที่ปฏิเสธความผิดไม่อาจรับฟังเพราะจำเลยรับสารภาพแล้ว พิพากษาแก้โทษจำคุกให้เหลือ 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และไม่รอการลงโทษ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อจำเลยที่ 3 อ้างว่าในกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้นมีความไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความตั้งแต่วันที่มีการพิจารณา แต่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวหลายเดือนหลังจากวันที่ทราบผลการตรวจสอบสถานะทนายความจากสภาทนายความ คำถามคือ การยื่นคำร้องของจำเลยที่ 3 จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายหรือถือว่าเป็นการพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จนทำให้จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนหรือไม่ ธงคำตอบ ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ทราบผลการตรวจสอบสถานะทนายความของโจทก์จากหนังสือของสภาทนายความลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 แต่ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ซึ่งล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงพ้นกำหนดเวลาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจึงถือว่าสละสิทธิในข้ออ้างดังกล่าว ศาลฎีกายืนยันการยกคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาโดยชอบ ข้อ 2 เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพก่อนสืบพยานโจทก์ว่าตนกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 แต่ภายหลังในชั้นฎีกากลับฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดและศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยอย่างชัดเจน คำถามคือ จำเลยจะสามารถฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ตนได้ให้การรับสารภาพไปแล้วได้หรือไม่ และกฎหมายในส่วนใดกำหนดข้อจำกัดในการฎีกาเช่นนั้น ธงคำตอบ การที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพก่อนสืบพยานโจทก์ ถือเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยยอมรับโดยสมบูรณ์แล้ว การฎีกากลับข้อเท็จจริงภายหลังจึงขัดต่อหลักแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในชั้นศาลล่าง ดังนั้นฎีกาที่ปฏิเสธความผิดจึงไม่อาจรับวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับพิจารณาข้อฎีกาดังกล่าว ข้อ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์ มีหน้าที่ต้องใช้อำนาจครอบครองตู้เติมเงินออนไลน์แทนโจทก์โดยสุจริต แต่กลับนำทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นของตนเองโดยทุจริต คำถามคือ การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 อย่างไร และเหตุใดศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีความร้ายแรงเป็นพิเศษ ธงคำตอบ จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์ของโจทก์ แต่กลับนำตู้เติมเงินไปเป็นของตนโดยทุจริต ซึ่งเข้าลักษณะความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 เพราะเป็นการนำทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองโดยชอบด้วยการงานไปเบียดบังเป็นของตน การกระทำเช่นนี้กระทบต่อความไว้วางใจของผู้ประกอบธุรกิจและสร้างผลเสียต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม อีกทั้งจากรายงานคุมประพฤติยังปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดลักษณะเดียวกันมาแล้ว 2 ครั้งและได้รับการรอการลงโทษมาก่อน ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ร้ายแรงไม่สมควรรอการลงโทษ ข้อ 4 เมื่อจำเลยที่ 3 อ้างในชั้นฎีกาว่าตนสำนึกผิด ชดใช้ค่าเสียหายบางส่วน และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว จึงควรได้รับการรอการลงโทษจำคุก คำถามคือ เหตุผลดังกล่าวจะถือเป็นเหตุสมควรรอการลงโทษตามหลักแห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ และศาลได้นำพฤติการณ์ใดมาประกอบการพิจารณา ธงคำตอบ แม้จำเลยที่ 3 จะอ้างเหตุสำนึกผิดและความจำเป็นทางครอบครัว แต่ศาลเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่เหตุพิเศษเพียงพอสำหรับการรอการลงโทษ เนื่องจากจำเลยมีพฤติการณ์กระทำผิดซ้ำซากเกี่ยวกับทรัพย์ อีกทั้งการกระทำครั้งนี้เกิดจากการอาศัยช่องทางความไว้วางใจที่โจทก์มอบหมาย ศาลจึงพิจารณาว่าเพื่อประโยชน์แห่งการป้องกันและปรามการกระทำผิดลักษณะเดียวกัน การลงโทษจำคุกจึงเหมาะสมกว่าการรอการลงโทษ ข้อ 5 เมื่อศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นการเหมาะสมหรือไม่ คำถามคือ ศาลฎีกาใช้หลักกฎหมายใดและพิจารณาพฤติการณ์ใดประกอบ เพื่อกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม และเหตุใดจึงลดโทษตามมาตรา 78 แต่ยังคงลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ ธงคำตอบ ศาลฎีกาพิเคราะห์จากความร้ายแรงแห่งพฤติการณ์และพฤติกรรมซ้ำซากของจำเลยซึ่งเคยยักยอกทรัพย์มาก่อนสองครั้งและเคยได้รับการรอการลงโทษ การให้รอการลงโทษอีกจึงไม่เกิดประโยชน์ในการป้องกันหรือแก้ไขพฤติกรรม จำเลยแม้ชดใช้บางส่วนและรับสารภาพ ซึ่งเป็นเหตุบรรเทาตามมาตรา 78 ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง แต่ยังคงลงโทษจำคุก 6 เดือนโดยไม่รอการลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับความร้ายแรงของคดีและประโยชน์แห่งสังคม |




