ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2567, หลักเกณฑ์การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ปวิพ มาตรา 27, การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิได้ส่งหมายโดยชอบ, แนวคำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษา, การใช้สิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ, การตีความ ปวิอ มาตรา 182 และมาตรา 215, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาว่าด้วยการส่งหมายไม่ชอบ, สิทธิของจำเลยในการทราบวันนัดฟังคำพิพากษา, บทวิเคราะห์คดีอาญาเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่มิชอบ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอันเนื่องมาจากการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยในขณะที่ยังมิได้มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนหลักแห่งความยุติธรรมและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยได้ยกข้อค้านการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนดที่กฎหมายบัญญัติไว้ และมิได้มีการให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบดังกล่าว ศาลมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบและให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาใหม่ตามครรลองกฎหมาย

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 ศาลชั้นต้นมีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยหรือไม่ เมื่อการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษายังมิได้กระทำโดยชอบ

2 การยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบต้องกระทำภายในกำหนดเวลาใด และจำเลยได้ดำเนินการครบถ้วนตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายหรือไม่

3 พฤติการณ์ใดถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันต่อกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และจำเลยในคดีนี้ได้ให้สัตยาบันต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย ทั้งที่ยังมิได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบ เป็น “กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” อันต้องเพิกถอนตามกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวฝ่าฝืนหลักกระบวนพิจารณาอาญาเกี่ยวกับสิทธิของจำเลยในการเข้าร่วมการพิจารณาและทราบวันนัดฟังคำพิพากษาอันเป็นสาระสำคัญ ทั้งยังได้ใช้มาตราเกี่ยวกับสิทธิร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบ โดยพิจารณาว่าจำเลยยื่นคำร้องภายในกำหนดและมิได้ให้สัตยาบันแก่ความผิดระเบียบดังกล่าว จึงมีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดหลังจากการอ่านคำพิพากษาลับหลัง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม มาตรา 215 และมาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการอ่านคำพิพากษา การส่งหมายนัด การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบ และกำหนดเวลาที่คู่ความอาจยกข้อค้านได้ไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบเหตุ

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิได้ส่งหมายนัดโดยชอบ

ประเด็นแก่นของคดี คือ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยทั้งที่ยังส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาไม่สำเร็จ ทำให้การอ่านคำพิพากษาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 182 วรรคสาม

2 กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาโดยปราศจากการส่งหมายนัดโดยชอบ ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และคู่ความมีสิทธิร้องให้เพิกถอนตามบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนด

3 สิทธิร้องเพิกถอนภายในแปดวัน

มาตรา 27 กำหนดให้ผู้เสียหายจากกระบวนพิจารณาที่มิชอบต้องยื่นคำร้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบเหตุ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยและทนายความคนใหม่ทราบความผิดระเบียบเมื่อใด และได้ยื่นคำร้องทันในกำหนดดังกล่าว

4 การไม่ให้สัตยาบันต่อความผิดระเบียบ

ศาลตรวจสอบว่า จำเลยหรือทนายความมิได้กระทำการใดถือเป็นการรับรองหรือให้สัตยาบันต่อกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เช่น ไม่ได้เข้าไปดำเนินการใดในคดีหลังจากการอ่านคำพิพากษาลับหลัง จึงยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องได้

5 ผลของการเพิกถอนกระบวนพิจารณา

เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากระบวนพิจารณาที่ผ่านมามิชอบ จึงเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาทั้งหมดหลังจากนั้น พร้อมให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่ตามครรลองกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัย พร้อมขยายความประเด็นกฎหมาย 

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มาตรา 335 และมาตรา 336 ทวิ โดยขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงินแทนจำนวน 293,600 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดและให้จำคุก 3 ปี พร้อมให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน

ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ส่งหมายแจ้งวันนัดแก่จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่หมายถูกส่งกลับเนื่องจากจำเลยย้ายที่อยู่โดยไม่ทราบที่อยู่ใหม่ อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ศาลกลับรายงานว่าส่งหมายให้จำเลยได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่อาจส่งได้โดยชอบ เมื่อถึงวันนัด จำเลยไม่ปรากฏตัว ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับ และในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นยังจับจำเลยไม่ได้ จึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยและถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังแล้ว

ต่อมาจำเลยถูกจับและแต่งตั้งทนายความคนใหม่ซึ่งตรวจสำนวนและพบการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวภายในวันเดียวกัน

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยที่ยังมิได้มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสามและมาตรา 215 ซึ่งโดยหลักต้องส่งหมายนัดโดยชอบก่อนจึงจะมีอำนาจอ่านคำพิพากษาได้ การกระทำของศาลชั้นต้นจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

คู่ความฝ่ายที่เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ภายในกำหนดแปดวันนับแต่ทราบเหตุ ทั้งต้องมิได้ให้สัตยาบันหรือกระทำการใดอันถือเป็นการรับรองกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ทราบว่ามีการอ่านคำพิพากษาลับหลัง และไม่ได้มีพฤติการณ์ใดที่เป็นการให้สัตยาบัน เมื่อทนายความคนใหม่ตรวจสำนวนและพบความไม่ชอบแล้วได้ยื่นคำร้องภายในวันเดียวกัน ถือว่าอยู่ภายในกำหนดแปดวันตามกฎหมาย จึงรับฟังได้ว่าการยื่นคำร้องของจำเลยเป็นไปโดยชอบ

เหตุแห่งการเพิกถอนจึงมีมูล ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด พร้อมสั่งให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามครรลองแห่งกฎหมาย

ข้อคิดทางกฎหมาย

หลักแห่งความยุติธรรมในการพิจารณาคดีอาญากำหนดให้จำเลยต้องได้รับโอกาสทราบวันนัดฟังคำพิพากษาอย่างถูกต้องตามกระบวนการ เมื่อการส่งหมายไม่เป็นไปโดยชอบ ศาลย่อมไม่มีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลังคู่ความ การฝ่าฝืนขั้นตอนดังกล่าวเป็นความไม่ชอบมูลฐานและให้คู่ความมีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพื่อธำรงรักษาความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีแห่งกระบวนพิจารณาอาญา

IRAC 

Issue

การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยทั้งที่ยังมิได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยโดยชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและอาจเพิกถอนได้หรือไม่

Rule

หลักกฎหมายกำหนดว่า หากหมายนัดฟังคำพิพากษายังมิได้ส่งโดยชอบ ศาลไม่มีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลังคู่ความ และคู่ความอาจยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบได้ภายในแปดวันนับแต่ทราบเหตุ ทั้งต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำที่มิชอบ

Application

ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า หมายนัดฟังคำพิพากษาไม่อาจส่งให้จำเลยโดยชอบ แต่ศาลชั้นต้นกลับอ่านคำพิพากษาลับหลัง เป็นการฝ่าฝืนขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ จำเลยเพิ่งทราบเมื่อทนายความตรวจสำนวนหลังถูกจับ และได้ยื่นคำร้องภายในวันเดียวกันโดยมิได้ให้สัตยาบัน การยื่นคำร้องจึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

Conclusion

ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด พร้อมให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาใหม่และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2567 

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ลับหลังจำเลยโดยที่ยังไม่สามารถส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทราบโดยชอบ ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 แม้ภายหลังจำเลยจะยื่นใบแต่งตั้งทนายความต่อศาลชั้นต้น แต่เจ้าหน้าที่งานเก็บสำนวนลงรับใบแต่งตั้งทนายความเวลา 16.25 นาฬิกา และไม่ปรากฏว่าทนายความคนดังกล่าวได้ขอตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีจนกระทั่งจำเลยถูกจับและได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ แล้วทนายความคนใหม่ขอตรวจสำนวนจึงพบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันเดียวกัน ย่อมถือว่าจำเลยรู้ถึงข้อค้านเรื่องผิดระเบียบและยกขึ้นอ้างไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แล้ว

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคาที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 293,600 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก่จำเลยโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ปรากฏว่าซองไปรษณีย์ตอบรับถูกส่งกลับ ไม่สามารถส่งให้แก่จำเลยได้ เพราะย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าส่งหมายนัดให้แก่จำเลยได้ เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังจับกุมตัวจำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย โดยถือว่าอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคาที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 293,600 บาท แก่ผู้เสียหาย

วันที่ 19 มกราคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยไม่ทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว เพิกถอนหมายจับและหมายจำคุก และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยส่งหมายแจ้งวันนัดให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับปรากฏว่าไม่สามารถส่งให้แก่จำเลยได้ เพราะจำเลยย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ศาลกลับรายงานว่าส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้แก่จำเลยได้ทางไปรษณีย์ตอบรับ เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย และต่อมาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยที่ยังไม่สามารถส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทราบโดยชอบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 คู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นย่อมยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร และข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ปรากฏว่าได้มีการยื่นใบแต่งตั้งนายปรีชาพลเป็นทนายความจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2558 เข้ามาในสำนวนก็ตาม แต่ใบแต่งทนายความดังกล่าว เจ้าหน้าที่งานเก็บสำนวนลงรับในวันเดียวกันเวลา 16.25 นาฬิกา โดยไม่ปรากฏว่านายปรีชาพลได้ขอตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีนี้ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่ส่อแสดงให้เห็นว่านายปรีชาพลทราบว่ามีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังโดยมิชอบ อันจะถือว่านายปรีชาพลได้ทราบถึงการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบถึงการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ต่อมาภายหลังจากจำเลยถูกจับเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565 แล้ว จำเลยได้แต่งตั้งนายวิศาล เป็นทนายความจำเลยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 นายวิศาลตรวจดูสำนวนจึงพบการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันเดียวกัน ย่อมถือว่าจำเลยรู้ถึงข้อค้านเรื่องผิดระเบียบและยกขึ้นกล่าวไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าระหว่างนั้นจำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกามีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอฟังให้จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง และมิได้มีคำสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาแทนตามที่โจทก์ร้องขอ

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับเห็นว่าพยานหลักฐานฟังให้จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์เป็นเหตุฉกรรจ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ พิพากษาให้จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทดแทนแก่ผู้เสียหาย

3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องจากยังมิได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาโดยชอบ จึงพิพากษาเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาดังกล่าวและกระบวนพิจารณาที่ตามมา พร้อมให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังใหม่และดำเนินคดีต่อไป

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยโดยอาศัยรายงานเจ้าหน้าที่ว่ามีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาทางไปรษณีย์ตอบรับให้จำเลยแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าซองไปรษณีย์ตอบรับถูกส่งกลับเพราะจำเลยย้ายที่อยู่และไม่ได้รับหมายโดยชอบ การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเช่นนี้จะเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ และจำเลยจะมีสิทธิฟ้องร้องหรือยื่นคำร้องใดเพื่อเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวได้หรือไม่เพียงใด

ธงคำตอบ

การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยในคดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะมาตรา 182 วรรคสามและมาตรา 215 กำหนดให้ศาลมีอำนาจอ่านคำพิพากษาได้ต่อเมื่อมีการส่งหมายนัดโดยชอบก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานคลาดเคลื่อนว่าการส่งหมายสำเร็จ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่สำเร็จ ศาลจึงไม่มีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลัง จำเลยย่อมเป็นผู้เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 15 โดยต้องยื่นไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบเหตุ และต้องมิได้ให้สัตยาบันต่อการผิดระเบียบดังกล่าว เมื่อจำเลยและทนายความคนใหม่เพิ่งทราบเมื่อวันที่ตรวจสำนวนและยื่นคำร้องในวันเดียวกัน จึงถือว่าอยู่ภายในกำหนดและชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 2

ภายหลังการอ่านคำพิพากษาลับหลัง ปรากฏว่ามีการยื่นใบแต่งตั้งทนายความคนเดิมเข้ามาในสำนวนก่อนที่จำเลยจะถูกจับตัว แต่ทนายความมิได้ตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดในคดีเลย เหตุการณ์ดังกล่าวจะถือได้หรือไม่ว่าจำเลยหรือทนายความได้ทราบถึงกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเป็นการให้สัตยาบันต่อการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย

ธงคำตอบ

การยื่นใบแต่งตั้งทนายความเพียงอย่างเดียวโดยที่เจ้าหน้าที่ลงรับเวลา 16.25 นาฬิกา และไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ไม่ปรากฏว่าทนายความได้รับทราบว่ามีการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยแล้ว จึงยังไม่เป็นเหตุให้ถือว่าจำเลยหรือทนายความทราบเหตุผิดระเบียบ หรือได้ให้สัตยาบันต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบนั้น หลักกฎหมายตามมาตรา 27 วรรคสองบัญญัติไว้ชัดเจนว่าผู้เสียหายต้องไม่ดำเนินการใดต่อไปในคดีหลังทราบเหตุผิดระเบียบ และต้องไม่รับรองการกระทำที่มิชอบ เมื่อไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการใดหรือรับรู้ถึงเหตุผิดระเบียบ การยื่นใบแต่งตั้งดังกล่าวจึงไม่ตัดสิทธิของจำเลยในการร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา

ข้อ 3

เมื่อจำเลยถูกจับตามหมายจับแล้วได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ และทนายความตรวจสำนวนพบว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงได้ยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาในวันเดียวกัน การยื่นคำร้องในช่วงเวลาดังกล่าวจะถือว่าเกินกำหนดแปดวันตามมาตรา 27 หรือไม่ และเหตุใดจึงถือว่ายื่นคำร้องทันกำหนดตามกฎหมาย

ธงคำตอบ

กฎหมายกำหนดให้การยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบต้องกระทำไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ผู้เสียหายทราบเหตุ ในคดีนี้ จำเลยทราบถึงการพิจารณาที่ผิดระเบียบต่อเมื่อทนายความคนใหม่ตรวจสำนวนหลังจากจำเลยถูกจับตัว เมื่อทนายความพบความผิดระเบียบในวันเดียวกันและยื่นคำร้องทันที จึงถือเป็นการยื่นภายในกำหนดแปดวัน ส่วนก่อนหน้านี้จำเลยไม่เคยทราบถึงการอ่านคำพิพากษาลับหลังหรือข้อเท็จจริงใดที่บ่งชี้ว่ามีความผิดระเบียบ การยื่นคำร้องจึงชอบด้วยมาตรา 27 และไม่เป็นการขาดสิทธิแต่อย่างใด

ข้อ 4

การที่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาสำเร็จ ทั้งที่ซองไปรษณีย์ตอบรับถูกส่งกลับเพราะจำเลยย้ายที่อยู่ไม่ทราบ ทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยและอ่านคำพิพากษาลับหลัง การรายงานคลาดเคลื่อนดังกล่าวมีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาอย่างไร และจะถือว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือไม่

ธงคำตอบ

การรายงานคลาดเคลื่อนว่าการส่งหมายสำเร็จเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลชั้นต้นเข้าใจผิดว่าได้ส่งหมายโดยชอบแล้ว จึงออกหมายจับและอ่านคำพิพากษาลับหลัง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิของจำเลยในการทราบวันนัดฟังคำพิพากษาตามมาตรา 182 วรรคสาม และมาตรา 215 ผลคือศาลไม่มีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลังเพราะเงื่อนไขตามกฎหมายยังไม่ครบถ้วน กระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบและต้องถูกเพิกถอนทั้งหมดหลังจากการอ่านคำพิพากษาเพื่อคืนสภาพแห่งความยุติธรรมให้เป็นไปตามครรลองแห่งกฎหมาย

ข้อ 5

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิได้ส่งหมายนัดโดยชอบเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ การเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจะมีผลอย่างไรต่อสภาพของคดี และศาลชั้นต้นต้องดำเนินการอย่างไรภายหลังการเพิกถอน

ธงคำตอบ

เมื่อการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ กระบวนพิจารณาทั้งหมดหลังจากนั้นย่อมถูกเพิกถอนเพื่อให้การดำเนินคดีกลับเข้าสู่สภาพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผลโดยตรงคือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ถือว่าได้อ่านต่อหน้าจำเลยโดยชอบ จึงไม่อาจก่อให้เกิดผลแห่งกฎหมาย ศาลชั้นต้นต้องดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่โดยชอบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามขั้นตอนแห่งกฎหมายเพื่อให้จำเลยได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีตามหลักนิติธรรมและสิทธิในกระบวนพิจารณาอันเป็นธรรม




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ & วินิจฉัยโทษยักยอก ป.วิ.พ มาตรา 27,(ฎีกา 131/2567)
รายงานสืบเสาะใช้ประกอบโทษ ไม่ใช่พยานยกฟ้อง(ฎีกา 809/2567)
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิแบ่งสินสมรส & อุทธรณ์เกินคำขอ(ฎีกา 7851/2560)
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ขาดนัดยื่นคำให้การ-สิทธิถามค้าน การพิจารณาผิดระเบียบ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วคดีอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์
คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
ไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การส่งหมายนัดไต่สวน-สำเนาคำร้องไม่ชอบ
คำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้อง
เพิกถอนการขายทอดตลาด
คำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์
คณะบุคคลไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้