
| การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอันเนื่องมาจากการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยในขณะที่ยังมิได้มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนหลักแห่งความยุติธรรมและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยได้ยกข้อค้านการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนดที่กฎหมายบัญญัติไว้ และมิได้มีการให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบดังกล่าว ศาลมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบและให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาใหม่ตามครรลองกฎหมาย คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 ศาลชั้นต้นมีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยหรือไม่ เมื่อการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษายังมิได้กระทำโดยชอบ 2 การยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบต้องกระทำภายในกำหนดเวลาใด และจำเลยได้ดำเนินการครบถ้วนตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายหรือไม่ 3 พฤติการณ์ใดถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันต่อกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และจำเลยในคดีนี้ได้ให้สัตยาบันต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย ทั้งที่ยังมิได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบ เป็น “กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” อันต้องเพิกถอนตามกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวฝ่าฝืนหลักกระบวนพิจารณาอาญาเกี่ยวกับสิทธิของจำเลยในการเข้าร่วมการพิจารณาและทราบวันนัดฟังคำพิพากษาอันเป็นสาระสำคัญ ทั้งยังได้ใช้มาตราเกี่ยวกับสิทธิร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบ โดยพิจารณาว่าจำเลยยื่นคำร้องภายในกำหนดและมิได้ให้สัตยาบันแก่ความผิดระเบียบดังกล่าว จึงมีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดหลังจากการอ่านคำพิพากษาลับหลัง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม มาตรา 215 และมาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการอ่านคำพิพากษา การส่งหมายนัด การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบ และกำหนดเวลาที่คู่ความอาจยกข้อค้านได้ไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบเหตุ key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิได้ส่งหมายนัดโดยชอบ ประเด็นแก่นของคดี คือ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยทั้งที่ยังส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาไม่สำเร็จ ทำให้การอ่านคำพิพากษาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 182 วรรคสาม 2 กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาโดยปราศจากการส่งหมายนัดโดยชอบ ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และคู่ความมีสิทธิร้องให้เพิกถอนตามบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนด 3 สิทธิร้องเพิกถอนภายในแปดวัน มาตรา 27 กำหนดให้ผู้เสียหายจากกระบวนพิจารณาที่มิชอบต้องยื่นคำร้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบเหตุ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยและทนายความคนใหม่ทราบความผิดระเบียบเมื่อใด และได้ยื่นคำร้องทันในกำหนดดังกล่าว 4 การไม่ให้สัตยาบันต่อความผิดระเบียบ ศาลตรวจสอบว่า จำเลยหรือทนายความมิได้กระทำการใดถือเป็นการรับรองหรือให้สัตยาบันต่อกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เช่น ไม่ได้เข้าไปดำเนินการใดในคดีหลังจากการอ่านคำพิพากษาลับหลัง จึงยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องได้ 5 ผลของการเพิกถอนกระบวนพิจารณา เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากระบวนพิจารณาที่ผ่านมามิชอบ จึงเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาทั้งหมดหลังจากนั้น พร้อมให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่ตามครรลองกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัย พร้อมขยายความประเด็นกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มาตรา 335 และมาตรา 336 ทวิ โดยขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงินแทนจำนวน 293,600 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดและให้จำคุก 3 ปี พร้อมให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ส่งหมายแจ้งวันนัดแก่จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่หมายถูกส่งกลับเนื่องจากจำเลยย้ายที่อยู่โดยไม่ทราบที่อยู่ใหม่ อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ศาลกลับรายงานว่าส่งหมายให้จำเลยได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่อาจส่งได้โดยชอบ เมื่อถึงวันนัด จำเลยไม่ปรากฏตัว ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับ และในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นยังจับจำเลยไม่ได้ จึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยและถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังแล้ว ต่อมาจำเลยถูกจับและแต่งตั้งทนายความคนใหม่ซึ่งตรวจสำนวนและพบการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวภายในวันเดียวกัน ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยที่ยังมิได้มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสามและมาตรา 215 ซึ่งโดยหลักต้องส่งหมายนัดโดยชอบก่อนจึงจะมีอำนาจอ่านคำพิพากษาได้ การกระทำของศาลชั้นต้นจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ภายในกำหนดแปดวันนับแต่ทราบเหตุ ทั้งต้องมิได้ให้สัตยาบันหรือกระทำการใดอันถือเป็นการรับรองกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ทราบว่ามีการอ่านคำพิพากษาลับหลัง และไม่ได้มีพฤติการณ์ใดที่เป็นการให้สัตยาบัน เมื่อทนายความคนใหม่ตรวจสำนวนและพบความไม่ชอบแล้วได้ยื่นคำร้องภายในวันเดียวกัน ถือว่าอยู่ภายในกำหนดแปดวันตามกฎหมาย จึงรับฟังได้ว่าการยื่นคำร้องของจำเลยเป็นไปโดยชอบ เหตุแห่งการเพิกถอนจึงมีมูล ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด พร้อมสั่งให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามครรลองแห่งกฎหมาย ข้อคิดทางกฎหมาย หลักแห่งความยุติธรรมในการพิจารณาคดีอาญากำหนดให้จำเลยต้องได้รับโอกาสทราบวันนัดฟังคำพิพากษาอย่างถูกต้องตามกระบวนการ เมื่อการส่งหมายไม่เป็นไปโดยชอบ ศาลย่อมไม่มีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลังคู่ความ การฝ่าฝืนขั้นตอนดังกล่าวเป็นความไม่ชอบมูลฐานและให้คู่ความมีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพื่อธำรงรักษาความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีแห่งกระบวนพิจารณาอาญา IRAC Issue การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยทั้งที่ยังมิได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยโดยชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและอาจเพิกถอนได้หรือไม่ Rule หลักกฎหมายกำหนดว่า หากหมายนัดฟังคำพิพากษายังมิได้ส่งโดยชอบ ศาลไม่มีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลังคู่ความ และคู่ความอาจยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบได้ภายในแปดวันนับแต่ทราบเหตุ ทั้งต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำที่มิชอบ Application ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า หมายนัดฟังคำพิพากษาไม่อาจส่งให้จำเลยโดยชอบ แต่ศาลชั้นต้นกลับอ่านคำพิพากษาลับหลัง เป็นการฝ่าฝืนขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ จำเลยเพิ่งทราบเมื่อทนายความตรวจสำนวนหลังถูกจับ และได้ยื่นคำร้องภายในวันเดียวกันโดยมิได้ให้สัตยาบัน การยื่นคำร้องจึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย Conclusion ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด พร้อมให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาใหม่และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2567 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ลับหลังจำเลยโดยที่ยังไม่สามารถส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทราบโดยชอบ ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 แม้ภายหลังจำเลยจะยื่นใบแต่งตั้งทนายความต่อศาลชั้นต้น แต่เจ้าหน้าที่งานเก็บสำนวนลงรับใบแต่งตั้งทนายความเวลา 16.25 นาฬิกา และไม่ปรากฏว่าทนายความคนดังกล่าวได้ขอตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีจนกระทั่งจำเลยถูกจับและได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ แล้วทนายความคนใหม่ขอตรวจสำนวนจึงพบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันเดียวกัน ย่อมถือว่าจำเลยรู้ถึงข้อค้านเรื่องผิดระเบียบและยกขึ้นอ้างไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แล้ว คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคาที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 293,600 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก่จำเลยโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ปรากฏว่าซองไปรษณีย์ตอบรับถูกส่งกลับ ไม่สามารถส่งให้แก่จำเลยได้ เพราะย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าส่งหมายนัดให้แก่จำเลยได้ เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังจับกุมตัวจำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย โดยถือว่าอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคาที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 293,600 บาท แก่ผู้เสียหาย วันที่ 19 มกราคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยไม่ทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว เพิกถอนหมายจับและหมายจำคุก และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยส่งหมายแจ้งวันนัดให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับปรากฏว่าไม่สามารถส่งให้แก่จำเลยได้ เพราะจำเลยย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ศาลกลับรายงานว่าส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้แก่จำเลยได้ทางไปรษณีย์ตอบรับ เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย และต่อมาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยที่ยังไม่สามารถส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทราบโดยชอบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 คู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นย่อมยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร และข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ปรากฏว่าได้มีการยื่นใบแต่งตั้งนายปรีชาพลเป็นทนายความจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2558 เข้ามาในสำนวนก็ตาม แต่ใบแต่งทนายความดังกล่าว เจ้าหน้าที่งานเก็บสำนวนลงรับในวันเดียวกันเวลา 16.25 นาฬิกา โดยไม่ปรากฏว่านายปรีชาพลได้ขอตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีนี้ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่ส่อแสดงให้เห็นว่านายปรีชาพลทราบว่ามีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังโดยมิชอบ อันจะถือว่านายปรีชาพลได้ทราบถึงการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบถึงการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ต่อมาภายหลังจากจำเลยถูกจับเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565 แล้ว จำเลยได้แต่งตั้งนายวิศาล เป็นทนายความจำเลยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 นายวิศาลตรวจดูสำนวนจึงพบการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันเดียวกัน ย่อมถือว่าจำเลยรู้ถึงข้อค้านเรื่องผิดระเบียบและยกขึ้นกล่าวไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าระหว่างนั้นจำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกามีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอฟังให้จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง และมิได้มีคำสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาแทนตามที่โจทก์ร้องขอ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับเห็นว่าพยานหลักฐานฟังให้จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์เป็นเหตุฉกรรจ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ พิพากษาให้จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทดแทนแก่ผู้เสียหาย 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องจากยังมิได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาโดยชอบ จึงพิพากษาเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาดังกล่าวและกระบวนพิจารณาที่ตามมา พร้อมให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังใหม่และดำเนินคดีต่อไป แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยโดยอาศัยรายงานเจ้าหน้าที่ว่ามีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาทางไปรษณีย์ตอบรับให้จำเลยแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าซองไปรษณีย์ตอบรับถูกส่งกลับเพราะจำเลยย้ายที่อยู่และไม่ได้รับหมายโดยชอบ การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเช่นนี้จะเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ และจำเลยจะมีสิทธิฟ้องร้องหรือยื่นคำร้องใดเพื่อเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวได้หรือไม่เพียงใด ธงคำตอบ การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยในคดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะมาตรา 182 วรรคสามและมาตรา 215 กำหนดให้ศาลมีอำนาจอ่านคำพิพากษาได้ต่อเมื่อมีการส่งหมายนัดโดยชอบก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานคลาดเคลื่อนว่าการส่งหมายสำเร็จ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่สำเร็จ ศาลจึงไม่มีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลัง จำเลยย่อมเป็นผู้เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 15 โดยต้องยื่นไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบเหตุ และต้องมิได้ให้สัตยาบันต่อการผิดระเบียบดังกล่าว เมื่อจำเลยและทนายความคนใหม่เพิ่งทราบเมื่อวันที่ตรวจสำนวนและยื่นคำร้องในวันเดียวกัน จึงถือว่าอยู่ภายในกำหนดและชอบด้วยกฎหมาย ข้อ 2 ภายหลังการอ่านคำพิพากษาลับหลัง ปรากฏว่ามีการยื่นใบแต่งตั้งทนายความคนเดิมเข้ามาในสำนวนก่อนที่จำเลยจะถูกจับตัว แต่ทนายความมิได้ตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดในคดีเลย เหตุการณ์ดังกล่าวจะถือได้หรือไม่ว่าจำเลยหรือทนายความได้ทราบถึงกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเป็นการให้สัตยาบันต่อการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ธงคำตอบ การยื่นใบแต่งตั้งทนายความเพียงอย่างเดียวโดยที่เจ้าหน้าที่ลงรับเวลา 16.25 นาฬิกา และไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ไม่ปรากฏว่าทนายความได้รับทราบว่ามีการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยแล้ว จึงยังไม่เป็นเหตุให้ถือว่าจำเลยหรือทนายความทราบเหตุผิดระเบียบ หรือได้ให้สัตยาบันต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบนั้น หลักกฎหมายตามมาตรา 27 วรรคสองบัญญัติไว้ชัดเจนว่าผู้เสียหายต้องไม่ดำเนินการใดต่อไปในคดีหลังทราบเหตุผิดระเบียบ และต้องไม่รับรองการกระทำที่มิชอบ เมื่อไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการใดหรือรับรู้ถึงเหตุผิดระเบียบ การยื่นใบแต่งตั้งดังกล่าวจึงไม่ตัดสิทธิของจำเลยในการร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา ข้อ 3 เมื่อจำเลยถูกจับตามหมายจับแล้วได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ และทนายความตรวจสำนวนพบว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงได้ยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาในวันเดียวกัน การยื่นคำร้องในช่วงเวลาดังกล่าวจะถือว่าเกินกำหนดแปดวันตามมาตรา 27 หรือไม่ และเหตุใดจึงถือว่ายื่นคำร้องทันกำหนดตามกฎหมาย ธงคำตอบ กฎหมายกำหนดให้การยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบต้องกระทำไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ผู้เสียหายทราบเหตุ ในคดีนี้ จำเลยทราบถึงการพิจารณาที่ผิดระเบียบต่อเมื่อทนายความคนใหม่ตรวจสำนวนหลังจากจำเลยถูกจับตัว เมื่อทนายความพบความผิดระเบียบในวันเดียวกันและยื่นคำร้องทันที จึงถือเป็นการยื่นภายในกำหนดแปดวัน ส่วนก่อนหน้านี้จำเลยไม่เคยทราบถึงการอ่านคำพิพากษาลับหลังหรือข้อเท็จจริงใดที่บ่งชี้ว่ามีความผิดระเบียบ การยื่นคำร้องจึงชอบด้วยมาตรา 27 และไม่เป็นการขาดสิทธิแต่อย่างใด ข้อ 4 การที่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาสำเร็จ ทั้งที่ซองไปรษณีย์ตอบรับถูกส่งกลับเพราะจำเลยย้ายที่อยู่ไม่ทราบ ทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยและอ่านคำพิพากษาลับหลัง การรายงานคลาดเคลื่อนดังกล่าวมีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาอย่างไร และจะถือว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือไม่ ธงคำตอบ การรายงานคลาดเคลื่อนว่าการส่งหมายสำเร็จเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลชั้นต้นเข้าใจผิดว่าได้ส่งหมายโดยชอบแล้ว จึงออกหมายจับและอ่านคำพิพากษาลับหลัง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิของจำเลยในการทราบวันนัดฟังคำพิพากษาตามมาตรา 182 วรรคสาม และมาตรา 215 ผลคือศาลไม่มีอำนาจอ่านคำพิพากษาลับหลังเพราะเงื่อนไขตามกฎหมายยังไม่ครบถ้วน กระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบและต้องถูกเพิกถอนทั้งหมดหลังจากการอ่านคำพิพากษาเพื่อคืนสภาพแห่งความยุติธรรมให้เป็นไปตามครรลองแห่งกฎหมาย ข้อ 5 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิได้ส่งหมายนัดโดยชอบเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ การเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจะมีผลอย่างไรต่อสภาพของคดี และศาลชั้นต้นต้องดำเนินการอย่างไรภายหลังการเพิกถอน ธงคำตอบ เมื่อการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ กระบวนพิจารณาทั้งหมดหลังจากนั้นย่อมถูกเพิกถอนเพื่อให้การดำเนินคดีกลับเข้าสู่สภาพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผลโดยตรงคือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ถือว่าได้อ่านต่อหน้าจำเลยโดยชอบ จึงไม่อาจก่อให้เกิดผลแห่งกฎหมาย ศาลชั้นต้นต้องดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่โดยชอบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามขั้นตอนแห่งกฎหมายเพื่อให้จำเลยได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีตามหลักนิติธรรมและสิทธิในกระบวนพิจารณาอันเป็นธรรม |




