
| ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร หลักกฎหมาย เงื่อนไข ระยะเวลา และแนวปฏิบัติที่ต้องรู้ บทนำ ในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง มีกรณีเกิดขึ้นอยู่เสมอที่ จำเลยถูกฟ้องคดีโดยไม่ทราบมาก่อน ไม่ได้รับหมายเรียก ไม่ทราบวันนัด หรือมีเหตุจำเป็นบางประการจนไม่อาจเข้าร่วมกระบวนพิจารณาของศาลได้ ส่งผลให้ศาลพิพากษาคดีไปโดยที่จำเลย ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา และคดีถึงที่สุดโดยที่จำเลยไม่เคยมีโอกาสนำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายของตนเข้าสู่การพิจารณา ปัญหาสำคัญที่ตามมาคือ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยยังมีหนทางตามกฎหมายที่จะขอให้ศาล รื้อฟื้นกระบวนพิจารณาคดีขึ้นใหม่ ได้หรือไม่ คำตอบของคำถามนี้อยู่ที่กลไกทางกฎหมายที่เรียกว่า “การขอพิจารณาคดีใหม่” ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองคู่ความที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการขาดโอกาสเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีโดยแท้จริง 1. ความหมายของการขอพิจารณาคดีใหม่ การขอพิจารณาคดีใหม่ คือ กระบวนการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่เปิดโอกาสให้ จำเลยซึ่งแพ้คดีโดยขาดนัด ขอให้ศาลพิจารณาคดีนั้นขึ้นใหม่ ตั้งแต่ขั้นตอนที่จำเลยขาดนัด โดยถือเสมือนว่า คำพิพากษาเดิมยังไม่เคยเกิดขึ้น สาระสำคัญของการขอพิจารณาคดีใหม่ มิใช่การโต้แย้งผลแพ้-ชนะของคดีในเนื้อหาโดยตรง แต่เป็นการร้องขอให้ศาลพิจารณาว่า จำเลยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ ที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีเดิม หากศาลเห็นว่ามีเหตุสมควร ศาลจะเพิกถอนคำพิพากษาเดิมและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ต่อไป 2. การขอพิจารณาคดีใหม่ แตกต่างจากอุทธรณ์และฎีกาอย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จำเป็นต้องแยกความแตกต่างของกระบวนการทั้งสามให้ชัดเจน 2.1 การอุทธรณ์ / ฎีกา เป็นการโต้แย้ง ความถูกต้องของคำพิพากษา โดยยอมรับว่าคู่ความได้เข้าร่วมกระบวนพิจารณาคดีมาแล้ว 2.2 การขอพิจารณาคดีใหม่ เป็นการร้องขอให้ศาลพิจารณาใหม่ เนื่องจาก จำเลยไม่เคยมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างแท้จริง เพราะขาดนัดโดยมีเหตุอันสมควร กล่าวโดยสรุป การขอพิจารณาคดีใหม่ คือการรื้อ “กระบวนพิจารณา” ไม่ใช่การโต้แย้ง “ผลคำพิพากษา” 3. บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หัวใจของการขอพิจารณาคดีใหม่ อยู่ที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 3.1 มาตรา 199 จัตวา บัญญัติให้จำเลยซึ่งแพ้คดีเพราะขาดนัด มีสิทธิยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ได้ หากมีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจเข้าร่วมกระบวนพิจารณา สาระสำคัญ: • ต้องเป็นคดีแพ่ง • จำเลยแพ้คดีเพราะขาดนัด • มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจมาศาลหรือยื่นคำให้การ 3.2 มาตรา 199 เบญจ กำหนด ระยะเวลาการยื่นคำร้อง โดยวางหลักสำคัญไว้ 2 ประการ คือ 1. ต้องยื่นภายใน 15 วัน 2. แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่มีการบังคับคดี บทบัญญัตินี้เป็นข้อจำกัดสิทธิอย่างเคร่งครัด หากพ้นกำหนด ศาลไม่มีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณา 4. ใครบ้างที่มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ ผู้มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนดังนี้ 1. เป็น จำเลย ในคดีแพ่ง 2. แพ้คดีเพราะ ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา 3. การขาดนัดนั้นเกิดจาก เหตุอันสมควร 4. ยื่นคำร้อง ภายในกำหนดเวลา 5. เหตุอันสมควรที่ศาลมักรับฟัง จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เหตุที่ศาลมักพิจารณาว่าเป็นเหตุอันสมควร ได้แก่ • ไม่ได้รับหมายเรียกหรือหมายศาลโดยแท้จริง • ส่งหมายไปยังที่อยู่ที่ไม่ใช่ภูมิลำเนาจริง • บ้านถูกปล่อยเช่า ไม่ได้อยู่อาศัย • อยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน • เจ็บป่วยร้ายแรง • เกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจควบคุมได้ สาระสำคัญอยู่ที่ จำเลยต้องไม่รู้และไม่ควรรู้ว่ามีการฟ้องคดี 6. เหตุที่ศาลมักไม่อนุญาต ในทางกลับกัน ศาลมักไม่อนุญาตในกรณีต่อไปนี้ • จำเลยทราบการฟ้องคดีแล้วแต่เพิกเฉย • อ้างเหตุลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐาน • ยื่นคำร้องพ้นกำหนดเวลา • มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงการรับหมายโดยจงใจ 7. การนับระยะเวลา 15 วัน และ 6 เดือน 7.1 ระยะเวลา 15 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ • จำเลย ได้รับคำบังคับ หรือ • วันที่จำเลย รู้หรือควรรู้ ถึงคำพิพากษา 7.2 ระยะเวลา 6 เดือน เป็น อายุความสูงสุด นับแต่วันที่มีการบังคับคดี เช่น • ยึดทรัพย์ • อายัดเงิน • ดำเนินการบังคับคดีใด ๆ แม้จะมีเหตุสุดวิสัย หากพ้น 6 เดือน ศาลก็ไม่อาจรับคำร้องได้ 8. ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ 1. จัดทำคำร้องเป็นหนังสือ 2. ยื่นต่อศาลที่มีคำพิพากษาเดิม 3. แนบพยานหลักฐานประกอบ 4. ชำระค่าธรรมเนียม (ถ้ามี) 5. รอศาลพิจารณามีคำสั่ง 9. หลักการเขียนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ คำร้องที่ดีควรประกอบด้วย • ข้อเท็จจริงโดยละเอียด • เหตุแห่งการขาดนัด • วันที่เริ่มรู้คดี • การนับระยะเวลาอย่างชัดเจน • ข้อกฎหมายรองรับ • คำขอท้ายคำร้องที่ชัดเจน 10. พยานหลักฐานที่ควรแนบ • สำเนาทะเบียนบ้าน • สัญญาเช่า • หลักฐานการเดินทาง • ใบรับรองแพทย์ • พยานบุคคล 11. กระบวนการพิจารณาของศาล ศาลจะพิจารณาเฉพาะประเด็นว่า มีเหตุอันสมควรให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ศาลจะ ไม่วินิจฉัยเนื้อหาคดี ในชั้นนี้ 12. ผลของคำสั่งศาล 12.1 หากศาลอนุญาต • เพิกถอนคำพิพากษาเดิม • ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ • จำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การ 12.2 หากศาลไม่อนุญาต • อุทธรณ์คำสั่งได้ภายในกำหนด 13. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ถาม: คดีหย่าขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ ตอบ: ได้ หากเป็นคดีแพ่งและเข้าเงื่อนไข ถาม: คดีถึงที่สุดแล้ว ยังขอได้หรือไม่ ตอบ: ได้ หากยื่นภายในกำหนดเวลา ถาม: ไม่ถูกบังคับคดีเลย นับ 6 เดือนอย่างไร ตอบ: ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นกรณีไป บทสรุป การขอพิจารณาคดีใหม่ เป็นกลไกสำคัญที่กฎหมายวางไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการขาดโอกาสเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดี การใช้สิทธินี้ต้องกระทำ อย่างรอบคอบ ถูกต้อง และภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นสิทธิจะระงับไปโดยเด็ดขาด กรณีศาลมีคำสั่ง “ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่” จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์หรือไม่ 1. หลักทั่วไปของคำสั่งศาลในเรื่องขอพิจารณาคดีใหม่ คำสั่งของศาลที่มีต่อคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ เป็น “คำสั่ง” ไม่ใช่ “คำพิพากษา” แต่เป็นคำสั่งที่มีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการชี้ขาดว่า จำเลยจะได้กลับเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดี หรือถูกตัดสิทธิอย่างเด็ดขาด ดังนั้น กฎหมายจึงเปิดช่องให้มีการตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวโดยศาลที่สูงขึ้น 2. บทกฎหมายที่รับรองสิทธิอุทธรณ์ 2.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ มาตรา 199 เบญจ บัญญัติสาระสำคัญไว้ว่า หากศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ บทบัญญัตินี้เป็นบทเฉพาะที่ยืนยันชัดเจนว่า คำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ มิใช่คำสั่งที่ถึงที่สุดในตัวเอง 2.2 หลักทั่วไปว่าด้วยการอุทธรณ์คำสั่ง (ป.วิ.พ.) ตามหลักทั่วไปของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความ สามารถอุทธรณ์ได้ เว้นแต่กฎหมายจะห้ามไว้โดยชัดแจ้ง ในกรณีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ กฎหมาย มิได้ห้ามการอุทธรณ์ ตรงกันข้าม กลับบัญญัติรับรองสิทธิไว้โดยเฉพาะในมาตรา 199 เบญจ 3. ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง การอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ต้องดำเนินการ ภายในกำหนดเวลาเดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งทั่วไป โดยหลักปฏิบัติ คือ • ภายใน 15 วัน • นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง หรือวันที่คู่ความทราบคำสั่ง การยื่นพ้นกำหนดเวลา ย่อมทำให้คำสั่งยกคำร้องนั้น ถึงที่สุด 4. ขอบเขตการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ เมื่ออุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลอุทธรณ์ จะไม่พิจารณาเนื้อหาคดีเดิม แต่จะพิจารณาเฉพาะว่า 1. ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่ว่า o จำเลยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ 2. ศาลชั้นต้นตีความ o เรื่อง “รู้หรือควรรู้” o การนับระยะเวลา 15 วัน / 6 เดือน ถูกต้องหรือไม่ 3. การใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้น o เป็นไปโดยชอบหรือเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ กล่าวได้ว่า การอุทธรณ์คำสั่งนี้ เป็นการ ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจและการตีความกฎหมายของศาลชั้นต้น 5. ผลของคำวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ 5.1 หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้น • คำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ คงอยู่ • จำเลยหมดสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่โดยเด็ดขาด • คดีเดิมยังคงถึงที่สุด 5.2 หากศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้อง • ศาลอุทธรณ์อาจมีคำสั่ง อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ • หรือสั่งให้ศาลชั้นต้น พิจารณาคำร้องใหม่โดยไต่สวนเพิ่มเติม ผลในทางปฏิบัติคือ จำเลยจะได้กลับเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีอีกครั้ง 6. ข้อควรระวังเชิงปฏิบัติ 1. การอุทธรณ์คำสั่ง ไม่ทำให้การบังคับคดีหยุดลงโดยอัตโนมัติ จำเลยอาจต้องยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีควบคู่กันไป 2. เหตุอุทธรณ์ต้องเป็น o เหตุทางกฎหมาย o เหตุเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจ ไม่ใช่เพียงโต้แย้งข้อเท็จจริงลอย ๆ 3. หากคำร้องเดิมเขียนไม่รัดกุม การอุทธรณ์ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ 7. สรุปหลักกฎหมายในประเด็นนี้ • คำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ไม่ใช่คำสั่งถึงที่สุด • จำเลยมีสิทธิ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ • สิทธิดังกล่าวรับรองโดย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ • ศาลอุทธรณ์จะพิจารณาเฉพาะ ความชอบด้วยกฎหมายและการใช้ดุลพินิจ ไม่ใช่เนื้อหาคดีเดิม 1) ข้อความกฎหมาย: ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ (ส่วนที่รับรอง “อุทธรณ์ได้”) ในมาตรา 199 เบญจ มีวรรคที่วางหลัก “เป็นที่สุด/อุทธรณ์ได้”คือ “คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ …” สรุป • ถ้าศาลชั้นต้น อนุญาต ให้พิจารณาคดีใหม่ → “คำสั่งอนุญาต” เป็นที่สุด (อีกฝ่ายอุทธรณ์ไม่ได้ตามหลักบทบัญญัตินี้) • ถ้าศาลชั้นต้น ไม่อนุญาต/ยกคำร้อง → ผู้ร้อง/ผู้ขอ อุทธรณ์คำสั่งได้ • และเมื่ออุทธรณ์แล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด 2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับ “สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น” และ “ข้อจำกัดหลังอุทธรณ์” (ก) ฎีกาที่ 12436/2558 — อุทธรณ์ได้ แต่ “ศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด” (ฎีกาไม่ได้) คดีนี้ศาลชั้นต้นยกคำขอพิจารณาคดีใหม่ (เพราะคำขอไม่ครบองค์ประกอบ) แล้วผู้ขอ “อุทธรณ์คำสั่ง” ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักสำคัญว่า • การอุทธรณ์ดังกล่าวเป็น การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ • ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด ตามมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ทำให้ไม่มีสิทธิฎีกาต่อไป ประเด็นนี้ใช้ “ยืนยันแนวทาง” ได้ดีมากว่า: ยกคำร้องแล้วอุทธรณ์ได้ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว โดยหลักมาตรา 199 เบญจ เรื่องนี้ “จบที่อุทธรณ์” (ข) ฎีกาที่ 2689/2546 — อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ต้องปฏิบัติเหมือน “อุทธรณ์คำพิพากษา” เรื่องค่าธรรมเนียม/วางเงินตาม ม.229 คดีนี้เกี่ยวกับ “รูปแบบการอุทธรณ์” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยสาระว่า • คำสั่ง/คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในชั้นขอพิจารณาคดีใหม่อาจกระทบทั้งคดี (เพราะหากอนุญาต คำพิพากษาเดิมถูกเพิกถอนไป) • จึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ต้อง ทำให้ถูกต้องตามมาตรา 229 (รวมเรื่องการวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนตามที่กฎหมายกำหนด) • ถ้าอุทธรณ์โดยชำระเพียงค่าขึ้นศาล ไม่วางเงินตามที่ต้องวาง → ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ แม้มีสิทธิอุทธรณ์ แต่ ต้องยื่นให้ถูกแบบ/ถูกค่าธรรมเนียม ไม่เช่นนั้นอุทธรณ์อาจ “ตกไป” ตั้งแต่ต้น 3) สรุป • กฎหมายให้สิทธิอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีศาล “ไม่อนุญาต/ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่” ตามมาตรา 199 เบญจ • แต่เมื่ออุทธรณ์แล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด (โดยบทเฉพาะ) แนวฎีกา 12436/2558 ยืนยันว่าฎีกาไม่ได้
• ในเชิงขั้นตอน ผู้ยื่นอุทธรณ์ต้องทำให้ถูกต้องตามบททั่วไปเกี่ยวกับการอุทธรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเด็น “วางเงิน/ค่าธรรมเนียมใช้แทน” ตามแนว ฎีกา 2689/2546 มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ |




