
| ทนายความถอนตัวแล้วศาลไม่แจ้งคู่ความ กระบวนพิจารณาไม่ชอบหรือไม่ สิทธิในการต่อสู้คดีและผลของคำพิพากษาเป็นอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การถอนตัวของทนายความและผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่ศาลอนุญาตให้ทนายความถอนตัวแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินการแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทราบตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความและหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่ชัดเจนว่า แม้การถอนตัวของทนายความจะเป็นไปโดยชอบ แต่หากศาลละเลยขั้นตอนการแจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบ ก็ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาที่ดำเนินต่อไปตกเป็นโมฆะหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจต้องเพิกถอนเพื่อให้ดำเนินคดีใหม่ตามรูปคดี ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์ และค่าติดตามยึดรถยนต์จากจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ โดยจำเลยได้แต่งตั้งทนายความดำเนินคดีแทน ต่อมาทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนตัวเนื่องจากมีความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน โดยอ้างว่าได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้วผ่านการสนทนาในเฟซบุ๊ก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนตัว และเห็นว่าจำเลยไม่มาศาลและไม่ยื่นคำให้การ จึงถือว่าขาดนัดและพิจารณาพิพากษาไปฝ่ายเดียว ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าไม่ได้รับแจ้งคำสั่งศาลเกี่ยวกับการถอนตัวของทนาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้อง จำเลยจึงฎีกา ประเด็นสำคัญคือ หนึ่ง การถอนตัวของทนายความเป็นไปโดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ สอง ศาลมีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ถอนตัวแก่คู่ความหรือไม่ สาม หากศาลไม่แจ้งคำสั่งดังกล่าว กระบวนพิจารณาที่ดำเนินต่อไปจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยต้องพิจารณาประกอบทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 65 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การถอนตัวของทนายความต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทนายได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว ประการที่สอง เมื่อศาลอนุญาตแล้ว ต้องแจ้งคำสั่งให้ตัวความทราบโดยวิธีส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าการแจ้งผ่านบทสนทนาเฟซบุ๊กที่จำเลยรับทราบถือว่าเพียงพอ จึงถือว่าการอนุญาตให้ถอนตัวเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งอนุญาตให้ถอนตัวแก่จำเลย ทั้งที่จำเลยไม่ได้อยู่ในศาลและยังไม่ทราบคำสั่ง จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ส่งผลให้กระบวนพิจารณาที่ดำเนินต่อไป รวมถึงการสืบพยานและพิพากษาไปฝ่ายเดียว เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังจากคำสั่งอนุญาตถอนตัว และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 65 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความ มิให้ถูกตัดสิทธิในการต่อสู้คดีโดยไม่รู้ตัว การกำหนดให้ต้องแจ้งคำสั่งศาลแก่ตัวความจึงเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐาน ขณะที่มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มีเจตนารมณ์ให้กระบวนพิจารณาเป็นธรรมและยืดหยุ่น แต่ยังคงต้องยึดหลักพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แนวคำพิพากษานี้จึงยืนยันหลักว่า แม้การใช้ดุลพินิจของศาลจะถูกต้องในขั้นตอนหนึ่ง แต่หากละเลยขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาทั้งหมดเสียไป และถือเป็นการคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดี ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 112500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยเห็นว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและไม่ยื่นคำให้การ จึงถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว พร้อมให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ชนะคดี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาและการอนุญาตให้ทนายความถอนตัวเป็นไปโดยชอบ และไม่ปรากฏเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว เนื่องจากศาลมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบตามกฎหมาย ส่งผลให้จำเลยเสียสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างมีนัยสำคัญ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า “ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณา” มิได้พิจารณาเพียงผลลัพธ์หรือดุลพินิจของศาลเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงความครบถ้วนของขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ การที่ศาลไม่แจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบ แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนทางเทคนิค แต่เป็นสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการต่อสู้คดี ซึ่งเป็นหลักประกันตามกระบวนการยุติธรรม หากละเลยขั้นตอนดังกล่าว ย่อมถือว่ากระบวนพิจารณานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันว่า “สิทธิในการรับรู้และมีโอกาสโต้แย้ง” เป็นหลักพื้นฐานที่ไม่อาจถูกตัดทอนได้ แม้ในคดีผู้บริโภคที่มุ่งเน้นความรวดเร็ว ศาลก็ยังต้องรักษาหลักความเป็นธรรมและสิทธิของคู่ความอย่างเคร่งครัด แนวคำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญในทางปฏิบัติว่า ศาลและคู่ความต้องระมัดระวังขั้นตอนทางกระบวนพิจารณา โดยเฉพาะการแจ้งคำสั่งหรือหมายศาล เพราะความบกพร่องเพียงขั้นตอนเดียวอาจทำให้คดีทั้งคดีต้องเริ่มต้นใหม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การถอนตัวของทนายความและการไม่แจ้งคำสั่งศาลให้คู่ความทราบ ส่งผลให้กระบวนพิจารณา “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การถอนตัวจะเป็นไปโดยชอบตามกฎหมาย แต่หากศาลไม่ดำเนินการแจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในการต่อสู้คดี และทำให้กระบวนพิจารณาที่ดำเนินต่อไปเสียไป มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 ปวิพ มาตรา 65 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดขั้นตอนการถอนตัวของทนายความอย่างชัดเจน โดยมุ่งคุ้มครองสิทธิของตัวความให้ได้รับทราบทั้งก่อนและหลังการถอนตัว เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการดำเนินคดี 2 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลมในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้กระบวนพิจารณามีความสมบูรณ์และเป็นธรรม แก่นของคดีนี้ การแจ้งคำสั่งศาลให้คู่ความทราบ เป็นหัวใจสำคัญของสิทธิในการต่อสู้คดี หากคู่ความไม่ทราบคำสั่ง ย่อมไม่สามารถดำเนินการปกป้องสิทธิของตนได้ กระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย หมายถึงการดำเนินคดีที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แม้เพียงขั้นตอนเดียวก็อาจทำให้ผลของคดีเสียไปทั้งหมด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การที่ศาลอนุญาตให้ทนายความถอนตัวแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบ กระบวนพิจารณาจะถือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การที่ศาลอนุญาตให้ทนายความถอนตัวโดยไม่แจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 65 กำหนดขั้นตอนอย่างชัดเจนว่า เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้วต้องแจ้งให้ตัวความทราบโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ด้วยตนเองหรือแต่งตั้งทนายความใหม่ การไม่แจ้งคำสั่งดังกล่าวย่อมทำให้คู่ความไม่ทราบสถานะของตนในคดีและเสียโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างมีนัยสำคัญ ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้การอนุญาตให้ถอนตัวจะเป็นไปโดยชอบ แต่หากขาดขั้นตอนการแจ้งคำสั่ง กระบวนพิจารณาที่ดำเนินต่อไปย่อมเสียไปและต้องเพิกถอนเพื่อให้ดำเนินคดีใหม่ตามรูปคดี 2. คำถาม การแจ้งให้ตัวความทราบว่าทนายจะถอนตัว ต้องแจ้งในรูปแบบใดจึงจะถือว่าชอบด้วยกฎหมาย คำตอบ กฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบตายตัวของการแจ้งให้ตัวความทราบก่อนถอนตัวของทนายความ ขอเพียงแต่ศาลพอใจว่าตัวความได้รับทราบแล้วก็เพียงพอ ซึ่งอาจเป็นการแจ้งโดยตรงหรือผ่านช่องทางสื่อสารอื่น เช่น การสนทนาออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าตัวความทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวจริงหรือไม่ หากมีข้อสงสัยว่าการแจ้งไม่ถึงตัวความ หรือเป็นเพียงการสื่อสารกับบุคคลอื่นโดยไม่ชัดเจน ก็อาจไม่ถือว่าการแจ้งนั้นสมบูรณ์ ทั้งนี้แม้การแจ้งก่อนถอนตัวจะครบถ้วน แต่ก็ยังต้องมีขั้นตอนสำคัญอีกประการคือ การแจ้งคำสั่งศาลให้ตัวความทราบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลโดยตรง มิใช่หน้าที่ของทนายความ 3. คำถาม หากศาลไม่แจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบ แต่คู่ความขาดนัดยื่นคำให้การ จะถือว่าขาดนัดโดยชอบหรือไม่ คำตอบ ในกรณีที่ศาลไม่แจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวแก่คู่ความ การที่คู่ความไม่มาศาลหรือไม่ยื่นคำให้การไม่อาจถือว่าเป็นการขาดนัดโดยชอบได้ เนื่องจากคู่ความอาจไม่ทราบว่าตนไม่มีทนายความดำเนินคดีแทนแล้ว และไม่ทราบว่าต้องดำเนินการด้วยตนเอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การถือว่าจำเลยขาดนัดในสถานการณ์ดังกล่าวเป็นการตัดสิทธิในการต่อสู้คดีโดยไม่เป็นธรรม ดังนั้น การพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และต้องเพิกถอนเพื่อให้คู่ความมีโอกาสใช้สิทธิอย่างเต็มที่ 4. คำถาม การเพิกถอนกระบวนพิจารณามีผลอย่างไรต่อคดี คำตอบ เมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณา ย่อมมีผลให้การดำเนินคดีในช่วงที่มีข้อบกพร่องนั้นตกเป็นโมฆะหรือไม่มีผลผูกพัน คู่ความต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนที่เกิดข้อบกพร่อง เช่น ในกรณีนี้คือหลังจากศาลอนุญาตให้ทนายความถอนตัว โดยศาลต้องแจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบก่อน แล้วจึงดำเนินการนัดพิจารณาคดีใหม่ การเพิกถอนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูสิทธิของคู่ความและทำให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม 5. คำถาม คดีผู้บริโภคสามารถใช้หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้หรือไม่ คำตอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นหลัก และหากไม่มีบทบัญญัติหรือข้อกำหนดเฉพาะ ก็ให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น ในเรื่องการถอนตัวของทนายความซึ่งไม่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะในกฎหมายผู้บริโภค จึงต้องนำมาตรา 65 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ซึ่งเป็นการเติมเต็มช่องว่างของกฎหมายและทำให้กระบวนพิจารณามีความสมบูรณ์ 6. คำถาม สิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความมีความสำคัญอย่างไร คำตอบ สิทธิในการต่อสู้คดีเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรวมถึงสิทธิในการรับรู้ข้อกล่าวหา สิทธิในการนำพยานหลักฐาน และสิทธิในการโต้แย้งข้อเท็จจริง หากคู่ความไม่ได้รับแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น การถอนตัวของทนายความหรือคำสั่งศาล ย่อมทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งให้คู่ความทราบอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของคู่ความ 7. คำถาม การใช้ดุลพินิจของศาลในการอนุญาตให้ทนายถอนตัวมีขอบเขตเพียงใด คำตอบ ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการอนุญาตให้ทนายความถอนตัวได้ หากเห็นว่ามีเหตุสมควร เช่น ความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน หรือความประสงค์ของตัวความ อย่างไรก็ตาม การใช้ดุลพินิจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยต้องตรวจสอบว่าทนายได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว และต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อเนื่องคือการแจ้งคำสั่งศาลให้ตัวความทราบ หากศาลละเลยขั้นตอนหลัง แม้การใช้ดุลพินิจในเบื้องต้นจะถูกต้อง ก็อาจทำให้กระบวนพิจารณาเสียไปได้ 8. คำถาม แนวคำพิพากษานี้มีผลต่อการดำเนินคดีในอนาคตอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ย้ำให้เห็นว่าศาลต้องเคร่งครัดในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่ความ โดยเฉพาะการแจ้งคำสั่งศาลและการคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดี สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย เช่น ทนายความและคู่ความ ควรตระหนักถึงความสำคัญของขั้นตอนเหล่านี้ และติดตามสถานะของคดีอย่างใกล้ชิด เพราะความบกพร่องเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การเพิกถอนกระบวนพิจารณาและทำให้คดีล่าช้า อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา ข้อ 1 ปวิพ มาตรา 65 บทบัญญัตินี้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการถอนตัวของทนายความ โดยมุ่งคุ้มครองสิทธิของตัวความเป็นสำคัญ กล่าวคือ ทนายความจะขอถอนตัวได้ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าตนได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว เว้นแต่ไม่สามารถหาตัวความพบ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวความถูกทิ้งให้ดำเนินคดีโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจทำให้เสียสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ศาลยังมีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ตัวความทราบโดยเร็ว ไม่ว่าจะโดยการส่งหมายธรรมดาหรือวิธีอื่นที่เหมาะสม ขั้นตอนนี้ถือเป็นสาระสำคัญ เนื่องจากเป็นการยืนยันให้ตัวความทราบสถานะทางคดีและสามารถเตรียมการดำเนินคดีต่อไปได้ เช่น การแต่งตั้งทนายใหม่หรือการมาศาลด้วยตนเอง หากศาลละเลยขั้นตอนนี้ จะถือว่ากระบวนพิจารณาที่ดำเนินต่อไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจถูกเพิกถอนในภายหลัง ดังนั้น มาตรา 65 จึงเป็นบทบัญญัติที่มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของคู่ความและรักษาความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา ข้อ 2 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักการสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยระบุว่า หากไม่มีบทบัญญัติหรือข้อกำหนดเฉพาะในกฎหมายนี้ ให้ใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคมีความยืดหยุ่นและสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกิดช่องว่างของกฎหมาย ในทางปฏิบัติ มาตรา 7 ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายเฉพาะกับกฎหมายทั่วไป เพื่อให้สามารถนำหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมมาใช้ได้อย่างครบถ้วน ในกรณีของการถอนตัวของทนายความ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายผู้บริโภค จึงต้องนำมาตรา 65 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของคู่ความอย่างเต็มที่ ทั้งยังช่วยให้กระบวนพิจารณาไม่สะดุดหรือขาดหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2568 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 65 การถอนตัวจากการเป็นทนายความมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้ น. ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับ น. ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า น. ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่ น. จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร เมื่อไม่ดำเนินการ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์ และค่าติดตามยึดรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อ รวม 296,088.42 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยแต่งตั้งทนายความและขอเลื่อนนัด ต่อมาทนายจำเลยขอถอนตัวโดยอ้างความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน และได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนตัวและเห็นว่าจำเลยไม่มาศาลและไม่ยื่นคำให้การ จึงถือว่าขาดนัดและสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้อง จำเลยจึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การถอนตัวของทนายความจะเป็นไปโดยชอบตาม ปวิพ มาตรา 65 เพราะมีการแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่กฎหมายกำหนดอีกขั้นตอนหนึ่งว่า เมื่อศาลอนุญาตแล้ว ต้องแจ้งคำสั่งให้ตัวความทราบโดยเร็ว ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งอนุญาตให้ถอนตัวแก่จำเลย ทั้งที่จำเลยไม่ได้อยู่ในศาลและยังไม่ทราบคำสั่ง ส่งผลให้จำเลยเสียสิทธิในการต่อสู้คดี การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายถอนตัว และให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งแก่จำเลยก่อนดำเนินคดีใหม่ตามรูปคดี ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกับภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 296,088.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยได้แต่งตั้งนายนรินทร์ เป็นทนายความ และขอเลื่อนวันนัดจำเลยให้การและนัดสืบพยานครั้งแรกจากวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นวันที่ 21 กันยายน 2564 ครั้นถึงวันนัดที่เลื่อนมา ทนายจำเลยขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยเนื่องจากมีความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์จะให้ทนายจำเลยยุติการทำหน้าที่โดยทนายจำเลยได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยแต่งตั้งให้นายนรินทร์ เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นกำหนดนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 9.00 น. ก่อนถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์แล้ว ทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 9.00 น. ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2564 นายนรินทร์ยื่นคำร้องว่า นายนรินทร์และจำเลยมีความเห็นเกี่ยวกับคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์ให้นายนรินทร์ยุติการทำหน้าที่ โดยได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการยุติการทำหน้าที่ทนายจำเลย ผ่านโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 โดยในวันนัดมารดาจำเลยจะมาศาลแทนนายนรินทร์ จึงขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยแนบบันทึกการสนทนาทางโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก มากับคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งว่า "รอไว้สั่งวันนัด" เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นสอบแล้ว นายนรินทร์แถลงว่ามีความเห็นในทางคดีไม่ตรงกันหลายประการ และจำเลยประสงค์ให้นายนรินทร์ยุติการทำหน้าที่ โดยนายนรินทร์แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวออกจากการเป็นทนายของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย และศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดี และไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า การอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย สืบพยานโจทก์ และพิจารณาพิพากษาไปฝ่ายเดียวนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" เมื่อกรณีของการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของคู่ความไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 65 บัญญัติว่า "ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้เป็นทนายในคดีจะมีคําขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าทนายความผู้นั้นได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว เว้นแต่จะหาตัวความไม่พบ เมื่อศาลมีคําสั่งอนุญาตตามคําขอแล้ว ให้ศาลส่งคำสั่งนั้นให้ตัวความทราบโดยเร็วโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร" การถอนตัวจากการเป็นทนายความจึงมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้นายนรินทร์ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับนายนรินทร์ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า นายนรินทร์ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่นายนรินทร์จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้น (วันที่ 21 กันยายน 2564) จำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร ตามบทบัญญัติของกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยอย่างยิ่ง การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายนรินทร์ ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งดังกล่าวแก่จำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ |



