
| ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้หรือไม่ หากได้ฟ้องคดีสิทธิในทรัพย์เดียวกันไว้ก่อนแล้ว คำร้องสอดจะกลายเป็นฟ้องซ้อนตามกฎหมายหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีแพ่ง และข้อห้ามเกี่ยวกับการฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยเป็นกรณีที่บุคคลภายนอกอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงของทรัพย์พิพาท และเห็นว่าการที่โจทก์ได้รับโอนทรัพย์สินมรดกมานั้นเกิดจากพินัยกรรมปลอม รวมทั้งการดำเนินการของผู้จัดการมรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงพยายามเข้ามาเป็นคู่ความในคดีขับไล่ที่โจทก์ฟ้องบุคคลอื่นอยู่ก่อนแล้ว ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า แม้บุคคลภายนอกจะอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์พิพาทโดยตรง แต่หากบุคคลดังกล่าวได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธินั้นไว้ก่อนแล้ว และคดีเดิมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีใหม่เพื่อขอให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิเดียวกัน จะถือเป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อนหรือไม่ และศาลจะอนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กับการเข้ามาอ้างสิทธิของตนเองในฐานะคู่กรณีที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับโจทก์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องสอดที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นฟ้องซ้อนที่กฎหมายห้ามมิให้ดำเนินคดีซ้ำ สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องคดีขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวเลขที่ 1/34 ซอยจุลดิศ ถนนเพชรบุรี 19 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งขอให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท จนกว่าจะส่งมอบทรัพย์คืนแก่โจทก์ โดยอ้างว่าตนได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทมาจากผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทั้งสามครอบครองทรัพย์ดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้คดีและขอให้ยกฟ้อง ต่อมามีบุคคลภายนอกรายหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย โดยอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์พิพาทที่แท้จริง และขอเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ผู้ร้องสอดอ้างว่า เดิมตนได้ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13354 พร้อมตึกแถวพิพาทให้แก่มารดาของตนโดยมีเจตนาลวงร่วมกัน เพื่อป้องกันมิให้สามีชาวต่างชาติของผู้ร้องสอดมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ทำให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องสอดจึงเห็นว่าทรัพย์พิพาทยังคงเป็นของตน นอกจากนี้ผู้ร้องสอดยังกล่าวอ้างอีกว่า ก่อนมารดาถึงแก่ความตาย โจทก์กับพวกได้ร่วมกันจัดทำพินัยกรรมปลอมขึ้น และภายหลังการเสียชีวิต ผู้จัดการมรดกได้อาศัยพินัยกรรมดังกล่าวดำเนินการโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์โดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องสอดได้ดำเนินคดีต่อโจทก์และบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้ก่อนแล้ว ทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยกล่าวหาว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ ขอให้ถอดถอนผู้จัดการมรดก และขอเรียกคืนทรัพย์สินพิพาทกลับคืนมา ทั้งนี้คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล แม้จะมีการฟ้องคดีดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว ผู้ร้องสอดยังยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดีขับไล่ฉบับนี้ โดยอ้างว่าผลแห่งคดีจะกระทบต่อสิทธิของตนโดยตรง และประสงค์จะเข้ามาต่อสู้คดีร่วมกับฝ่ายจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าคำร้องดังกล่าวไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ ผู้ร้องสอดจึงฎีกาต่อศาลฎีกา โดยยืนยันว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์พิพาท และควรได้รับอนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนเองต่อไป คำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยละเอียด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาสำคัญในคดีนี้มิใช่การพิจารณาว่าผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของที่แท้จริงของทรัพย์พิพาทหรือไม่ และมิใช่การวินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่ผู้ร้องสอดกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอมนั้นเป็นโมฆะหรือไม่ แต่เป็นการพิจารณาในชั้นต้นก่อนว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิที่จะเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อพิจารณาคำร้องสอดแล้ว แม้ผู้ร้องสอดจะระบุว่าขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการวินิจฉัยต้องพิจารณาจากเนื้อหาสาระของคำร้อง มิใช่พิจารณาเพียงชื่อหรือบทกฎหมายที่ผู้ร้องสอดอ้างอิง จากข้ออ้างของผู้ร้องสอดที่ระบุว่า ตนเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทที่แท้จริง นิติกรรมที่เคยโอนทรัพย์ให้มารดาเป็นนิติกรรมอำพรางและเป็นโมฆะ อีกทั้งโจทก์ได้รับทรัพย์สินไปโดยอาศัยพินัยกรรมปลอมและการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้จัดการมรดก ผู้ร้องสอดจึงมีความประสงค์ให้ศาลรับรองสิทธิและคุ้มครองสิทธิของตนเหนือทรัพย์พิพาทดังกล่าว ข้ออ้างเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องสอดมิได้เข้ามาเพื่อช่วยเหลือจำเลยในการต่อสู้คดี หรือเพื่อรักษาประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยเท่านั้น แต่เป็นการเข้ามาเพื่อยืนยันสิทธิของตนเองในฐานะเจ้าของทรัพย์พิพาท และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง ดังนั้น แม้ผู้ร้องสอดจะอ้างมาตรา 57 (2) แต่ลักษณะของคำร้องกลับเป็นการเข้ามาอ้างสิทธิของตนเองในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ จึงเป็นคำร้องสอดตามมาตรา 57 (1) มิใช่คำร้องสอดตามมาตรา 57 (2) การจำแนกประเภทของคำร้องสอด ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักว่า การจำแนกประเภทของคำร้องสอดต้องพิจารณาจากสาระสำคัญแห่งสิทธิที่อ้าง ไม่ใช่พิจารณาจากถ้อยคำที่ผู้ร้องสอดใช้เรียกตนเอง หากบุคคลภายนอกเพียงเข้ามาสนับสนุนหรือช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะผลแห่งคดีอาจกระทบถึงสิทธิของตน การเข้ามาเช่นนั้นอาจเป็นการร้องสอดตามมาตรา 57 (2) แต่หากบุคคลภายนอกอ้างว่าตนเป็นเจ้าของสิทธิหรือทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทโดยตรง และต้องการให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิของตนหรือบังคับตามสิทธิของตน การเข้ามาเช่นนั้นย่อมเป็นการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) ในคดีนี้ ผู้ร้องสอดมิได้อ้างเพียงว่าคำพิพากษาอาจกระทบต่อสิทธิของตน แต่กลับอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทที่แท้จริง และโจทก์ไม่มีสิทธิในทรัพย์พิพาทเลย การกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นการตั้งสิทธิขึ้นแข่งขันกับโจทก์โดยตรง และมีลักษณะเป็นการฟ้องเพื่อให้ศาลรับรองสิทธิของผู้ร้องสอด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องสอดตามมาตรา 57 (1) การวินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าคำร้องสอดของผู้ร้องสอดมีลักษณะเป็นคำร้องสอดตามมาตรา 57 (1) ปัญหาต่อไปคือ ผู้ร้องสอดสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนยื่นคำร้องสอดในคดีนี้ ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งไว้ก่อนแล้ว โดยกล่าวอ้างว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ มีการจัดทำพินัยกรรมปลอม ผู้จัดการมรดกดำเนินการโดยไม่ชอบ และผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์พิพาท ทั้งยังขอเรียกคืนทรัพย์พิพาท ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ศาลฎีกาเห็นว่า สิทธิที่ผู้ร้องสอดนำมาอ้างในคำร้องสอดครั้งนี้ เป็นสิทธิเดียวกันกับที่ผู้ร้องสอดได้ใช้สิทธิฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว และหากศาลจะวินิจฉัยคำร้องสอดของผู้ร้องสอดในคดีนี้ ก็จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นเดียวกันกับที่อยู่ในคดีเดิม กล่าวคือ ต้องวินิจฉัยว่าพินัยกรรมเป็นของแท้หรือปลอม เป็นโมฆะหรือไม่ ผู้ร้องสอดมีสิทธิในทรัพย์พิพาทหรือไม่ และการโอนทรัพย์สินให้โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประเด็นทั้งหมดดังกล่าวล้วนเป็นประเด็นเดียวกับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในคดีเดิมทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ การยื่นคำร้องสอดในคดีนี้จึงเป็นการนำข้อพิพาทเรื่องเดียวกันมาฟ้องซ้ำอีกครั้งหนึ่งในขณะที่คดีเดิมยังไม่ถึงที่สุด อันมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 (1) เหตุผลที่ศาลไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ศาลฎีกาเห็นว่า หากอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ จะทำให้เกิดการพิจารณาข้อพิพาทเดียวกันในหลายคดีพร้อมกัน อาจนำไปสู่คำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน ทำให้กระบวนพิจารณาเกิดความซ้ำซ้อน และเป็นภาระแก่คู่ความรวมทั้งศาลโดยไม่จำเป็น กฎหมายจึงกำหนดข้อห้ามเรื่องฟ้องซ้อนขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการดำเนินคดีซ้ำในสิทธิเรียกร้องเดียวกัน และเพื่อให้ข้อพิพาทเรื่องเดียวกันได้รับการวินิจฉัยในคดีเดียว เมื่อผู้ร้องสอดได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์พิพาทไว้ก่อนแล้ว การนำสิทธิเดียวกันมาร้องสอดในคดีนี้จึงไม่อาจกระทำได้ ข้อสรุปของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า แม้ผู้ร้องสอดจะอ้างว่าขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามมาตรา 57 (2) แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำร้องแล้วกลับเป็นการอ้างสิทธิของตนเองในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ จึงเป็นคำร้องสอดตามมาตรา 57 (1) และเมื่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างนั้นเป็นสิทธิเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องคดีไว้ก่อนแล้วและคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการร้องสอดและข้อห้ามเรื่องฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาเพียงรูปแบบของคำร้องหรือถ้อยคำที่ผู้ร้องสอดระบุไว้ แต่พิจารณาถึงสาระสำคัญของสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างและผลทางกฎหมายที่ผู้ร้องสอดต้องการให้เกิดขึ้นจากการดำเนินคดี ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่ความและรักษาความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณา หลักกฎหมายเกี่ยวกับการร้องสอด การร้องสอดเป็นกลไกทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความเดิมในคดี สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนพิจารณาได้ หากพิสูจน์ได้ว่าตนมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับผลแห่งคดี หรือมีสิทธิที่เกี่ยวพันกับข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เหตุผลสำคัญที่กฎหมายบัญญัติเรื่องการร้องสอดไว้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีการดำเนินคดีหลายคดีเกี่ยวกับสิทธิเดียวกันโดยไม่จำเป็น และเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียได้รับความคุ้มครองสิทธิของตนภายในคดีเดียว อันจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการยุติธรรมและลดความเสี่ยงที่จะเกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดีได้ แต่การร้องสอดจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนด มิใช่ว่าบุคคลใดอ้างว่าตนมีส่วนได้เสียแล้วจะสามารถเข้ามาเป็นคู่ความได้เสมอไป ในทางวิชาการ การร้องสอดแบ่งออกเป็นหลายลักษณะ แต่ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีความสำคัญอยู่สองประเภท คือ การร้องสอดในฐานะผู้เข้ามาอ้างสิทธิของตนเอง และการร้องสอดในฐานะผู้เข้ามาช่วยเหลือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความแตกต่างระหว่างการร้องสอดทั้งสองประเภทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะส่งผลโดยตรงต่อสิทธิ หน้าที่ และขอบเขตการพิจารณาของศาล หลักการพิจารณาจากสาระสำคัญเหนือรูปแบบ หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้ในคดีนี้ คือ หลักการพิจารณาจากเนื้อหาสาระสำคัญของการกระทำ มากกว่าการพิจารณาจากชื่อหรือรูปแบบที่คู่ความเรียก แม้ผู้ร้องสอดจะระบุในคำร้องว่าขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามมาตรา 57 (2) แต่ศาลมิได้ยึดถือตามถ้อยคำดังกล่าวโดยอัตโนมัติ ศาลกลับตรวจสอบข้อเท็จจริงและสาระของคำร้องอย่างละเอียดว่า ผู้ร้องสอดต้องการอะไรจากคดีนี้ เมื่อพบว่าผู้ร้องสอดมิได้เข้ามาเพียงเพื่อสนับสนุนจำเลย แต่กลับอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทที่แท้จริง และโจทก์ไม่มีสิทธิในทรัพย์ดังกล่าว ศาลจึงถือว่าผู้ร้องสอดกำลังใช้สิทธิของตนเองโดยตรง และมีฐานะเป็นคู่กรณีที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับโจทก์ หลักการเช่นนี้เป็นหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะหากศาลพิจารณาเฉพาะชื่อของคำร้องโดยไม่คำนึงถึงสาระสำคัญ อาจทำให้คู่ความใช้รูปแบบทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ดังนั้น การวินิจฉัยว่าคำร้องใดเป็นคำร้องสอดประเภทใด จึงต้องพิจารณาจากสิทธิที่ผู้ร้องอ้างและผลทางกฎหมายที่ผู้ร้องต้องการให้เกิดขึ้นเป็นสำคัญ หลักกฎหมายเกี่ยวกับผู้ร้องสอดที่เข้ามาอ้างสิทธิของตนเอง ผู้ร้องสอดที่เข้ามาอ้างสิทธิของตนเองมีฐานะใกล้เคียงกับโจทก์ในคดีหนึ่ง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องการให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตนเหนือทรัพย์สินหรือสิทธิที่กำลังเป็นข้อพิพาท ในคดีนี้ ผู้ร้องสอดมิได้อ้างเพียงว่าคำพิพากษาอาจกระทบต่อสิทธิของตน แต่กลับอ้างว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทรัพย์ของตนตั้งแต่ต้น นิติกรรมที่เคยทำไว้เป็นโมฆะ และการโอนทรัพย์สินให้โจทก์เกิดจากพินัยกรรมปลอมและการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการอ้างสิทธิในทรัพย์พิพาทโดยตรง และเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ของโจทก์อย่างชัดแจ้ง ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าผู้ร้องสอดไม่ได้อยู่ในฐานะผู้สนับสนุนจำเลย แต่เป็นบุคคลที่กำลังพิพาทสิทธิกับโจทก์โดยตรง และต้องถือว่าเป็นผู้ร้องสอดประเภทที่เข้ามาอ้างสิทธิของตนเอง หลักกฎหมายเรื่องฟ้องซ้อน เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องสอดกำลังอ้างสิทธิของตนเอง ปัญหาต่อมาคือ ผู้ร้องสอดมีสิทธิใช้ช่องทางดังกล่าวได้หรือไม่ ประเด็นนี้นำไปสู่หลักกฎหมายเรื่องฟ้องซ้อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการดำเนินคดีซ้ำเกี่ยวกับข้อพิพาทเดียวกัน หลักการของฟ้องซ้อนตั้งอยู่บนแนวคิดว่า เมื่อคู่กรณีได้นำข้อพิพาทเรื่องหนึ่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา ข้อพิพาทเดียวกันนั้นไม่ควรถูกนำมาฟ้องใหม่อีกในศาลเดียวกันหรือศาลอื่น เพราะอาจทำให้เกิดการพิจารณาซ้ำซ้อน ใช้ทรัพยากรของศาลโดยไม่จำเป็น และเสี่ยงต่อการเกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน ในคดีนี้ ผู้ร้องสอดได้ดำเนินคดีไว้ก่อนแล้ว โดยขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องพินัยกรรม การจัดการมรดก และสิทธิในทรัพย์พิพาท ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่ผู้ร้องสอดนำมาอ้างในคำร้องสอด หากศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ ศาลย่อมต้องวินิจฉัยประเด็นเดียวกันซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดการดำเนินคดีคู่ขนานเกี่ยวกับสิทธิเดียวกัน ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างการร้องสอดกับข้อห้ามเรื่องฟ้องซ้อน คดีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้การร้องสอดจะเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง แต่สิทธิดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายเช่นเดียวกับการฟ้องคดีทั่วไป หากการร้องสอดมีลักษณะเป็นการนำข้อพิพาทเดิมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลกลับมาดำเนินคดีอีกครั้งหนึ่ง การร้องสอดนั้นย่อมไม่อาจกระทำได้ เพราะจะกลายเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามเรื่องฟ้องซ้อน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การร้องสอดไม่ใช่ช่องทางที่บุคคลจะใช้เพื่อเปิดคดีใหม่เกี่ยวกับสิทธิเดียวกันในระหว่างที่คดีเดิมยังไม่เสร็จสิ้น การใช้สิทธิร้องสอดจึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับหลักเรื่องฟ้องซ้อนเสมอ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความบทบัญญัติเรื่องการร้องสอด เพราะยืนยันหลักว่า ศาลจะพิจารณาจากเนื้อหาที่แท้จริงของคำร้อง และหากพบว่าผู้ร้องสอดกำลังใช้สิทธิเรียกร้องเดียวกับที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในอีกคดีหนึ่ง คำร้องดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องและความสำคัญของแนววินิจฉัยในคดีนี้ แนววินิจฉัยในคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความบทบัญญัติว่าด้วยการร้องสอดและฟ้องซ้อน เนื่องจากศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาคำร้องสอดต้องคำนึงถึงลักษณะและเนื้อหาที่แท้จริงของสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้าง มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบหรือชื่อของคำร้องที่ผู้ร้องสอดระบุไว้ หากศาลพบว่าผู้ร้องสอดกำลังอ้างสิทธิของตนเองและต้องการให้ศาลรับรองสิทธิดังกล่าว การร้องสอดนั้นย่อมมีลักษณะเป็นการดำเนินคดีในนามของตนเอง ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องฟ้องซ้อนเช่นเดียวกับการฟ้องคดีทั่วไป แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ถือว่า ศาลต้องพิจารณาสภาพแห่งสิทธิและสภาพแห่งข้อเรียกร้องที่แท้จริง มิใช่พิจารณาจากชื่อเรียกของคำร้องหรือบทกฎหมายที่คู่ความอ้างอิง เพราะหากเปิดโอกาสให้คู่ความกำหนดลักษณะทางกฎหมายของคำร้องได้เองโดยไม่คำนึงถึงเนื้อหาที่แท้จริง ย่อมทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายและทำให้ระบบการพิจารณาคดีขาดความเป็นเอกภาพ ในทางปฏิบัติ มักพบกรณีที่บุคคลภายนอกซึ่งเห็นว่าตนมีสิทธิในทรัพย์พิพาท พยายามเข้ามาในคดีโดยอ้างว่าตนมีส่วนได้เสียต่อผลแห่งคดีและต้องการเข้ามาช่วยเหลือฝ่ายจำเลย แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำร้องกลับพบว่า บุคคลดังกล่าวกำลังยืนยันสิทธิของตนเหนือทรัพย์พิพาท และกำลังโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง กรณีเช่นนี้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าคำร้องดังกล่าวมิใช่การร้องสอดเพื่อสนับสนุนคู่ความเดิม แต่เป็นการร้องสอดโดยอ้างสิทธิของตนเอง แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญต่อคดีเกี่ยวกับมรดก อสังหาริมทรัพย์ สิทธิครอบครอง และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นอย่างมาก เพราะบุคคลที่อ้างสิทธิในทรัพย์เดียวกันมักพยายามเข้ามาในคดีเดิมเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิทธิของตน แต่การเข้ามาในคดีจะต้องไม่เป็นการดำเนินคดีซ้ำกับสิทธิเรียกร้องที่ได้ใช้สิทธิฟ้องไว้ก่อนแล้ว ความสำคัญของหลักการพิจารณาจากเนื้อหามากกว่ารูปแบบ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของหลักการที่ว่า ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยลักษณะทางกฎหมายของคำร้องตามข้อเท็จจริงและเนื้อหาที่ปรากฏในสำนวน ไม่จำเป็นต้องผูกพันตามถ้อยคำหรือชื่อที่คู่ความกำหนดไว้ แม้ผู้ร้องสอดจะระบุว่าตนขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย แต่เมื่อพิจารณาข้ออ้างทั้งหมดแล้วกลับปรากฏว่า ผู้ร้องสอดกำลังกล่าวอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทที่แท้จริง และโจทก์ได้รับทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นการอ้างสิทธิของตนเองโดยตรง มิใช่การช่วยเหลือจำเลยในการต่อสู้คดี แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า ศาลจะพิจารณาจากสาระสำคัญแห่งสิทธิ มิใช่พิจารณาจากรูปแบบภายนอกของคำร้อง ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้คู่ความใช้เทคนิคทางกระบวนพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย ความสำคัญของหลักห้ามฟ้องซ้อน อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ คือ หลักห้ามฟ้องซ้อน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม วัตถุประสงค์ของหลักห้ามฟ้องซ้อน คือ การป้องกันไม่ให้มีการดำเนินคดีหลายคดีเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องเดียวกันในเวลาเดียวกัน เพราะหากปล่อยให้เกิดการดำเนินคดีซ้ำซ้อน อาจทำให้ศาลหลายคณะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกันพร้อมกัน อันก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองและเสี่ยงต่อการมีคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน ในคดีนี้ ผู้ร้องสอดได้ฟ้องคดีเกี่ยวกับพินัยกรรม การจัดการมรดก และสิทธิในทรัพย์พิพาทไว้ก่อนแล้ว เมื่อสิทธิที่นำมาอ้างในคำร้องสอดเป็นสิทธิเดียวกันกับที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา การร้องสอดจึงมีผลเสมือนการนำข้อพิพาทเดิมกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า คำร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ ผลทางปฏิบัติสำหรับผู้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน แนวคำพิพากษานี้ให้บทเรียนสำคัญแก่ผู้ที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในทรัพย์สินว่า ก่อนจะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีใด จะต้องตรวจสอบก่อนว่าตนได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิเดียวกันไว้แล้วหรือไม่ หากได้มีการฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา การนำสิทธิเดียวกันมาร้องสอดในอีกคดีหนึ่งย่อมเสี่ยงต่อการถูกวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้อน ในทางกลับกัน หากบุคคลดังกล่าวยังไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีมาก่อน และมีสิทธิที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับทรัพย์พิพาท การร้องสอดอาจเป็นช่องทางที่เหมาะสมในการคุ้มครองสิทธิของตน โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นคดีใหม่แยกต่างหาก ดังนั้น การเลือกใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลโดยตรงต่อการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หลักกฎหมายที่ได้รับจากคดีนี้ จากแนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ สามารถสรุปหลักกฎหมายสำคัญได้ว่า การพิจารณาว่าคำร้องสอดเป็นการร้องสอดประเภทใด ต้องพิจารณาจากเนื้อหาและสภาพแห่งสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้าง มิใช่พิจารณาจากชื่อหรือบทกฎหมายที่ผู้ร้องสอดระบุไว้ หากผู้ร้องสอดเข้ามาอ้างสิทธิของตนเองและมีฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ ย่อมเป็นการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) นอกจากนี้ หากสิทธิที่ผู้ร้องสอดนำมาอ้างนั้น เป็นสิทธิเดียวกับที่ได้ฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว และคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา การยื่นคำร้องสอดย่อมมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 (1) และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ หลักการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการรักษาความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณาความแพ่ง ลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินคดี และป้องกันการเกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน อันเป็นหลักการพื้นฐานที่รองรับความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมโดยรวม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องสอดแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยเห็นว่าการเข้ามาของผู้ร้องสอดไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่อาจรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ 2. ศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยยืนยันว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์พิพาทและควรได้รับอนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าคำร้องดังกล่าวไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ จึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องสอดจะอ้างว่าขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำร้องแล้วกลับเป็นการอ้างสิทธิของตนเองในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ เพื่อขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์พิพาท จึงมีลักษณะเป็นคำร้องสอดตามมาตรา 57 (1) อีกทั้งสิทธิที่ผู้ร้องสอดนำมาอ้างนั้นเป็นสิทธิเดียวกับที่ได้ฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว และคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา การยื่นคำร้องสอดจึงมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 (1) ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า การวินิจฉัยฐานะทางกฎหมายของคู่ความหรือคำร้องต่าง ๆ ต้องพิจารณาจากเนื้อหาแห่งสิทธิและผลทางกฎหมายที่คู่ความประสงค์จะได้รับ มิใช่พิจารณาจากชื่อเรียกหรือบทกฎหมายที่คู่ความอ้างอิงเท่านั้น หากบุคคลภายนอกอ้างสิทธิในทรัพย์พิพาทของตนเองและประสงค์ให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิดังกล่าว ย่อมถือเป็นการร้องสอดในฐานะผู้เข้ามาอ้างสิทธิของตนเอง แม้จะระบุว่าประสงค์เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม นอกจากนี้ หลักห้ามฟ้องซ้อนเป็นหลักการสำคัญที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของกระบวนการยุติธรรม ป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อน และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดคำพิพากษาขัดแย้งกัน การที่บุคคลหนึ่งได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องใดไว้แล้ว ย่อมไม่อาจนำสิทธิเดียวกันนั้นกลับมาดำเนินคดีอีกในรูปแบบอื่นระหว่างที่คดีเดิมยังไม่ถึงที่สุดได้ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องคดีใหม่หรือการร้องสอดเข้ามาในอีกคดีหนึ่งก็ตาม แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า การใช้สิทธิทางศาลต้องเป็นไปโดยสุจริต อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และต้องไม่ก่อให้เกิดการดำเนินคดีซ้ำเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องเดียวกัน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า คำร้องของบุคคลภายนอกที่ขอเข้ามาในคดีมีลักษณะเป็นการร้องสอดประเภทใด และเมื่อบุคคลดังกล่าวได้ฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิเดียวกันไว้ก่อนแล้ว จะสามารถยื่นคำร้องสอดในอีกคดีหนึ่งได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องสอดจะอ้างว่าขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามมาตรา 57 (2) แต่เนื้อหาของคำร้องเป็นการอ้างสิทธิของตนเองในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ จึงเป็นการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) และเมื่อสิทธิที่นำมาอ้างเป็นสิทธิเดียวกับที่ได้ฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว คำร้องดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 (1) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การร้องสอดโดยอ้างสิทธิของตนเอง หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกแยะว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาเพื่อช่วยเหลือคู่ความเดิม หรือเข้ามาเพื่อยืนยันสิทธิของตนเองในทรัพย์พิพาท หากเป็นการอ้างสิทธิของตนเองและขอให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธินั้น ย่อมถือเป็นการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) แม้ผู้ร้องจะระบุว่าประสงค์เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม 2. ฟ้องซ้อน เมื่อผู้ร้องสอดได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับพินัยกรรม สิทธิในทรัพย์พิพาท และการโอนทรัพย์สินไว้ก่อนแล้ว และคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา การนำสิทธิเดียวกันมาร้องสอดในอีกคดีหนึ่งย่อมเป็นการดำเนินคดีซ้ำเกี่ยวกับข้อพิพาทเดียวกัน อันเป็นลักษณะของฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 (1) ซึ่งกฎหมายห้ามมิให้ดำเนินคดีต่อไปได้ อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความเดิมในคดี สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนพิจารณาได้ หากบุคคลดังกล่าวมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับผลแห่งคดี หรือมีสิทธิที่เกี่ยวพันกับข้อพิพาทที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้การพิจารณาข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกันสามารถดำเนินไปภายในคดีเดียว ลดการดำเนินคดีหลายคดีเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน และป้องกันการเกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน หลักการสำคัญของมาตรา 57 อยู่บนพื้นฐานที่ว่า แม้บุคคลภายนอกจะมิใช่คู่ความเดิมในคดี แต่หากผลแห่งคำพิพากษาอาจกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ หรือฐานะทางกฎหมายของบุคคลนั้นโดยตรง กฎหมายย่อมเปิดโอกาสให้เข้ามาใช้สิทธิในกระบวนพิจารณาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนได้ ทั้งนี้เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยข้อพิพาทได้อย่างครบถ้วนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 57 แบ่งลักษณะของการร้องสอดออกเป็นหลายกรณี แต่ในทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุด คือ การร้องสอดโดยอ้างสิทธิของตนเอง และการร้องสอดเพื่อเข้ามาช่วยเหลือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กรณีแรก คือ การร้องสอดโดยอ้างสิทธิของตนเอง ผู้ร้องสอดจะต้องอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิที่เป็นข้อพิพาทอยู่ในคดี และต้องการให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิดังกล่าว ผู้ร้องสอดในลักษณะนี้มีฐานะเป็นคู่กรณีที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับคู่ความเดิม และมักมีลักษณะใกล้เคียงกับการฟ้องคดีของตนเอง ส่วนกรณีที่สอง คือ การร้องสอดเพื่อเข้ามาช่วยเหลือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้ร้องสอดมิได้อ้างสิทธิในทรัพย์พิพาทโดยตรง แต่เห็นว่าผลแห่งคำพิพากษาอาจกระทบต่อประโยชน์ของตน จึงขอเข้ามาสนับสนุนการต่อสู้คดีของฝ่ายที่ตนมีผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าคำร้องสอดเป็นประเภทใด ศาลจะไม่พิจารณาเพียงชื่อหรือบทกฎหมายที่ผู้ร้องสอดอ้าง แต่จะพิจารณาจากเนื้อหาที่แท้จริงของคำร้องและสิทธิที่ผู้ร้องสอดประสงค์จะใช้ หากผู้ร้องสอดอ้างว่าตนเป็นเจ้าของสิทธิหรือทรัพย์สินที่กำลังเป็นข้อพิพาท และต้องการให้ศาลรับรองสิทธินั้น ย่อมถือเป็นการร้องสอดโดยอ้างสิทธิของตนเอง แม้จะระบุว่าประสงค์เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำมาตรา 57 มาใช้บังคับ โดยผู้ร้องสอดระบุว่าขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำร้องแล้วกลับปรากฏว่า ผู้ร้องสอดอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทที่แท้จริง และโจทก์ได้รับทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องสอดจะอ้างมาตรา 57 (2) แต่เนื้อหาแท้จริงกลับเป็นการอ้างสิทธิของตนเองในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ จึงเป็นการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า ศาลจะพิจารณาจากสภาพแห่งสิทธิและสาระสำคัญของข้อเรียกร้อง มากกว่ารูปแบบหรือถ้อยคำที่คู่ความเลือกใช้ ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่แท้จริงและป้องกันมิให้มีการใช้กระบวนพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย ดังนั้น มาตรา 57 จึงเป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท แต่การใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของกฎหมาย รวมทั้งต้องไม่ขัดต่อหลักการพื้นฐานอื่นของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่น หลักห้ามฟ้องซ้อน หลักความสุจริตในการดำเนินคดี และหลักความเป็นระเบียบของกระบวนการยุติธรรม เพราะแม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดีได้ แต่การเข้ามาดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพื่อสร้างความซ้ำซ้อนหรือความสับสนให้แก่กระบวนพิจารณา อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการฟ้องซ้อน ซึ่งถือเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาความแพ่งที่มุ่งรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการดำเนินคดี และป้องกันไม่ให้มีการนำข้อพิพาทเรื่องเดียวกันเข้าสู่การพิจารณาของศาลหลายคดีในเวลาเดียวกัน หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อทั้งคู่ความ ศาล และระบบยุติธรรมโดยรวม เพราะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดี ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของคู่ความ รวมทั้งลดความเสี่ยงที่จะเกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน สาระสำคัญของมาตรา 173 คือ เมื่อมีการฟ้องคดีเรื่องใดต่อศาลแล้ว และคดีนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา คู่ความย่อมไม่อาจนำข้อพิพาทเดียวกันซึ่งมีมูลแห่งคดีเดียวกัน ระหว่างคู่ความเดียวกัน และมีวัตถุแห่งคดีเดียวกัน มาฟ้องซ้ำอีกในระหว่างที่คดีเดิมยังไม่ถึงที่สุดได้ เพราะจะถือเป็นการฟ้องซ้อนอันต้องห้ามตามกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่า ข้อพิพาทหนึ่งเรื่องควรได้รับการวินิจฉัยภายในคดีเดียว เพื่อให้เกิดความแน่นอนในสิทธิของคู่ความ และเพื่อป้องกันมิให้คู่ความใช้สิทธิทางศาลในลักษณะที่ก่อให้เกิดภาระแก่ศาลหรือฝ่ายตรงข้ามโดยไม่จำเป็น หากเปิดโอกาสให้ฟ้องคดีเรื่องเดียวกันได้หลายครั้งพร้อมกัน อาจทำให้ศาลหลายคณะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกัน ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความสิ้นเปลือง แต่ยังอาจทำให้เกิดคำพิพากษาที่แตกต่างหรือขัดแย้งกันได้ การพิจารณาว่าคดีใดเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อคดีหรือรูปแบบของคำฟ้อง กล่าวคือ หากข้อพิพาทที่นำมาฟ้องใหม่เป็นเรื่องเดียวกับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในคดีเดิม และผลแห่งคำพิพากษาในคดีใหม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นเดียวกับคดีเดิม ย่อมมีแนวโน้มที่จะถือเป็นฟ้องซ้อน แม้ว่าคู่ความจะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินคดีหรือเปลี่ยนชื่อข้อเรียกร้องก็ตาม คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำมาตรา 173 มาใช้บังคับ ผู้ร้องสอดอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทที่แท้จริง และกล่าวหาว่ามีการจัดทำพินัยกรรมปลอม รวมทั้งมีการโอนทรัพย์สินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนยื่นคำร้องสอดในคดีนี้ ผู้ร้องสอดได้ฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันไว้ก่อนแล้ว โดยขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ขอถอดถอนผู้จัดการมรดก และขอเรียกคืนทรัพย์สินพิพาท ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิที่ผู้ร้องสอดนำมาอ้างในคำร้องสอด เป็นสิทธิเดียวกับที่กำลังมีการดำเนินคดีอยู่ก่อนแล้ว และหากศาลจะวินิจฉัยคำร้องสอดดังกล่าว ก็จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นเดียวกันกับคดีเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรม สิทธิในทรัพย์พิพาท หรือความชอบด้วยกฎหมายของการโอนทรัพย์สิน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 (1) แนววินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า หลักฟ้องซ้อนไม่ได้ใช้เฉพาะกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีใหม่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการใช้กระบวนพิจารณาในรูปแบบอื่น หากมีผลเป็นการนำข้อพิพาทเดียวกันกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลอีกครั้งหนึ่งในระหว่างที่คดีเดิมยังไม่สิ้นสุด ดังนั้น มาตรา 173 จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาความมีประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ทำให้ข้อพิพาทเรื่องเดียวกันได้รับการวินิจฉัยในคดีเดียว ลดปัญหาคำพิพากษาขัดแย้ง และสร้างความแน่นอนในสถานะทางกฎหมายของคู่ความ อันเป็นหลักการสำคัญที่รองรับความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบศาลยุติธรรมโดยรวม ทั้งยังเป็นหลักที่ผู้ดำเนินคดีทุกฝ่ายควรตระหนัก เพราะการใช้สิทธิทางศาลซ้ำเกี่ยวกับข้อพิพาทเดียวกัน แม้จะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินคดี ก็อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้อนและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การร้องสอดคืออะไร และบุคคลภายนอกสามารถเข้ามาเป็นคู่ความในคดีแพ่งได้ทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ การร้องสอดเป็นกระบวนการตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เปิดโอกาสให้บุคคลซึ่งมิได้เป็นคู่ความเดิมในคดีสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนพิจารณาได้ หากบุคคลนั้นมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับผลแห่งคดีหรือมีสิทธิที่เกี่ยวพันกับข้อพิพาทที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อย่างไรก็ตาม การร้องสอดมิใช่สิทธิที่สามารถใช้ได้โดยเสรีในทุกกรณี ผู้ร้องสอดจะต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าตนมีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทอย่างแท้จริงและมีเหตุอันสมควรตามที่กฎหมายกำหนด ศาลมีอำนาจตรวจสอบทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าการเข้ามาในคดีนั้นมีความจำเป็นหรือไม่ หากพบว่าผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือการเข้ามาในคดีอาจขัดต่อหลักเกณฑ์อื่นของกฎหมาย เช่น หลักห้ามฟ้องซ้อน ศาลย่อมมีอำนาจยกคำร้องได้ แม้ว่าผู้ร้องจะอ้างว่าตนได้รับผลกระทบจากคดีก็ตาม ดังนั้น การร้องสอดจึงเป็นสิทธิที่ต้องใช้ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิใช่ช่องทางสำหรับบุคคลภายนอกทุกคนที่จะเข้ามาในคดีได้ตามความประสงค์ของตน 2. คำถาม ศาลจะพิจารณาอย่างไรว่าคำร้องสอดเป็นการอ้างสิทธิของตนเองหรือเป็นเพียงการเข้ามาช่วยเหลือคู่ความ คำตอบ หลักสำคัญที่ศาลใช้พิจารณาไม่ได้อยู่ที่ชื่อของคำร้องหรือบทกฎหมายที่ผู้ร้องอ้าง แต่พิจารณาจากเนื้อหาและสภาพแห่งสิทธิที่ผู้ร้องต้องการใช้ หากผู้ร้องเพียงประสงค์จะสนับสนุนหรือช่วยเหลือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะผลแห่งคำพิพากษาอาจกระทบต่อประโยชน์ของตน การเข้ามาดังกล่าวอาจถือเป็นการร้องสอดเพื่อช่วยเหลือคู่ความ แต่หากผู้ร้องอ้างว่าตนเป็นเจ้าของสิทธิหรือทรัพย์สินที่กำลังเป็นข้อพิพาท และต้องการให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตน การเข้ามาดังกล่าวย่อมเป็นการร้องสอดโดยอ้างสิทธิของตนเอง แม้ว่าผู้ร้องจะใช้ถ้อยคำว่าขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับฝ่ายใดก็ตาม ศาลมีอำนาจตีความตามเนื้อหาที่แท้จริงของคำร้อง เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้รูปแบบทางกฎหมายเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นหลักที่ใช้มาอย่างต่อเนื่องในแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา 3. คำถาม ฟ้องซ้อนคืออะไร และเหตุใดกฎหมายจึงห้ามไม่ให้มีการฟ้องซ้อน คำตอบ ฟ้องซ้อนหมายถึงกรณีที่มีการนำข้อพิพาทเดียวกันหรือสิทธิเรียกร้องเดียวกันเข้าสู่การพิจารณาของศาลมากกว่าหนึ่งคดีในขณะที่คดีเดิมยังไม่ถึงที่สุด หลักห้ามฟ้องซ้อนมีขึ้นเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดีและรักษาความเป็นระเบียบของกระบวนการยุติธรรม หากเปิดโอกาสให้คู่ความฟ้องคดีเรื่องเดียวกันได้หลายครั้งพร้อมกัน ศาลอาจต้องพิจารณาประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกันซ้ำหลายรอบ ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองทั้งเวลา งบประมาณ และทรัพยากรของรัฐ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่ศาลแต่ละคณะอาจมีความเห็นแตกต่างกัน จนเกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับข้อพิพาทเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงกำหนดข้อห้ามเรื่องฟ้องซ้อนไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ข้อพิพาทเรื่องหนึ่งได้รับการวินิจฉัยภายในคดีเดียว และเพื่อให้คำพิพากษาที่ออกมามีความแน่นอนและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. คำถาม หากได้ฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินไว้ก่อนแล้ว จะสามารถยื่นคำร้องสอดในอีกคดีหนึ่งได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและสิทธิที่นำมาอ้างในแต่ละคดี หากสิทธิที่นำมาอ้างในคำร้องสอดเป็นสิทธิเดียวกันกับที่ได้ฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว และคดีเดิมยังอยู่ระหว่างการพิจารณา การยื่นคำร้องสอดอาจมีลักษณะเป็นฟ้องซ้อนและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ เนื่องจากศาลจะต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเดียวกันซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หลักการนี้ใช้บังคับแม้ว่าการดำเนินคดีครั้งหลังจะอยู่ในรูปของคำร้องสอด มิใช่คำฟ้องโดยตรงก็ตาม ศาลจะพิจารณาที่สาระสำคัญของสิทธิเรียกร้องเป็นหลัก หากพบว่าผลที่ผู้ร้องต้องการได้รับจากคำร้องสอดเป็นผลเดียวกับที่กำลังเรียกร้องอยู่ในคดีเดิม ย่อมมีเหตุให้ถือว่าเป็นการดำเนินคดีซ้ำเกี่ยวกับข้อพิพาทเดียวกัน การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องดำเนินไปในคดีเดิมจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่นำข้อพิพาทเดียวกันไปดำเนินการในหลายคดีพร้อมกัน 5. คำถาม เหตุใดศาลจึงพิจารณาจากเนื้อหาของคำร้องมากกว่าชื่อของคำร้อง คำตอบ หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ความสำคัญกับสิทธิและเจตนาที่แท้จริงของคู่ความมากกว่ารูปแบบภายนอก เพราะหากศาลพิจารณาเฉพาะชื่อของคำร้องหรือบทกฎหมายที่คู่ความอ้าง คู่ความอาจใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ การพิจารณาจากเนื้อหาที่แท้จริงจึงเป็นวิธีที่ทำให้ศาลสามารถมองเห็นลักษณะของข้อพิพาทและผลทางกฎหมายที่คู่ความต้องการอย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น แม้ผู้ร้องจะระบุว่าขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย แต่หากเนื้อหาของคำร้องแสดงว่าผู้ร้องกำลังอ้างสิทธิของตนเองและโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง ศาลย่อมถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการร้องสอดโดยอ้างสิทธิของตนเอง หลักการนี้ช่วยให้การใช้กฎหมายเป็นไปตามข้อเท็จจริงและป้องกันการบิดเบือนกระบวนพิจารณา อันเป็นรากฐานสำคัญของความยุติธรรมในคดีแพ่ง 6. คำถาม หากบุคคลภายนอกอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาท จะต้องดำเนินการอย่างไรจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย คำตอบ บุคคลภายนอกที่เห็นว่าตนมีสิทธิในทรัพย์พิพาทควรพิจารณาสถานะทางกฎหมายของตนอย่างรอบคอบก่อนดำเนินคดี หากยังไม่เคยฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวมาก่อน และมีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย การร้องสอดอาจเป็นช่องทางที่เหมาะสมในการขอให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตนภายในคดีเดิม แต่หากได้มีการฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธินั้นไว้แล้ว ควรดำเนินการในคดีเดิมจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพราะการนำสิทธิเดียวกันไปใช้ในอีกคดีหนึ่งอาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้อนได้ นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิในทรัพย์พิพาทควรจัดเตรียมพยานหลักฐานที่แสดงถึงที่มาของสิทธิ กรรมสิทธิ์ หรือเหตุแห่งการได้มาซึ่งทรัพย์สินให้ครบถ้วน เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยข้อพิพาทได้อย่างถูกต้อง การเลือกใช้กระบวนพิจารณาที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นย่อมช่วยลดปัญหาข้อขัดข้องทางกฎหมายในภายหลัง 7. คำถาม หลักห้ามฟ้องซ้อนมีความสำคัญต่อระบบยุติธรรมอย่างไร คำตอบ หลักห้ามฟ้องซ้อนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของระบบศาลยุติธรรม เพราะทำให้ข้อพิพาทเรื่องเดียวกันได้รับการวินิจฉัยภายในคดีเดียว ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนของศาล และช่วยให้คู่ความไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน นอกจากนี้ หลักดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการออกคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน หากมีการพิจารณาข้อพิพาทเดียวกันในหลายคดีพร้อมกัน ย่อมมีโอกาสที่ศาลแต่ละคณะจะรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างกันและมีผลวินิจฉัยไม่ตรงกัน ซึ่งจะสร้างความไม่แน่นอนให้แก่สิทธิของคู่ความและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม หลักห้ามฟ้องซ้อนจึงไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางเทคนิคของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เป็นหลักการพื้นฐานที่สนับสนุนความมั่นคงของระบบกฎหมายโดยรวม 8. คำถาม บทเรียนสำคัญทางกฎหมายที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ บทเรียนสำคัญจากคดีนี้คือ ผู้ใช้สิทธิทางศาลต้องพิจารณาทั้งสิทธิของตนและรูปแบบของกระบวนพิจารณาที่กฎหมายกำหนดอย่างรอบคอบ การมีสิทธิในทรัพย์สินหรือมีส่วนได้เสียในข้อพิพาทไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเลือกใช้วิธีดำเนินคดีได้ทุกวิธีตามต้องการ เพราะกฎหมายกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดไว้เพื่อรักษาความเป็นระเบียบของกระบวนการยุติธรรม คดีนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลจะพิจารณาจากเนื้อหาที่แท้จริงของคำร้อง มิใช่พิจารณาจากชื่อที่คู่ความตั้งไว้ และหากพบว่าผู้ร้องกำลังใช้สิทธิเรียกร้องเดียวกับที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในอีกคดีหนึ่ง คำร้องดังกล่าวอาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้อนได้ ดังนั้น ผู้ที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินหรือมรดกควรวางแผนการดำเนินคดีอย่างรอบคอบ ศึกษาหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเลือกใช้สิทธิทางศาลให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและกระบวนพิจารณาที่กฎหมายบัญญัติไว้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5546/2558 โจทก์ฟ้องคดีนี้อ้างว่า โจทก์ได้รับโอนมรดกที่ดินพร้อมตึกแถวมาจากผู้จัดการมรดกของ พ. จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาท ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) แต่เนื้อหาตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดอ้างว่า ก่อน พ. ซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องสอดถึงแก่ความตายโจทก์กับพวกร่วมกันทำพินัยกรรมของ พ. ปลอมขึ้น หลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกของ พ. โอนที่ดินและตึกแถวดังกล่าวของผู้ร้องสอดให้แก่โจทก์โดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำร้องสอดในคดีนี้จึงเป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ เพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด เป็นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าถูกโจทก์โต้แย้งนี้ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งว่า พินัยกรรมของ พ. เป็นโมฆะแล้ว ซึ่งการวินิจฉัยให้มีผลตามคำร้องสอดก็ต้องวินิจฉัยว่า พินัยกรรมปลอมหรือเป็นโมฆะหรือไม่เช่นกัน เมื่อคำฟ้องในคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1) โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวเลขที่ 1/34 ซอยจุลดิศ ถนนเพชรบุรี 19 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าไปเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีหรือไม่ เห็นว่าผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดได้ทำนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13354 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 1/34 ตามฟ้องแก่นางพิมพ์พร ซึ่งเป็นมารดาโดยเจตนาลวงร่วมกัน เพื่อป้องกันมิให้สามีชาวต่างชาติของผู้ร้องสอดมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว สัญญาให้ที่ดินและตึกแถวระหว่างผู้ร้องสอดกับนางพิมพ์พรจึงตกเป็นโมฆะ ก่อนนางพิมพ์พรตาย โจทก์กับพวกร่วมกันทำพินัยกรรมของนางพิมพ์พรปลอมขึ้น หลังนางพิมพ์พรตายผู้จัดการมรดกของนางพิมพ์พรได้โอนที่ดินและตึกแถวดังกล่าวของผู้ร้องสอดให้แก่โจทก์โดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะ ถอดถอนผู้จัดการมรดกและเรียกทรัพย์คืน จึงขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) แต่เนื้อหาตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าว เป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ เพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด จึงเป็นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าถูกโจทก์โต้แย้งนี้ ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลไว้ก่อนแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





