ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา

ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สิน, การกระทำในคราวเดียวเป็นกรรมเดียวกัน, หลักห้ามฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 วรรคสอง, อำนาจศาลฎีกายกประเด็นความสงบเรียบร้อย, ความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352, ความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357, การซ่อนเร้นทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย, การรวมพิจารณาคดีหลายสำนวน, ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค, ข้อจำกัดสิทธิฎีกาตามมาตรา 220, ภาระการพิสูจน์เจตนาในคดีรับของโจร, ทรัพย์คนละรายการกับการกระทำเดียวกัน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักห้ามฟ้องซ้อนในคดีอาญา อันเกิดจากการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในสองสำนวน โดยบรรยายพฤติการณ์การกระทำความผิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ทรัพย์ตามฟ้องในแต่ละสำนวนจะเป็นทรัพย์คนละรายการ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการกระทำเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน ย่อมต้องพิจารณาว่าเป็นกรรมเดียวกันตามกฎหมายหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า “ฟ้องสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่” และศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาช่วยซ่อนเร้นทรัพย์โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการยักยอกหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับหลักกรรมเดียวกัน การตีความฟ้องซ้อน และภาระการพิสูจน์เจตนาในคดีอาญาทรัพย์สิน

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส หลังจากนั้นมีการนำทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสบางส่วนออกไป

ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบทรัพย์ตามฟ้องบางส่วนถูกเก็บไว้ใต้เตียงนอนและโบกปูนปิดทับ รวมถึงทรัพย์ประเภทโบราณวัตถุและสร้อยลูกปัดจำนวนมาก โจทก์จึงร้องทุกข์กล่าวโทษ

โจทก์ฟ้องเป็นสองสำนวน โดยระบุวันเวลาเกิดเหตุในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ทรัพย์ในสำนวนหลังจะเป็นทรัพย์คนละรายการกับสำนวนแรก แต่พฤติการณ์การกระทำเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับฟ้องซ้อน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์ตามฟ้องแต่ละสำนวนจะเป็นทรัพย์คนละอย่าง แต่เมื่อการกระทำเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นการกระทำในคราวเดียว อันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ปัญหาฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและพิพากษายกฟ้องสำนวนหลังได้ตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานรับของโจร

สำหรับสำนวนแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอแสดงว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าทรัพย์ที่นำมาเก็บไว้เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการยักยอก

แม้มีการโบกปูนปิดทับบางส่วน แต่พฤติการณ์โดยรวมยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการซ่อนเร้นโดยเจตนา ประกอบกับทรัพย์บางรายการไม่ได้เก็บไว้ในลักษณะปกปิด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนารับของโจรหรือช่วยซ่อนเร้นทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

หลักห้ามฟ้องซ้อนมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและภาระแก่คู่ความ หากการกระทำเป็นกรรมเดียวกัน โจทก์ต้องรวมฟ้องในคราวเดียว

ส่วนความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 ต้องพิสูจน์ทั้งการครอบครองทรัพย์และเจตนารู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด หากขาดองค์ประกอบเรื่อง “รู้” ย่อมไม่ครบความผิด

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องวางหลักสม่ำเสมอว่า การกระทำในคราวเดียวกันแม้ทรัพย์หลายรายการ หากเป็นผลจากพฤติการณ์เดียวกัน ต้องถือเป็นกรรมเดียว และการยกประเด็นความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองเป็นอำนาจของศาลสูงเพื่อรักษาความถูกต้องแห่งกระบวนพิจารณา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานยักยอกแต่ไม่ต้องรับโทษ และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจร จำคุก 3 ปี

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องสำนวนหลังเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อน และเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรก

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การแยกฟ้องหลายสำนวนในข้อเท็จจริงเดียวกันอาจขัดต่อหลักห้ามฟ้องซ้อน หากการกระทำเป็นกรรมเดียวกัน โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องอย่างระมัดระวัง

อีกทั้งตอกย้ำว่า ความผิดฐานรับของโจรต้องพิสูจน์เจตนา “รู้” อย่างเคร่งครัด มิใช่อาศัยเพียงพฤติการณ์น่าสงสัย การวินิจฉัยของศาลฎีกายังสะท้อนบทบาทในการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยแห่งกระบวนพิจารณา โดยสามารถยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ฟ้องสำนวนหลังเป็น “ฟ้องซ้อน” อันต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ และการกระทำของจำเลยที่ 2 จะเข้าข่ายความผิดฐาน “รับของโจร” หรือไม่ โดยศาลฎีกาได้วางหลักเกี่ยวกับการกระทำในคราวเดียวกันเป็นกรรมเดียวกัน และอำนาจศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ฟ้องซ้อน – ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์ในฟ้องแต่ละสำนวนจะเป็นคนละรายการ แต่เมื่อโจทก์บรรยายพฤติการณ์ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ย่อมถือเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน การแยกฟ้องเป็นอีกสำนวนจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งยังเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและพิพากษายกฟ้องได้

2. รับของโจร – ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

ประเด็นสำคัญอีกส่วนคือ การพิสูจน์องค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร ซึ่งต้องปรากฏว่าจำเลยรู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาโดยการกระทำความผิด ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาช่วยซ่อนเร้นทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกมา จึงยกฟ้องในส่วนนี้ อันเป็นการยืนยันหลักเคร่งครัดเรื่องภาระการพิสูจน์เจตนาในคดีอาญา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ฟ้องซ้อนในคดีอาญาหมายถึงอะไร

คำตอบ

หมายถึงการยื่นฟ้องซ้ำในเรื่องเดียวกันหรือกรรมเดียวกัน ซึ่งกฎหมายห้ามไว้เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อน

2. หากทรัพย์คนละรายการจะถือเป็นคนละกรรมเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป หากพฤติการณ์เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน อาจถือเป็นกรรมเดียวกันได้

3. ศาลฎีกาสามารถยกประเด็นฟ้องซ้อนขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

4. ความผิดฐานรับของโจรต้องพิสูจน์อะไรบ้าง

คำตอบ

ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยครอบครองหรือช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ และรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด

5. การรวมพิจารณาหลายสำนวนมีผลอย่างไร

คำตอบ

ช่วยให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงโดยภาพรวม แต่ไม่ทำให้ฟ้องซ้อนกลายเป็นชอบด้วยกฎหมาย

6. หากพยานหลักฐานไม่ชัดเจนเรื่องเจตนา ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร

คำตอบ

ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมายอาญา

7. หลักกรรมเดียวกันมีความสำคัญอย่างไร

คำตอบ

เป็นหลักกำหนดขอบเขตการลงโทษและการฟ้องคดี เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำ

8. คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานชัดเจนเกี่ยวกับฟ้องซ้อนในคดีอาญาและมาตรฐานการพิสูจน์เจตนาในคดีรับของโจร

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

        เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579 - 1580/2558  

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวัตถุ 217 ชิ้น และสร้อยลูกปัดโบราณ 332 เส้น จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก แต่เมื่อการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ฎีกาย่อ

คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352 และ 357 ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วรับฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานยักยอกแต่ไม่ต้องรับโทษ และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจร จำคุก 3 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์ในสำนวนหลังจะเป็นคนละรายการกับสำนวนแรก แต่การกระทำเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามกฎหมาย และศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงพิพากษายกฟ้องสำนวนหลัง

ส่วนสำนวนแรก ศาลเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอรับฟังว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกมา แม้มีการเก็บทรัพย์บางส่วนใต้เตียงและโบกปูนปิดทับ แต่พฤติการณ์ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการซ่อนเร้นโดยเจตนา จึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 2

พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง และให้สำนวนแรกเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352, 357

สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352, 357

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรส หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เอาทรัพย์ตามฟ้องซึ่งเป็นสินสมรสไป ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นบ้านของจำเลยที่ 2 ตามหมายค้นเพื่อหาสิ่งของผิดกฎหมายอย่างอื่น พบทรัพย์ตามฟ้องและทรัพย์ที่เป็นโบราณวัตถุของจำเลยที่ 2 อีกจำนวนมากอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุเช่นเดียวกัน โดยมีการเก็บทรัพย์ตามฟ้องส่วนหนึ่งไว้ใต้บริเวณที่ใช้เป็นที่นอนภายในบ้านของจำเลยที่ 2 และโบกปูนปิดทับ เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์ที่ตรวจพบและทำบันทึกไว้ โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง จึงมีการ แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ยักยอก และจำเลยที่ 2 ว่า ลักทรัพย์หรือรับของโจร พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยว่า ฟ้องสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวัตถุ 217 ชิ้น และสร้อยลูกปัดโบราณ 332 เส้น จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก แต่เมื่อการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

สำหรับคดีตามฟ้องสำนวนแรกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำการตามฟ้องสำนวนแรกอันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 น่าจะทราบความเป็นมาของทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกที่จำเลยที่ 1 นำไปไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรส เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความในคดีดังกล่าวร่วมกันส่งมอบพระพุทธรูป 12 องค์ ที่จำเลยที่ 2 นำไปฝากจำเลยที่ 1 ขายคืนแก่จำเลยที่ 2 ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสินสมรสทั้งหมดของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่ามีอะไรบ้าง เพราะจำเลยที่ 2 เพียงโต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูป 12 องค์ เท่านั้น ทั้งได้ความจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ตามสำเนาบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า นายประยงค์ พี่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งรับเหมาก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกบางส่วนที่เป็นรูปปั้นพระพิฆเนศ รูปปั้นเจดีย์ และรูปปั้นตุ๊กตาชาย อย่างละ 1 ชิ้น ไปไว้ใต้เตียงนอนภายในบ้านของจำเลยที่ 2 รวมกับทรัพย์ที่เป็นโบราณวัตถุและสร้อยลูกปัดของจำเลยที่ 2 แล้วโบกปูนปิดทับไว้ เพราะเกรงว่าจะถูกลักไปเนื่องจากมีคนงานจำนวนมากมาทำงานก่อสร้างอาคารอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ส่วนทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา 4 ชิ้น นายประยงค์นำไปเก็บไว้ในห้องพักของตนซึ่งอยู่ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 ดังนั้น หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะปกปิดทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกไม่ให้ถูกพบเห็นได้โดยง่ายแล้ว เหตุใดจึงไม่ให้นายประยงค์นำทรัพย์ที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา 4 ชิ้นไปเก็บรวมไว้ใต้เตียงนอนที่มีการโบกปูนปิดทับด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เจตนาช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนหลัง ส่วนสำนวนแรกให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ & วินิจฉัยโทษยักยอก ป.วิ.พ มาตรา 27,(ฎีกา 131/2567)
รายงานสืบเสาะใช้ประกอบโทษ ไม่ใช่พยานยกฟ้อง(ฎีกา 809/2567)
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิแบ่งสินสมรส & อุทธรณ์เกินคำขอ(ฎีกา 7851/2560)
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วคดีอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์
คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
ไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การส่งหมายนัดไต่สวน-สำเนาคำร้องไม่ชอบ
คำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้อง
เพิกถอนการขายทอดตลาด