
| ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักห้ามฟ้องซ้อนในคดีอาญา อันเกิดจากการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในสองสำนวน โดยบรรยายพฤติการณ์การกระทำความผิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ทรัพย์ตามฟ้องในแต่ละสำนวนจะเป็นทรัพย์คนละรายการ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการกระทำเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน ย่อมต้องพิจารณาว่าเป็นกรรมเดียวกันตามกฎหมายหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า “ฟ้องสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่” และศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาช่วยซ่อนเร้นทรัพย์โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการยักยอกหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับหลักกรรมเดียวกัน การตีความฟ้องซ้อน และภาระการพิสูจน์เจตนาในคดีอาญาทรัพย์สิน สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส หลังจากนั้นมีการนำทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสบางส่วนออกไป ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบทรัพย์ตามฟ้องบางส่วนถูกเก็บไว้ใต้เตียงนอนและโบกปูนปิดทับ รวมถึงทรัพย์ประเภทโบราณวัตถุและสร้อยลูกปัดจำนวนมาก โจทก์จึงร้องทุกข์กล่าวโทษ โจทก์ฟ้องเป็นสองสำนวน โดยระบุวันเวลาเกิดเหตุในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ทรัพย์ในสำนวนหลังจะเป็นทรัพย์คนละรายการกับสำนวนแรก แต่พฤติการณ์การกระทำเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน คำวินิจฉัยเกี่ยวกับฟ้องซ้อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์ตามฟ้องแต่ละสำนวนจะเป็นทรัพย์คนละอย่าง แต่เมื่อการกระทำเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นการกระทำในคราวเดียว อันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและพิพากษายกฟ้องสำนวนหลังได้ตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คำวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานรับของโจร สำหรับสำนวนแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอแสดงว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าทรัพย์ที่นำมาเก็บไว้เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการยักยอก แม้มีการโบกปูนปิดทับบางส่วน แต่พฤติการณ์โดยรวมยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการซ่อนเร้นโดยเจตนา ประกอบกับทรัพย์บางรายการไม่ได้เก็บไว้ในลักษณะปกปิด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนารับของโจรหรือช่วยซ่อนเร้นทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ หลักห้ามฟ้องซ้อนมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและภาระแก่คู่ความ หากการกระทำเป็นกรรมเดียวกัน โจทก์ต้องรวมฟ้องในคราวเดียว ส่วนความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 ต้องพิสูจน์ทั้งการครอบครองทรัพย์และเจตนารู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด หากขาดองค์ประกอบเรื่อง “รู้” ย่อมไม่ครบความผิด แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องวางหลักสม่ำเสมอว่า การกระทำในคราวเดียวกันแม้ทรัพย์หลายรายการ หากเป็นผลจากพฤติการณ์เดียวกัน ต้องถือเป็นกรรมเดียว และการยกประเด็นความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองเป็นอำนาจของศาลสูงเพื่อรักษาความถูกต้องแห่งกระบวนพิจารณา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานยักยอกแต่ไม่ต้องรับโทษ และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจร จำคุก 3 ปี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องสำนวนหลังเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อน และเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การแยกฟ้องหลายสำนวนในข้อเท็จจริงเดียวกันอาจขัดต่อหลักห้ามฟ้องซ้อน หากการกระทำเป็นกรรมเดียวกัน โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องอย่างระมัดระวัง อีกทั้งตอกย้ำว่า ความผิดฐานรับของโจรต้องพิสูจน์เจตนา “รู้” อย่างเคร่งครัด มิใช่อาศัยเพียงพฤติการณ์น่าสงสัย การวินิจฉัยของศาลฎีกายังสะท้อนบทบาทในการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยแห่งกระบวนพิจารณา โดยสามารถยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ฟ้องสำนวนหลังเป็น “ฟ้องซ้อน” อันต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ และการกระทำของจำเลยที่ 2 จะเข้าข่ายความผิดฐาน “รับของโจร” หรือไม่ โดยศาลฎีกาได้วางหลักเกี่ยวกับการกระทำในคราวเดียวกันเป็นกรรมเดียวกัน และอำนาจศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ฟ้องซ้อน – ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์ในฟ้องแต่ละสำนวนจะเป็นคนละรายการ แต่เมื่อโจทก์บรรยายพฤติการณ์ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ย่อมถือเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน การแยกฟ้องเป็นอีกสำนวนจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งยังเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและพิพากษายกฟ้องได้ 2. รับของโจร – ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ประเด็นสำคัญอีกส่วนคือ การพิสูจน์องค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร ซึ่งต้องปรากฏว่าจำเลยรู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาโดยการกระทำความผิด ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาช่วยซ่อนเร้นทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกมา จึงยกฟ้องในส่วนนี้ อันเป็นการยืนยันหลักเคร่งครัดเรื่องภาระการพิสูจน์เจตนาในคดีอาญา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ฟ้องซ้อนในคดีอาญาหมายถึงอะไร คำตอบ หมายถึงการยื่นฟ้องซ้ำในเรื่องเดียวกันหรือกรรมเดียวกัน ซึ่งกฎหมายห้ามไว้เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อน 2. หากทรัพย์คนละรายการจะถือเป็นคนละกรรมเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป หากพฤติการณ์เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน อาจถือเป็นกรรมเดียวกันได้ 3. ศาลฎีกาสามารถยกประเด็นฟ้องซ้อนขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย 4. ความผิดฐานรับของโจรต้องพิสูจน์อะไรบ้าง คำตอบ ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยครอบครองหรือช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ และรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด 5. การรวมพิจารณาหลายสำนวนมีผลอย่างไร คำตอบ ช่วยให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงโดยภาพรวม แต่ไม่ทำให้ฟ้องซ้อนกลายเป็นชอบด้วยกฎหมาย 6. หากพยานหลักฐานไม่ชัดเจนเรื่องเจตนา ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร คำตอบ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมายอาญา 7. หลักกรรมเดียวกันมีความสำคัญอย่างไร คำตอบ เป็นหลักกำหนดขอบเขตการลงโทษและการฟ้องคดี เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำ 8. คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานชัดเจนเกี่ยวกับฟ้องซ้อนในคดีอาญาและมาตรฐานการพิสูจน์เจตนาในคดีรับของโจร ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579 - 1580/2558 โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวัตถุ 217 ชิ้น และสร้อยลูกปัดโบราณ 332 เส้น จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก แต่เมื่อการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาย่อ คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352 และ 357 ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วรับฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานยักยอกแต่ไม่ต้องรับโทษ และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจร จำคุก 3 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์ในสำนวนหลังจะเป็นคนละรายการกับสำนวนแรก แต่การกระทำเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามกฎหมาย และศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงพิพากษายกฟ้องสำนวนหลัง ส่วนสำนวนแรก ศาลเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอรับฟังว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกมา แม้มีการเก็บทรัพย์บางส่วนใต้เตียงและโบกปูนปิดทับ แต่พฤติการณ์ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการซ่อนเร้นโดยเจตนา จึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง และให้สำนวนแรกเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาฉบับเต็ม คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ สำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352, 357 สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352, 357 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรส หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เอาทรัพย์ตามฟ้องซึ่งเป็นสินสมรสไป ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นบ้านของจำเลยที่ 2 ตามหมายค้นเพื่อหาสิ่งของผิดกฎหมายอย่างอื่น พบทรัพย์ตามฟ้องและทรัพย์ที่เป็นโบราณวัตถุของจำเลยที่ 2 อีกจำนวนมากอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุเช่นเดียวกัน โดยมีการเก็บทรัพย์ตามฟ้องส่วนหนึ่งไว้ใต้บริเวณที่ใช้เป็นที่นอนภายในบ้านของจำเลยที่ 2 และโบกปูนปิดทับ เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์ที่ตรวจพบและทำบันทึกไว้ โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง จึงมีการ แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ยักยอก และจำเลยที่ 2 ว่า ลักทรัพย์หรือรับของโจร พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยว่า ฟ้องสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวัตถุ 217 ชิ้น และสร้อยลูกปัดโบราณ 332 เส้น จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก แต่เมื่อการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับคดีตามฟ้องสำนวนแรกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำการตามฟ้องสำนวนแรกอันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 น่าจะทราบความเป็นมาของทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกที่จำเลยที่ 1 นำไปไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรส เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความในคดีดังกล่าวร่วมกันส่งมอบพระพุทธรูป 12 องค์ ที่จำเลยที่ 2 นำไปฝากจำเลยที่ 1 ขายคืนแก่จำเลยที่ 2 ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสินสมรสทั้งหมดของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่ามีอะไรบ้าง เพราะจำเลยที่ 2 เพียงโต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูป 12 องค์ เท่านั้น ทั้งได้ความจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ตามสำเนาบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า นายประยงค์ พี่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งรับเหมาก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกบางส่วนที่เป็นรูปปั้นพระพิฆเนศ รูปปั้นเจดีย์ และรูปปั้นตุ๊กตาชาย อย่างละ 1 ชิ้น ไปไว้ใต้เตียงนอนภายในบ้านของจำเลยที่ 2 รวมกับทรัพย์ที่เป็นโบราณวัตถุและสร้อยลูกปัดของจำเลยที่ 2 แล้วโบกปูนปิดทับไว้ เพราะเกรงว่าจะถูกลักไปเนื่องจากมีคนงานจำนวนมากมาทำงานก่อสร้างอาคารอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ส่วนทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา 4 ชิ้น นายประยงค์นำไปเก็บไว้ในห้องพักของตนซึ่งอยู่ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 ดังนั้น หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะปกปิดทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกไม่ให้ถูกพบเห็นได้โดยง่ายแล้ว เหตุใดจึงไม่ให้นายประยงค์นำทรัพย์ที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา 4 ชิ้นไปเก็บรวมไว้ใต้เตียงนอนที่มีการโบกปูนปิดทับด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เจตนาช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนหลัง ส่วนสำนวนแรกให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 |



