ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4819/2566, กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27, การวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีแพ่ง, อำนาจศาลในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104, ข้อห้ามรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นคดี, หลักการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 และ 133, การใช้กฎหมายวิธีพิจารณาในคดีผู้บริโภค, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน, การเพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้น,

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีผู้บริโภค โดยศาลฎีกาวางบรรทัดฐานว่า การวินิจฉัยชี้ขาดคดีต้องอยู่ภายในขอบเขตของประเด็นคำฟ้องและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาโดยชอบ หากศาลพิจารณาและวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ย่อมถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อันกระทบต่อความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุให้เพิกถอนคำพิพากษาและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ได้ตามกฎหมาย

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. ศาลมีอำนาจวินิจฉัยคดีนอกประเด็นคำฟ้องและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบได้เพียงใด

2. การรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่

3. เมื่อความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาปรากฏภายหลังคำพิพากษา คู่ความยังมีสิทธิขอเพิกถอนได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาและขอบเขตอำนาจศาลในการวินิจฉัยคดี โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลต้องพิจารณาและพิพากษาคดีภายใต้กรอบของประเด็นคำฟ้องและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาโดยชอบ หากศาลวินิจฉัยนอกประเด็นหรืออาศัยพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อพิพาทในคดี ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อันกระทบต่อความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษานั้น

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

– ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

– ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1)

– ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 วรรคหนึ่ง

– ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 และมาตรา 133

– พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

หมายถึงการที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณา อันกระทบต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี และเข้าข่ายเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

2. วินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้อง

ศาลต้องวินิจฉัยข้อพิพาทภายในกรอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่คู่ความยกขึ้นฟ้อง หากศาลวินิจฉัยไปในเรื่องที่ไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ย่อมถือว่าคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3. พยานหลักฐานไม่เกี่ยวกับประเด็นคดี

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ศาลห้ามรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ การอาศัยพยานหลักฐานเช่นว่านั้นมาวินิจฉัยคดีเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

4. อำนาจศาลในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน

แม้ศาลมีอำนาจเต็มตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 ในการวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ แต่การใช้ดุลพินิจต้องอยู่บนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีเท่านั้น

5. ความสงบเรียบร้อยของประชาชนในกระบวนพิจารณา

ความถูกต้องของกระบวนพิจารณาเป็นเรื่องที่กฎหมายถือว่าเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากศาลดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและเพิกถอนได้ แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นเป็นประเด็นตั้งแต่ต้น

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง พร้อมขอให้บังคับจำนองห้องชุดของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ โดยโจทก์นำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นในคำฟ้องและอ้างส่งเอกสารเป็นพยานจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยคดีเสมือนเป็นคดีเกี่ยวกับการใช้บริการสินเชื่อและการผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและประเด็นที่โจทก์ฟ้องร้อง

ปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้อง

ศาลฎีกาเห็นว่า การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นมิได้ยึดโยงกับประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมา แต่กลับอาศัยพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1), มาตรา 104, มาตรา 131 และมาตรา 133 อันเป็นหลักพื้นฐานของการพิจารณาพิพากษาคดี

กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

การวินิจฉัยคดีโดยไม่ยึดประเด็นแห่งคดีถือเป็นความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้คดีจะเป็นคดีผู้บริโภค ก็ยังต้องเคารพหลักกฎหมายวิธีพิจารณาอย่างเคร่งครัดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

สิทธิในการยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เมื่อความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาปรากฏภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คู่ความจะยื่นคำร้องก่อนหน้าได้ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง และยังสามารถยกเป็นเหตุในชั้นฎีกาได้

แนวคำพิพากษาที่ศาลฎีกาวางไว้เป็นบรรทัดฐาน

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า ศาลต้องวินิจฉัยคดีภายในกรอบคำฟ้องและพยานหลักฐานในสำนวนเท่านั้น การออกนอกประเด็นย่อมทำให้คำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูกเพิกถอนเพื่อให้มีการพิจารณาใหม่อย่างเป็นธรรม

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความถูกต้องของกระบวนพิจารณาเป็นหัวใจสำคัญของความยุติธรรม แม้ศาลจะมีอำนาจเต็มในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน แต่ไม่อาจวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องได้ หากฝ่าฝืนย่อมเป็นเหตุให้คำพิพากษาตกเป็นโมฆะทางกระบวนพิจารณาและต้องเพิกถอนในที่สุด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2566 

คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 131 และ มาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ ทั้งมาตรา 87 (1) ยังบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบ อันเป็นความหมายว่า การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดี ศาลต้องอาศัยพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีในคดีนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ศาลต้องปฏิบัติ และต้องนำมาใช้กับคดีผู้บริโภคด้วย ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้บางส่วน โดยวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ไม่ตรงกับประเด็นคำฟ้อง

2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นผิดระเบียบ จึงเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่คดีเสร็จการพิจารณา และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่

เรื่อง

กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นหรือฝ่าฝืนขั้นตอนจนกระทบความเป็นธรรม ต้องเพิกถอนอย่างไรและยื่นเมื่อใด

เนื้อหา

“กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” เป็นแนวคิดสำคัญในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่มุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมของคู่ความและความน่าเชื่อถือของกระบวนยุติธรรม หากศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในสาระสำคัญ จนกระทบสิทธิในการต่อสู้คดี หรือทำให้ผลคดีคลาดเคลื่อนไปจากข้อพิพาทที่แท้จริง กฎหมายเปิดช่องให้ “เพิกถอน” กระบวนพิจารณานั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 โดยถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความยุติธรรมและโดยหลายกรณีโยงถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชนในกระบวนพิจารณา (เช่น เมื่อศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็น หรือวินิจฉัยนอกกรอบประเด็นแห่งคดี)

1. แก่นความหมายของ “กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” และขอบเขตของมาตรา 27

มาตรา 27 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณา “บกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย” ศาลอาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องได้ โดยเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นความผิดที่ “กระทบความเป็นธรรม” ในสาระ ไม่ใช่ข้อบกพร่องเล็กน้อยที่ไม่ก่อความเสียหายแก่คู่ความ

แนวคำอธิบายทางวิชาการยังชี้ว่า การเพิกถอนตามมาตรา 27 เป็นการเพิกถอน “ตัวกระบวนพิจารณา” เป็นหลัก ส่วนคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนไปเป็นเพียงผลสืบเนื่อง เพราะเมื่อรากฐานกระบวนพิจารณาไม่ชอบ ผลย่อมไม่อาจตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง

ตัวอย่างลักษณะความผิดระเบียบที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ เช่น

(ก) ศาลวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีหรือไม่ยึดโยงกับคำฟ้อง/คำให้การ ทำให้คู่ความถูกตัดสิทธิในการต่อสู้คดีตามประเด็นที่แท้จริง

(ข) ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ หรือยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยโดยคู่ความไม่เคยนำสืบในสำนวน

(ค) ศาลข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อความเป็นธรรม เช่น การไต่สวน/การถามคำให้การ/การแจ้งสิทธิ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งอย่างเป็นธรรม

2. ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง และต้องยื่นต่อศาลใด

หลักสำคัญคือ “ต้องเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายจากความผิดระเบียบ” จึงมีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 27 และต้องยื่น “ในคดีเดิม” ไม่ใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อขอเพิกถอน 

อีกทั้งโดยหลัก กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกิดในศาลใด ศาลนั้นย่อมมีอำนาจพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขในชั้นของตน แต่ถ้าศาลชั้นต้นไม่เพิกถอน ศาลสูงก็อาจเพิกถอนได้ในภายหลังเมื่อเข้าเงื่อนไข 

ประเด็นที่นักปฏิบัติให้ความสำคัญมากคือ “ห้ามปฏิบัติข้ามขั้นตอน” กล่าวคือ โดยแนวคำพิพากษาที่ถูกรวบรวมไว้ คู่ความฝ่ายเสียหายต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงค่อยยกเรื่องให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิจารณา ไม่ใช่ข้ามไปขอให้ศาลสูงเพิกถอนทันที 

3. ระยะเวลาในการยื่นคำร้อง (ระยะเวลาการเพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง)

“ระยะเวลา” เป็นหัวใจที่ทำให้คำร้องสำเร็จหรือถูกยก คือตามแนวสรุปหลักกฎหมายที่อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่อง วรรคสองกำหนดกรอบแก่ “คู่ความ” ว่าต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง และมีข้อจำกัดสำคัญอีกชั้นคือ หากคู่ความ “ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่” หรือ “ให้สัตยาบัน” ต่อความบกพร่องนั้นแล้ว จะยกเป็นเหตุเพิกถอนภายหลังไม่ได้ 

ขณะเดียวกัน มีแนวอธิบายว่า กรอบเวลาในวรรคสองเป็นเงื่อนไขที่มุ่งผูกพันฝ่ายคู่ความเป็นหลัก ส่วน “อำนาจของศาล” ในการรักษาความยุติธรรมอาจพิจารณาได้กว้างกว่าในบางสถานการณ์ 

ดังนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์คดี เมื่อทราบข้อผิดระเบียบควรยื่นคำร้องโดยเร็วที่สุด และหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการรับรองความชอบของกระบวนพิจารณานั้น

4. ผลของการเพิกถอน และสิ่งที่ศาลอาจมีคำสั่ง

เมื่อศาลเห็นว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลอาจ

(ก) เพิกถอนทั้งหมด หรือเพิกถอนเฉพาะบางตอนตั้งแต่จุดที่ผิดระเบียบ

(ข) สั่งแก้ไขหรือสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง

(ค) เมื่อเพิกถอนแล้ว คู่ความยังสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ในส่วนที่ถูกเพิกถอนได้ โดยมิใช่การตัดสิทธิเด็ดขาด เพียงแต่ต้องกลับไปทำให้ถูกต้องตามแบบแผน 

5. แนวคำพิพากษาในคดีอื่นที่เกี่ยวข้อง และประเด็นเปรียบเทียบที่ควรรู้

เพื่อให้เห็นภาพรวม “เส้นแบ่ง” ของมาตรา 27 มีแนวคำอธิบายที่ยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่องไว้ เช่น

ต้องเป็นคู่ความฝ่ายเสียหายจึงยื่นได้ และต้องยื่นเป็นคำร้องในคดีเดิม ไม่ใช่ฟ้องคดีใหม่ (ยกเลขฎีกาประกอบ) 

กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกี่ยวกับการบังคับคดีบางประเภท ต้องไปใช้บทเฉพาะ (เช่น มาตรา 295) ไม่ใช่มาตรา 27 เว้นแต่ไม่เข้าเงื่อนไขบทเฉพาะจึงย้อนกลับมาใช้มาตรา 27 ได้ (ยกเลขฎีกาประกอบ) 

ประเด็น “กำหนดเวลา 8 วัน” และข้อห้ามเรื่องการให้สัตยาบัน เป็นกับดักสำคัญที่ทำให้คำร้องตกไป แม้เนื้อหาความผิดระเบียบจะหนักเพียงใดก็ตาม 

6. วิเคราะห์เชิงหลักการและข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับการยื่นคำร้องมาตรา 27

ในทางหลักการ มาตรา 27 เป็นดุลยภาพระหว่าง “ความถูกต้องและความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา” กับ “ความมั่นคงแน่นอนของคดี” กล่าวคือ หากเปิดให้เพิกถอนง่ายเกินไป คดีจะยืดเยื้อและบั่นทอนความแน่นอนของคำพิพากษา แต่หากปิดช่องทางมากเกินไป ก็อาจปล่อยให้ความอยุติธรรมดำรงอยู่ในรูปของกระบวนพิจารณาที่ผิดแบบแผน

ด้วยเหตุนี้ การยื่นคำร้องที่มีน้ำหนักควรประกอบด้วย 4 แกนหลัก

(1) ระบุ “จุดที่ผิดระเบียบ” อย่างชัดเจนว่าเป็นการฝ่าฝืนบทใดของ ป.วิ.พ. และผิดในขั้นตอนไหน

(2) อธิบาย “ผลกระทบต่อความเป็นธรรม” ว่าทำให้เสียสิทธิในการนำสืบ โต้แย้ง หรือทำให้ศาลวินิจฉัยคลาดเคลื่อนอย่างไร

(3) ยืนยัน “กรอบเวลา 8 วัน” ว่าทราบเหตุเมื่อใด และยื่นภายในกำหนด พร้อมชี้ว่าไม่ได้กระทำการอันเป็นการให้สัตยาบัน

(4) ขอให้ศาล “เพิกถอนตั้งแต่จุดที่คดีเสื่อมความเป็นธรรม” และขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดีอย่างถูกต้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมายท้ายบทความ

มาตรา 27 มิใช่เครื่องมือแก้ “ผลแพ้ชนะ” ของคดี แต่เป็นเครื่องมือแก้ “ความไม่ชอบของกระบวนพิจารณา” ที่ทำให้การตัดสินอาจไม่ตั้งอยู่บนฐานความเป็นธรรม ผู้ยื่นคำร้องจึงต้องชี้ให้เห็นความผิดระเบียบที่เป็นสาระ และพิสูจน์ความเสียหายเชิงกระบวนการให้ชัด พร้อมควบคุมเงื่อนไขเวลาและหลีกเลี่ยงการให้สัตยาบันโดยพฤติการณ์ หากวางคำร้องได้ถูกหลัก มาตรา 27 จะเป็นกลไกสำคัญในการดึงคดีให้กลับเข้าสู่ร่องรอยของ “กระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม” ตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง 

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นแห่งคดีไว้อย่างชัดเจน แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยข้อเท็จจริงและพิพากษาโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ไม่ตรงกับประเด็นคำฟ้อง และเสมือนเป็นคดีเกี่ยวกับการใช้บริการสินเชื่อและการผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การกระทำของศาลชั้นต้นเช่นนี้ จะถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจในขอบเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 โดยชอบ หรือเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบซึ่งต้องเพิกถอนตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบจะเกี่ยวกับประเด็นและเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่ แต่อำนาจดังกล่าวต้องใช้ภายใต้กรอบของประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้อง และต้องอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาโดยชอบในสำนวนคดีนั้นเอง ทั้งต้องเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1), มาตรา 131 และมาตรา 133

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง และได้นำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยคดีโดยอาศัยพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บริการสินเชื่อและการผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งมิใช่ประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้อง ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี และรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อพิพาทในคดีนั้น

การพิจารณาและวินิจฉัยเช่นนี้ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจโดยชอบตามมาตรา 104 แต่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณา อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเป็นเรื่องที่กระทบต่อความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ข้อ 2.

กรณีที่ความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาอันเกิดจากการวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องและการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี เพิ่งปรากฏภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว และโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษา คู่ความยังมีสิทธิยกเหตุความผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้หรือไม่ หรือจะต้องถูกห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ที่กำหนดให้คู่ความต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนศาลมีคำพิพากษา มิได้มีเจตนาจะตัดสิทธิของคู่ความในกรณีที่ความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเพิ่งปรากฏภายหลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาไปแล้ว

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนี้ ความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเกิดจากเนื้อหาแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอง ซึ่งปรากฏชัดเจนภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

ดังนั้น กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง และโจทก์ยังคงมีสิทธิยกเหตุความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่เวลาที่คดีเสร็จการพิจารณา พร้อมให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เพื่อคุ้มครองหลักความยุติธรรมในกระบวนพิจารณาอย่างแท้จริง




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ & วินิจฉัยโทษยักยอก ป.วิ.พ มาตรา 27,(ฎีกา 131/2567)
รายงานสืบเสาะใช้ประกอบโทษ ไม่ใช่พยานยกฟ้อง(ฎีกา 809/2567)
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิแบ่งสินสมรส & อุทธรณ์เกินคำขอ(ฎีกา 7851/2560)
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ขาดนัดยื่นคำให้การ-สิทธิถามค้าน การพิจารณาผิดระเบียบ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วคดีอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์
คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
ไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การส่งหมายนัดไต่สวน-สำเนาคำร้องไม่ชอบ
คำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้อง
เพิกถอนการขายทอดตลาด
คำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์
คณะบุคคลไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้