
| เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีผู้บริโภค โดยศาลฎีกาวางบรรทัดฐานว่า การวินิจฉัยชี้ขาดคดีต้องอยู่ภายในขอบเขตของประเด็นคำฟ้องและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาโดยชอบ หากศาลพิจารณาและวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ย่อมถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อันกระทบต่อความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุให้เพิกถอนคำพิพากษาและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ได้ตามกฎหมาย คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. ศาลมีอำนาจวินิจฉัยคดีนอกประเด็นคำฟ้องและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบได้เพียงใด 2. การรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ 3. เมื่อความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาปรากฏภายหลังคำพิพากษา คู่ความยังมีสิทธิขอเพิกถอนได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาและขอบเขตอำนาจศาลในการวินิจฉัยคดี โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลต้องพิจารณาและพิพากษาคดีภายใต้กรอบของประเด็นคำฟ้องและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาโดยชอบ หากศาลวินิจฉัยนอกประเด็นหรืออาศัยพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อพิพาทในคดี ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อันกระทบต่อความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษานั้น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ – ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง – ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) – ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 วรรคหนึ่ง – ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 และมาตรา 133 – พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หมายถึงการที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณา อันกระทบต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี และเข้าข่ายเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 2. วินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้อง ศาลต้องวินิจฉัยข้อพิพาทภายในกรอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่คู่ความยกขึ้นฟ้อง หากศาลวินิจฉัยไปในเรื่องที่ไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ย่อมถือว่าคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย 3. พยานหลักฐานไม่เกี่ยวกับประเด็นคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ศาลห้ามรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ การอาศัยพยานหลักฐานเช่นว่านั้นมาวินิจฉัยคดีเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย 4. อำนาจศาลในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน แม้ศาลมีอำนาจเต็มตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 ในการวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ แต่การใช้ดุลพินิจต้องอยู่บนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีเท่านั้น 5. ความสงบเรียบร้อยของประชาชนในกระบวนพิจารณา ความถูกต้องของกระบวนพิจารณาเป็นเรื่องที่กฎหมายถือว่าเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากศาลดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและเพิกถอนได้ แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นเป็นประเด็นตั้งแต่ต้น สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง พร้อมขอให้บังคับจำนองห้องชุดของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ โดยโจทก์นำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นในคำฟ้องและอ้างส่งเอกสารเป็นพยานจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยคดีเสมือนเป็นคดีเกี่ยวกับการใช้บริการสินเชื่อและการผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและประเด็นที่โจทก์ฟ้องร้อง ปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นมิได้ยึดโยงกับประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมา แต่กลับอาศัยพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1), มาตรา 104, มาตรา 131 และมาตรา 133 อันเป็นหลักพื้นฐานของการพิจารณาพิพากษาคดี กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและความสงบเรียบร้อยของประชาชน การวินิจฉัยคดีโดยไม่ยึดประเด็นแห่งคดีถือเป็นความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้คดีจะเป็นคดีผู้บริโภค ก็ยังต้องเคารพหลักกฎหมายวิธีพิจารณาอย่างเคร่งครัดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สิทธิในการยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เมื่อความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาปรากฏภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คู่ความจะยื่นคำร้องก่อนหน้าได้ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง และยังสามารถยกเป็นเหตุในชั้นฎีกาได้ แนวคำพิพากษาที่ศาลฎีกาวางไว้เป็นบรรทัดฐาน คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า ศาลต้องวินิจฉัยคดีภายในกรอบคำฟ้องและพยานหลักฐานในสำนวนเท่านั้น การออกนอกประเด็นย่อมทำให้คำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูกเพิกถอนเพื่อให้มีการพิจารณาใหม่อย่างเป็นธรรม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความถูกต้องของกระบวนพิจารณาเป็นหัวใจสำคัญของความยุติธรรม แม้ศาลจะมีอำนาจเต็มในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน แต่ไม่อาจวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องได้ หากฝ่าฝืนย่อมเป็นเหตุให้คำพิพากษาตกเป็นโมฆะทางกระบวนพิจารณาและต้องเพิกถอนในที่สุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2566 คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 131 และ มาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ ทั้งมาตรา 87 (1) ยังบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบ อันเป็นความหมายว่า การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดี ศาลต้องอาศัยพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีในคดีนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ศาลต้องปฏิบัติ และต้องนำมาใช้กับคดีผู้บริโภคด้วย ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้บางส่วน โดยวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ไม่ตรงกับประเด็นคำฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นผิดระเบียบ จึงเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่คดีเสร็จการพิจารณา และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ เรื่อง กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นหรือฝ่าฝืนขั้นตอนจนกระทบความเป็นธรรม ต้องเพิกถอนอย่างไรและยื่นเมื่อใด เนื้อหา “กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” เป็นแนวคิดสำคัญในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่มุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมของคู่ความและความน่าเชื่อถือของกระบวนยุติธรรม หากศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในสาระสำคัญ จนกระทบสิทธิในการต่อสู้คดี หรือทำให้ผลคดีคลาดเคลื่อนไปจากข้อพิพาทที่แท้จริง กฎหมายเปิดช่องให้ “เพิกถอน” กระบวนพิจารณานั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 โดยถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความยุติธรรมและโดยหลายกรณีโยงถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชนในกระบวนพิจารณา (เช่น เมื่อศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็น หรือวินิจฉัยนอกกรอบประเด็นแห่งคดี) 1. แก่นความหมายของ “กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” และขอบเขตของมาตรา 27 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณา “บกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย” ศาลอาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องได้ โดยเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นความผิดที่ “กระทบความเป็นธรรม” ในสาระ ไม่ใช่ข้อบกพร่องเล็กน้อยที่ไม่ก่อความเสียหายแก่คู่ความ แนวคำอธิบายทางวิชาการยังชี้ว่า การเพิกถอนตามมาตรา 27 เป็นการเพิกถอน “ตัวกระบวนพิจารณา” เป็นหลัก ส่วนคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนไปเป็นเพียงผลสืบเนื่อง เพราะเมื่อรากฐานกระบวนพิจารณาไม่ชอบ ผลย่อมไม่อาจตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ตัวอย่างลักษณะความผิดระเบียบที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ เช่น (ก) ศาลวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีหรือไม่ยึดโยงกับคำฟ้อง/คำให้การ ทำให้คู่ความถูกตัดสิทธิในการต่อสู้คดีตามประเด็นที่แท้จริง (ข) ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ หรือยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยโดยคู่ความไม่เคยนำสืบในสำนวน (ค) ศาลข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อความเป็นธรรม เช่น การไต่สวน/การถามคำให้การ/การแจ้งสิทธิ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งอย่างเป็นธรรม 2. ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง และต้องยื่นต่อศาลใด หลักสำคัญคือ “ต้องเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายจากความผิดระเบียบ” จึงมีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 27 และต้องยื่น “ในคดีเดิม” ไม่ใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อขอเพิกถอน อีกทั้งโดยหลัก กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกิดในศาลใด ศาลนั้นย่อมมีอำนาจพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขในชั้นของตน แต่ถ้าศาลชั้นต้นไม่เพิกถอน ศาลสูงก็อาจเพิกถอนได้ในภายหลังเมื่อเข้าเงื่อนไข ประเด็นที่นักปฏิบัติให้ความสำคัญมากคือ “ห้ามปฏิบัติข้ามขั้นตอน” กล่าวคือ โดยแนวคำพิพากษาที่ถูกรวบรวมไว้ คู่ความฝ่ายเสียหายต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงค่อยยกเรื่องให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิจารณา ไม่ใช่ข้ามไปขอให้ศาลสูงเพิกถอนทันที 3. ระยะเวลาในการยื่นคำร้อง (ระยะเวลาการเพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง) “ระยะเวลา” เป็นหัวใจที่ทำให้คำร้องสำเร็จหรือถูกยก คือตามแนวสรุปหลักกฎหมายที่อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่อง วรรคสองกำหนดกรอบแก่ “คู่ความ” ว่าต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง และมีข้อจำกัดสำคัญอีกชั้นคือ หากคู่ความ “ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่” หรือ “ให้สัตยาบัน” ต่อความบกพร่องนั้นแล้ว จะยกเป็นเหตุเพิกถอนภายหลังไม่ได้ ขณะเดียวกัน มีแนวอธิบายว่า กรอบเวลาในวรรคสองเป็นเงื่อนไขที่มุ่งผูกพันฝ่ายคู่ความเป็นหลัก ส่วน “อำนาจของศาล” ในการรักษาความยุติธรรมอาจพิจารณาได้กว้างกว่าในบางสถานการณ์ ดังนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์คดี เมื่อทราบข้อผิดระเบียบควรยื่นคำร้องโดยเร็วที่สุด และหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการรับรองความชอบของกระบวนพิจารณานั้น 4. ผลของการเพิกถอน และสิ่งที่ศาลอาจมีคำสั่ง เมื่อศาลเห็นว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลอาจ (ก) เพิกถอนทั้งหมด หรือเพิกถอนเฉพาะบางตอนตั้งแต่จุดที่ผิดระเบียบ (ข) สั่งแก้ไขหรือสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง (ค) เมื่อเพิกถอนแล้ว คู่ความยังสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ในส่วนที่ถูกเพิกถอนได้ โดยมิใช่การตัดสิทธิเด็ดขาด เพียงแต่ต้องกลับไปทำให้ถูกต้องตามแบบแผน 5. แนวคำพิพากษาในคดีอื่นที่เกี่ยวข้อง และประเด็นเปรียบเทียบที่ควรรู้ เพื่อให้เห็นภาพรวม “เส้นแบ่ง” ของมาตรา 27 มีแนวคำอธิบายที่ยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่องไว้ เช่น • ต้องเป็นคู่ความฝ่ายเสียหายจึงยื่นได้ และต้องยื่นเป็นคำร้องในคดีเดิม ไม่ใช่ฟ้องคดีใหม่ (ยกเลขฎีกาประกอบ) • กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกี่ยวกับการบังคับคดีบางประเภท ต้องไปใช้บทเฉพาะ (เช่น มาตรา 295) ไม่ใช่มาตรา 27 เว้นแต่ไม่เข้าเงื่อนไขบทเฉพาะจึงย้อนกลับมาใช้มาตรา 27 ได้ (ยกเลขฎีกาประกอบ) • ประเด็น “กำหนดเวลา 8 วัน” และข้อห้ามเรื่องการให้สัตยาบัน เป็นกับดักสำคัญที่ทำให้คำร้องตกไป แม้เนื้อหาความผิดระเบียบจะหนักเพียงใดก็ตาม 6. วิเคราะห์เชิงหลักการและข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับการยื่นคำร้องมาตรา 27 ในทางหลักการ มาตรา 27 เป็นดุลยภาพระหว่าง “ความถูกต้องและความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา” กับ “ความมั่นคงแน่นอนของคดี” กล่าวคือ หากเปิดให้เพิกถอนง่ายเกินไป คดีจะยืดเยื้อและบั่นทอนความแน่นอนของคำพิพากษา แต่หากปิดช่องทางมากเกินไป ก็อาจปล่อยให้ความอยุติธรรมดำรงอยู่ในรูปของกระบวนพิจารณาที่ผิดแบบแผน ด้วยเหตุนี้ การยื่นคำร้องที่มีน้ำหนักควรประกอบด้วย 4 แกนหลัก (1) ระบุ “จุดที่ผิดระเบียบ” อย่างชัดเจนว่าเป็นการฝ่าฝืนบทใดของ ป.วิ.พ. และผิดในขั้นตอนไหน (2) อธิบาย “ผลกระทบต่อความเป็นธรรม” ว่าทำให้เสียสิทธิในการนำสืบ โต้แย้ง หรือทำให้ศาลวินิจฉัยคลาดเคลื่อนอย่างไร (3) ยืนยัน “กรอบเวลา 8 วัน” ว่าทราบเหตุเมื่อใด และยื่นภายในกำหนด พร้อมชี้ว่าไม่ได้กระทำการอันเป็นการให้สัตยาบัน (4) ขอให้ศาล “เพิกถอนตั้งแต่จุดที่คดีเสื่อมความเป็นธรรม” และขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดีอย่างถูกต้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมายท้ายบทความ มาตรา 27 มิใช่เครื่องมือแก้ “ผลแพ้ชนะ” ของคดี แต่เป็นเครื่องมือแก้ “ความไม่ชอบของกระบวนพิจารณา” ที่ทำให้การตัดสินอาจไม่ตั้งอยู่บนฐานความเป็นธรรม ผู้ยื่นคำร้องจึงต้องชี้ให้เห็นความผิดระเบียบที่เป็นสาระ และพิสูจน์ความเสียหายเชิงกระบวนการให้ชัด พร้อมควบคุมเงื่อนไขเวลาและหลีกเลี่ยงการให้สัตยาบันโดยพฤติการณ์ หากวางคำร้องได้ถูกหลัก มาตรา 27 จะเป็นกลไกสำคัญในการดึงคดีให้กลับเข้าสู่ร่องรอยของ “กระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม” ตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นแห่งคดีไว้อย่างชัดเจน แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยข้อเท็จจริงและพิพากษาโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ไม่ตรงกับประเด็นคำฟ้อง และเสมือนเป็นคดีเกี่ยวกับการใช้บริการสินเชื่อและการผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การกระทำของศาลชั้นต้นเช่นนี้ จะถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจในขอบเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 โดยชอบ หรือเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบซึ่งต้องเพิกถอนตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบจะเกี่ยวกับประเด็นและเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่ แต่อำนาจดังกล่าวต้องใช้ภายใต้กรอบของประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้อง และต้องอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาโดยชอบในสำนวนคดีนั้นเอง ทั้งต้องเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1), มาตรา 131 และมาตรา 133 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง และได้นำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยคดีโดยอาศัยพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บริการสินเชื่อและการผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งมิใช่ประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้อง ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี และรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อพิพาทในคดีนั้น การพิจารณาและวินิจฉัยเช่นนี้ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจโดยชอบตามมาตรา 104 แต่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณา อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเป็นเรื่องที่กระทบต่อความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ข้อ 2. กรณีที่ความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาอันเกิดจากการวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องและการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี เพิ่งปรากฏภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว และโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษา คู่ความยังมีสิทธิยกเหตุความผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้หรือไม่ หรือจะต้องถูกห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ที่กำหนดให้คู่ความต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนศาลมีคำพิพากษา มิได้มีเจตนาจะตัดสิทธิของคู่ความในกรณีที่ความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเพิ่งปรากฏภายหลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนี้ ความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเกิดจากเนื้อหาแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอง ซึ่งปรากฏชัดเจนภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ดังนั้น กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง และโจทก์ยังคงมีสิทธิยกเหตุความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่เวลาที่คดีเสร็จการพิจารณา พร้อมให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เพื่อคุ้มครองหลักความยุติธรรมในกระบวนพิจารณาอย่างแท้จริง |




