
| สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่บิดาเคยฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ขอถอนอำนาจปกครองของมารดา และขอให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์มาก่อนแล้ว แต่ต่อมาคู่ความตกลงยุติคดีด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม โดยศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรือไม่ บิดาจะมีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่เพื่อขอให้ศาลพิพากษารับรองบุตรได้อีกหรือไม่ รวมทั้งต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีดังกล่าวเป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ และโจทก์ต้องยื่นฟ้องต่อศาลเดิมหรือสามารถยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ คดีนี้มีข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิงผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน พร้อมทั้งขอถอนอำนาจปกครองของจำเลยและขอให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ ต่อมาคู่ความตกลงยุติคดีเดิมโดยจำเลยไม่ติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ ส่วนโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ พร้อมคำขอเกี่ยวกับอำนาจปกครองและการส่งมอบบุตรเช่นเดียวกับคดีเดิม ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่การตีความว่า การยุติคดีเดิมด้วยการไม่ติดใจดำเนินการเกี่ยวกับการรับรองบุตรนั้น ถือเป็นการที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้วหรือไม่ และหากศาลยังไม่เคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว การนำคดีมาฟ้องใหม่จะเข้าลักษณะเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นเดียวกันหรือไม่ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายเรื่องการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งบัญญัติช่องทางไว้หลายกรณี รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของบิดาด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่คู่ความตกลงยุติคดีเดิมและโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย มิได้หมายความว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ อีกทั้งกฎหมายยังเปิดโอกาสให้เด็กซึ่งเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันสามารถเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้โดยคำพิพากษาของศาล ดังนั้นการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน ย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์และไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ รวมทั้งไม่ใช่คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม โจทก์จึงมีอำนาจยื่นฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นได้ตามกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เริ่มต้นจากการที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิงผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ขอให้ถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ ขณะที่จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองย้อนหลังและต่อเนื่องไปจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะหรือสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ระหว่างการพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยคู่ความรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้รับรองว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ขอถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และขอให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ ส่วนจำเลยก็เคยฟ้องโจทก์เป็นอีกคดีหนึ่งเกี่ยวกับการเรียกบุตรคืน ต่อมาศาลมีคำสั่งรวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน และคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีเดิมจึงถึงที่สุดแล้ว สาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมคือ จำเลยตกลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ขณะที่โจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน หลังจากนั้นโจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้อีกครั้ง โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ รวมถึงขอถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยและขอให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเช่นเดียวกับที่เคยร้องขอในคดีเดิม ข้อพิพาทสำคัญจึงมิได้อยู่ที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้เยาว์เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ผลทางกฎหมายของคดีเดิมด้วย กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าการที่โจทก์เคยยุติคดีเดิมด้วยการตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น มีผลเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีไปแล้วหรือไม่ และการนำคดีมาฟ้องใหม่ภายหลังถือเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นเดิมอันเป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาด้วยว่าโจทก์มีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นหรือจำเป็นต้องดำเนินการต่อศาลเดิมที่เคยมีคำพิพากษาตามยอมในคดีแรก คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับประเด็นฟ้องซ้ำ ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้คำขอท้ายฟ้องในคดีนี้จะมีลักษณะเช่นเดียวกับคำขอในคดีเดิม กล่าวคือ ขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ขอถอนอำนาจปกครองของจำเลย และขอให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ แต่การพิจารณาว่าคดีเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น ไม่อาจพิจารณาเพียงว่าคำขอเหมือนกันหรือไม่ หากต้องพิจารณาด้วยว่าศาลเคยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวแล้วหรือยัง ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีเดิมประเด็นสำคัญที่ว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่นั้น ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดจากศาล เนื่องจากคู่ความตกลงยุติคดีก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งข้อพิพาท โดยเฉพาะในส่วนที่โจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเพียงการยุติการดำเนินคดีในขณะนั้นเท่านั้น มิใช่การที่ศาลได้ตัดสินข้อพิพาทดังกล่าวแล้วว่าผู้เยาว์เป็นหรือไม่เป็นบุตรของโจทก์ ดังนั้นจึงยังไม่อาจถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายว่าด้วยการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา โดยเห็นว่า แม้โจทก์จะเคยไม่ติดใจดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนรับรองบุตรในคดีเดิม แต่กฎหมายยังเปิดช่องให้เด็กซึ่งเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันสามารถเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้โดยคำพิพากษาของศาลอีกทางหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่เพื่อขอให้ศาลพิพากษารับรองสถานะบุตรชอบด้วยกฎหมาย จึงยังเป็นการใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายรับรองไว้ และเป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์ทั้งสองโดยตรง ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีครั้งนี้ไม่ใช่การรื้อร้องฟ้องกันใหม่ในประเด็นที่ศาลได้เคยวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว และไม่เข้าลักษณะเป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และยืนยันว่าคดีสามารถดำเนินการพิจารณาในเนื้อหาต่อไปได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ประเด็นสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดีนี้อยู่ที่การตีความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ซึ่งศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยว่าการที่โจทก์เคยไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายในคดีเดิม มิได้ทำให้สิทธิในการขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายสิ้นสุดลง เนื่องจากกฎหมายบัญญัติให้เด็กซึ่งเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันสามารถเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้หลายกรณี มิได้จำกัดอยู่เฉพาะการจดทะเบียนรับรองบุตรเท่านั้น ศาลฎีกาอธิบายว่า มาตรา 1547 กำหนดเหตุที่ทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาไว้รวม 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่บิดามารดาสมรสกันในภายหลัง กรณีที่บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร และกรณีที่ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร โดยแต่ละกรณีเป็นช่องทางที่กฎหมายรับรองไว้อย่างเป็นอิสระจากกัน เมื่อคดีเดิมโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนรับรองบุตร จึงเป็นเพียงการไม่ดำเนินการตามช่องทางหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่กระทบต่อสิทธิที่จะใช้ช่องทางอื่นที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยเฉพาะการขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน ศาลฎีกายังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า การฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลพิพากษารับรองสถานะบุตรชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสองโดยตรง เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานะบุคคลและสิทธิของผู้เยาว์ตามกฎหมาย ดังนั้น แม้จะเคยมีการยุติคดีเดิมมาก่อน ก็ไม่อาจถือได้ว่าการฟ้องคดีครั้งใหม่เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายหรือเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนในเรื่องที่ได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว เพราะประเด็นดังกล่าวยังไม่เคยมีคำพิพากษาชี้ขาดในเนื้อหาแห่งข้อพิพาทมาก่อน สาระสำคัญของมาตรา 1547 ตามที่ปรากฏในคดีนี้ จึงอยู่ที่การรับรองว่าการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาอาจเกิดขึ้นได้มากกว่าหนึ่งวิธี และการที่คู่ความไม่ได้ดำเนินการตามวิธีหนึ่ง มิได้เป็นเหตุให้สิทธิในการดำเนินการตามอีกวิธีหนึ่งสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ หากกฎหมายยังคงเปิดช่องทางนั้นไว้และยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวมาก่อน วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 มาตรา 148 เป็นบทกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นฟ้องซ้ำ โดยจำเลยยกขึ้นต่อสู้ว่าโจทก์เคยฟ้องคดีลักษณะเดียวกันมาก่อนและคดีเดิมได้ถึงที่สุดไปแล้ว จึงไม่อาจนำข้อพิพาทเดิมมาฟ้องร้องใหม่ได้อีก อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการพิจารณาว่าฟ้องเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น จำเป็นต้องตรวจสอบก่อนว่าศาลเคยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วหรือยัง ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้คือ คดีเดิมสิ้นสุดลงเพราะคู่ความตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษา แต่ในส่วนของข้อพิพาทสำคัญที่ว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี การฟ้องคดีครั้งใหม่จึงไม่ใช่การนำเรื่องที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้วมารื้อร้องกันอีก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่เข้าองค์ประกอบของฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 แม้คำขอท้ายฟ้องจะมีลักษณะใกล้เคียงหรือเหมือนกับคดีเดิมก็ตาม เพราะสิ่งที่สำคัญมิใช่เพียงความเหมือนของคำขอ แต่ต้องพิจารณาว่าประเด็นข้อพิพาทนั้นเคยได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดแล้วหรือไม่ด้วย คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสาระของการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีมากกว่ารูปแบบของคำขอท้ายฟ้อง หากคดีเดิมยังไม่มีการชี้ขาดข้อพิพาทในประเด็นนั้น การฟ้องคดีใหม่ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ แม้จะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงหรือคำขอในลักษณะเดียวกันก็ตาม วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อีกประเด็นหนึ่งที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้คือ โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น เพราะคดีเดิมเคยมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จึงเห็นว่าหากจะดำเนินการใดเกี่ยวกับคดีเดิมต้องยื่นต่อศาลเดิมเท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรา 7 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มิใช่คำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม กล่าวคือ โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับตามคำพิพากษาตามยอมเดิม มิได้ร้องขอให้ตีความหรือดำเนินการใดเกี่ยวกับการบังคับตามคำพิพากษาดังกล่าว แต่เป็นการฟ้องคดีใหม่โดยอาศัยสิทธิที่กฎหมายรับรองให้สามารถขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตนได้ เมื่อคดีนี้ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องยื่นต่อศาลเดิมตามมาตรา 7 (2) ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง และโจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมายื่นต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามปกติ หลักสำคัญที่ปรากฏในคำพิพากษานี้คือ การแยกความแตกต่างระหว่าง "คดีใหม่" กับ "การดำเนินการเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีเดิม" หากเป็นเพียงการใช้สิทธิฟ้องคดีใหม่ตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่จำเป็นต้องยื่นต่อศาลเดิมเสมอไป แม้ว่าระหว่างคู่ความจะเคยมีคดีถึงที่สุดกันมาก่อนก็ตาม วิเคราะห์หลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาได้นำมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาประกอบการวินิจฉัยทั้งในประเด็นฟ้องซ้ำและประเด็นอำนาจฟ้อง โดยใช้ร่วมกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของประเด็นฟ้องซ้ำ ศาลฎีกาวินิจฉัยประกอบมาตรา 148 ว่า การฟ้องคดีครั้งนี้ไม่ใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้ว เพราะคดีเดิมยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ จึงไม่อาจถือว่าคดีใหม่เป็นฟ้องซ้ำได้ ส่วนในประเด็นอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยประกอบมาตรา 7 (2) ว่าคดีนี้มิใช่คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม จึงไม่จำต้องยื่นต่อศาลเดิมแต่อย่างใด ผลของการตีความดังกล่าวทำให้ศาลฎีกายืนยันว่า โจทก์ยังคงมีอำนาจใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลพิพากษารับรองสถานะบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ทั้งสอง และสามารถดำเนินคดีต่อศาลชั้นต้นได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การใช้สิทธิดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อหลักเรื่องฟ้องซ้ำและไม่เป็นการฝ่าฝืนหลักอำนาจศาลตามที่จำเลยกล่าวอ้าง โดยสรุป กฎหมายทั้งสี่มาตราที่ปรากฏในคดีนี้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ มาตรา 1547 เป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิในการทำให้ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา ส่วนมาตรา 148 ใช้พิจารณาว่าคดีเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ขณะที่มาตรา 7 (2) ใช้พิจารณาเรื่องอำนาจศาลในการรับฟ้อง และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ เป็นบทกฎหมายที่นำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยในคดีครอบครัวประเภทนี้ จนนำไปสู่ข้อสรุปว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดี และฟ้องดังกล่าวไม่เป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น หลังจากจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยคู่ความรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าก่อนหน้านี้เคยมีคดีระหว่างกันเกี่ยวกับการรับรองบุตร การถอนอำนาจปกครองบุตร และการส่งมอบบุตรผู้เยาว์ ซึ่งต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกัน จึงงดการสืบพยานของทั้งสองฝ่าย และมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีดังกล่าวยังไม่สมควรยุติลงเพียงเพราะปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น เนื่องจากประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ทั้งสอง รวมถึงข้อพิพาทเรื่องอำนาจปกครองและการส่งมอบบุตร ยังมิได้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในเนื้อหาแห่งคดีอย่างครบถ้วน จึงพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยก่อนมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี พร้อมทั้งให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เมื่อมีคำพิพากษาใหม่ 3. ศาลฎีกา จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา โดยยืนยันว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้จะมีคำขอเช่นเดียวกับคดีเดิม แต่คดีเดิมยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นสำคัญว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ เพราะคู่ความเพียงตกลงยุติคดีและโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น อีกทั้งกฎหมายยังเปิดช่องให้ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้โดยคำพิพากษาของศาล ดังนั้นการฟ้องคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ มิใช่การรื้อร้องฟ้องกันใหม่ในประเด็นที่เคยได้รับการวินิจฉัยแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ นอกจากนี้คดีนี้ก็ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิมที่ต้องยื่นต่อศาลเดิม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าคดีใดเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น ไม่อาจพิจารณาเพียงว่าคู่ความเป็นบุคคลเดียวกันหรือมีคำขอท้ายฟ้องเหมือนกันเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วหรือไม่ หากข้อพิพาทสำคัญยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยโดยศาล การนำคดีมาฟ้องใหม่ย่อมไม่ถือเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้วตามกฎหมายว่าด้วยฟ้องซ้ำ คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญในคดีครอบครัวว่า ศาลให้ความสำคัญกับประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นอันดับแรก การที่บิดาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย แม้จะเคยมีคดีระหว่างคู่ความมาก่อน แต่หากสิทธิดังกล่าวยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยชี้ขาด และการรับรองสถานะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์ ศาลย่อมพิจารณาเนื้อหาแห่งสิทธินั้นอย่างรอบคอบมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางกระบวนพิจารณาเพียงอย่างเดียว อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ การตกลงยุติคดีหรือการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม ไม่ได้หมายความว่าทุกประเด็นข้อพิพาทจะได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดไปทั้งหมดเสมอไป ต้องพิจารณาเนื้อหาของข้อตกลงและขอบเขตของคำพิพากษาตามยอมประกอบด้วย หากคู่ความเพียงตกลงไม่ดำเนินการในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่ศาลยังไม่เคยวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นโดยตรง ก็ยังไม่อาจถือว่าประเด็นดังกล่าวถึงที่สุดในทางเนื้อหาแห่งคดีได้ คดีนี้ยังตอกย้ำหลักกฎหมายเกี่ยวกับการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาว่า กฎหมายได้กำหนดช่องทางไว้หลายวิธี โดยแต่ละวิธีมีสถานะเป็นกลไกทางกฎหมายที่แยกจากกัน การที่บุคคลไม่ได้ใช้หรือยุติการดำเนินการตามช่องทางหนึ่ง มิได้ทำให้สิทธิที่จะใช้ช่องทางอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ตราบใดที่กฎหมายยังรับรองสิทธินั้นอยู่และยังไม่มีคำพิพากษาชี้ขาดปิดประเด็นดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ในด้านกระบวนพิจารณา คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “คดีใหม่” กับ “การดำเนินการเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีเดิม” อย่างชัดเจน แม้คู่ความจะเป็นบุคคลเดียวกันและมีความเกี่ยวพันกับคดีเดิม แต่หากคำฟ้องใหม่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นต่อศาลเดิมเสมอไป ศาลจึงต้องพิจารณาลักษณะของคำขอและฐานสิทธิที่นำมาฟ้องเป็นรายกรณี มิใช่พิจารณาเพียงว่าคู่ความเคยมีคดีถึงที่สุดกันมาก่อนหรือไม่ ในเชิงหลักวิชากฎหมาย คดีนี้วางแนวสำคัญว่า การพิจารณาปัญหาฟ้องซ้ำต้องยึดหลัก “การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี” เป็นหัวใจสำคัญ มิใช่ยึดเพียงความเหมือนของคำขอท้ายฟ้องหรือข้อเท็จจริงบางส่วน หากประเด็นสำคัญยังไม่เคยได้รับการตัดสินโดยศาล การฟ้องคดีใหม่ย่อมยังสามารถกระทำได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายรับรอง โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะบุคคลและสิทธิของผู้เยาว์ ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ สาระสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่หลักว่า การยุติคดีเดิมโดยที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ไม่ทำให้สิทธิในการนำประเด็นดังกล่าวมาขอให้ศาลพิจารณาในคดีใหม่สิ้นสุดลง และเมื่อการฟ้องคดีนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ รวมทั้งเป็นการใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายรับรองไว้ การฟ้องคดีดังกล่าวย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำและไม่เป็นเหตุให้สิทธิฟ้องร้องของผู้มีส่วนได้เสียต้องสูญสิ้นไป ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่โจทก์เคยฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ขอถอนอำนาจปกครองบุตร และขอให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์มาก่อน แต่ต่อมาคู่ความตกลงยุติคดีด้วยคำพิพากษาตามยอม โดยศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ จะทำให้โจทก์หมดสิทธิฟ้องคดีใหม่หรือไม่ และการนำคดีมาฟ้องอีกครั้งจะถือเป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีเดิมยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นสำคัญดังกล่าว การฟ้องคดีใหม่เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ อีกทั้งกฎหมายยังเปิดช่องให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้โดยคำพิพากษาของศาล แม้ในคดีเดิมโจทก์จะไม่ติดใจดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรก็ตาม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. บุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความสิทธิในการทำให้ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายกำหนดวิธีให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาไว้หลายกรณี ไม่ได้จำกัดเฉพาะการจดทะเบียนรับรองบุตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะเคยไม่ติดใจจดทะเบียนรับรองบุตรในคดีเดิม ก็ยังคงมีสิทธิใช้ช่องทางตามกฎหมายอีกวิธีหนึ่ง คือการขอให้ศาลพิพากษารับรองสถานะบุตรชอบด้วยกฎหมายได้อยู่ สิทธิดังกล่าวจึงยังไม่สิ้นสุดเพียงเพราะมีการยุติคดีเดิมด้วยคำพิพากษาตามยอม 2. ฟ้องซ้ำและการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การจะถือว่าคดีใหม่เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าศาลได้เคยวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วหรือยัง ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าคำขอท้ายฟ้องเหมือนกันหรือเป็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความเดียวกัน ในคดีนี้แม้คำขอท้ายฟ้องจะคล้ายกับคดีเดิม แต่คดีเดิมยังไม่มีคำวินิจฉัยว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ เพราะคู่ความเพียงตกลงยุติคดีก่อนที่ศาลจะตัดสินประเด็นดังกล่าว จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ศาลได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว การนำคดีมาฟ้องใหม่จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดแล้ว และไม่เป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมาย สรุปแก่นของคดีโดยย่อ คดีนี้วางหลักว่า การยุติคดีเดิมด้วยคำพิพากษาตามยอมไม่ได้หมายความว่าทุกประเด็นข้อพิพาทได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดแล้วเสมอไป หากศาลยังไม่เคยวินิจฉัยประเด็นสำคัญแห่งคดี โดยเฉพาะเรื่องสถานะความเป็นบุตร การนำคดีมาฟ้องใหม่เพื่อขอให้ศาลพิพากษารับรองบุตรชอบด้วยกฎหมายย่อมกระทำได้ และไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ ทั้งยังเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์โดยตรง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การที่คู่ความเคยมีคดีรับรองบุตรและศาลมีคำพิพากษาตามยอมไปแล้ว จะทำให้ไม่สามารถฟ้องคดีรับรองบุตรได้อีกหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะถือว่าการมีคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิมทำให้หมดสิทธิฟ้องคดีรับรองบุตรในอนาคต เพราะต้องพิจารณาก่อนว่าประเด็นข้อพิพาทที่นำมาฟ้องใหม่เคยได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดจากศาลแล้วหรือยัง คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่ความจะเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิม แต่ข้อพิพาทสำคัญว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่นั้น ศาลยังไม่เคยวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาแห่งคดี เนื่องจากโจทก์เพียงตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว จึงยังไม่อาจถือได้ว่าสิทธิในการขอให้ศาลพิพากษารับรองบุตรได้สิ้นสุดลง การนำคดีมาฟ้องใหม่จึงยังสามารถกระทำได้ตามสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ โดยเฉพาะเมื่อการดำเนินคดีดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์และเกี่ยวข้องกับสถานะบุคคลซึ่งเป็นสิทธิสำคัญตามกฎหมาย 2. คำถาม ฟ้องซ้ำตามความหมายของคดีนี้ต้องพิจารณาจากอะไรเป็นสำคัญ คำตอบ หลักสำคัญที่ศาลฎีกาใช้พิจารณาในคดีนี้คือ ต้องตรวจสอบว่าศาลเคยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วหรือไม่ มิใช่พิจารณาเพียงว่าคำขอท้ายฟ้องในคดีใหม่เหมือนกับคำขอในคดีเดิมหรือไม่ แม้โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ขอถอนอำนาจปกครอง และขอให้ส่งมอบบุตรเช่นเดียวกับคดีเดิม แต่เมื่อศาลยังไม่เคยตัดสินข้อพิพาทสำคัญเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์ การฟ้องคดีใหม่จึงไม่ใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว ศาลจึงเห็นว่าไม่เข้าองค์ประกอบของฟ้องซ้ำ หลักการดังกล่าวสะท้อนว่าแก่นแท้ของการพิจารณาเรื่องฟ้องซ้ำอยู่ที่การมีหรือไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี มากกว่าการเปรียบเทียบเฉพาะข้อความในคำขอท้ายฟ้องหรือชื่อคดีที่คู่ความเคยดำเนินการมาก่อน 3. คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าการฟ้องรับรองบุตรครั้งใหม่เป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ คำตอบ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับสถานะความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลต่อสิทธิและฐานะทางกฎหมายของเด็กโดยตรง แม้คดีเดิมจะยุติลงแล้ว แต่กฎหมายยังเปิดโอกาสให้ผู้เยาว์สามารถได้รับสถานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้โดยคำพิพากษาของศาล การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยสถานะดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพียงการใช้สิทธิของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการดำเนินการที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์ทั้งสองด้วย ศาลจึงนำเหตุผลดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่ควรถูกปิดกั้นด้วยเหตุฟ้องซ้ำในเมื่อข้อพิพาทสำคัญยังไม่เคยได้รับการพิจารณาและการวินิจฉัยดังกล่าวอาจมีผลต่อสถานะทางกฎหมายของผู้เยาว์ในอนาคตโดยตรง 4. คำถาม หากบิดาเคยไม่ติดใจจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว จะยังสามารถขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ คำตอบ ได้ ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดวิธีที่เด็กจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาไว้หลายกรณี มิได้มีเพียงการจดทะเบียนรับรองบุตรเท่านั้น โดยศาลอ้างถึงบทบัญญัติที่กำหนดให้เด็กซึ่งเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันสามารถเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้จากหลายเหตุ รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรด้วย ดังนั้น แม้ในคดีเดิมโจทก์จะตกลงไม่ติดใจดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนรับรองบุตร ก็ไม่ได้หมายความว่าสิทธิในการใช้ช่องทางอื่นตามกฎหมายจะหมดไป การยื่นฟ้องคดีใหม่เพื่อขอให้ศาลพิพากษารับรองสถานะบุตรชอบด้วยกฎหมายจึงยังเป็นสิทธิที่สามารถใช้ได้ และไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อผลของคดีเดิมแต่อย่างใด 5. คำถาม หากคดีเดิมมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว เหตุใดศาลฎีกาจึงยังเห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีใหม่ได้อีก คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากเนื้อหาของข้อพิพาทและขอบเขตของคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิมเป็นสำคัญ โดยพบว่าคดีเดิมสิ้นสุดลงเพราะคู่ความตกลงยุติข้อพิพาทกันบางประการ แต่ประเด็นสำคัญว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่นั้น ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจากศาลโดยตรง การที่โจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นเพียงการยุติการดำเนินคดีในขณะนั้น มิใช่การยอมรับว่าตนไม่มีสิทธิในฐานะบิดาหรือเป็นการสละสิทธิในการใช้ช่องทางอื่นที่กฎหมายรับรองไว้ เมื่อกฎหมายยังเปิดโอกาสให้ขอรับรองบุตรโดยคำพิพากษาของศาลได้ และศาลยังไม่เคยตัดสินประเด็นดังกล่าว การฟ้องคดีใหม่จึงยังอยู่ในขอบเขตของสิทธิฟ้องร้องตามกฎหมาย และไม่เป็นการขัดต่อผลของคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิม 6. คำถาม การฟ้องคดีใหม่ในลักษณะนี้ต้องยื่นต่อศาลเดิมที่เคยมีคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ร้องขอให้บังคับตามคำพิพากษาตามยอมเดิม ไม่ได้ขอให้ศาลตีความหรือแก้ไขผลของคำพิพากษาดังกล่าว แต่เป็นการนำสิทธิอีกประการหนึ่งที่กฎหมายรับรองไว้มาฟ้องเป็นคดีใหม่ กล่าวคือ การขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่อยู่ในลักษณะที่จะต้องยื่นต่อศาลเดิมตามหลักเกณฑ์เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดี และโจทก์สามารถยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ การวินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าศาลพิจารณาจากลักษณะของสิทธิที่นำมาฟ้องและวัตถุประสงค์ของคดีเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงว่าคู่ความเคยมีคดีถึงที่สุดกันมาก่อนหรือไม่ 7. คำถาม หลักกฎหมายเรื่องบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาที่ศาลนำมาใช้ในคดีนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ หลักกฎหมายดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของคำพิพากษานี้ เพราะศาลฎีกาใช้เป็นเหตุผลสำคัญในการวินิจฉัยว่าโจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องคดีได้ โดยศาลชี้ให้เห็นว่ากฎหมายกำหนดวิธีที่เด็กจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาไว้หลายกรณี ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการจดทะเบียนรับรองบุตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ติดใจดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรในคดีเดิม ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิในช่องทางอื่นตามกฎหมายสิ้นสุดลง หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีครอบครัว เพราะช่วยให้การพิจารณาสถานะของผู้เยาว์เป็นไปตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง และป้องกันไม่ให้การยุติคดีในขั้นตอนหนึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิอีกช่องทางหนึ่งที่กฎหมายยังคงเปิดโอกาสไว้เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์และผู้มีส่วนได้เสีย 8. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคำพิพากษานี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ปรากฏในคดีนี้คือ การจะถือว่าคดีใหม่เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบก่อนว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วหรือยัง หากประเด็นสำคัญยังไม่เคยได้รับการตัดสินในเนื้อหาแห่งข้อพิพาท การฟ้องคดีใหม่ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ แม้ว่าคำขอท้ายฟ้องจะมีลักษณะใกล้เคียงกับคดีเดิมก็ตาม นอกจากนี้ คำพิพากษายังแสดงให้เห็นว่าการยุติคดีด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ทำให้ทุกประเด็นข้อพิพาทได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาเป็นรายประเด็นว่าศาลได้ตัดสินเรื่องนั้นแล้วหรือไม่ เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย และการฟ้องคดีใหม่เป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ ศาลจึงเห็นว่ายังสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ หลักการดังกล่าวถือเป็นแนววินิจฉัยสำคัญทั้งในเรื่องฟ้องซ้ำ สิทธิฟ้องร้อง และการคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772/2565 แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอเช่นเดียวกับคำขอในคดีเดิม ซึ่งมีประเด็นว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ และมีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยกับให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์หรือไม่ แต่ประเด็นในคดีเดิมที่ว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเนื่องจากโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมิได้มีการตกลงยอมรับกันในประเด็นข้ออื่น อันพอจะถือได้ว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อในคดีเดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีในคดีเดิมแล้ว ประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 1547 ได้บัญญัติถึงเหตุที่ทำให้เด็กอันเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร รวม 3 กรณีด้วยกัน ถึงแม้ว่าคดีเดิมโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่ยังมีกรณีที่ผู้เยาว์ทั้งสองจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โดยคำพิพากษาของศาล การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสอง มิใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ทั้งคำฟ้องคดีนี้มิใช่คำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม อันจะต้องยื่นต่อศาลเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงวันฟ้องแย้ง เป็นเวลา 35 เดือน รวมเป็นเงิน 14,000,000 บาท และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 และ พ.564/2560 หมายเลขแดงที่ พ.923/2560 และ พ.924/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือไม่ โดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 เรื่อง รับรองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ ส่วนจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.564/2560 เรื่อง เรียกบุตรคืน ต่อมาศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน และโจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.923/2560 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้พิพากษาว่า เด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 และจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้โจทก์นำเด็กหญิง ต. คืนให้แก่จำเลย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.564/2560 ศาลมีคำสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนโดยต่อมาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยตกลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ส่วนโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอเช่นเดียวกับคำขอในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งมีประเด็นว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ และมีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยกับให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์หรือไม่ แต่ประเด็นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่ว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเนื่องจากโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมิได้มีการตกลงยอมรับกันในประเด็นข้ออื่น อันพอจะถือได้ว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อในคดีเดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีในคดีหมายเลขดำที่ พ.474/2560 หมายเลขแดงที่ พ.923/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางแล้ว ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ได้บัญญัติถึงเหตุที่ทำให้เด็กอันเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร รวม 3 กรณีด้วยกัน ถึงแม้ว่าคดีเดิมโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่ยังมีกรณีที่เด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โดยคำพิพากษาของศาล การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสอง มิใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ทั้งคำฟ้องคดีนี้มิใช่คำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม อันจะต้องยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





