
| สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีแบ่งสินสมรสของคู่สมรสซึ่งมีทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งเงินฝากในธนาคาร ที่ดินหุ้น และเมื่อต่างถึงแก่ความตายแล้วฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรส ขอให้แบ่งทรัพย์สินดังกล่าว โดยมีประเด็นว่าการอุทธรณ์ของโจทก์ได้ครอบคลุมทรัพย์สินดังกล่าวอย่างครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงว่าศาลอุทธรณ์จะให้สิทธิแบ่งทรัพย์สินนั้นได้ตามคำอุทธรณ์หรือไม่ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า หากศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำอุทธรณ์ของโจทก์ ย่อมไม่ชอบตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง โดยยึดหลักตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และมาตรา 246 รวมถึง พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ซึ่งเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีแบ่งสินสมรสที่มีการอุทธรณ์เฉพาะทรัพย์สินบางส่วน. ข้อเท็จจริง • โจทก์กับนายเล็ก เป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์เป็นผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อนุบาล เนื่องจากเป็น “คนไร้ความสามารถ” มีนางเจียมใจเป็นผู้อนุบาล. • จำเลยทั้งสองเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายเล็ก และจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการมรดกของนายเล็ก. • นายเล็กและจำเลยที่ 2 ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8928 ต่อมาจำแนกเป็นโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 เนื้อที่รวม 11 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา ซึ่งมีชื่อของนายเล็กและจำเลยที่ 2 ในโฉนด. • นายเล็กมีทรัพย์สินก่อนจดทะเบียนสมรส คือ ที่ดินโฉนด 24052 เนื้อที่ 1 งาน ซึ่งขายในระหว่างสมรสกับโจทก์. • โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินโฉนด 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน และหากแบ่งไม่ได้ให้ขาย แล้วแบ่งเงิน 1 ใน 4 ส่วน พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้อง นอกจากนี้ โจทก์ขอแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากในบัญชีธนาคาร 4 แห่ง (ธนาคาร ก., ธนาคาร ท., ธนาคาร อ., ธนาคาร พ.) และหุ้นในบริษัทหลายแห่ง. • ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ขายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 และยกคำขออื่น ๆ. • โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์. ศาลอุทธรณ์แก้ให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ย และแบ่งหุ้นแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือหากไม่สามารถให้โอนหุ้นได้ ให้จำเลยชดใช้เงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากนี้ ให้แบ่งที่ดินหรือขายแล้วแบ่งเงิน 1 ใน 4 ส่วนเป็นจำนวน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย. • จำเลยทั้งสองฎีกา. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับฟังแบบสังเขปว่า ประเด็นหลักคือ 1. การให้แบ่งที่ดินโฉนด 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้เงิน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย – ชอบหรือไม่? 2. การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แบ่งเงินฝากในธนาคาร บัญชีธนาคาร พ. จำนวน 800,000 บาทเป็นสินสมรส พร้อมแบ่งให้โจทก์ 435,872.22 บาท – ชอบหรือไม่? 3. สิทธิของโจทก์ในการฟ้องแบ่งหุ้นบริษัทต่าง ๆ ที่ชื่อของนายเล็ก – ฟ้องได้หรือไม่? ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือการวินิจฉัยว่า “ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินกว่าคำอุทธรณ์ของโจทก์” จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามหลักที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และมาตรา 246 รวมถึงการอ้างอิง พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ซึ่งใช้ในการพิจารณาว่า “ฎีกาใดที่ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น” ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย ต่อไปนี้คือ 5 คำสำคัญ (Key Words) และประเด็นแก่นของคดี พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ 1. พิพากษาเกินคำอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิพากษาเกินขอบเขตคำอุทธรณ์ของคู่ความได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 142 และ 246 ซึ่งรับรองสิทธิในการอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่คู่ความร้องขอเท่านั้น 2. ขอบเขตแห่งการอุทธรณ์ การอุทธรณ์ต้องระบุให้ชัดว่าครอบคลุมทรัพย์สินใดบ้าง หากไม่ได้อุทธรณ์ถึงทรัพย์สินบางรายการ ศาลย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยเกินขอบเขตนั้น เช่นในคดีนี้ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ถึงบัญชีเงินฝากธนาคารหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาในส่วนดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย 3. การแบ่งสินสมรส คดีนี้เป็นคดีครอบครัวว่าด้วยการแบ่งสินสมรสระหว่างคู่สมรสที่ฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายแล้ว โดยมีทั้งที่ดิน เงินฝาก และหุ้น ศาลฎีกายืนยันหลักว่า ต้องแบ่งตามส่วนที่พิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริง และต้องไม่กำหนดจำนวนเงินแน่นอนโดยไม่มีการขายหรือประเมินมูลค่าจริง 4. ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ศาลฎีกาย้ำหลักตามมาตรา 249 (เดิม) ประกอบมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ว่า หากจำเลยไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นในศาลชั้นต้นหรืออุทธรณ์ จะนำมาอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ เช่น ประเด็นว่าหุ้นไม่มีอยู่จริงในเวลาผู้ตายเสียชีวิต 5. หลักการตีความเพื่อความเป็นธรรมในการแบ่งทรัพย์สิน ศาลฎีกาเน้นว่า หากทรัพย์สินไม่สามารถแบ่งได้ เช่น ที่ดินแปลงใหญ่ ต้องขายแล้วแบ่งเงินที่ได้จริง ไม่ควรกำหนดจำนวนแน่นอนล่วงหน้า เพราะอาจไม่ตรงกับมูลค่าที่แท้จริงในขณะขาย เพื่อให้คู่ความได้รับความเป็นธรรมตามสภาพข้อเท็จจริง สรุปได้ว่า คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าศาลต้องยึดหลักขอบเขตแห่งคำอุทธรณ์ ไม่พิพากษาเกินที่คู่ความร้องขอ และต้องวินิจฉัยภายในกรอบข้อเท็จจริงที่คู่ความได้ยกขึ้นโดยชอบในศาลชั้นต้นเท่านั้น. คำวินิจฉัย (1) ประเด็นที่ดินโฉนด 138214 และ 138215 ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์นำสืบได้ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงมีราคาตารางวาละ 35,000 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 162,365,000 บาท โจทก์มีสิทธิ 1 ใน 4 ส่วน เป็นเงิน 40,591,250 บาท และพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งว่าราคาดังกล่าวผิดหรือไม่ถูกต้อง เพียงแต่อ้างว่าราคาประเมินของสำนักงานที่ดินเป็นตารางวาละ 11,000 และ 16,500 บาทตามโฉนด 138214/138215 ตามลำดับ ซึ่งเป็นราคาตามสำนักงานที่ดินสำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียม มิใช่ราคาซื้อขายจริง. จึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ราคาตามโจทก์มีน้ำหนัก. และเนื่องจากยังไม่ปรากฏว่ามีการขายที่ดินแล้ว จะได้ราคามากหรือน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว ศาลเห็นว่า เมื่อแบ่งไม่ได้ ให้ขายโดยประมูลหรือทอดตลาด แล้วแบ่งเงินสุทธิที่ได้ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน แต่ ไม่เกิน 40,591,250 บาท. ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้เงินโดยระบุจำนวนแน่นอนเป็น 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงขัดต่อหลักดังกล่าว เพราะยังไม่ทราบผลการขายหรือแบ่งจริง ดังนั้น ศาลฎีกา “แก้” พิพากษาเป็นไปตามข้อนี้. (2) ประเด็นเงินฝากในบัญชีธนาคาร ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์อุทธรณ์เฉพาะบัญชีของ 3 แห่ง (ธนาคาร ก., ธนาคาร ท., ธนาคาร อ.) มิได้อุทธรณ์ถึงบัญชีธนาคาร พ. แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้แบ่งบัญชีธนาคาร พ. จำนวน 800,000 บาทเป็นสินสมรส แล้วให้โจทก์ได้รับแบ่ง 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการพิพากษา “เกินคำอุทธรณ์” ของโจทก์ ซึ่งขัดต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6. (3) ประเด็นหุ้นบริษัท ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อผู้ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินหุ้นดังกล่าวไม่มีอยู่แล้ว และโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหุ้นดังกล่าวได้ แต่จำเลยทั้งสองมิได้ยกประเด็นนี้เป็นข้อโต้แย้งในคำให้การของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้นำขึ้นว่ากันในชั้นอุทธรณ์ จึงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้. วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย • หลักสำคัญคือ ถ้าผู้ฟ้องอุทธรณ์ เจาะจงเฉพาะทรัพย์สินบางรายการ ก็ไม่ได้แปลว่าอุทธรณ์ “ครบถ้วนทุกทรัพย์สิน”ที่ฟ้องมา ความหมายคือ ศาลอุทธรณ์ ต้องจำกัดผลตามขอบเขตที่โจทก์อุทธรณ์ มิได้ขยายไปยังทรัพย์สินอื่นซึ่งโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ แม้เป็นทรัพย์สินในคดีเดียวกัน. • ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา 142 กำหนดว่า “ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำอุทธรณ์” ถือว่าไม่ชอบ. ประกอบมาตรา 246 ซึ่งวางหลักว่าฎีกาต่อการพิพากษาอุทธรณ์ต้องอยู่ในขอบเขตที่โจทก์อุทธรณ์. • สำหรับคดีแบ่งสินสมรส เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย และมีทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับมรดก + ทรัพย์สินสินสมรส ผู้จัดการมรดก/ผู้รับมรดกอาจถูกฟ้องให้แบ่ง – แต่มีเงื่อนไขว่า ทรัพย์ต้องยังอยู่จริง มีอยู่ และถูกอ้างสิทธิในขั้นตอนก่อนหน้านี้ มิใช่ข้อเท็จจริงใหม่ในขั้นฎีกา. • ราคาทรัพย์สินที่ฟ้องอ้าง (เช่น ที่ดิน) ศาลเน้นที่ “ราคาซื้อขายจริง” หรือ “ราคาที่คู่พิพาทยอมรับ” มากกว่าราคาประเมินสำนักงานที่ดิน ซึ่งใช้สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมซึ่งอาจต่ำกว่าราคาตลาดจริง. • ตลอดจนหลักว่า ถ้าทรัพย์ไม่สามารถแบ่งได้ (เช่น ที่ดินแปลงใหญ่) ให้ขายแล้วแบ่งเงิน “ที่ได้จริง” มิใช่เพิกเฉยหรือกำหนดจำนวนคงที่โดยไม่พิจารณาผลการขาย – เพื่อความเป็นธรรม. • ในกรณีที่โจทก์อุทธรณ์บางส่วน แต่ศาลอุทธรณ์ขยายขอบเขตมากกว่าโจทก์ขอ ก็ถือว่าพิพากษาเกินคำอุทธรณ์ ไม่ชอบแล้วศาลฎีกาสั่งแก้. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. คู่สมรสที่ฟ้องแบ่งสินสมรสและอุทธรณ์ ควรกำหนดทรัพย์สินให้ชัดเจนว่าต้องการอุทธรณ์รายการใด มิใช่ปล่อยให้ครอบคลุมทั่ว. 2. ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย ไม่ขยายผลเกินขอบเขตคำอุทธรณ์ มิฉะนั้นจะถูกแก้โดยศาลฎีกา. 3. ในคดีแบ่งสินสมรสที่มีทรัพย์หลายประเภท (เงินฝาก, ที่ดิน, หุ้น) ต้องแยกพิจารณาให้ชัดทั้งข้อเท็จจริง การอุทธรณ์ และผลที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา. 4. ราคาทรัพย์สินฟ้องอ้างควรถูกพิสูจน์ว่าเป็นราคา “ที่มีน้ำหนัก” ไม่เพียงแต่ราคาประเมินที่ดินซึ่งอาจไม่สะท้อนราคาตลาด. 5. เมื่อต้องแบ่งทรัพย์สินที่ไม่สามารถแบ่งชัดเจน (เช่น ที่ดินแปลงเดียว) ให้ใช้วิธีขายแล้วแบ่งเงินอย่างเป็นธรรม ไม่ควรกำหนดจำนวนคงที่โดยไม่พิจารณา. 6. การอ้างสิทธิแบ่งทรัพย์สินของทรัพย์มรดกหรือหุ้นบริษัท ต้องมีการดำเนินการก่อนหน้าที่ชั้นต้น/อุทธรณ์มิใช่เพิ่งอ้างในชั้นฎีกา – มิฉะนั้นอาจถูกไม่รับวินิจฉัย. IRAC Issue: 1. ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ (บัญชีธนาคาร พ.) มาหาโจทก์ ซึ่งเป็นการ “เกินคำอุทธรณ์” หรือไม่? 2. การกำหนดจำนวนเงินคงที่ 40,591,250 บาท สำหรับที่ดินแปลง 138214/138215 โดยไม่พิจารณาการขายจริง หรือแบ่งชัดเจนแล้ว เป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องหรือไม่? 3. โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหุ้นบริษัทต่าง ๆ ที่ชื่อผู้ถึงแก่ความตายได้หรือไม่? Rule: • ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา 142 กำหนดว่า “ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิพากษาเกินคำอุทธรณ์” และมาตรา 246 กำหนดวิธีเรียกร้องสิทธิในชั้นฎีกา. • ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 6 กำหนดว่า เฉพาะประเด็นที่ยกขึ้นว่า “กันมาแล้วโดยชอบ” ถึงจะฎีกาได้. • ในคดีแบ่งสินสมรส (ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 ฯลฯ) เมื่อทรัพย์สินไม่สามารถแบ่งได้ ให้ขายแล้วแบ่งเงินสุทธิ. • หลักทั่วไปของราคาทรัพย์สิน: ราคาที่อ้างต้องมีน้ำหนัก และราคาประเมินสำนักงานที่ดินไม่ใช่ราคาซื้อ-ขายจริงเสมอไป. Application: • สำหรับบัญชีธนาคาร พ. : โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เรื่องบัญชีนี้ แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้แบ่ง ทำให้เป็นการเกินคำอุทธรณ์ = ขัดต่อมาตรา 142/246. • สำหรับที่ดินโฉนด 138214/138215 : โจทก์นำสืบได้ว่าราคาตารางวาละ 35,000 บาท ซึ่งจำเลยไม่โต้แย้ง และราคาประเมินที่สำนักงานดินต่ำกว่านั้นจึงไม่นับเป็นราคาซื้อ-ขายจริง ศาลรับฟังโจทก์ได้ แต่เห็นว่า ยังไม่มีการขายหรือแบ่งจริง จึงให้ขายแล้วแบ่งเงิน “ไม่เกิน” จำนวนดังกล่าว ไม่ยอมให้กำหนดแน่นเหมือนที่ศาลอุทธรณ์. • สำหรับหุ้นบริษัท : จำเลยอ้างว่าไม่อยู่แล้วในเวลาผู้ถึงแก่ความตาย และเป็นประเด็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ได้ยกขึ้นชั้นอุทธรณ์ จึงถูกห้ามฎีกาตามมาตรา 249/พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ. Conclusion: ศาลฎีกา แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นบัญชีธนาคารให้เป็นแบ่งเพียง 35,872.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้อง ส่วนที่ดิน ให้แบ่งหรือขายแล้วแบ่งเงินไม่เกิน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย และหุ้นบริษัทไม่วินิจฉัย. ผลคือ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์บางส่วน “ไม่ชอบ” และการอุทธรณ์-แบ่งสินสมรสต้องทำให้ครอบคลุมและชัดเจน. สรุปท้ายบทความ คดี 7851/2560 เป็นบรรทัดฐานสำคัญในเรื่องการอุทธรณ์แบ่งสินสมรสและการพิพากษาที่ “เกินคำอุทธรณ์” โดยศาลฎีกาเน้นว่า คู่ความต้องอุทธรณ์ให้ชัดเจนว่าจะขอแบ่งทรัพย์สินรายการใด และศาลอุทธรณ์ต้องไม่ขยายผลเกินคำอุทธรณ์นั้น สำหรับนักกฎหมายและผู้สนใจคดีครอบครัว เมื่อมีทรัพย์สินหลายรายการ เช่น เงินฝาก ที่ดิน หุ้น ควรวางแผนฟ้องและอุทธรณ์ให้ละเอียด เพื่อมิให้เกิดปัญหาพิพากษาเกินคำอุทธรณ์ และต้องพิจารณาหลักราคาทรัพย์สินและวิธีแบ่งอย่างเหมาะสม (โดยเฉพาะทรัพย์ที่แบ่งไม่ได้ชัดเจน). ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคำขอแบ่งสินสมรสเงินในบัญชีธนาคาร โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และบรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า ขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะทรัพย์สินดังต่อไปนี้ว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ล. โดยไม่ได้อุทธรณ์ถึงบัญชีเงินฝากธนาคาร พ. แต่อย่างใด ทั้งในตอนท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ยังมีคำขอในข้อ 2 ให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสในส่วนที่เป็นเงินฝากธนาคารแก่โจทก์เพียง 35,872.73 บาท เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เงินฝากในธนาคาร พ. มีจำนวน 800,000 บาท เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ล. โจทก์จึงมีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาทจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์อุทธรณ์จึงไม่ชอบ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7851/2560 คำฟ้องของโจทก์ข้อ 2.2 - 2.5 บรรยายบัญชีเงินฝากในธนาคาร ก. ธนาคาร ท. ธนาคาร อ. และธนาคาร พ. รวม 4 ธนาคาร แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และบรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า ขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะทรัพย์สินดังต่อไปนี้ว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ล. โดยไม่ได้อุทธรณ์ถึงบัญชีเงินฝากธนาคาร พ. แต่อย่างใด ทั้งในตอนท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ยังมีคำขอในข้อ 2 ให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสในส่วนที่เป็นเงินฝากธนาคารแก่โจทก์เพียง 35,872.73 บาท เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เงินฝากในธนาคาร พ. มีจำนวน 800,000 บาท เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ล. โจทก์จึงมีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้นจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์อุทธรณ์ ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดิน 2 แปลงในฐานะเจ้าของรวม โดยขอให้ได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 4 หากแบ่งไม่ได้ให้ขายแล้วแบ่งเงิน หรือให้จำเลยชดใช้เป็นเงินแทน พร้อมทั้งขอแบ่งสินสมรสทั้งเงินฝากและหุ้น ศาลชั้นต้นให้แบ่งที่ดินตามส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนคำขออื่นให้ยก ต่อมาศาลอุทธรณ์แก้ให้แบ่งเงินฝากและหุ้นบางส่วน พร้อมกำหนดให้ชดใช้เงินแทนที่ดินจำนวนแน่นอน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดจำนวนเงินค่าที่ดินล่วงหน้ายังไม่เหมาะสม เพราะยังไม่มีการขายจริง จึงควรให้แบ่งจากราคาที่ขายได้จริงแต่ไม่เกินจำนวนที่โจทก์เรียกร้อง ส่วนเงินฝาก ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ครบทุกบัญชี จึงต้องแก้ไขให้เหลือเฉพาะที่ร้องขอ และในประเด็นหุ้น จำเลยยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา ศาลไม่รับวินิจฉัย สุดท้าย ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาให้แบ่งที่ดินโดยขายก่อนแล้วแบ่งเงินตามส่วน และแก้จำนวนเงินฝากให้ถูกต้องตามคำขอเดิม ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน โดยให้ขายประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวนำเงินมาชำระให้โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากเป็นการพ้นวิสัยที่ทำได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 2,535,872.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองแบ่งหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และหุ้นอื่น ๆ ที่มีชื่อนายเล็กให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากเป็นการพ้นวิสัยที่จะทำได้ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันแบ่งหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และหุ้นในบริษัทอื่นๆ ที่มีชื่อนายเล็กให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากเป็นการพ้นวิสัยที่จะทำได้ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วนนั้น หากแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งแก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากเป็นการพ้นวิสัยที่ทำได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถ มีนางเจียมใจ เป็นผู้อนุบาล โจทก์กับนายเล็ก เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย นายเล็กและจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและเป็นบุตรของนายชม กับนางผิว เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2515 นายเล็กกับจำเลยที่ 2 ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8928 มาจากนางเจือ ในราคา 73,640 บาท ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้แบ่งแยกเพิ่มเป็นอีก 2 โฉนด คือที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 เนื้อที่รวม 11 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา ซึ่งมีชื่อนายเล็กและจำเลยที่ 2 ในโฉนดที่ดิน ต่อมาเฉพาะส่วนของนายเล็กได้โอนให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเล็ก สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 8928 ได้ขายให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 ตารางวาละ 11,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 138215 ตารางวาละ 16,500 บาท นายเล็กมีทรัพย์สินที่ซื้อมาก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 24052 เนื้อที่ 1 งาน ซึ่งเป็นสินเดิมของนายเล็ก ต่อมานายเล็กขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายสมควร ในราคา 6,800,000 บาท ระหว่างสมรสโจทก์กับนายเล็กต่างทำงานและมีรายได้ที่แน่นอน โจทก์รับราชการตำแหน่งอาจารย์ระดับ 7 เกษียณอายุเมื่อปี 2542 นายเล็กรับราชการที่กรมชลประทาน ต่อมาย้ายไปทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นลาออกจากราชการไปทำงานที่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จนกระทั่งปี 2530 จึงลาออกมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและค้ากำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายเล็กถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2555 จำเลยทั้งสองเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายเล็ก และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และเลขที่ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน ... หากเป็นการพ้นวิสัยที่ทำได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 40,519,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีราคาตารางวาละ 35,000 บาท รวมราคาที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเงิน 162,365,000 บาท โจทก์มีสิทธิ 1 ใน 4 ส่วน เป็นเงิน 40,591,250 บาท ที่ดินดังกล่าวเมื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายบางซื่อ - บางใหญ่เสร็จ ที่ดินจะอยู่ใกล้สถานีท่าอิฐ ประมาณ 200 เมตร ซึ่งจะทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นอีกมาก จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ส่งหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 ราคาประเมินตารางวาละ 11,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 138215 ราคาประเมินตารางวาละ 16,500 บาท พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบจึงชัดเจนมีน้ำหนักรับฟังได้เพราะจำเลยทั้งสองมิได้ต่อสู้ว่าราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีราคาเท่าใดและที่โจทก์อ้างว่าราคาตารางวาละ 35,000 บาท ไม่ถูกต้องอย่างไร ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างราคาประเมินของสำนักงานที่ดินนั้นเป็นราคาที่ใช้สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมิใช่ราคาซื้อขายที่ดินที่แท้จริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลง 1 ใน 4 ส่วนเป็นเงิน 40,591,250 บาท แต่เนื่องจากยังไม่ปรากฏว่าได้มีการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว ซึ่งหากมีการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอาจจะได้ราคามากกว่าหรือน้อยกว่าจำนวนเงิน 40,591,250 บาท ดังนั้น จึงเห็นว่าสำหรับการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน นั้น หากแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใด ให้แบ่งโจทก์ 1 ใน 4 ส่วน แต่ไม่เกิน 40,591,250 บาท ตามที่โจทก์ตีราคามา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินโดยระบุจำนวนที่แน่นอนเป็นเงิน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น เฉพาะยอดเงินต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคำฟ้องของโจทก์ข้อ 2.2 - 2.5 บรรยายบัญชีเงินฝากในธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวม 4 ธนาคาร แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคำขอนี้ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และบรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า ขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะทรัพย์สินดังที่จะกราบเรียนต่อไปนี้ว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายเล็ก คือ (1) บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (2) บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ (3) บัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน โดยไม่ได้อุทธรณ์ถึงบัญชีเงินฝากในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแต่อย่างใด ทั้งในตอนท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ยังมีคำขอในข้อ 2 ให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสในส่วนที่เป็นเงินฝากธนาคารแก่โจทก์เพียง 35,872.73 บาท เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าเงินฝากในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีจำนวน 800,000 บาท เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายเล็ก โจทก์จึงมีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์อุทธรณ์ ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และหุ้นในบริษัทอื่น ๆ ที่มีชื่อนายเล็ก จากจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะที่นายเล็กถึงแก่ความตายนั้น หุ้นดังกล่าวไม่มีอยู่แล้ว ดังที่นางเจียมใจผู้อนุบาลโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่ามีเงินฝากในบัญชีดังกล่าว 12,134.67 บาท ซึ่งบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นบัญชีพอร์ทซื้อขายหุ้นของนายเล็ก แสดงให้เห็นว่าหุ้นต่าง ๆ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างไม่มีอยู่แล้วขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหุ้นดังกล่าวจากจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของจำเลยทั้งสองมาแต่ต้น จำเลยทั้งสองเพิ่งจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งโจทก์ 1 ใน 4 ส่วน แต่ไม่เกิน 40,591,250 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 35,872.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายเล็ก ผู้ถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับมรดกและผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสระหว่างตนกับนายเล็กซึ่งรวมถึงเงินฝากในธนาคาร 4 แห่ง โดยเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์เฉพาะบางบัญชีเท่านั้น มิได้อุทธรณ์ถึงบัญชีเงินฝากในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้แบ่งเงินในบัญชีธนาคารนั้นแก่โจทก์ด้วย เห็นว่าในกรณีเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาเกินกว่าที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินฝากในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแก่โจทก์ ทั้งที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ถึงบัญชีดังกล่าว เป็นการพิพากษาเกินคำอุทธรณ์ของโจทก์ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เนื่องจากศาลอุทธรณ์ต้องจำกัดการวินิจฉัยให้อยู่ภายในขอบเขตคำอุทธรณ์เท่านั้น การพิพากษาเกินไปย่อมเป็นโมฆะ ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้เหลือเพียงจำนวนเงิน 35,872.72 บาทตามที่โจทก์อุทธรณ์ไว้เท่านั้น ข้อ 2. ในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ซึ่งมีชื่อของนายเล็กและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวม โจทก์ขอแบ่งสินสมรสในที่ดินดังกล่าว โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินจำนวนแน่นอน 40,591,250 บาทแก่โจทก์โดยถือว่าที่ดินมีราคาตามที่โจทก์ตีราคาไว้ แต่ยังไม่ปรากฏว่าที่ดินได้มีการขายหรือประเมินราคาจริง ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าการกำหนดมูลค่าที่แน่นอนเช่นนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์นำสืบว่าที่ดินทั้งสองแปลงมีราคาตารางวาละ 35,000 บาท รวมเป็น 162,365,000 บาท และมีสิทธิหนึ่งในสี่ส่วน แต่เนื่องจากยังไม่ปรากฏว่ามีการขายที่ดินจริง การกำหนดจำนวนเงินแน่นอนจึงไม่เหมาะสม เพราะอาจได้ราคามากหรือน้อยกว่าที่อ้าง การพิจารณาที่ถูกต้องควรให้ขายที่ดินโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาด แล้วแบ่งเงินสุทธิที่ได้ตามส่วนของโจทก์ไม่เกิน 40,591,250 บาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจำนวนเงินแน่นอนถือว่าไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขให้ขายที่ดินแล้วแบ่งเงินตามส่วนที่แท้จริง ข้อ 3. จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหุ้นในบริษัทต่าง ๆ เพราะขณะนายเล็กถึงแก่ความตาย หุ้นดังกล่าวไม่มีอยู่จริง เนื่องจากเป็นเพียงบัญชีพอร์ตซื้อขายหุ้นที่มีเงินเหลืออยู่เพียง 12,134.67 บาท จำเลยทั้งสองเพิ่งยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเช่นนี้สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างว่าหุ้นไม่มีอยู่จริงนั้น ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มาก่อน การจะนำขึ้นอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ขัดต่อหลักตามมาตรา 249 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ และให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของการแบ่งหุ้น ข้อ 4. คดีนี้ยังมีประเด็นเรื่องการตีความราคาทรัพย์สินของคู่สมรสว่า การประเมินราคาทรัพย์สินโดยสำนักงานที่ดินเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จะถือเป็นราคาซื้อขายจริงของทรัพย์สินนั้นหรือไม่ โดยจำเลยอ้างราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินเพื่อหักล้างราคาที่โจทก์อ้าง ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าราคาประเมินสำนักงานที่ดินเป็นเพียงราคาที่รัฐใช้ในการคำนวณค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม มิใช่ราคาซื้อขายจริงของทรัพย์สินในตลาด ดังนั้นพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบถึงราคาที่ดินตารางวาละ 35,000 บาท จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะจำเลยมิได้โต้แย้งหรือพิสูจน์ว่าราคาดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลฎีกาจึงยึดราคาที่โจทก์นำสืบเป็นหลักฐานประกอบการแบ่งทรัพย์สิน ข้อ 5. เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีครอบครัวเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสภายหลังสามีถึงแก่ความตาย โดยมีผู้รับมรดกและผู้จัดการมรดกเป็นจำเลย ศาลจำเป็นต้องวินิจฉัยว่าผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกมีหน้าที่ต้องร่วมกันแบ่งสินสมรสให้แก่คู่สมรสของผู้ตายหรือไม่ และต้องรับผิดในขอบเขตใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของเจ้ามรดกทั้งหมด รวมถึงสินสมรสที่ต้องแบ่งให้คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย ตามหลักแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1734 และ 1735 วรรคสอง การที่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบฟ้องขอแบ่งสินสมรสจึงเป็นสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้จัดการมรดกในฐานะจำเลยต้องร่วมกันแบ่งสินสมรสตามส่วนแก่โจทก์ หากไม่อาจแบ่งทรัพย์สินเป็นส่วนได้ก็ต้องขายทอดตลาดและนำเงินมาหารกันตามส่วนที่ศาลกำหนด ทั้งนี้เพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยถูกต้องและคู่สมรสได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย |




