ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การยื่นเอกสารใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และศาลมีอำนาจงดสืบพยานเพียงใด

ยื่นเอกสารใหม่ในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่, ยื่นเอกสารใหม่ในชั้นฎีกาได้หรือไม่, ศาลมีอำนาจไม่รับพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่, การงดสืบพยานเพราะประวิงคดี, สำเนารายงานประจำวันใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่, เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์รับฟังได้หรือไม่, เอกสารแนบท้ายฎีการับฟังได้หรือไม่, การขอเลื่อนสืบพยานโดยไม่มีเหตุสมควร, อำนาจศาลตามปวิพมาตรา86, อำนาจศาลตามปวิพมาตรา104, เช็คเด้งกับภาระการพิสูจน์, สัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมเป็นเอกสารปลอมหรือไม่, พยานศาลไม่รับฟัง

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความในเรื่องการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา รวมถึงอำนาจของศาลในการงดสืบพยานที่มีลักษณะประวิงให้คดีล่าช้า โดยคดีนี้เกิดจากการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ซึ่งจำเลยต่อสู้ว่าพยานเอกสารสำคัญของโจทก์เป็นเอกสารปลอม และพยายามนำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมาอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ทั้งที่มิได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องการที่จำเลยไม่นำพยานเข้าสืบตามกำหนดนัดและอ้างขอหมายเรียกพยานภายหลัง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าเอกสารที่ยื่นเพิ่มเติมดังกล่าวสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยถือเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับหลักการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริต การห้ามประวิงคดี และข้อจำกัดในการนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนเมื่อพ้นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 โดยกล่าวหาว่าจำเลยออกเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็ค

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เมื่อถึงวันนัดโจทก์นำพยานเข้าสืบจำนวน 2 ปากและแถลงหมดพยาน

ฝ่ายจำเลยนำตนเองเข้าเบิกความเป็นพยาน และแถลงว่ายังมีพยานอีก 1 ปาก คือ นางสาววราภรณ์ แต่ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดสืบนางสาววราภรณ์

ภายหลังในวันเดียวกัน จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น โดยอ้างว่านางสาววราภรณ์รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลโพธาราม จำเป็นต้องให้ศาลออกหมายเรียกพยานดังกล่าวมาเบิกความ

นอกจากนั้น จำเลยยังต่อสู้ว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาอ้างเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากมีการขูดลบตกเติมข้อความหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ และจำเลยอ้างว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเอกสารปลอมไว้แล้ว โดยนำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา แม้มิได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อนก็ตาม

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดี

ประเด็นสำคัญประการแรก คือ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยเพิ่งอ้างภายหลังวันนัดว่าพยานของตนจำเป็นต้องใช้หมายเรียกจากศาล ทั้งที่ก่อนวันนัดสืบพยานมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ศาลออกหมายเรียกไว้ล่วงหน้า

ประเด็นสำคัญประการที่สอง คือ สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา ซึ่งไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญประการสุดท้าย คือ การที่สัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับนั้น เพียงพอที่จะถือว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการงดสืบพยาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนถึงวันนัดสืบพยาน หากนางสาววราภรณ์เป็นพยานสำคัญของจำเลยจริง จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องดำเนินการขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานไว้ล่วงหน้า แต่จำเลยมิได้ดำเนินการดังกล่าว

นอกจากนี้ ทั้งในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยก็ไม่ได้อ้างถึงเหตุขัดข้องว่าไม่สามารถดำเนินการขอหมายเรียกพยานได้เพราะเหตุใด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนการสืบพยานเพื่อประวิงให้คดีล่าช้า

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

ศาลฎีกายังสะท้อนหลักสำคัญว่า คู่ความมีหน้าที่ต้องเตรียมพยานหลักฐานและดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริต หากปล่อยปละละเลยจนถึงวันนัดสืบพยานแล้วจึงอ้างเหตุขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลย่อมมีอำนาจใช้อำนาจควบคุมกระบวนพิจารณาเพื่อป้องกันการประวิงคดีได้

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการยื่นเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยอ้างว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาใช้เป็นพยานหลักฐานมีการขูดลบตกเติมข้อความหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ จึงเป็นเอกสารปลอมและไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การที่เอกสารมีรอยขูดลบตกเติมแต่เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังเป็นยุติได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เพราะจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

แม้จำเลยจะเบิกความว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการปลอมเอกสารไว้แล้ว แต่ก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลย โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเข้าสู่สำนวนในศาลชั้นต้น

สำหรับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา เพื่อสนับสนุนข้ออ้างเรื่องเอกสารปลอมนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้อ้างส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด ๆ

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การยื่นเอกสารดังกล่าวเป็นการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความ ศาลจึงไม่อาจรับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานได้

ศาลฎีกายังเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่า ข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับการปลอมเอกสารไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย

หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่อำนาจของศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณา เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว สุจริต และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว และยังให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่ฟุ่มเฟือย ประวิงให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี

เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัตินี้ คือ การป้องกันมิให้คู่ความใช้กระบวนพิจารณาเป็นเครื่องมือในการถ่วงเวลา หรือสร้างภาระแก่ศาลและคู่ความอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็น

เมื่อคู่ความมีพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครอง แต่ไม่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ แล้วกลับนำมายื่นเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยไม่เคยอ้างเหตุขัดข้องใดเลยว่าเหตุใดจึงไม่สามารถยื่นสำเนารายงานประจำวันต่อศาลชั้นต้นได้ ทั้งยังเพิ่งนำเอกสารดังกล่าวมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกาในภายหลัง จึงถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ

หลักดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีหน้าที่ตรวจสอบคำพิพากษาของศาลล่างจากพยานหลักฐานที่อยู่ในสำนวนเดิมเป็นสำคัญ มิใช่เปิดโอกาสให้คู่ความนำพยานหลักฐานใหม่เข้าสู่สำนวนได้โดยเสรีภายหลังจากที่คดีผ่านการพิจารณาในศาลชั้นต้นแล้ว

ดังนั้น หากคู่ความประสงค์จะอ้างพยานหลักฐานใด ย่อมมีหน้าที่ต้องดำเนินการเสนอพยานหลักฐานนั้นต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่เหมาะสม เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นหรือเหตุขัดข้องที่พิสูจน์ได้จริง จึงอาจขออนุญาตยื่นเพิ่มเติมได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจศาลในการงดสืบพยาน

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้อำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่มีลักษณะฟุ่มเฟือย ประวิงให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของจำเลย กล่าวคือ จำเลยทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้าเป็นเวลานาน แต่กลับไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน ทั้งที่อ้างว่าพยานดังกล่าวเป็นพยานสำคัญ

เมื่อถึงวันนัดสืบพยานแล้วจึงเพิ่งอ้างเหตุว่าพยานเป็นข้าราชการและต้องใช้หมายเรียกจากศาล ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร และส่อถึงความประสงค์ในการประวิงให้การพิจารณาล่าช้า

หลักสำคัญที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัย คือ คู่ความมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการเตรียมพยานหลักฐานของตนเอง และต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริต

หากปล่อยให้คู่ความสามารถอ้างเหตุขัดข้องภายหลังโดยไม่มีเหตุอันสมควร และศาลยังอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานออกไปทุกกรณี ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาขาดประสิทธิภาพ และเปิดช่องให้เกิดการประวิงคดีได้โดยง่าย

คำพิพากษานี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า อำนาจของศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณาไม่ใช่เพียงอำนาจทางเทคนิค แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความรวดเร็ว ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 มีเจตนารมณ์สำคัญในการควบคุมคุณภาพและความเหมาะสมของพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนคดี โดยให้อำนาจศาลปฏิเสธพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือแม้จะเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ แต่หากยื่นฝ่าฝืนต่อขั้นตอนหรือบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลก็มีอำนาจไม่รับไว้ได้เช่นกัน

หลักการดังกล่าวสะท้อนว่า กฎหมายมิได้มุ่งคุ้มครองเพียงสิทธิของคู่ความในการนำสืบพยานเท่านั้น แต่ยังมุ่งรักษาความเรียบร้อยของกระบวนพิจารณา และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะในเรื่องความรวดเร็วและประสิทธิภาพของการพิจารณาคดีด้วย

ส่วนมาตรา 86 วรรคสอง ที่ให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่ฟุ่มเฟือยหรือประวิงให้ชักช้านั้น มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต เช่น การยื้อเวลา การขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร หรือการนำพยานที่ไม่จำเป็นเข้าสืบเพื่อให้คดีล่าช้า

คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้า แต่ไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน ทั้งยังไม่อ้างเหตุขัดข้องใดในอุทธรณ์และฎีกา จึงถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางประวิงคดี ซึ่งเข้าหลักที่ศาลมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง

สำหรับมาตรา 104 มีเจตนารมณ์ให้อำนาจศาลเป็นผู้ควบคุมและประเมินความเพียงพอของพยานหลักฐานทั้งหมดในคดี โดยศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นมีน้ำหนักเพียงใด และเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่

บทบัญญัตินี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การวินิจฉัยคดีมิได้ขึ้นอยู่กับเพียงจำนวนพยานหลักฐาน แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์กับประเด็นแห่งคดี

ในคดีนี้ แม้จำเลยจะอ้างว่าสัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่ง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเพียงเหตุเท่านั้นยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าเป็นเอกสารปลอม เพราะไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่จำเลยอ้างว่าตนแจ้งความเกี่ยวกับเอกสารปลอมไว้แล้ว แต่กลับไม่นำหลักฐานเข้าสู่สำนวนในศาลชั้นต้น และเพิ่งนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา ย่อมทำให้พยานหลักฐานดังกล่าวขาดความน่าเชื่อถือในเชิงกระบวนพิจารณา และขัดต่อขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่นำมาประกอบใช้ในคดีนี้ มีเจตนารมณ์ให้สามารถนำหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีอาญาได้ในส่วนที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ศาลฎีกาจึงสามารถนำหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 และมาตรา 104 มาใช้ควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คได้

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ปรากฏในคดีนี้

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สะท้อนหลักต่อเนื่องของศาลไทยที่ให้ความสำคัญกับความสุจริตในการดำเนินกระบวนพิจารณา และไม่เปิดโอกาสให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนโดยฝ่าฝืนขั้นตอนของกฎหมาย

หลักสำคัญประการแรก คือ ศาลฎีกามักวินิจฉัยว่า หากคู่ความมีพยานหลักฐานอยู่แล้วแต่ไม่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ทั้งที่ไม่มีเหตุขัดข้อง ต่อมาจึงนำมายื่นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เอกสารดังกล่าวย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

เหตุผลสำคัญ คือ ระบบพิจารณาคดีของไทยกำหนดให้ศาลชั้นต้นเป็นศาลที่ทำหน้าที่รวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐานโดยตรง หากเปิดโอกาสให้คู่ความนำเอกสารใหม่เข้าสู่สำนวนในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้โดยเสรี ย่อมกระทบต่อความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณา และทำให้การดำเนินคดีไม่สิ้นสุดโดยรวดเร็ว

หลักสำคัญประการที่สอง คือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ของคู่ความเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่ส่อถึงการประวิงคดี

คดีนี้ศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงว่า จำเลยขาดพยานหรือไม่ แต่พิจารณาว่า จำเลยมีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการขอหมายเรียกพยานหรือไม่ และมีเหตุขัดข้องสมควรหรือไม่

เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ดำเนินการใด ๆ ล่วงหน้า และเพิ่งอ้างเหตุภายหลัง ศาลจึงมองว่าการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประวิงให้คดีล่าช้า ซึ่งศาลมีอำนาจควบคุมและระงับได้ตามกฎหมาย

หลักสำคัญประการสุดท้าย คือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานมากกว่าการกล่าวอ้างลอย ๆ ของคู่ความ

แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็ไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างนั้นได้

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักพื้นฐานของกฎหมายพยานหลักฐานว่า ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่ฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริง และการพิสูจน์นั้นต้องกระทำภายใต้ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเคร่งครัด มิฉะนั้นศาลย่อมไม่อาจรับฟังได้ แม้ข้อกล่าวอ้างนั้นจะเป็นเรื่องสำคัญก็ตาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับฟ้อง เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า จำเลยออกเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็ค อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ส่วนกรณีที่จำเลยไม่สามารถนำพยานเข้าสืบได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมีเวลาเตรียมพยานเพียงพอและมิได้ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน จึงมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 เดือน

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นชอบด้วยพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยเป็นการใช้อำนาจโดยชอบ เพราะจำเลยมิได้ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ล่วงหน้า อีกทั้งเอกสารที่จำเลยแนบท้ายอุทธรณ์เกี่ยวกับการแจ้งความเอกสารปลอมก็เป็นเอกสารที่ไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยไม่นำพยานเข้าสืบและเพิ่งอ้างเหตุขอหมายเรียกพยานภายหลัง ส่อถึงการประวิงให้คดีล่าช้า ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา โดยไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นและไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง ย่อมเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ อีกทั้งการที่สัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่ง ก็ยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่าเป็นเอกสารปลอม ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความว่า คู่ความมีหน้าที่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริต เตรียมพยานหลักฐานให้พร้อม และนำเสนอต่อศาลภายในขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หากละเลยไม่ยื่นพยานหลักฐานต่อศาลชั้นต้น ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ แล้วกลับนำมายื่นเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ย่อมถือเป็นการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับไว้ได้

นอกจากนี้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า อำนาจของศาลในการงดสืบพยานมิใช่การจำกัดสิทธิของคู่ความโดยไม่มีเหตุ แต่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมกระบวนพิจารณาเพื่อป้องกันการประวิงคดีและรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม หากคู่ความมีพฤติการณ์ส่อไปในทางถ่วงเวลา ศาลย่อมใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อระงับการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่สุจริตได้

อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักเรื่องภาระการพิสูจน์อย่างชัดเจน กล่าวคือ ฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน การกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ หรือมีเอกสารแต่ไม่นำเข้าสู่สำนวนโดยชอบ ย่อมไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังเป็นยุติได้

ดังนั้น แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมพยานหลักฐาน การป้องกันการประวิงคดี และการรักษาความสุจริตของกระบวนพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจศาลในการปฏิเสธพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และอำนาจศาลในการงดสืบพยานที่มีลักษณะประวิงให้คดีล่าช้า โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารที่คู่ความมิได้ยื่นต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ อีกทั้งหากคู่ความมีพฤติการณ์ส่อว่าประสงค์จะเลื่อนคดีเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลย่อมมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามกฎหมาย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยเพิ่งนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา ทั้งที่ไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน และไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด ถือเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ หลักดังกล่าวสะท้อนว่า คู่ความต้องนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนภายในขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับเอกสารดังกล่าวไว้พิจารณา

2. “ประวิงให้ชักช้า”

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้า แต่ไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน แล้วเพิ่งอ้างเหตุภายหลังวันนัดว่าพยานไม่สามารถมาศาลได้ พฤติการณ์ดังกล่าวส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนคดีเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลจึงมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง เพื่อป้องกันการใช้สิทธิในทางไม่สุจริตและรักษาประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การยื่นเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน ศาลสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่

คำตอบ การยื่นเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยที่คู่ความไม่เคยยื่นเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นมาก่อน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่สามารถกระทำได้โดยเสรี เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนดให้ศาลชั้นต้นเป็นศาลที่ทำหน้าที่รวบรวม ตรวจสอบ และรับฟังพยานหลักฐานโดยตรง หากคู่ความมีเอกสารหรือพยานหลักฐานอยู่แล้ว แต่ไม่ยื่นเข้าสู่สำนวนในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ทั้งที่ไม่มีเหตุขัดข้อง ต่อมาจึงนำเอกสารดังกล่าวมาแนบท้ายอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และไม่รับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้คู่ความใช้วิธีทยอยนำพยานหลักฐานเข้าสู่คดีภายหลัง เพื่อประวิงให้การดำเนินคดีล่าช้า หรือเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองหลังจากทราบแนวทางต่อสู้คดีของอีกฝ่ายแล้ว ดังนั้น หากคู่ความประสงค์จะอ้างเอกสารสำคัญใด ย่อมมีหน้าที่ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่เหมาะสม มิฉะนั้นศาลอาจปฏิเสธไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตามกฎหมาย 

2 คำถาม ศาลมีอำนาจงดสืบพยานของคู่ความได้ในกรณีใด และถือว่าเป็นการตัดสิทธิของคู่ความหรือไม่

คำตอบ กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนดให้อำนาจศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณา เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรม โดยศาลมีอำนาจงดสืบพยานได้ หากเห็นว่าพยานดังกล่าวมีลักษณะฟุ่มเฟือย ไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี หรือมีพฤติการณ์ส่อว่าเป็นการประวิงให้คดีล่าช้า การใช้อำนาจงดสืบพยานเช่นนี้มิใช่การตัดสิทธิของคู่ความโดยไม่ชอบ แต่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อรักษาประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณา ตัวอย่างเช่น กรณีที่คู่ความทราบกำหนดวันสืบพยานล่วงหน้าเป็นเวลานาน แต่กลับไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน แล้วเพิ่งอ้างเหตุขัดข้องภายหลังเมื่อถึงวันนัดสืบพยาน ศาลอาจเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการถ่วงเวลาและใช้อำนาจงดสืบพยานได้ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมของคดีว่าคู่ความได้ใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาโดยสุจริตหรือไม่ หากเห็นว่าการขอเลื่อนหรือการขอสืบพยานเพิ่มเติมไม่มีเหตุสมควร ศาลย่อมใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อป้องกันการประวิงคดีได้ 

3 คำถาม การที่เอกสารมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ ถือว่าเป็นเอกสารปลอมทันทีหรือไม่

คำตอบ การที่เอกสารมีรอยขูดลบตกเติมข้อความหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ มิได้หมายความว่าเอกสารดังกล่าวจะเป็นเอกสารปลอมโดยอัตโนมัติ เพราะการวินิจฉัยว่าเอกสารใดเป็นเอกสารปลอมหรือไม่นั้น จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างด้วย ไม่อาจอาศัยเพียงลักษณะผิดปกติของเอกสารแต่เพียงอย่างเดียวแล้วสรุปเป็นยุติได้ หากฝ่ายที่กล่าวอ้างว่าเอกสารเป็นเอกสารปลอมไม่สามารถนำพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเข้าสู่สำนวนได้ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างนั้นได้ นอกจากนี้ หากคู่ความอ้างว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเอกสารปลอมไว้แล้ว แต่ไม่นำหลักฐานดังกล่าวเข้าสู่สำนวนในศาลชั้นต้น และเพิ่งนำมาแสดงภายหลังในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ศาลก็อาจไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้เช่นกัน หลักกฎหมายสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายที่กล่าวอ้าง และการพิสูจน์นั้นต้องกระทำภายใต้ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด 

4 คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริตของคู่ความ

คำตอบ การดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริตเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความ เพราะกระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ คู่ความทุกฝ่ายต้องใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต ไม่ใช้สิทธิเพื่อถ่วงเวลา สร้างภาระโดยไม่จำเป็น หรือหาประโยชน์จากช่องว่างของกระบวนพิจารณา หากศาลปล่อยให้คู่ความสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนเมื่อใดก็ได้ หรือสามารถขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร ย่อมทำให้การดำเนินคดีล่าช้า กระทบต่อสิทธิของอีกฝ่าย และทำให้ศาลไม่สามารถบริหารคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงให้อำนาจศาลควบคุมกระบวนพิจารณา เช่น การปฏิเสธพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หรือการงดสืบพยานที่มีลักษณะประวิงให้ชักช้า หลักดังกล่าวยังช่วยคุ้มครองความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม เพราะหากคู่ความสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองภายหลังได้ตลอดเวลา ย่อมทำให้ระบบการพิจารณาคดีขาดความแน่นอนและไม่สามารถยุติคดีได้โดยรวดเร็ว 

5 คำถาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องใด และศาลใช้อำนาจตามมาตรานี้อย่างไร

คำตอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมพยานหลักฐานและกระบวนพิจารณาของศาล โดยกำหนดให้ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือแม้เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ แต่หากยื่นฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลก็มีอำนาจไม่รับไว้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ มาตรา 86 วรรคสอง ยังให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่ฟุ่มเฟือย ไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี หรือมีลักษณะประวิงให้ชักช้า ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต ในทางปฏิบัติ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่ความ เช่น การเตรียมพยานล่วงหน้า การดำเนินการขอหมายเรียกพยาน หรือเหตุขัดข้องที่อ้างขึ้น หากเห็นว่าคู่ความมีโอกาสดำเนินการได้อยู่แล้วแต่กลับละเลย และเพิ่งอ้างเหตุภายหลังเพื่อขอเลื่อนคดี ศาลย่อมใช้อำนาจงดสืบพยานได้ตามกฎหมาย หลักดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาความรวดเร็ว ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม 

6 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รับฟังสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา

คำตอบ ศาลไม่รับฟังสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา เพราะเอกสารดังกล่าวไม่เคยถูกนำเข้าสู่สำนวนของศาลชั้นต้นมาก่อน ทั้งที่จำเลยสามารถยื่นเอกสารดังกล่าวได้ตั้งแต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น และไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องใดที่ทำให้ไม่สามารถยื่นได้ตามกำหนดเวลา การที่คู่ความเพิ่งนำเอกสารมาอ้างในภายหลังเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา จึงถือเป็นการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาระบบการพิจารณาคดีให้เป็นระเบียบและป้องกันมิให้คู่ความเลือกเก็บพยานหลักฐานไว้ใช้ในภายหลังเมื่อเห็นแนวทางต่อสู้คดีของอีกฝ่ายแล้ว หากเปิดโอกาสให้กระทำได้โดยเสรี ย่อมทำให้การดำเนินคดีล่าช้าและกระทบต่อความแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจปฏิเสธไม่รับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐาน แม้เอกสารนั้นอาจเกี่ยวข้องกับข้ออ้างของคู่ความก็ตาม 

7 คำถาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการวินิจฉัยคดี

คำตอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการประเมินคุณค่าและน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมดในคดี โดยศาลมีอำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีหรือไม่ และเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ หลักสำคัญของมาตรานี้ คือ การวินิจฉัยคดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนพยานหลักฐาน แต่ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับประเด็นพิพาท และความสมเหตุสมผลของพยานหลักฐานนั้น ในคดีที่มีข้อกล่าวอ้างว่าเอกสารเป็นเอกสารปลอม ศาลจึงไม่อาจรับฟังเพียงเพราะเอกสารมีรอยขูดลบตกเติม แต่ต้องพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนข้อกล่าวอ้างหรือไม่ หากไม่มีหลักฐานอื่นมารองรับ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวอาจถือเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อถือได้ มาตรา 104 จึงเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ทำให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจประเมินพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้จริงในสำนวนคดี 

8 คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงให้ชักช้า และการประวิงคดีมีผลอย่างไรต่อการพิจารณา

คำตอบ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงให้ชักช้า เพราะจำเลยทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้าเป็นเวลานาน แต่กลับไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน ทั้งที่อ้างว่าพยานดังกล่าวเป็นพยานสำคัญ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานแล้วจึงเพิ่งแถลงว่าไม่สามารถนำพยานมาศาลได้และต้องการให้ศาลออกหมายเรียกให้ พฤติการณ์เช่นนี้ทำให้ศาลเห็นว่าจำเลยมิได้ใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาโดยสุจริต แต่มีลักษณะเป็นการขอเลื่อนคดีเพื่อถ่วงเวลา การประวิงคดีมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมโดยตรง เพราะทำให้การดำเนินคดีล่าช้า เพิ่มภาระแก่ศาล และกระทบต่อสิทธิของคู่ความอีกฝ่ายที่มีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่มีลักษณะประวิงให้ชักช้าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง เพื่อควบคุมมิให้กระบวนพิจารณาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่วงเวลาหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ให้อำนาจศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณา โดยบัญญัติว่า เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือมีลักษณะเป็นการประวิงให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี ศาลมีอำนาจงดการสืบพยานหลักฐานดังกล่าวได้ หลักการสำคัญของมาตรานี้ คือ การรักษาความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม มิให้คู่ความใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาไปในทางที่ไม่สุจริต เช่น การยื้อเวลา การเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร หรือการนำพยานที่ไม่จำเป็นเข้าสืบเพื่อทำให้คดีล่าช้า

คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้า แต่ไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน ทั้งที่อ้างว่าพยานดังกล่าวเป็นพยานสำคัญ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานแล้วจึงเพิ่งแถลงว่าพยานไม่สามารถมาศาลได้และต้องการให้ศาลออกหมายเรียก ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางประวิงให้ชักช้า และมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง

สาระสำคัญของมาตรา 86 วรรคสอง จึงมิใช่เพียงการให้อำนาจศาลตัดพยานเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารคดีและควบคุมพฤติการณ์ของคู่ความ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ส่วนมาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการประเมินน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน โดยบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีหรือไม่ และเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่

หลักสำคัญของมาตรา 104 คือ การที่ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานหลักฐานทุกชิ้นเพียงเพราะมีการนำเข้าสืบ แต่ศาลต้องพิจารณาถึงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสมเหตุสมผลของพยานหลักฐานนั้นประกอบกัน

ในคดีนี้ แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าสัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่ง แต่ศาลเห็นว่าเพียงเหตุดังกล่าวยังไม่เพียงพอจะรับฟังเป็นยุติว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เพราะไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว อีกทั้งเอกสารที่จำเลยอ้างเพิ่มเติม คือ สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ก็เป็นเอกสารที่ไม่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นและยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลจึงไม่รับฟัง

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรา 104 เป็นหลักกฎหมายสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดในสำนวน มิใช่อาศัยเพียงการกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ มาตรา 86 และมาตรา 104 ยังมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ มาตรา 86 ให้อำนาจศาลควบคุมว่าพยานหลักฐานใดควรเข้าสู่สำนวน ส่วนมาตรา 104 ให้อำนาจศาลประเมินว่าพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนแล้วมีน้ำหนักเพียงใด ทั้งสองมาตราจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมและประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณาโดยรวม

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อธิบายหลักการนำกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีอาญา เหตุผลที่ศาลฎีกานำ ป.วิ.พ. มาตรา 86 และ 104 มาใช้ประกอบคดีเช็ค และความสัมพันธ์กับอำนาจควบคุมกระบวนพิจารณา

ข้อ 3 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อธิบายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเช็ค ความหมายของการออกเช็คแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และเหตุที่ศาลรับฟังว่าเช็คของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 4

รวมทั้งจะปิดท้ายด้วยบทวิเคราะห์เชิงกฎหมายเกี่ยวกับ “การยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” และ “ข้อจำกัดในการนำพยานหลักฐานใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา” ให้ครบตามโครงทั้งหมดครับ

ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)

สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเอกสารปลอม จำเลยมิได้อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งแนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกา โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด จึงเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  11707/2554

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย หากนางสาว ว. เป็นพยานสำคัญของจำเลย จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกพยานเสียแต่เนิ่น ๆ แต่จำเลยหากระทำไม่ ทั้งตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยก็มิได้อ้างถึงเหตุขัดข้องแต่ประการใด พฤติการณ์ของจำเลยส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยไปเพื่อประวิงให้ชักช้า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

สัญญากู้เงินมีการขูดลบตกเติมข้อความในสัญญาหลายแห่งโดยไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ เหตุดังกล่าวแต่ประการเดียวยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่า สัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม สำหรับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเอกสารปลอม จำเลยมิได้อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งแนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกา โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด จึงเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

 จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยออกเช็ค และเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็ค มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ คดีนี้ได้ความว่าศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดพิจารณาวันที่ 3 มีนาคม 2549 และมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดโจทก์นำพยานเข้าสืบ 2 ปาก แล้วแถลงหมดพยานจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วแถลงว่ายังมีพยานอีก 1 ปาก คือนางสาววราภรณ์ แต่ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดสืบนางสาววราภรณ์ ซึ่งในวันเดียวกัน จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นโดยอ้างว่า นางสาววราภรณ์รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลโพธาราม ต้องขอให้ศาลออกหมายเรียกมาเป็นพยาน เห็นว่า ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย หากนางสาววราภรณ์เป็นพยานสำคัญดังที่จำเลยอ้าง จำเลยชอบที่จะดำเนินการเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกพยานเสียแต่เนิ่น ๆ แต่จำเลยหากระทำไม่ ทั้งตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้อ้างถึงเหตุขัดข้องเช่นว่านั้นแต่ประการใด พฤติการณ์ของจำเลยส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยไปเพื่อประวิงให้ชักช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ทำไว้ให้แก่โจทก์เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญากู้เงินมีการขูดลบตกเติมข้อความในสัญญาหลายแห่งโดยไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ จึงเป็นเอกสารปลอมรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ เห็นว่า ลำพังเหตุดังกล่าวแต่ประการเดียวยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ว่าปลอมสัญญากู้เงินดังกล่าวก็เป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยหามีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน สำหรับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเอกสารปลอม จำเลยมิได้อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งแนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด จึงเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวและเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยไม่มีหลักฐานแต่เป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ศาลจะรับ “เอกสารใหม่” ที่เพิ่งยื่นตอนอุทธรณ์หรือฎีกาได้จริงหรือ จำเลยอ้างว่าสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม และนำสำเนารายงานประจำวันมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกาเพื่อยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าว 



เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

ศาลส่งหมายโดยประกาศหนังสือพิมพ์แทนได้หรือไม่ หากทายาทผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้รับโอกาสคัดค้านคดีครอบครองปรปักษ์
ฟ้องซ้ำไม่ได้จริงหรือ เมื่อศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ประเด็นเดิมในคดีใหม่ยังยกขึ้นสู้ได้หรือไม่
การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำหลังศาลวินิจฉัยแล้วทำได้หรือไม่ หลักผูกพันคำพิพากษาและฟ้องซ้ำในคดีบังคับคดีที่ดิน
ทนายความถอนตัวแล้วศาลไม่แจ้งคู่ความ กระบวนพิจารณาไม่ชอบหรือไม่ สิทธิในการต่อสู้คดีและผลของคำพิพากษาเป็นอย่างไร
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย
ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา
สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ยักยอกทรัพย์-ไม่รออาญา ศาลดูอะไรบ้าง และยื่นคำร้องช้าเสียสิทธิหรือไม่
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ใช้รายงานคุมประพฤติสู้คดีได้หรือไม่ ศาลไม่รอการลงโทษในคดีฉ้อโกงออนไลน์เพราะเหตุใด
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม-ผู้ร้องสอดอ้างครอบครองปรปักษ์เข้าคดีขับไล่ได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียและสิทธิเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา