
| การยื่นเอกสารใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และศาลมีอำนาจงดสืบพยานเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความในเรื่องการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา รวมถึงอำนาจของศาลในการงดสืบพยานที่มีลักษณะประวิงให้คดีล่าช้า โดยคดีนี้เกิดจากการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ซึ่งจำเลยต่อสู้ว่าพยานเอกสารสำคัญของโจทก์เป็นเอกสารปลอม และพยายามนำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมาอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ทั้งที่มิได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องการที่จำเลยไม่นำพยานเข้าสืบตามกำหนดนัดและอ้างขอหมายเรียกพยานภายหลัง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าเอกสารที่ยื่นเพิ่มเติมดังกล่าวสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยถือเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับหลักการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริต การห้ามประวิงคดี และข้อจำกัดในการนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนเมื่อพ้นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 โดยกล่าวหาว่าจำเลยออกเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็ค ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เมื่อถึงวันนัดโจทก์นำพยานเข้าสืบจำนวน 2 ปากและแถลงหมดพยาน ฝ่ายจำเลยนำตนเองเข้าเบิกความเป็นพยาน และแถลงว่ายังมีพยานอีก 1 ปาก คือ นางสาววราภรณ์ แต่ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดสืบนางสาววราภรณ์ ภายหลังในวันเดียวกัน จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น โดยอ้างว่านางสาววราภรณ์รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลโพธาราม จำเป็นต้องให้ศาลออกหมายเรียกพยานดังกล่าวมาเบิกความ นอกจากนั้น จำเลยยังต่อสู้ว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาอ้างเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากมีการขูดลบตกเติมข้อความหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ และจำเลยอ้างว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเอกสารปลอมไว้แล้ว โดยนำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา แม้มิได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อนก็ตาม ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดี ประเด็นสำคัญประการแรก คือ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยเพิ่งอ้างภายหลังวันนัดว่าพยานของตนจำเป็นต้องใช้หมายเรียกจากศาล ทั้งที่ก่อนวันนัดสืบพยานมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ศาลออกหมายเรียกไว้ล่วงหน้า ประเด็นสำคัญประการที่สอง คือ สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา ซึ่งไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญประการสุดท้าย คือ การที่สัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับนั้น เพียงพอที่จะถือว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการงดสืบพยาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนถึงวันนัดสืบพยาน หากนางสาววราภรณ์เป็นพยานสำคัญของจำเลยจริง จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องดำเนินการขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานไว้ล่วงหน้า แต่จำเลยมิได้ดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้ ทั้งในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยก็ไม่ได้อ้างถึงเหตุขัดข้องว่าไม่สามารถดำเนินการขอหมายเรียกพยานได้เพราะเหตุใด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนการสืบพยานเพื่อประวิงให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกายังสะท้อนหลักสำคัญว่า คู่ความมีหน้าที่ต้องเตรียมพยานหลักฐานและดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริต หากปล่อยปละละเลยจนถึงวันนัดสืบพยานแล้วจึงอ้างเหตุขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลย่อมมีอำนาจใช้อำนาจควบคุมกระบวนพิจารณาเพื่อป้องกันการประวิงคดีได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการยื่นเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยอ้างว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาใช้เป็นพยานหลักฐานมีการขูดลบตกเติมข้อความหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ จึงเป็นเอกสารปลอมและไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การที่เอกสารมีรอยขูดลบตกเติมแต่เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังเป็นยุติได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เพราะจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว แม้จำเลยจะเบิกความว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการปลอมเอกสารไว้แล้ว แต่ก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลย โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเข้าสู่สำนวนในศาลชั้นต้น สำหรับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา เพื่อสนับสนุนข้ออ้างเรื่องเอกสารปลอมนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้อ้างส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด ๆ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การยื่นเอกสารดังกล่าวเป็นการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความ ศาลจึงไม่อาจรับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานได้ ศาลฎีกายังเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่า ข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับการปลอมเอกสารไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่อำนาจของศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณา เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว สุจริต และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว และยังให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่ฟุ่มเฟือย ประวิงให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัตินี้ คือ การป้องกันมิให้คู่ความใช้กระบวนพิจารณาเป็นเครื่องมือในการถ่วงเวลา หรือสร้างภาระแก่ศาลและคู่ความอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็น เมื่อคู่ความมีพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครอง แต่ไม่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ แล้วกลับนำมายื่นเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยไม่เคยอ้างเหตุขัดข้องใดเลยว่าเหตุใดจึงไม่สามารถยื่นสำเนารายงานประจำวันต่อศาลชั้นต้นได้ ทั้งยังเพิ่งนำเอกสารดังกล่าวมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกาในภายหลัง จึงถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ หลักดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีหน้าที่ตรวจสอบคำพิพากษาของศาลล่างจากพยานหลักฐานที่อยู่ในสำนวนเดิมเป็นสำคัญ มิใช่เปิดโอกาสให้คู่ความนำพยานหลักฐานใหม่เข้าสู่สำนวนได้โดยเสรีภายหลังจากที่คดีผ่านการพิจารณาในศาลชั้นต้นแล้ว ดังนั้น หากคู่ความประสงค์จะอ้างพยานหลักฐานใด ย่อมมีหน้าที่ต้องดำเนินการเสนอพยานหลักฐานนั้นต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่เหมาะสม เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นหรือเหตุขัดข้องที่พิสูจน์ได้จริง จึงอาจขออนุญาตยื่นเพิ่มเติมได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจศาลในการงดสืบพยาน คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้อำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่มีลักษณะฟุ่มเฟือย ประวิงให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของจำเลย กล่าวคือ จำเลยทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้าเป็นเวลานาน แต่กลับไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน ทั้งที่อ้างว่าพยานดังกล่าวเป็นพยานสำคัญ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานแล้วจึงเพิ่งอ้างเหตุว่าพยานเป็นข้าราชการและต้องใช้หมายเรียกจากศาล ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร และส่อถึงความประสงค์ในการประวิงให้การพิจารณาล่าช้า หลักสำคัญที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัย คือ คู่ความมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการเตรียมพยานหลักฐานของตนเอง และต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริต หากปล่อยให้คู่ความสามารถอ้างเหตุขัดข้องภายหลังโดยไม่มีเหตุอันสมควร และศาลยังอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานออกไปทุกกรณี ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาขาดประสิทธิภาพ และเปิดช่องให้เกิดการประวิงคดีได้โดยง่าย คำพิพากษานี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า อำนาจของศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณาไม่ใช่เพียงอำนาจทางเทคนิค แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความรวดเร็ว ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 มีเจตนารมณ์สำคัญในการควบคุมคุณภาพและความเหมาะสมของพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนคดี โดยให้อำนาจศาลปฏิเสธพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือแม้จะเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ แต่หากยื่นฝ่าฝืนต่อขั้นตอนหรือบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลก็มีอำนาจไม่รับไว้ได้เช่นกัน หลักการดังกล่าวสะท้อนว่า กฎหมายมิได้มุ่งคุ้มครองเพียงสิทธิของคู่ความในการนำสืบพยานเท่านั้น แต่ยังมุ่งรักษาความเรียบร้อยของกระบวนพิจารณา และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะในเรื่องความรวดเร็วและประสิทธิภาพของการพิจารณาคดีด้วย ส่วนมาตรา 86 วรรคสอง ที่ให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่ฟุ่มเฟือยหรือประวิงให้ชักช้านั้น มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต เช่น การยื้อเวลา การขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร หรือการนำพยานที่ไม่จำเป็นเข้าสืบเพื่อให้คดีล่าช้า คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้า แต่ไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน ทั้งยังไม่อ้างเหตุขัดข้องใดในอุทธรณ์และฎีกา จึงถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางประวิงคดี ซึ่งเข้าหลักที่ศาลมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง สำหรับมาตรา 104 มีเจตนารมณ์ให้อำนาจศาลเป็นผู้ควบคุมและประเมินความเพียงพอของพยานหลักฐานทั้งหมดในคดี โดยศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นมีน้ำหนักเพียงใด และเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่ บทบัญญัตินี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การวินิจฉัยคดีมิได้ขึ้นอยู่กับเพียงจำนวนพยานหลักฐาน แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์กับประเด็นแห่งคดี ในคดีนี้ แม้จำเลยจะอ้างว่าสัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่ง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเพียงเหตุเท่านั้นยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าเป็นเอกสารปลอม เพราะไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว นอกจากนี้ การที่จำเลยอ้างว่าตนแจ้งความเกี่ยวกับเอกสารปลอมไว้แล้ว แต่กลับไม่นำหลักฐานเข้าสู่สำนวนในศาลชั้นต้น และเพิ่งนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา ย่อมทำให้พยานหลักฐานดังกล่าวขาดความน่าเชื่อถือในเชิงกระบวนพิจารณา และขัดต่อขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่นำมาประกอบใช้ในคดีนี้ มีเจตนารมณ์ให้สามารถนำหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีอาญาได้ในส่วนที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาจึงสามารถนำหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 และมาตรา 104 มาใช้ควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คได้ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ปรากฏในคดีนี้ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สะท้อนหลักต่อเนื่องของศาลไทยที่ให้ความสำคัญกับความสุจริตในการดำเนินกระบวนพิจารณา และไม่เปิดโอกาสให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนโดยฝ่าฝืนขั้นตอนของกฎหมาย หลักสำคัญประการแรก คือ ศาลฎีกามักวินิจฉัยว่า หากคู่ความมีพยานหลักฐานอยู่แล้วแต่ไม่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ทั้งที่ไม่มีเหตุขัดข้อง ต่อมาจึงนำมายื่นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เอกสารดังกล่าวย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เหตุผลสำคัญ คือ ระบบพิจารณาคดีของไทยกำหนดให้ศาลชั้นต้นเป็นศาลที่ทำหน้าที่รวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐานโดยตรง หากเปิดโอกาสให้คู่ความนำเอกสารใหม่เข้าสู่สำนวนในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้โดยเสรี ย่อมกระทบต่อความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณา และทำให้การดำเนินคดีไม่สิ้นสุดโดยรวดเร็ว หลักสำคัญประการที่สอง คือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ของคู่ความเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่ส่อถึงการประวิงคดี คดีนี้ศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงว่า จำเลยขาดพยานหรือไม่ แต่พิจารณาว่า จำเลยมีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการขอหมายเรียกพยานหรือไม่ และมีเหตุขัดข้องสมควรหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ดำเนินการใด ๆ ล่วงหน้า และเพิ่งอ้างเหตุภายหลัง ศาลจึงมองว่าการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประวิงให้คดีล่าช้า ซึ่งศาลมีอำนาจควบคุมและระงับได้ตามกฎหมาย หลักสำคัญประการสุดท้าย คือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานมากกว่าการกล่าวอ้างลอย ๆ ของคู่ความ แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็ไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างนั้นได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักพื้นฐานของกฎหมายพยานหลักฐานว่า ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่ฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริง และการพิสูจน์นั้นต้องกระทำภายใต้ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเคร่งครัด มิฉะนั้นศาลย่อมไม่อาจรับฟังได้ แม้ข้อกล่าวอ้างนั้นจะเป็นเรื่องสำคัญก็ตาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับฟ้อง เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า จำเลยออกเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็ค อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ส่วนกรณีที่จำเลยไม่สามารถนำพยานเข้าสืบได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมีเวลาเตรียมพยานเพียงพอและมิได้ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน จึงมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 เดือน 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นชอบด้วยพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยเป็นการใช้อำนาจโดยชอบ เพราะจำเลยมิได้ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ล่วงหน้า อีกทั้งเอกสารที่จำเลยแนบท้ายอุทธรณ์เกี่ยวกับการแจ้งความเอกสารปลอมก็เป็นเอกสารที่ไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยไม่นำพยานเข้าสืบและเพิ่งอ้างเหตุขอหมายเรียกพยานภายหลัง ส่อถึงการประวิงให้คดีล่าช้า ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา โดยไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นและไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง ย่อมเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ อีกทั้งการที่สัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่ง ก็ยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่าเป็นเอกสารปลอม ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความว่า คู่ความมีหน้าที่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริต เตรียมพยานหลักฐานให้พร้อม และนำเสนอต่อศาลภายในขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หากละเลยไม่ยื่นพยานหลักฐานต่อศาลชั้นต้น ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ แล้วกลับนำมายื่นเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ย่อมถือเป็นการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับไว้ได้ นอกจากนี้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า อำนาจของศาลในการงดสืบพยานมิใช่การจำกัดสิทธิของคู่ความโดยไม่มีเหตุ แต่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมกระบวนพิจารณาเพื่อป้องกันการประวิงคดีและรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม หากคู่ความมีพฤติการณ์ส่อไปในทางถ่วงเวลา ศาลย่อมใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อระงับการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่สุจริตได้ อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักเรื่องภาระการพิสูจน์อย่างชัดเจน กล่าวคือ ฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน การกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ หรือมีเอกสารแต่ไม่นำเข้าสู่สำนวนโดยชอบ ย่อมไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังเป็นยุติได้ ดังนั้น แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมพยานหลักฐาน การป้องกันการประวิงคดี และการรักษาความสุจริตของกระบวนพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจศาลในการปฏิเสธพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และอำนาจศาลในการงดสืบพยานที่มีลักษณะประวิงให้คดีล่าช้า โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารที่คู่ความมิได้ยื่นต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ อีกทั้งหากคู่ความมีพฤติการณ์ส่อว่าประสงค์จะเลื่อนคดีเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลย่อมมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยเพิ่งนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา ทั้งที่ไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน และไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด ถือเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ หลักดังกล่าวสะท้อนว่า คู่ความต้องนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนภายในขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับเอกสารดังกล่าวไว้พิจารณา 2. “ประวิงให้ชักช้า” ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้า แต่ไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน แล้วเพิ่งอ้างเหตุภายหลังวันนัดว่าพยานไม่สามารถมาศาลได้ พฤติการณ์ดังกล่าวส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนคดีเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลจึงมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง เพื่อป้องกันการใช้สิทธิในทางไม่สุจริตและรักษาประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การยื่นเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่เคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อน ศาลสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ คำตอบ การยื่นเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยที่คู่ความไม่เคยยื่นเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นมาก่อน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่สามารถกระทำได้โดยเสรี เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนดให้ศาลชั้นต้นเป็นศาลที่ทำหน้าที่รวบรวม ตรวจสอบ และรับฟังพยานหลักฐานโดยตรง หากคู่ความมีเอกสารหรือพยานหลักฐานอยู่แล้ว แต่ไม่ยื่นเข้าสู่สำนวนในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ทั้งที่ไม่มีเหตุขัดข้อง ต่อมาจึงนำเอกสารดังกล่าวมาแนบท้ายอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และไม่รับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้คู่ความใช้วิธีทยอยนำพยานหลักฐานเข้าสู่คดีภายหลัง เพื่อประวิงให้การดำเนินคดีล่าช้า หรือเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองหลังจากทราบแนวทางต่อสู้คดีของอีกฝ่ายแล้ว ดังนั้น หากคู่ความประสงค์จะอ้างเอกสารสำคัญใด ย่อมมีหน้าที่ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่เหมาะสม มิฉะนั้นศาลอาจปฏิเสธไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตามกฎหมาย 2 คำถาม ศาลมีอำนาจงดสืบพยานของคู่ความได้ในกรณีใด และถือว่าเป็นการตัดสิทธิของคู่ความหรือไม่ คำตอบ กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนดให้อำนาจศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณา เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรม โดยศาลมีอำนาจงดสืบพยานได้ หากเห็นว่าพยานดังกล่าวมีลักษณะฟุ่มเฟือย ไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี หรือมีพฤติการณ์ส่อว่าเป็นการประวิงให้คดีล่าช้า การใช้อำนาจงดสืบพยานเช่นนี้มิใช่การตัดสิทธิของคู่ความโดยไม่ชอบ แต่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อรักษาประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณา ตัวอย่างเช่น กรณีที่คู่ความทราบกำหนดวันสืบพยานล่วงหน้าเป็นเวลานาน แต่กลับไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน แล้วเพิ่งอ้างเหตุขัดข้องภายหลังเมื่อถึงวันนัดสืบพยาน ศาลอาจเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการถ่วงเวลาและใช้อำนาจงดสืบพยานได้ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมของคดีว่าคู่ความได้ใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาโดยสุจริตหรือไม่ หากเห็นว่าการขอเลื่อนหรือการขอสืบพยานเพิ่มเติมไม่มีเหตุสมควร ศาลย่อมใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อป้องกันการประวิงคดีได้ 3 คำถาม การที่เอกสารมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ ถือว่าเป็นเอกสารปลอมทันทีหรือไม่ คำตอบ การที่เอกสารมีรอยขูดลบตกเติมข้อความหลายแห่งโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ มิได้หมายความว่าเอกสารดังกล่าวจะเป็นเอกสารปลอมโดยอัตโนมัติ เพราะการวินิจฉัยว่าเอกสารใดเป็นเอกสารปลอมหรือไม่นั้น จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างด้วย ไม่อาจอาศัยเพียงลักษณะผิดปกติของเอกสารแต่เพียงอย่างเดียวแล้วสรุปเป็นยุติได้ หากฝ่ายที่กล่าวอ้างว่าเอกสารเป็นเอกสารปลอมไม่สามารถนำพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเข้าสู่สำนวนได้ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างนั้นได้ นอกจากนี้ หากคู่ความอ้างว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเอกสารปลอมไว้แล้ว แต่ไม่นำหลักฐานดังกล่าวเข้าสู่สำนวนในศาลชั้นต้น และเพิ่งนำมาแสดงภายหลังในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ศาลก็อาจไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้เช่นกัน หลักกฎหมายสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายที่กล่าวอ้าง และการพิสูจน์นั้นต้องกระทำภายใต้ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด 4 คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริตของคู่ความ คำตอบ การดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสุจริตเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความ เพราะกระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ คู่ความทุกฝ่ายต้องใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต ไม่ใช้สิทธิเพื่อถ่วงเวลา สร้างภาระโดยไม่จำเป็น หรือหาประโยชน์จากช่องว่างของกระบวนพิจารณา หากศาลปล่อยให้คู่ความสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนเมื่อใดก็ได้ หรือสามารถขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร ย่อมทำให้การดำเนินคดีล่าช้า กระทบต่อสิทธิของอีกฝ่าย และทำให้ศาลไม่สามารถบริหารคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงให้อำนาจศาลควบคุมกระบวนพิจารณา เช่น การปฏิเสธพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หรือการงดสืบพยานที่มีลักษณะประวิงให้ชักช้า หลักดังกล่าวยังช่วยคุ้มครองความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม เพราะหากคู่ความสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองภายหลังได้ตลอดเวลา ย่อมทำให้ระบบการพิจารณาคดีขาดความแน่นอนและไม่สามารถยุติคดีได้โดยรวดเร็ว 5 คำถาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องใด และศาลใช้อำนาจตามมาตรานี้อย่างไร คำตอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมพยานหลักฐานและกระบวนพิจารณาของศาล โดยกำหนดให้ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือแม้เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ แต่หากยื่นฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลก็มีอำนาจไม่รับไว้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ มาตรา 86 วรรคสอง ยังให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่ฟุ่มเฟือย ไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี หรือมีลักษณะประวิงให้ชักช้า ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต ในทางปฏิบัติ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่ความ เช่น การเตรียมพยานล่วงหน้า การดำเนินการขอหมายเรียกพยาน หรือเหตุขัดข้องที่อ้างขึ้น หากเห็นว่าคู่ความมีโอกาสดำเนินการได้อยู่แล้วแต่กลับละเลย และเพิ่งอ้างเหตุภายหลังเพื่อขอเลื่อนคดี ศาลย่อมใช้อำนาจงดสืบพยานได้ตามกฎหมาย หลักดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาความรวดเร็ว ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม 6 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รับฟังสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา คำตอบ ศาลไม่รับฟังสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยนำมาแนบท้ายอุทธรณ์และฎีกา เพราะเอกสารดังกล่าวไม่เคยถูกนำเข้าสู่สำนวนของศาลชั้นต้นมาก่อน ทั้งที่จำเลยสามารถยื่นเอกสารดังกล่าวได้ตั้งแต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น และไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องใดที่ทำให้ไม่สามารถยื่นได้ตามกำหนดเวลา การที่คู่ความเพิ่งนำเอกสารมาอ้างในภายหลังเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา จึงถือเป็นการยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาระบบการพิจารณาคดีให้เป็นระเบียบและป้องกันมิให้คู่ความเลือกเก็บพยานหลักฐานไว้ใช้ในภายหลังเมื่อเห็นแนวทางต่อสู้คดีของอีกฝ่ายแล้ว หากเปิดโอกาสให้กระทำได้โดยเสรี ย่อมทำให้การดำเนินคดีล่าช้าและกระทบต่อความแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจปฏิเสธไม่รับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐาน แม้เอกสารนั้นอาจเกี่ยวข้องกับข้ออ้างของคู่ความก็ตาม 7 คำถาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการวินิจฉัยคดี คำตอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการประเมินคุณค่าและน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมดในคดี โดยศาลมีอำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีหรือไม่ และเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ หลักสำคัญของมาตรานี้ คือ การวินิจฉัยคดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนพยานหลักฐาน แต่ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับประเด็นพิพาท และความสมเหตุสมผลของพยานหลักฐานนั้น ในคดีที่มีข้อกล่าวอ้างว่าเอกสารเป็นเอกสารปลอม ศาลจึงไม่อาจรับฟังเพียงเพราะเอกสารมีรอยขูดลบตกเติม แต่ต้องพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนข้อกล่าวอ้างหรือไม่ หากไม่มีหลักฐานอื่นมารองรับ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวอาจถือเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อถือได้ มาตรา 104 จึงเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ทำให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจประเมินพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้จริงในสำนวนคดี 8 คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงให้ชักช้า และการประวิงคดีมีผลอย่างไรต่อการพิจารณา คำตอบ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงให้ชักช้า เพราะจำเลยทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้าเป็นเวลานาน แต่กลับไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน ทั้งที่อ้างว่าพยานดังกล่าวเป็นพยานสำคัญ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานแล้วจึงเพิ่งแถลงว่าไม่สามารถนำพยานมาศาลได้และต้องการให้ศาลออกหมายเรียกให้ พฤติการณ์เช่นนี้ทำให้ศาลเห็นว่าจำเลยมิได้ใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาโดยสุจริต แต่มีลักษณะเป็นการขอเลื่อนคดีเพื่อถ่วงเวลา การประวิงคดีมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมโดยตรง เพราะทำให้การดำเนินคดีล่าช้า เพิ่มภาระแก่ศาล และกระทบต่อสิทธิของคู่ความอีกฝ่ายที่มีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงให้อำนาจศาลงดสืบพยานที่มีลักษณะประวิงให้ชักช้าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง เพื่อควบคุมมิให้กระบวนพิจารณาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่วงเวลาหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ให้อำนาจศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณา โดยบัญญัติว่า เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือมีลักษณะเป็นการประวิงให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดี ศาลมีอำนาจงดการสืบพยานหลักฐานดังกล่าวได้ หลักการสำคัญของมาตรานี้ คือ การรักษาความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม มิให้คู่ความใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาไปในทางที่ไม่สุจริต เช่น การยื้อเวลา การเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร หรือการนำพยานที่ไม่จำเป็นเข้าสืบเพื่อทำให้คดีล่าช้า คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทราบวันนัดสืบพยานล่วงหน้า แต่ไม่ดำเนินการขอหมายเรียกพยานไว้ก่อน ทั้งที่อ้างว่าพยานดังกล่าวเป็นพยานสำคัญ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานแล้วจึงเพิ่งแถลงว่าพยานไม่สามารถมาศาลได้และต้องการให้ศาลออกหมายเรียก ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางประวิงให้ชักช้า และมีอำนาจงดสืบพยานได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง สาระสำคัญของมาตรา 86 วรรคสอง จึงมิใช่เพียงการให้อำนาจศาลตัดพยานเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารคดีและควบคุมพฤติการณ์ของคู่ความ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ส่วนมาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการประเมินน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน โดยบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีหรือไม่ และเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ หลักสำคัญของมาตรา 104 คือ การที่ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานหลักฐานทุกชิ้นเพียงเพราะมีการนำเข้าสืบ แต่ศาลต้องพิจารณาถึงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสมเหตุสมผลของพยานหลักฐานนั้นประกอบกัน ในคดีนี้ แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าสัญญากู้เงินมีรอยขูดลบตกเติมหลายแห่ง แต่ศาลเห็นว่าเพียงเหตุดังกล่าวยังไม่เพียงพอจะรับฟังเป็นยุติว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เพราะไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว อีกทั้งเอกสารที่จำเลยอ้างเพิ่มเติม คือ สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ก็เป็นเอกสารที่ไม่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นและยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลจึงไม่รับฟัง แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรา 104 เป็นหลักกฎหมายสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดในสำนวน มิใช่อาศัยเพียงการกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ มาตรา 86 และมาตรา 104 ยังมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ มาตรา 86 ให้อำนาจศาลควบคุมว่าพยานหลักฐานใดควรเข้าสู่สำนวน ส่วนมาตรา 104 ให้อำนาจศาลประเมินว่าพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนแล้วมีน้ำหนักเพียงใด ทั้งสองมาตราจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมและประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณาโดยรวม ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อธิบายหลักการนำกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีอาญา เหตุผลที่ศาลฎีกานำ ป.วิ.พ. มาตรา 86 และ 104 มาใช้ประกอบคดีเช็ค และความสัมพันธ์กับอำนาจควบคุมกระบวนพิจารณา ข้อ 3 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 อธิบายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเช็ค ความหมายของการออกเช็คแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และเหตุที่ศาลรับฟังว่าเช็คของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 4 รวมทั้งจะปิดท้ายด้วยบทวิเคราะห์เชิงกฎหมายเกี่ยวกับ “การยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” และ “ข้อจำกัดในการนำพยานหลักฐานใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา” ให้ครบตามโครงทั้งหมดครับ ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา) สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเอกสารปลอม จำเลยมิได้อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งแนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกา โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด จึงเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11707/2554 ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย หากนางสาว ว. เป็นพยานสำคัญของจำเลย จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกพยานเสียแต่เนิ่น ๆ แต่จำเลยหากระทำไม่ ทั้งตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยก็มิได้อ้างถึงเหตุขัดข้องแต่ประการใด พฤติการณ์ของจำเลยส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยไปเพื่อประวิงให้ชักช้า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 สัญญากู้เงินมีการขูดลบตกเติมข้อความในสัญญาหลายแห่งโดยไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ เหตุดังกล่าวแต่ประการเดียวยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่า สัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม สำหรับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเอกสารปลอม จำเลยมิได้อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งแนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกา โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด จึงเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยออกเช็ค และเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็ค มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ คดีนี้ได้ความว่าศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดพิจารณาวันที่ 3 มีนาคม 2549 และมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดโจทก์นำพยานเข้าสืบ 2 ปาก แล้วแถลงหมดพยานจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วแถลงว่ายังมีพยานอีก 1 ปาก คือนางสาววราภรณ์ แต่ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดสืบนางสาววราภรณ์ ซึ่งในวันเดียวกัน จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นโดยอ้างว่า นางสาววราภรณ์รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลโพธาราม ต้องขอให้ศาลออกหมายเรียกมาเป็นพยาน เห็นว่า ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย หากนางสาววราภรณ์เป็นพยานสำคัญดังที่จำเลยอ้าง จำเลยชอบที่จะดำเนินการเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกพยานเสียแต่เนิ่น ๆ แต่จำเลยหากระทำไม่ ทั้งตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้อ้างถึงเหตุขัดข้องเช่นว่านั้นแต่ประการใด พฤติการณ์ของจำเลยส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยไปเพื่อประวิงให้ชักช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ทำไว้ให้แก่โจทก์เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญากู้เงินมีการขูดลบตกเติมข้อความในสัญญาหลายแห่งโดยไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ จึงเป็นเอกสารปลอมรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ เห็นว่า ลำพังเหตุดังกล่าวแต่ประการเดียวยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ว่าปลอมสัญญากู้เงินดังกล่าวก็เป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยหามีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน สำหรับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเอกสารปลอม จำเลยมิได้อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งแนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด จึงเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวและเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยไม่มีหลักฐานแต่เป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |




