
| หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการร้องกล่าวหาว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงและหลอกลวงศาลในกระบวนการประนีประนอมยอมความ จนเป็นเหตุให้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมด ศาลได้วินิจฉัยถึงขอบเขตอำนาจของศาลในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล การพิจารณาว่าใครเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิอุทธรณ์ ตลอดจนหลักเกณฑ์ว่าการลงโทษละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลโดยเฉพาะ เมื่อพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ศาลจึงยกคำร้อง และกำหนดหลักว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจนมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี คดีนี้เกิดจากการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยของบริษัทจำเลยยื่นคำร้องต่อศาล อ้างว่าโจทก์กับจำเลยมีความสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมกัน และกรรมการที่ลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นตัวแทนของโจทก์ในทางบริหารของบริษัทจำเลย อันมีลักษณะผลประโยชน์ขัดกัน การปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการหลอกลวงศาลให้ใช้อำนาจพิพากษาโดยเข้าใจผิด ผู้ร้องขอให้ลงโทษผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ไต่สวนแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่เพียงพอจึงมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย 1. ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็น “ความผิดต่อศาล” หรือเป็นความผิดที่ผู้ร้องจะถือว่าเป็นผู้เสียหายได้หรือไม่ 2. ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยมีสิทธิเป็น “ผู้เสียหาย” เพื่ออุทธรณ์คำสั่งได้หรือไม่ 3. ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงถูกต้องหรือไม่ 4. ค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่เรียกเก็บจากผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและหลักกฎหมายที่วางไว้ 1 ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็น “ความผิดต่อศาล” ศาลฎีกายืนยันหลักสำคัญว่า การละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 เป็นความผิดที่กระทบต่อศาลโดยตรง มิใช่ความเสียหายส่วนบุคคลของคู่ความใด จึงเป็น “ความผิดต่อศาล” และมีเพียงศาลเท่านั้นที่มีอำนาจดำเนินคดี รวมถึงมีดุลพินิจว่าจะลงโทษหรือยกคำร้อง ดังนั้น ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้น 2 ผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แม้ผู้ร้องจะมีข้อสงสัยว่าจำเลยและโจทก์มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ความเสียหายที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นความเสียหายต่อบริษัทหรือผลทางแพ่งอื่น ๆ ไม่ใช่ความเสียหายจาก “การละเมิดอำนาจศาล” ศาลจึงวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ และอุทธรณ์ไม่ได้ 3 พยานหลักฐานเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ ศาลตรวจสอบแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานไม่แสดงชัดเจนว่ามีการหลอกลวงศาลหรือใช้เอกสารอันเป็นเท็จในกระบวนการของศาล จึงมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง 4 ค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ชอบ เนื่องจากคดีละเมิดอำนาจศาลมีลักษณะเป็นคดีที่มีโทษทางอาญา แม้จะอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ตาม เมื่อศาลมีคำสั่งแล้ว ผู้ร้องอุทธรณ์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ศาลชั้นต้นจึงต้องคืนค่าธรรมเนียมให้ผู้ร้อง หลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษานี้ 1. การละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลโดยตรง คู่ความหรือบุคคลภายนอกไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย 2. ผู้ไม่มีสถานะเป็นผู้เสียหายย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาล 3. ศาลมีอำนาจสูงสุดในการวินิจฉัยว่ามีการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ 4. กระบวนพิจารณาละเมิดอำนาจศาลมีลักษณะพิเศษ แม้เป็นคดีแพ่งแต่มีโทษอาญา ทำให้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ 5. การกล่าวหาว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงต้องพิสูจน์ให้ได้ชัดเจน มิฉะนั้นศาลจะยกคำร้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ย้ำหลักว่า “ละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล ไม่ใช่ความผิดที่ก่อให้เกิดผู้เสียหายรายบุคคล” ผู้จะใช้อำนาจอุทธรณ์ต้องมีสถานะผู้เสียหายจริงตามกฎหมาย ซึ่งผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว อีกทั้งศาลยังวางแนวทางการตีความเกี่ยวกับการปกปิดข้อเท็จจริงว่าต้องพิสูจน์อย่างหนักแน่น มิฉะนั้นไม่อาจนำไปสู่การลงโทษบุคคลใดได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอว่ามีการหลอกลวงศาลหรือปกปิดข้อเท็จจริงจนเป็นการละเมิดอำนาจศาล 2. ศาลอุทธรณ์ (ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในระบบสองศาล) ไม่มีขั้นตอนอุทธรณ์ภายใน แต่เป็นศาลที่ยกคำร้องและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอุทธรณ์ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลไม่รับอุทธรณ์ และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลแก่ผู้ร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14822/2551 ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งหมดที่ปรากฏต่อศาลแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องฟังไม่ได้ว่ามีการละเมิดอำนาจศาลเกิดขึ้นอย่างใด จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย ดังนั้น ผู้ร้องย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้ ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยยื่นคำร้องกล่าวว่าโจทก์และจำเลยปกปิดความสัมพันธ์และผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการที่ลงนามแทนบริษัทจำเลย อันเป็นการหลอกลวงศาลและเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงขอให้ลงโทษและเพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอ จึงยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล ไม่ใช่ความเสียหายส่วนบุคคล ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีสิทธิอุทธรณ์ อีกทั้งพยานหลักฐานไม่แสดงว่ามีการหลอกลวงศาล ศาลจึงไม่รับอุทธรณ์ และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากคดีละเมิดอำนาจศาลมีลักษณะเป็นคดีที่มีโทษอาญา ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม มาตรา 31 กำหนดการกระทำที่เป็นความผิดละเมิดอำนาจศาล เช่น ขัดคำสั่งศาล ประพฤติตนไม่เรียบร้อย แสดงพยานหลักฐานเท็จ หลีกเลี่ยงการรับเอกสารศาล ตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวนโดยมิชอบ หรือไม่มาศาลตามคำสั่งหรือหมายเรียก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาลในคดีนี้ว่าด้วยเรื่องใดเป็นหลัก คำตอบ: คดีนี้เกี่ยวกับกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยของบริษัทจำเลย ยื่นคำร้องกล่าวหาว่าโจทก์กับจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการที่ลงนามสัญญาประนีประนอมยอมความในนามของบริษัทต่อศาล โดยเห็นว่าเป็นการหลอกลวงศาลให้หลงเชื่อถึงอำนาจในการทำการแทนบริษัทจำเลย อันถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล ผู้ร้องจึงขอให้ลงโทษผู้เกี่ยวข้องและเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกิดจากการหลอกลวงดังกล่าว แต่ศาลได้วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอและวางหลักกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นผู้เสียหายและอำนาจศาลในคดีละเมิดอำนาจศาลอย่างชัดเจน 2. เหตุใดผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยจึงไม่ถือเป็นผู้เสียหายในคดีละเมิดอำนาจศาลตามที่ศาลวินิจฉัย คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่าความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลโดยตรง มิใช่ความเสียหายส่วนบุคคลของคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียทางแพ่ง ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยของบริษัทจำเลย และเห็นว่าตนได้รับผลกระทบจากการยอมความของบริษัท ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องมีสถานะเป็นผู้เสียหายในคดีละเมิดอำนาจศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลในคดีละเมิดอำนาจศาลได้ 3. ศาลวางหลักอย่างไรเกี่ยวกับลักษณะและอำนาจการลงโทษในคดีละเมิดอำนาจศาล คำตอบ: ศาลได้วางหลักว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแม้จะมีกำหนดบทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่มีลักษณะเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา และเป็นความผิดต่อศาลโดยเฉพาะ การจะดำเนินกระบวนพิจารณาหรือจะลงโทษผู้ใดในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงอยู่ในอำนาจและดุลพินิจของศาลเท่านั้น ไม่ใช่สิทธิของคู่ความหรือบุคคลภายนอกที่จะดำเนินการแทนศาล อีกทั้งต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าเข้าข่ายการกระทำตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด จึงจะลงโทษได้ 4. ในคดีนี้ศาลพิจารณาเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงและการหลอกลวงศาลอย่างไร คำตอบ: ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าโจทก์กับจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และฐานะกรรมการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จนทำให้ศาลหลงเชื่อว่าเป็นการทำการแทนบริษัทจำเลยโดยชอบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ไต่สวนและพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงหรือการหลอกลวงศาลที่เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลจริง จึงมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อศาลฎีกาตรวจดูสำนวนแล้วก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในทางกลับกัน จึงไม่เปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้น 5. คดีละเมิดอำนาจศาลมีผลอย่างไรต่อการเสียค่าธรรมเนียมศาลและการอุทธรณ์คำสั่ง คำตอบ: ศาลได้อธิบายว่า แม้คดีละเมิดอำนาจศาลจะมีกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เนื่องจากมีลักษณะเป็นคดีที่มีโทษทางอาญา เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างใดแล้ว ผู้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอุทธรณ์จากผู้ร้องจึงไม่ชอบ ต้องคืนค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ร้อง อย่างไรก็ดี ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสถานะเป็นผู้เสียหายในคดีละเมิดอำนาจศาล จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนเนื้อหาคดี 6. ผลคำวินิจฉัยสุดท้ายของศาลในคดีละเมิดอำนาจศาลนี้เป็นอย่างไร คำตอบ: ผลคำวินิจฉัยสุดท้ายคือ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่ามีการละเมิดอำนาจศาลตามที่กล่าวอ้าง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีคำสั่งยกคำร้อง และเมื่อผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง และให้ค่าทนายความเป็นพับ |




