ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกา 14822/2551, หลักกฎหมายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31, การพิจารณาว่าใครเป็นผู้เสียหายในคดีละเมิดอำนาจศาล, การหลอกลวงศาลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ, สิทธิของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยในคดีบริษัท, กระบวนพิจารณาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ, อำนาจศาลในการลงโทษละเมิดอำนาจศาล, การตรวจสอบการใช้อำนาจกรรมการบริษัทในคดีแพ่ง, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาเพราะการหลอกลวงศาล, ฎีกาเรื่องผู้เสียหายในคดีละเมิดอำนาจศาล

         ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการร้องกล่าวหาว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงและหลอกลวงศาลในกระบวนการประนีประนอมยอมความ จนเป็นเหตุให้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมด ศาลได้วินิจฉัยถึงขอบเขตอำนาจของศาลในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล การพิจารณาว่าใครเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิอุทธรณ์ ตลอดจนหลักเกณฑ์ว่าการลงโทษละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลโดยเฉพาะ เมื่อพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ศาลจึงยกคำร้อง และกำหนดหลักว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจนมีสิทธิอุทธรณ์ได้

ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี

คดีนี้เกิดจากการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยของบริษัทจำเลยยื่นคำร้องต่อศาล อ้างว่าโจทก์กับจำเลยมีความสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมกัน และกรรมการที่ลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นตัวแทนของโจทก์ในทางบริหารของบริษัทจำเลย อันมีลักษณะผลประโยชน์ขัดกัน การปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการหลอกลวงศาลให้ใช้อำนาจพิพากษาโดยเข้าใจผิด ผู้ร้องขอให้ลงโทษผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ไต่สวนแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่เพียงพอจึงมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

1. ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็น “ความผิดต่อศาล” หรือเป็นความผิดที่ผู้ร้องจะถือว่าเป็นผู้เสียหายได้หรือไม่

2. ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยมีสิทธิเป็น “ผู้เสียหาย” เพื่ออุทธรณ์คำสั่งได้หรือไม่

3. ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงถูกต้องหรือไม่

4. ค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่เรียกเก็บจากผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและหลักกฎหมายที่วางไว้

1 ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็น “ความผิดต่อศาล”

ศาลฎีกายืนยันหลักสำคัญว่า การละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 เป็นความผิดที่กระทบต่อศาลโดยตรง มิใช่ความเสียหายส่วนบุคคลของคู่ความใด จึงเป็น “ความผิดต่อศาล” และมีเพียงศาลเท่านั้นที่มีอำนาจดำเนินคดี รวมถึงมีดุลพินิจว่าจะลงโทษหรือยกคำร้อง

ดังนั้น ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้น

2 ผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์

แม้ผู้ร้องจะมีข้อสงสัยว่าจำเลยและโจทก์มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ความเสียหายที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นความเสียหายต่อบริษัทหรือผลทางแพ่งอื่น ๆ ไม่ใช่ความเสียหายจาก “การละเมิดอำนาจศาล”

ศาลจึงวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ และอุทธรณ์ไม่ได้

3 พยานหลักฐานเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ

ศาลตรวจสอบแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานไม่แสดงชัดเจนว่ามีการหลอกลวงศาลหรือใช้เอกสารอันเป็นเท็จในกระบวนการของศาล จึงมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง

4 ค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ชอบ

เนื่องจากคดีละเมิดอำนาจศาลมีลักษณะเป็นคดีที่มีโทษทางอาญา แม้จะอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ตาม เมื่อศาลมีคำสั่งแล้ว ผู้ร้องอุทธรณ์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ศาลชั้นต้นจึงต้องคืนค่าธรรมเนียมให้ผู้ร้อง

หลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษานี้

1. การละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลโดยตรง คู่ความหรือบุคคลภายนอกไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย

2. ผู้ไม่มีสถานะเป็นผู้เสียหายย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาล

3. ศาลมีอำนาจสูงสุดในการวินิจฉัยว่ามีการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่

4. กระบวนพิจารณาละเมิดอำนาจศาลมีลักษณะพิเศษ แม้เป็นคดีแพ่งแต่มีโทษอาญา ทำให้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์

5. การกล่าวหาว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงต้องพิสูจน์ให้ได้ชัดเจน มิฉะนั้นศาลจะยกคำร้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ย้ำหลักว่า “ละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล ไม่ใช่ความผิดที่ก่อให้เกิดผู้เสียหายรายบุคคล” ผู้จะใช้อำนาจอุทธรณ์ต้องมีสถานะผู้เสียหายจริงตามกฎหมาย ซึ่งผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว อีกทั้งศาลยังวางแนวทางการตีความเกี่ยวกับการปกปิดข้อเท็จจริงว่าต้องพิสูจน์อย่างหนักแน่น มิฉะนั้นไม่อาจนำไปสู่การลงโทษบุคคลใดได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอว่ามีการหลอกลวงศาลหรือปกปิดข้อเท็จจริงจนเป็นการละเมิดอำนาจศาล

2. ศาลอุทธรณ์ (ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในระบบสองศาล) ไม่มีขั้นตอนอุทธรณ์ภายใน แต่เป็นศาลที่ยกคำร้องและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอุทธรณ์

3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลไม่รับอุทธรณ์ และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลแก่ผู้ร้อง

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่  14822/2551

 ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งหมดที่ปรากฏต่อศาลแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องฟังไม่ได้ว่ามีการละเมิดอำนาจศาลเกิดขึ้นอย่างใด จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย ดังนั้น ผู้ร้องย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้ ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยยื่นคำร้องกล่าวว่าโจทก์และจำเลยปกปิดความสัมพันธ์และผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการที่ลงนามแทนบริษัทจำเลย อันเป็นการหลอกลวงศาลและเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงขอให้ลงโทษและเพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอ จึงยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล ไม่ใช่ความเสียหายส่วนบุคคล ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีสิทธิอุทธรณ์ อีกทั้งพยานหลักฐานไม่แสดงว่ามีการหลอกลวงศาล ศาลจึงไม่รับอุทธรณ์ และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากคดีละเมิดอำนาจศาลมีลักษณะเป็นคดีที่มีโทษอาญา ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

มาตรา 31 กำหนดการกระทำที่เป็นความผิดละเมิดอำนาจศาล เช่น ขัดคำสั่งศาล ประพฤติตนไม่เรียบร้อย แสดงพยานหลักฐานเท็จ หลีกเลี่ยงการรับเอกสารศาล ตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวนโดยมิชอบ หรือไม่มาศาลตามคำสั่งหรือหมายเรียก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาลในคดีนี้ว่าด้วยเรื่องใดเป็นหลัก

คำตอบ: คดีนี้เกี่ยวกับกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยของบริษัทจำเลย ยื่นคำร้องกล่าวหาว่าโจทก์กับจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการที่ลงนามสัญญาประนีประนอมยอมความในนามของบริษัทต่อศาล โดยเห็นว่าเป็นการหลอกลวงศาลให้หลงเชื่อถึงอำนาจในการทำการแทนบริษัทจำเลย อันถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล ผู้ร้องจึงขอให้ลงโทษผู้เกี่ยวข้องและเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกิดจากการหลอกลวงดังกล่าว แต่ศาลได้วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอและวางหลักกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นผู้เสียหายและอำนาจศาลในคดีละเมิดอำนาจศาลอย่างชัดเจน

2. เหตุใดผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยจึงไม่ถือเป็นผู้เสียหายในคดีละเมิดอำนาจศาลตามที่ศาลวินิจฉัย

คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่าความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลโดยตรง มิใช่ความเสียหายส่วนบุคคลของคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียทางแพ่ง ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยของบริษัทจำเลย และเห็นว่าตนได้รับผลกระทบจากการยอมความของบริษัท ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องมีสถานะเป็นผู้เสียหายในคดีละเมิดอำนาจศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลในคดีละเมิดอำนาจศาลได้

3. ศาลวางหลักอย่างไรเกี่ยวกับลักษณะและอำนาจการลงโทษในคดีละเมิดอำนาจศาล

คำตอบ: ศาลได้วางหลักว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแม้จะมีกำหนดบทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่มีลักษณะเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา และเป็นความผิดต่อศาลโดยเฉพาะ การจะดำเนินกระบวนพิจารณาหรือจะลงโทษผู้ใดในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงอยู่ในอำนาจและดุลพินิจของศาลเท่านั้น ไม่ใช่สิทธิของคู่ความหรือบุคคลภายนอกที่จะดำเนินการแทนศาล อีกทั้งต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าเข้าข่ายการกระทำตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด จึงจะลงโทษได้

4. ในคดีนี้ศาลพิจารณาเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงและการหลอกลวงศาลอย่างไร

คำตอบ: ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าโจทก์กับจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และฐานะกรรมการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จนทำให้ศาลหลงเชื่อว่าเป็นการทำการแทนบริษัทจำเลยโดยชอบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ไต่สวนและพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงหรือการหลอกลวงศาลที่เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลจริง จึงมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อศาลฎีกาตรวจดูสำนวนแล้วก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในทางกลับกัน จึงไม่เปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้น

5. คดีละเมิดอำนาจศาลมีผลอย่างไรต่อการเสียค่าธรรมเนียมศาลและการอุทธรณ์คำสั่ง

คำตอบ: ศาลได้อธิบายว่า แม้คดีละเมิดอำนาจศาลจะมีกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เนื่องจากมีลักษณะเป็นคดีที่มีโทษทางอาญา เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างใดแล้ว ผู้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอุทธรณ์จากผู้ร้องจึงไม่ชอบ ต้องคืนค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ร้อง อย่างไรก็ดี ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสถานะเป็นผู้เสียหายในคดีละเมิดอำนาจศาล จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนเนื้อหาคดี

6. ผลคำวินิจฉัยสุดท้ายของศาลในคดีละเมิดอำนาจศาลนี้เป็นอย่างไร

คำตอบ: ผลคำวินิจฉัยสุดท้ายคือ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่ามีการละเมิดอำนาจศาลตามที่กล่าวอ้าง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีคำสั่งยกคำร้อง และเมื่อผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง และให้ค่าทนายความเป็นพับ




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ & วินิจฉัยโทษยักยอก ป.วิ.พ มาตรา 27,(ฎีกา 131/2567)
รายงานสืบเสาะใช้ประกอบโทษ ไม่ใช่พยานยกฟ้อง(ฎีกา 809/2567)
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิแบ่งสินสมรส & อุทธรณ์เกินคำขอ(ฎีกา 7851/2560)
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ขาดนัดยื่นคำให้การ-สิทธิถามค้าน การพิจารณาผิดระเบียบ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วคดีอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์
คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
ไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การส่งหมายนัดไต่สวน-สำเนาคำร้องไม่ชอบ
คำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้อง
เพิกถอนการขายทอดตลาด
คำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์
คณะบุคคลไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้