
| ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม-ผู้ร้องสอดอ้างครอบครองปรปักษ์เข้าคดีขับไล่ได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียและสิทธิเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์สำคัญของการเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีแพ่ง โดยเฉพาะกรณีผู้ร้องสอดอ้างสิทธิในทรัพย์สินโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมในคดีขับไล่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนซึ่งจะได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาในคดีนั้นโดยตรง หากเป็นเพียงการอ้างกรรมสิทธิ์โต้แย้งกับโจทก์โดยไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยและไม่ถูกกระทบจากผลของคดี ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีดังกล่าว ซึ่งเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของ “ผู้มีส่วนได้เสียในมูลคดี” และการใช้สิทธิร้องสอดในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท พร้อมเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองโดยมิชอบ โดยจำเลยมิได้ยื่นคำให้การถือเป็นการขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมามีบุคคลภายนอกคือผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม โดยอ้างว่าตนได้ครอบครองที่ดินบางส่วนโดยความสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินสิบปี จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และขอให้ศาลรับรองสิทธิของตนในที่ดินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้ร้องสอดมิได้กล่าวอ้างว่าตนมีความเกี่ยวข้องกับจำเลย หรือมีส่วนได้เสียในความสัมพันธ์ทางคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยแต่อย่างใด เป็นเพียงการโต้แย้งกรรมสิทธิ์กับโจทก์โดยตรง ศาลชั้นต้นเดิมรับคำร้องสอดไว้ แต่ภายหลังตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย จึงเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด ผู้ร้องสอดอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ต้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องมีความจำเป็นต้องเข้ามาในคดีเพื่อให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตน ซึ่งสิทธินั้นต้องมีลักษณะเกี่ยวพันกับข้อพิพาทในคดีเดิม และผลของคำพิพากษาจะต้องกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องโดยตรง ในคดีนี้ ผู้ร้องสอดเพียงอ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ไม่ได้แสดงว่าตนมีความเกี่ยวข้องกับจำเลย หรือมีส่วนได้เสียในความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย การโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์โดยตรง มิใช่ข้อพิพาทในคดีนี้ อีกทั้งแม้ศาลจะพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท ก็ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องสอดแต่อย่างใด เพราะสิทธิในทรัพย์สินของผู้ร้องสอดยังคงสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีแยกต่างหากได้ ดังนั้น ผู้ร้องสอดจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี และไม่มีความจำเป็นต้องเข้ามาในคดีตามมาตรา 57 (1) ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ไม่รับคำร้องสอด วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ซึ่งมิใช่เพียงผู้ที่มีสิทธิหรืออ้างสิทธิในทรัพย์สินเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่สิทธิของตนจะถูกกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาในคดีนั้น การที่บุคคลจะเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ต้องมีสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดี สอง สิทธินั้นจะต้องได้รับผลกระทบจากคำพิพากษา สาม มีความจำเป็นต้องเข้ามาเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน ในกรณีนี้ ผู้ร้องสอดขาดองค์ประกอบข้อที่สองและสาม เนื่องจากผลของคำพิพากษาขับไล่จำเลยไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องสอดโดยตรง วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมาย บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มีเจตนารมณ์เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่มีสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดี และอาจได้รับผลกระทบจากคำพิพากษา สามารถเข้ามาในคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ลดภาระของศาล และทำให้ข้อพิพาทได้รับการวินิจฉัยอย่างครบถ้วนในคดีเดียว อย่างไรก็ตาม กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดีได้โดยเสรี หากแต่จำกัดเฉพาะกรณีที่มี “ความจำเป็น” และมี “ส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี” อย่างแท้จริง กล่าวคือ สิทธิของบุคคลนั้นต้องถูกกระทบโดยตรงจากคำพิพากษา มิใช่เพียงมีข้อพิพาทกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในลักษณะเป็นคดีใหม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปที่ว่า หากบุคคลภายนอกมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกับโจทก์ แต่ข้อพิพาทนั้นไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางคดีระหว่างโจทก์กับจำเลย และคำพิพากษาในคดีหลักไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลดังกล่าว บุคคลนั้นต้องไปใช้สิทธิฟ้องคดีแยกต่างหาก มิอาจเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้ หลักการนี้เป็นการแยก “คดีที่เกี่ยวเนื่องกันโดยแท้จริง” ออกจาก “คดีที่เป็นข้อพิพาทใหม่” อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนพิจารณาคดีซับซ้อนเกินจำเป็น และรักษาความเป็นระเบียบของกระบวนการยุติธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเดิมมีคำสั่งรับคำร้องสอดไว้ แต่ภายหลังตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า ผู้ร้องสอดมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) การรับคำร้องสอดเป็นการสั่งโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมและไม่รับคำร้องสอด 2. ศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องสอดอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่มีการวินิจฉัยในชั้นศาลอุทธรณ์ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดเพียงอ้างกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลย อีกทั้งคำพิพากษาขับไล่จำเลยไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องสอด จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดีตามมาตรา 57 (1) ไม่มีสิทธิร้องสอด พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า การเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามมิใช่สิทธิทั่วไปของบุคคลภายนอก แต่เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไขจำกัดเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิซึ่งจะได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาในคดีนั้นโดยตรง การอ้างสิทธิในทรัพย์สินโดยลำพัง เช่น การอ้างครอบครองปรปักษ์ มิใช่เหตุเพียงพอที่จะเข้ามาในคดีได้ หากข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงการโต้แย้งกรรมสิทธิ์กับคู่ความฝ่ายหนึ่งโดยไม่เกี่ยวข้องกับมูลคดีเดิม หลักการนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติ เนื่องจากช่วยกำหนดขอบเขตของการดำเนินคดีให้ชัดเจน ป้องกันการนำข้อพิพาทใหม่เข้ามาปะปนกับคดีเดิม ซึ่งอาจทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้าและซับซ้อนโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่ความเดิมไม่ให้ต้องต่อสู้คดีในประเด็นที่อยู่นอกเหนือจากข้อพิพาทเดิม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า บุคคลภายนอกที่อ้างสิทธิในทรัพย์สินโดยการครอบครองปรปักษ์ จะสามารถเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีขับไล่ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากสิทธิของบุคคลนั้นไม่ถูกกระทบโดยตรงจากคำพิพากษา และไม่มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี หมายถึง บุคคลที่สิทธิหรือหน้าที่ของตนอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาในคดีนั้น ไม่ใช่เพียงผู้ที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินเดียวกัน 2 ความจำเป็นในการร้องสอด ต้องเป็นกรณีที่จำเป็นต้องเข้ามาเพื่อให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิ มิใช่เพื่อยกข้อพิพาทใหม่ขึ้นพิจารณาในคดีเดิม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้ร้องสอดที่อ้างครอบครองปรปักษ์สามารถเข้ามาในคดีขับไล่ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ผู้ร้องสอดจะเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีได้ต้องเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) กล่าวคือ ต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี และมีความจำเป็นต้องเข้ามาเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตน หากผู้ร้องสอดเพียงอ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นการโต้แย้งกับโจทก์โดยตรง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย อีกทั้งผลของคำพิพากษาในคดีขับไล่ไม่ได้กระทบต่อสิทธิของผู้ร้องสอดโดยตรง ผู้ร้องสอดย่อมไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี จึงไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้ และต้องไปใช้สิทธิฟ้องคดีแยกต่างหากแทน 2. คำถาม ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดีหมายความว่าอย่างไร คำตอบ ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี หมายถึง บุคคลที่สิทธิหรือหน้าที่ของตนอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาในคดีนั้น ไม่ใช่เพียงผู้ที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินเดียวกันหรือมีข้อโต้แย้งกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากคำพิพากษาไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลดังกล่าว บุคคลนั้นย่อมไม่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี เช่น ในกรณีคดีขับไล่ระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้ครอบครอง หากบุคคลภายนอกอ้างกรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ แต่คำพิพากษาขับไล่จำเลยไม่กระทบสิทธิของบุคคลนั้น บุคคลดังกล่าวย่อมไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย 3. คำถาม การครอบครองปรปักษ์เกี่ยวข้องกับสิทธิร้องสอดหรือไม่ คำตอบ การครอบครองปรปักษ์เป็นวิธีการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การอ้างสิทธิดังกล่าวไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะทำให้บุคคลสามารถเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากสิทธิในการร้องสอดต้องพิจารณาจากความเกี่ยวข้องกับมูลคดีและผลกระทบจากคำพิพากษาเป็นสำคัญ หากการอ้างครอบครองปรปักษ์เป็นเพียงข้อพิพาทใหม่กับโจทก์ และไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยหรือข้อพิพาทเดิมในคดี ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 4. คำถาม หากไม่สามารถร้องสอดได้ ผู้ร้องควรใช้สิทธิอย่างไร คำตอบ หากผู้ร้องไม่เข้าเงื่อนไขในการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) ผู้ร้องยังคงมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมโดยการฟ้องคดีแยกต่างหาก เพื่อให้ศาลวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์สินของตน เช่น การฟ้องขอให้รับรองกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ หรือฟ้องขับไล่บุคคลอื่นที่รบกวนสิทธิของตน การแยกดำเนินคดีดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ต้องการให้แต่ละคดีมีขอบเขตข้อพิพาทที่ชัดเจน 5. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รับคำร้องสอดแม้จะอ้างสิทธิในที่ดิน คำตอบ ศาลพิจารณาว่าการอ้างสิทธิในที่ดินของผู้ร้องสอดเป็นเพียงการโต้แย้งกรรมสิทธิ์กับโจทก์ ซึ่งเป็นข้อพิพาทใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีขับไล่ระหว่างโจทก์กับจำเลย อีกทั้งคำพิพากษาในคดีดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องสอด จึงไม่เข้าเงื่อนไขของผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี การอนุญาตให้เข้ามาในคดีจะทำให้คดีซับซ้อนโดยไม่จำเป็น 6. คำถาม การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยมีผลต่อผู้ร้องสอดหรือไม่ คำตอบ การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การเป็นเพียงเรื่องของสถานะของจำเลยในคดี ไม่ได้ทำให้บุคคลภายนอกมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามโดยอัตโนมัติ ผู้ร้องสอดยังคงต้องพิสูจน์ว่าตนมีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดีและมีความจำเป็นต้องเข้ามาในคดีตามมาตรา 57 (1) หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวก็ไม่สามารถเข้ามาในคดีได้ 7. คำถาม การที่ศาลเคยรับคำร้องสอดแล้วสามารถเพิกถอนได้หรือไม่ คำตอบ หากศาลตรวจพบในภายหลังว่าคำสั่งรับคำร้องสอดเป็นการสั่งโดยผิดหลง ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งใหม่ให้ไม่รับคำร้องสอดได้ เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย 8. คำถาม หลักการสำคัญของมาตรา 57 (1) คืออะไร คำตอบ หลักสำคัญคือ ต้องมีทั้ง “ส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี” และ “ความจำเป็นในการเข้ามาคุ้มครองสิทธิ” โดยสิทธิของผู้ร้องต้องถูกกระทบโดยตรงจากคำพิพากษา หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ย่อมไม่สามารถร้องสอดได้ อธิบายหลักกฎหมาย ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามของบุคคลภายนอก โดยวางเงื่อนไขสำคัญว่า บุคคลนั้นต้องมี “ส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี” และต้องมี “ความจำเป็น” ที่จะเข้ามาในคดีเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตน คำว่า “ส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี” หมายถึง สิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลนั้นจะต้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาในคดี มิใช่เพียงมีความเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหรือข้อพิพาทในลักษณะทั่วไปเท่านั้น ส่วนคำว่า “ความจำเป็น” หมายถึง หากไม่เข้ามาในคดี บุคคลนั้นจะไม่สามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างสมบูรณ์หรืออาจเสียเปรียบในทางคดี เจตนารมณ์ของมาตรานี้มุ่งให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วนและเป็นธรรม โดยเปิดโอกาสให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบจริงเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนพิจารณา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการจำกัดไม่ให้บุคคลภายนอกนำข้อพิพาทใหม่เข้ามาในคดีโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะทำให้กระบวนพิจารณาซับซ้อนและล่าช้า ในการตีความ ศาลฎีกามักวางหลักว่า หากสิทธิของผู้ร้องสอดยังสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีแยกต่างหากได้ และคำพิพากษาในคดีเดิมไม่มีผลผูกพันหรือกระทบสิทธิของผู้ร้องโดยตรง ผู้ร้องย่อมไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 57 (1) และไม่มีสิทธิร้องสอดในคดีนั้น หลักการนี้เป็นแนวทางสำคัญในการแยกขอบเขตของข้อพิพาทและรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายมีผู้ร้องสอดร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตั้งข้อพิพาทโต้แย้ง กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทกับโจทก์ทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับคดีนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่จึงไม่มีสิทธิร้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8061/2555 โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม แต่คำร้องของผู้ร้องสอดอ้างเพียงว่าผู้ร้องสอดครอบครองที่ดินบางส่วนโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทบางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องสอดมิได้กล่าวอ้างว่า ผู้ร้องสอดมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับจำเลยแต่อย่างใดที่จะถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ข้ออ้างของผู้ร้องสอดเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดตั้งข้อพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธ์ในที่พิพาทกับโจทก์ทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ผู้ร้องสอดมีสิทธิในที่พิพาทอยู่เพียงใดคงมีอยู่อย่างนั้น หากศาลพิพากษาขับไล่จำเลยย่อมไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิร้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด (1) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น (2) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม หรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้นแต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย (3) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี หรือ (ข) โดยคำสั่งของศาลเมื่อศาลนั้นเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ในกรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือศาลเห็นจำเป็นที่จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีดังกล่าวแล้วให้เรียกด้วยวิธียื่นคำร้องเพื่อให้หมายเรียกพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การ หรือในเวลาใด ๆ ต่อมาก่อนมีคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อศาลเป็นที่พอใจว่าคำร้องนั้นไม่อาจยื่นก่อนนั้นได้ การส่งหมายเรียกบุคคลภายนอกตามอนุมาตรานี้ต้องมีสำเนาคำขอ หรือคำสั่งของศาล แล้วแต่กรณี และคำฟ้องตั้งต้นคดีนั้นแนบไปด้วย บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ ในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้และที่จะเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1940/2546 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาทว่า จำเลยขายฝากที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่โจทก์และพ้นกำหนดไถ่ถอนแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง ขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝาก ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารก็ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องในฐานะคู่สมรสที่ยังคงมีอยู่ในกรณีการขายฝากของโจทก์จำเลยตามที่ผู้ร้องอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดจะมีอยู่เพียงใด ก็คงมีอยู่เพียงนั้นคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่พิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายบริวารออกจากที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินคืนแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความขอให้พิพากษาว่าผู้ร้องสอดมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทส่วนดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นรับคำร้องสอด โจทก์คัดค้านขอให้ยกคำร้องสอด ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องเข้ามาเป็นคู่ความ การที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องสอด จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง ให้เพิกถอนคำสั่ง และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้องสอด ผู้ร้องสอดอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม เพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด ไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คำร้องสอดของผู้ร้องอ้างเพียงว่าผู้ร้องสอดครอบครองที่ดินบางส่วนโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทบางส่วนดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องสอดมิได้กล่าวอ้างว่าผู้ร้องสอดมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับจำเลยแต่อย่างใด ที่จะถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ข้ออ้างของผู้ร้องสอดดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดตั้งข้อพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทกับโจทก์ทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ผู้ร้องมีสิทธิในที่พิพาทอยู่เพียงใดคงมีอยู่อย่างนั้น หากศาลพิพากษาขับไล่จำเลยย่อมไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดีนี้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิร้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องสอดอ้างมา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
