
| สิทธิเดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำประปา และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินผู้อื่น เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน ศาลกำหนดให้ภายหลังได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขอใช้ที่ดินของบุคคลอื่นเพื่อเดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ และสายโทรศัพท์เข้าสู่บ้านของเจ้าของที่ดินข้างเคียง โดยประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่เพียงว่าการเดินสายหรือท่อดังกล่าวมีความจำเป็นหรือไม่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับขอบเขตของคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความนำเข้าสู่คดี โจทก์ขอให้ศาลบังคับจำเลยอนุญาตให้เดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินและบ้านของจำเลย แต่ในคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย แม้ในชั้นพิจารณาพยานโจทก์จะเบิกความว่าเคยมีการเสนอค่าตอบแทนแก่จำเลย และในชั้นฎีกาโจทก์ยินยอมชำระค่าทดแทนตามที่ศาลเห็นสมควร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นสำคัญ เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน คดีจึงไม่มีประเด็นให้พิจารณาว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าทดแทนขึ้นภายหลังแล้วพิพากษาบังคับจำเลยตามคำฟ้องได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น สาระสำคัญที่สุดของคดี โจทก์ประสงค์จะเดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินและบ้านของจำเลยเข้าสู่ที่ดินของตน คำฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยอนุญาตให้ดำเนินการ แต่ไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลยไว้ในคำฟ้อง พยานโจทก์เบิกความในชั้นพิจารณาว่าเคยมีการเสนอค่าตอบแทนแก่จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำสืบภายหลังไม่อาจทำให้เกิดประเด็นใหม่ซึ่งมิได้ถูกนำเข้าสู่คดีโดยคำฟ้อง เมื่อไม่มีประเด็นเรื่องการใช้สิทธิตามมาตรา 1352 ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าทดแทนแล้วพิพากษาบังคับจำเลยตามฟ้องได้ หากศาลกำหนดค่าทดแทนขึ้นภายหลังในลักษณะดังกล่าว ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น คำถามที่น่าสนใจ 1. เจ้าของที่ดินสามารถขอเดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ หรือสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินของผู้อื่นได้หรือไม่ 2. หากคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน แต่พยานมาเบิกความในภายหลังว่าเคยเสนอค่าทดแทน ศาลจะนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยได้หรือไม่ 3. ศาลสามารถกำหนดค่าทดแทนขึ้นภายหลังแล้วพิพากษาบังคับเจ้าของที่ดินให้ยอมให้เดินสายไฟฟ้าผ่านที่ดินได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์ฟ้องว่าเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 124391 ตำบลบางสีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านบนที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 124390 พร้อมบ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 5 ที่ดินของโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตกติดกับที่ดินของจำเลย และที่ดินของจำเลยอยู่ทางทิศตะวันออกติดคลองบางสีทอง บริเวณริมคลองบางสีทองฝั่งบ้านและที่ดินของจำเลยมีเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนนทบุรี โจทก์ฟ้องว่าโจทก์และจำเลยเคยเดินสายไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าดังกล่าวมาใช้งานตลอดมาจนถึงปี 2545 ต่อมาโจทก์กับจำเลยมีเหตุขัดใจกัน โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยตัดสายไฟฟ้าไม่ให้โจทก์ใช้ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ โจทก์เจรจากับจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์เดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินและบ้านของจำเลย โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยอนุญาตให้โจทก์ดำเนินการตามแผนผังท้ายคำฟ้อง และหากจำเลยไม่อนุญาตหรือเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การต่อสู้หลายประการ รวมทั้งโต้แย้งว่าโจทก์สามารถเดินสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ และท่อน้ำเข้าสู่บ้านของตนได้โดยวิธีอื่นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จำเลยเคยแนะนำให้ปักเสาไม้ตามร่องสวนเพื่อเดินสายไฟฟ้าเข้าบ้าน แต่โจทก์ไม่ยอม และจำเลยเห็นว่าการเดินสายไฟฟ้าผ่านหลังคาบ้านซึ่งเป็นสังกะสีอาจเกิดอันตรายและทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเกินควร จำเลยยังฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสายไฟฟ้าออกไปโดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเอง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า หากจะเดินท่อน้ำ สายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์ก็ต้องผ่านที่ดินหรือบ้านของจำเลย โดยโจทก์ไม่มีทางอื่นหลีกเลี่ยง โจทก์เคยเดินสายไฟฟ้าจากบ้านของจำเลยเข้าไปใช้ในบ้านของโจทก์เป็นเวลานานนับสิบปี และเมื่อจำเลยรื้อและตัดสายไฟฟ้าออก โจทก์จึงไม่มีไฟฟ้าใช้และต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์จึงฎีกา ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นสำคัญในชั้นฎีกาคือ คดีมีประเด็นให้พิจารณาหรือไม่ว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของพยานโจทก์ประกอบการพิจารณา โดยพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจได้เบิกความว่า พี่ชายของพยานเคยไปพูดกับจำเลยเพื่อขอวางสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลย และได้เสนอว่าจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับ โจทก์จึงเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้พยายามเจรจาและเสนอค่าทดแทนแก่จำเลยแล้ว และขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำฟ้อง ส่วนค่าทดแทนนั้นโจทก์ยินยอมชำระให้แก่จำเลยตามจำนวนที่ศาลจะพิจารณากำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นข้อสำคัญ มิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้พยานโจทก์จะเบิกความว่าเคยเสนอว่าจะให้ค่าทดแทนแก่จำเลย แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลยแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามฟ้องโจทก์ แล้วกำหนดค่าทดแทนขึ้นเพื่อให้โจทก์ชำระแก่จำเลยได้ เพราะจะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นและพิพากษายืน วิเคราะห์หลักกฎหมายและความสำคัญของคำฟ้อง แก่นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การกำหนดประเด็นข้อพิพาท ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การพิจารณาว่าคดีมีประเด็นใดให้ศาลวินิจฉัย ต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นสำคัญ มิใช่นำข้อเท็จจริงซึ่งเพิ่งปรากฏจากคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณามาใช้เป็นเหตุให้เกิดประเด็นใหม่ขึ้นภายหลัง คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ขอให้จำเลยยินยอมให้เดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินและบ้านของจำเลย แต่ไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลยไว้ในคำฟ้อง ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องแล้ว เรื่องค่าทดแทนจึงมิได้ถูกนำเข้าสู่คดีในฐานะประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณา แม้ต่อมาพยานโจทก์จะเบิกความว่าเคยมีการเสนอค่าตอบแทนแก่จำเลย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำเบิกความดังกล่าวก็ไม่อาจเปลี่ยนขอบเขตของคำฟ้องเดิมให้เกิดประเด็นเรื่องค่าทดแทนขึ้นภายหลังได้ หลักสำคัญจากคำวินิจฉัยจึงอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างข้อเรียกร้องในคำฟ้องกับขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษา เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อสิทธิซึ่งโจทก์ประสงค์จะให้ศาลบังคับมิได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง การนำสืบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในชั้นพิจารณาเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ศาลจะนำมาวินิจฉัยได้ คดีนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดข้อเท็จจริงและคำขอในคำฟ้องให้สัมพันธ์กับสิทธิที่ประสงค์จะให้ศาลบังคับ หากโจทก์ประสงค์จะอาศัยสิทธิตามมาตรา 1352 ประเด็นเกี่ยวกับค่าทดแทนต้องถูกนำเข้าสู่คดีตั้งแต่ในคำฟ้อง มิใช่เพิ่งปรากฏจากคำเบิกความของพยานหรือจากการแสดงความยินยอมของโจทก์ในภายหลัง เหตุผลของศาลฎีกาในคดีนี้ไม่ได้วินิจฉัยว่า เพียงเพราะมีความจำเป็นต้องเดินสายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคผ่านที่ดินของผู้อื่นแล้ว โจทก์ย่อมได้รับสิทธิตามคำขอ แต่ศาลพิจารณาก่อนว่าคดีมีประเด็นให้วินิจฉัยสิทธิดังกล่าวหรือไม่ เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน คดีจึงไม่มีประเด็นตามมาตรา 1352 ให้ศาลพิจารณา ดังนั้น ปัญหาหลักของคดีจึงอยู่ที่ขอบเขตของประเด็นข้อพิพาทและอำนาจของศาลในการพิพากษา มิใช่เพียงข้อเท็จจริงว่าการเดินสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยมีความสะดวกหรือจำเป็นเพียงใด ความสัมพันธ์ระหว่างพยานหลักฐานกับประเด็นแห่งคดี คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ประเด็นที่มีอยู่แล้วในคดี กับการนำพยานหลักฐานมาใช้เพื่อให้เกิดประเด็นใหม่ซึ่งไม่มีอยู่ในคำฟ้อง พยานหลักฐานในชั้นพิจารณามีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงที่อยู่ภายในขอบเขตแห่งประเด็น แต่ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเสียก่อน การที่พยานเบิกความถึงเรื่องซึ่งไม่ได้ถูกเสนอไว้ในคำฟ้อง จึงไม่ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ศาลจะพิจารณาและพิพากษาได้โดยอัตโนมัติ ประเด็นนี้เห็นได้ชัดจากข้ออ้างของโจทก์ในชั้นฎีกา ซึ่งพยายามนำคำเบิกความเรื่องการเสนอค่าตอบแทนมาเป็นเหตุสนับสนุนให้ศาลบังคับจำเลยตามคำฟ้อง และยินยอมให้ศาลกำหนดค่าทดแทนในภายหลัง แต่ศาลฎีกาไม่รับแนวทางดังกล่าว เพราะคำฟ้องตั้งแต่ต้นไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลยไว้ หากศาลพิพากษาให้จำเลยยอมให้โจทก์เดินสายไฟฟ้าผ่านที่ดิน แล้วกำหนดค่าทดแทนขึ้นในคำพิพากษา ทั้งที่เรื่องค่าทดแทนไม่ได้อยู่ในคำฟ้อง ย่อมเป็นการพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตแห่งประเด็นของคดี สาระสำคัญของคำวินิจฉัยจึงตอกย้ำว่า การจัดทำคำฟ้องมีผลโดยตรงต่อขอบเขตที่ศาลจะวินิจฉัยได้ การนำสืบพยานหลักฐานในภายหลังไม่อาจใช้แทนการนำข้อเรียกร้องและข้อเท็จจริงสำคัญเข้าสู่คดีโดยคำฟ้องได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นสำคัญ แม้พยานโจทก์จะเบิกความว่าเคยเสนอค่าทดแทนแก่จำเลย แต่เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทนไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ ศาลไม่อาจกำหนดค่าทดแทนขึ้นภายหลังแล้วพิพากษาบังคับจำเลยตามฟ้อง เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้มีข้อสำคัญอยู่ที่การกำหนดขอบเขตแห่งข้อพิพาทตั้งแต่ชั้นคำฟ้อง การใช้สิทธิเรียกร้องต่อศาลมิได้พิจารณาเฉพาะว่าคู่ความสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ข้อเท็จจริงและคำขอที่จำเป็นต่อสิทธิซึ่งกล่าวอ้างนั้นได้ถูกนำเข้าสู่คดีโดยคำฟ้องแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์ประสงค์ให้ศาลบังคับจำเลยยอมให้เดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดิน แต่คำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย การที่พยานมาเบิกความในภายหลังว่าเคยเสนอค่าตอบแทน หรือการที่โจทก์ยินยอมในชั้นฎีกาว่าพร้อมชำระค่าทดแทนตามจำนวนที่ศาลกำหนด ไม่ทำให้เรื่องค่าทดแทนกลายเป็นประเด็นแห่งคดีย้อนหลังขึ้นมาได้ คำฟ้องและคำให้การจึงเป็นฐานสำคัญในการกำหนดกรอบการพิจารณาของศาล ส่วนพยานหลักฐานมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงภายในกรอบแห่งประเด็นนั้น การนำสืบภายหลังไม่อาจใช้สร้างประเด็นใหม่เพื่อให้ศาลพิพากษาเกินกว่าสิ่งที่คู่ความได้นำเข้าสู่คดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า เมื่อเจ้าของที่ดินประสงค์จะขอเดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ หรือสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินของผู้อื่นโดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 แต่คำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินนั้น ศาลจะสามารถนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังจากคำเบิกความของพยานมาพิจารณาและกำหนดค่าทดแทนให้ได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ได้ เพราะประเด็นข้อพิพาทต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นสำคัญ เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน คดีจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามมาตรา 1352 และศาลไม่อาจกำหนดค่าทดแทนขึ้นภายหลังแล้วพิพากษาบังคับจำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ ประเด็นข้อพิพาท ประเด็นข้อพิพาทต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการเบิกความของพยานในภายหลังไม่อาจทำให้เกิดประเด็นใหม่ซึ่งมิได้ถูกนำเข้าสู่คดีโดยคำฟ้องได้ นอกฟ้องนอกประเด็น เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย ศาลไม่อาจกำหนดค่าทดแทนขึ้นเองแล้วพิพากษาบังคับจำเลยให้ยอมให้โจทก์เดินสายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคผ่านที่ดินได้ เพราะเป็นการพิจารณาและพิพากษาเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในประเด็นแห่งคดี คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ขอเดินสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของผู้อื่นโดยไม่ได้เสนอค่าทดแทนไว้ในคำฟ้องได้หรือไม่ คำตอบ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยยอมให้เดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำ และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินและบ้านของจำเลย แต่ไม่ได้เสนอค่าทดแทนไว้ในคำฟ้อง คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าทดแทนขึ้นภายหลังแล้วพิพากษาบังคับจำเลยตามคำฟ้องได้ 2. คำถาม หากพยานโจทก์เบิกความว่าเคยเสนอค่าทดแทนแก่จำเลย ศาลสามารถนำมาพิจารณาแทนข้อความในคำฟ้องได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ตามคำวินิจฉัยในคดีนี้ เพราะศาลฎีกาถือว่าประเด็นข้อพิพาทต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นสำคัญ แม้พยานจะเบิกความว่าเคยเสนอค่าทดแทนแก่จำเลย แต่เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน เรื่องดังกล่าวก็ไม่กลายเป็นประเด็นแห่งคดีเพียงเพราะมีคำเบิกความเพิ่มเติมในชั้นพิจารณา 3. คำถาม โจทก์ยินยอมในชั้นฎีกาว่าจะจ่ายค่าทดแทนตามที่ศาลกำหนด ศาลจะกำหนดค่าทดแทนแล้วบังคับจำเลยได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ในคดีนี้ เพราะคำฟ้องเดิมไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลยไว้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคดีไม่มีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิตามมาตรา 1352 การกำหนดค่าทดแทนขึ้นภายหลังแล้วพิพากษาบังคับจำเลยตามคำขอจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น 4. คำถาม หลักสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักสำคัญคือ ประเด็นข้อพิพาทต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเป็นสำคัญ การนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาไม่อาจใช้สร้างประเด็นใหม่ที่ไม่มีอยู่ในคำฟ้อง และศาลไม่อาจพิพากษากำหนดสิทธิหรือเงื่อนไขที่อยู่นอกขอบเขตแห่งประเด็นของคดีได้ เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าทดแทนขึ้นเองเพื่อให้โจทก์ได้รับสิทธิตามที่ร้องขอ หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักจากคดีนี้มิได้หมายความว่า ศาลไม่มีอำนาจกำหนดค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ในทุกกรณี ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องค่าทดแทนได้ถูกนำเข้าสู่คดีไว้แล้วหรือไม่ หากคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน เรื่องดังกล่าวย่อมไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะกำหนดขึ้นภายหลังได้ แต่หากโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนไว้แล้วและคู่ความโต้แย้งกันเพียงจำนวนค่าทดแทน ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณากำหนดจำนวนค่าทดแทนที่สมควรได้โดยไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ดังนั้น การใช้สิทธิตามมาตรา 1352 จึงควรพิจารณาแยกให้ชัดระหว่างกรณีที่เรื่องค่าทดแทนไม่ได้ถูกนำเข้าสู่คดีเลย กับกรณีที่มีการเสนอค่าทดแทนไว้แล้วแต่ยังมีข้อโต้แย้งกันเฉพาะจำนวนค่าทดแทน เพราะสองกรณีนี้มีผลต่อขอบเขตอำนาจของศาลในการพิจารณาและพิพากษาแตกต่างกัน ฉบับนี้สามารถคัดลอกไปแทนบทความเดิมได้ทั้งชุด โดยข้อเท็จจริงและแก่นคำวินิจฉัยยังคงยึดตามข้อความที่คุณส่งมา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1974/2552 ประเด็นข้อพิพาทในคดีจะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ เป็นข้อสำคัญมิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้พยานโจทก์จะได้เบิกความถึงว่าเสนอว่าจะให้ค่าทดแทนแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 หรือไม่ เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวเสียแล้ว ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามฟ้องโจทก์ และกำหนดค่าทดแทนเพื่อให้โจทก์ชำระแก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 124391 ตำบลบางสีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านบนที่ดินดังกล่าว จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 124390 ตำบลบางสีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 5 ที่ดินของโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตกติดที่ดินของจำเลย ที่ดินของจำเลยอยู่ด้านทิศตะวันออกติดคลองบางสีทอง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนนทบุรีปักเสาไฟฟ้าไว้ที่ริมคลองบางสีทองฝั่งบ้านและที่ดินของจำเลย การประปาจังหวัดนนทบุรีเดินท่อน้ำประปามาที่ริมคลองฝั่งตรงข้ามกับบ้านของจำเลย โจทก์กับจำเลยเดินสายไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าดังกล่าวมาใช้งานตลอดมาจนถึงปี 2545 โจทก์กับจำเลยมีเหตุขัดใจกัน จำเลยจึงตัดสายไฟฟ้าไม่ให้โจทก์ใช้ โจทก์ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ต้องไปอาศัยอยู่บ้านผู้อื่นจนกระทั่งปัจจุบัน โจทก์เจรจากับจำเลยแล้วแต่จำเลยปฏิเสธไม่ยินยอมให้โจทก์เดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำประปา และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินและบ้านของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยอนุญาตให้โจทก์กระทำการดังกล่าวตามแผนผังท้ายคำฟ้อง หากจำเลยไม่อนุญาตหรือเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์อาจไม่ใช่เจ้าของที่ดินและไม่ใช่เจ้าของบ้านตามฟ้อง ทะเบียนบ้านท้ายคำฟ้องไม่ปรากฏชื่อโจทก์ทั้งไม่ได้มอบอำนาจให้นางกิจจา ฟ้องและดำเนินคดีแทน หนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้ลงวันเดือนปีหรือขีดฆ่าอากรแสตมป์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนนทบุรีปักเสาไฟฟ้าไว้ข้างคลองบางสีทองใกล้ที่ดินของจำเลยไม่มีการวางท่อน้ำประปา ชาวบ้านละแวกนี้ใช้น้ำบาดาลจากวัดอมฤต ส่วนชุมสายโทรศัพท์จังหวัดนนทบุรีมิได้เดินสายหรือปักเสาโทรศัพท์ไว้บริเวณคลองบางสีทองบ้านที่ไม่ได้อยู่ติดกับคลองบางสีทองใช้วิธีเดินสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์หรือท่อน้ำบาดาลผ่านบริเวณข้างที่ดินของผู้อื่น หรือทางสาธารณประโยชน์ ไม่มีชาวบ้านรายใดเดินสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ท่อน้ำบาดาล ผ่านหลังคาหรือกลางบ้านผู้อื่น หากมีต้องขออนุญาตและเสียค่าตอบแทนตามกฎหมาย โจทก์ไม่เคยขอใช้โทรศัพท์และไม่เคยขอใช้น้ำบาดาลมาก่อน แผนผังท้ายคำฟ้องบิดเบือนความจริง โจทก์ไม่เคยเดินสายไฟฟ้าหรือปักเสาไฟฟ้าผ่านบ้านของจำเลยเพื่อไปใช้ยังบ้านโจทก์ เคยแต่ขอต่อไฟฟ้าจากบ้านจำเลยเพื่อไปใช้ในบ้านของโจทก์เป็นเวลาหลายปีสมัยที่ยังปรองดองกัน โจทก์กับพี่น้องมีสาเหตุผิดใจกัน โจทก์ถือทิฐิไม่ขอใช้ไฟฟ้าจากบ้านจำเลย จำเลยหาได้ตัดไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าอย่างใดไม่ ต่อมาโจทก์ลักลอบเดินสายไฟฟ้าฝ่านบ้านจำเลยเมื่อจำเลยทราบมีการทะเลาะกัน โจทก์และนางกิจจาต่างทิ้งร้างบ้านไปอาศัยอยู่กับสามีของตน ก่อนฟ้องคดีนี้บุตรของโจทก์ได้ขอเดินสายไฟฟ้าผ่านหลังคาบ้านของจำเลยจำเลยไม่อนุญาตเพราะหลังคาบ้านของจำเลยเป็นสังกะสี หากเกิดอุบัติเหตุจะเป็นอันตราย และทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเกินควร ไม่สะดวก จำเลยแนะนำให้ปักเสาไม้ตามร่องสวนเพื่อเดินสายไฟฟ้าเข้าบ้าน แต่โจทก์ไม่ยอม โจทก์สามารถเดินสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์และท่อน้ำบาดาลเข้าบ้านของโจทก์โดยไม่ก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น แต่โจทก์ไม่อยากลงทุน โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต กลั่นแกล้งฟ้องจำเลยให้ได้รับความเดือดร้อน ทุกวันนี้สายไฟฟ้าของโจทก์ยังอยู่ โดยมิได้ใช้ประโยชน์ เพราะเจ้าหน้าที่ถอดสายไฟฟ้าออกจากหม้อแปลงไฟฟ้าในช่วงที่โจทก์ทิ้งร้างบ้านไปหลายปีหากปล่อยสายไฟฟ้าดังกล่าวทิ้งไว้อาจเป็นอันตราย จำเลยขอให้โจทก์ถอดสายไฟฟ้าดังกล่าว แต่โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์รื้อถอนสายไฟฟ้าออกไปโดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเอง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 124391 พร้อมบ้านเลขที่ 18 บนที่ดินดังกล่าว เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์สมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยอมรับว่าละแวกบ้านโจทก์จำเลยมีการใช้น้ำบาดาลท่อน้ำบาดาลอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับที่ดินของจำเลยตามแผนผังท้ายคำฟ้องโจทก์ อย่างไรก็ตามหากจะเดินท่อน้ำบาดาล สายไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ก็ต้องผ่านที่ดินหรือบ้านของจำเลยโดยโจทก์ไม่มีทางอื่นจะหลีกเลี่ยง โจทก์เคยเดินสายไฟฟ้าจากบ้านของจำเลยเข้าไปใช้ในบ้านของโจทก์ได้นานนับสิบปี เมื่อจำเลยรื้อและตัดสายไฟฟ้าออกจากบ้านของจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีไฟฟ้าใช้ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น สายไฟฟ้าที่จำเลยอ้างนั้นการไฟฟ้าได้รื้อออกไปแล้ว จำเลยต่อเติมบ้านครอบคลุมบริเวณนั้นจนไม่มีสายไฟฟ้าที่จะให้โจทก์ต้องดำเนินการอีก ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าคดีมีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ โจทก์ฎีกาทำนองว่า ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของพยานโจทก์ประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยของศาล เนื่องจากพยานโจทก์ปากนางกิจจาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้เบิกความต่อศาลแล้วว่า พี่ชายของพยานไปพูดกับจำเลยขอวางสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยและได้เสนอว่าจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยแต่จำเลยพูดว่า กูมีแล้วไม่เอา แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้พยายามเจรจาและเสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยแล้ว และฎีกาว่าศาลควรพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำฟ้องเสียก่อน ส่วนค่าทดแทนนั้นโจทก์ยินยอมที่จะชำระให้แก่จำเลยจนเป็นที่พอใจตามที่ศาลจะพิจารณากำหนดให้แก่จำเลย เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีจะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ เป็นข้อสำคัญมิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้พยานโจทก์จะได้เบิกความถึงว่า เสนอว่าจะให้ค่าทดแทนแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวเสียแล้ว ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามฟ้องโจทก์และกำหนดค่าทดแทนเพื่อให้โจทก์ชำระแก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





