ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ

การขอพิจารณาคดีใหม่ในคดีหย่าขาดนัด, เงื่อนไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา, ผลของการเพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ, การเพิกถอนทะเบียนหย่าตามคำพิพากษา, สถานะความเป็นสามีภริยาและผลต่อบุคคลภายนอก, การสมรสในขณะที่มีคู่สมรสอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452, สมรสซ้อนและความเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1495, ความสุจริตอ้างไม่ได้ในกรณีสมรสต้องห้าม, คำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย, ผลผูกพันของคดีสถานะบุคคล

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของ “การอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่” ในคดีหย่าที่มีคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัด และผลต่อเนื่องที่กระทบไปถึงทะเบียนหย่าซึ่งนายทะเบียนได้บันทึกตามคำพิพากษานั้น รวมทั้งการสมรสใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง โดยแก่นสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อคำพิพากษาขาดนัดถูกเพิกถอนตามกระบวนพิจารณาแล้ว การบันทึกการหย่าที่อาศัยคำพิพากษานั้นย่อมถูกเพิกถอนไปด้วยหรือไม่ และหากสถานะสามีภริยายังคงอยู่ การสมรสใหม่ที่ไปจดทะเบียนย่อมเข้าลักษณะสมรสต้องห้าม เป็น “สมรสซ้อน” และตกเป็นโมฆะหรือไม่ อีกทั้งยังชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลที่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก การใช้ดุลพินิจของศาลในการรับคำขอพิจารณาคดีใหม่ และข้อจำกัดของบุคคลภายนอกในการเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ผู้ปฏิบัติงานด้านคดีครอบครัวต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะกระทบทั้งทะเบียนราษฎร สิทธิของคู่สมรส และความมั่นคงแน่นอนของสถานะบุคคลในทางกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์สำคัญของคดี

โจทก์เป็นภริยาจดทะเบียนสมรสกับชาย (ก.) มาช้านาน ต่อมา ก. ฟ้องหย่าโจทก์ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ภายหลัง ก. นำคำพิพากษาไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าในทะเบียนการหย่า (บันทึกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555) จากนั้น ก. ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอีกคนหนึ่ง (จำเลยในคดีนี้) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555

ต่อมา โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีหย่าเดิม ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โดยอ้างเหตุขาดนัดมิได้เป็นไปโดยจงใจ มีเหตุอันสมควร และมีข้อคัดค้านในเนื้อหาคดีที่หากได้พิจารณาใหม่อาจเป็นฝ่ายชนะ พร้อมชี้แจงเหตุล่าช้า ศาลชั้นต้นในคดีหย่าเดิมนัดไต่สวนคำร้อง และในวันนัดไต่สวน (4 พฤศจิกายน 2556) ก. (โจทก์ในคดีหย่าเดิม) แถลง “ไม่คัดค้าน” คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นจึงงดไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ พร้อมอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนด

ระหว่างกระบวนพิจารณา ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 ทำให้คดีหย่าเดิมมีลักษณะเป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลที่คู่ความฝ่ายโจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว

ต่อมา โจทก์ (ภริยาคนเดิม) ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาว่า “การสมรสระหว่าง ก. กับจำเลยตามทะเบียนสมรส ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ” โดยให้เหตุผลว่า เมื่อศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ คำพิพากษาหย่าขาดนัดและการบังคับคดีที่ทำไปแล้วถือว่าเพิกถอนไปในตัว ส่งผลให้ทะเบียนหย่าที่บันทึกตามคำพิพากษาถูกเพิกถอนไปด้วย ดังนั้น ณ วันที่จำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับ ก. สถานะของ ก. กับโจทก์ยังเป็นสามีภริยาอยู่ จึงเป็นสมรสต้องห้าม (สมรสซ้อน) และตกเป็นโมฆะ

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัย 

(ก) ประเด็นที่ 1 คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหย่าเดิมที่ “อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นคำสั่งที่สั่งโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 หรือไม่

จำเลยฎีกาโจมตีว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ล่วงเลยกำหนด 6 เดือน โดยนับจากวันที่มีการ “บังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น” กล่าวคือ การนำคำพิพากษาไปบันทึกการหย่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่ควรรับคำร้องไว้พิจารณา หากรับไว้ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ เป็นปัญหาข้อสงบเรียบร้อย แม้คำสั่งจะถึงที่สุดก็ไม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาหย่าขาดนัด และไม่ผูกพันจำเลยซึ่งมิใช่คู่ความในคดีหย่าเดิม

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดสาระของคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหย่าเดิมว่า ศาลได้พิเคราะห์ “เหตุขาดนัด” และ “ข้อคัดค้านในเนื้อหา” รวมถึง “เหตุล่าช้า” ไว้แล้วจนเข้าองค์ประกอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง และเมื่อ ก. กับทนายของก. แถลงไม่คัดค้าน ยิ่งสะท้อนว่า คู่ความประสงค์ให้แพ้ชนะกันในเนื้อหา มิใช่อาศัยความได้เปรียบทางวิธีพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงชอบใช้ดุลพินิจงดไต่สวนและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และเมื่อถึงที่สุดแล้วก็เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่

(ข) ประเด็นที่ 2 เมื่ออนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว ผลของคำพิพากษาหย่าขาดนัดและการบังคับคดี (รวมถึงการบันทึกการหย่า) เป็นอย่างไร

ศาลฎีกายึดหลักตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ว่า เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดถูกเพิกถอนแล้ว “วิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้ว” ถือเป็นอันเพิกถอนไปในตัว และเมื่อนำหลักดังกล่าวมาประกอบกับลักษณะคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 ย่อมทำให้การบันทึกการหย่าที่อาศัยคำพิพากษาหย่าขาดนัดนั้นถูกเพิกถอนไปด้วย กล่าวคือ ฐานะการหย่าที่เคยปรากฏในทะเบียนย่อมกลับคืนสู่สภาพที่ไม่มีผล เพราะฐานแห่งการบันทึกถูกถอนออกไปแล้ว

(ค) ประเด็นที่ 3 เมื่อทะเบียนหย่าถูกเพิกถอน สถานะบุคคลของ ก. กับโจทก์เป็นอย่างไร และการสมรสใหม่ของจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่

เมื่อคำพิพากษาหย่าเดิมและผลบังคับที่ตามมาถูกเพิกถอน สถานะระหว่าง ก. กับโจทก์ย่อม “ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน” ดังนั้น การที่จำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับ ก. ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานะสมรสเดิมยังคงอยู่ ย่อมเป็นการสมรสในขณะที่ฝ่ายชายมีคู่สมรสอยู่ เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 อีกทั้งจำเลยไม่อาจอ้างสุจริตเพื่อทำให้การสมรสมีผลสมบูรณ์ได้ เพราะเป็นข้อห้ามชัดแจ้งในกฎหมาย

(ง) ประเด็นที่ 4 ข้ออ้างเรื่อง “พ้นวิสัยจะกลับคืนสู่ฐานะเดิม” และการคุ้มครองบุคคลภายนอก

จำเลยอ้างว่า หากให้คำสั่งพิจารณาคดีใหม่มีผลเพิกถอนการหย่า จะเป็นกรณีพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิม และเมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย การจะเพิกถอนการสมรสของจำเลยยิ่งเป็นการพ้นวิสัย อีกทั้งกระทบสิทธิบุคคลภายนอกผู้สมรสโดยสุจริต

ศาลฎีกาไม่รับข้ออ้างดังกล่าว โดยเน้นว่า คดีหย่าเป็นคดีเกี่ยวด้วย “สถานะของบุคคล” ซึ่งผลของคำพิพากษาเกี่ยวกับสถานะบุคคลมีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอก บุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างหรือใช้ยันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1) ดังนั้น เมื่อฐานะการหย่าถูกเพิกถอน สถานะสมรสเดิมย่อมกลับคืน และการสมรสใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงที่สถานะเดิมยังอยู่ย่อมต้องรับผลตามบทบัญญัติห้ามสมรสซ้อนโดยตรง ไม่ใช่เรื่อง “พ้นวิสัย” ในทางที่ทำให้การสมรสต้องห้ามกลับมีผลได้

(จ) ประเด็นที่ 5 การเข้ามาในคดีหย่าเดิมของจำเลยภายหลัง (คำร้องสอด) ทำได้หรือไม่เมื่อคู่ความฝ่ายโจทก์ถึงแก่ความตาย

ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า เมื่อ ก. ถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีหย่าเดิม การที่จำเลยจะยื่นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ภายหลังจึงกระทำไม่ได้ เพราะโครงสร้างคดีและฐานะคู่ความไม่เอื้อให้ดำเนินต่อไปในลักษณะดังกล่าว

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

(ก) ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา และมาตรา 199 เบญจ: “พิจารณาคดีใหม่” กับการเยียวยาความไม่เป็นธรรมจากการขาดนัด

เจตนารมณ์ของระบบพิจารณาคดีใหม่ในกรณีขาดนัด มิใช่เปิดช่องให้ยื้อคดีโดยไร้เหตุ แต่เป็นกลไกคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างแท้จริง เมื่อฝ่ายหนึ่งขาดนัดโดยไม่จงใจ มีเหตุสมควร และมีแนวทางต่อสู้ที่หากได้พิจารณาใหม่อาจชนะคดีได้ กฎหมายจึงให้ศาลใช้ดุลพินิจรับคำร้องเพื่อให้พิพาทแพ้ชนะกัน “ในเนื้อหา” ไม่ใช่แพ้ชนะกันด้วยกลวิธีทางกระบวนพิจารณา

มาตรา 199 เบญจ วางผลสำคัญ 2 ชั้นคือ (1) เมื่อเพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดแล้ว การบังคับคดีที่ทำไปแล้วถือเพิกถอนไปในตัว เพื่อไม่ให้ผลบังคับคดีที่ตั้งอยู่บนคำพิพากษาที่ถูกถอนยังคงสร้างผลเสียหาย (2) เมื่อคำสั่งอนุญาตถึงที่สุดแล้ว ย่อมสร้างความแน่นอนทางกระบวนพิจารณา ไม่ให้ย้อนกลับมาทำลายหลักความมั่นคงของคำสั่งศาลโดยง่าย

(ข) ป.พ.พ. มาตรา 1452 และมาตรา 1495: หลักห้ามสมรสซ้อนและผลเป็นโมฆะ

เจตนารมณ์ของบทห้ามสมรสซ้อนคือคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัวและสถานะบุคคล ป้องกันความสับสนเรื่องสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สมรส สิทธิในทรัพย์สิน และสิทธิเกี่ยวกับบุตร เมื่อกฎหมายกำหนดข้อห้ามชัด การฝ่าฝืนจึงมีผลร้ายแรงถึงขั้น “โมฆะ” คือถือเสมือนไม่มีการสมรสมาแต่ต้น การอ้างสุจริตจึงไม่อาจทำให้การกระทำที่ต้องห้ามกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ในกรณีที่องค์ประกอบต้องห้ามปรากฏชัด

(ค) ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1): ผลผูกพันบุคคลภายนอกในคดีสถานะบุคคล

คดีหย่าเป็นคดีสถานะบุคคล ผลคำพิพากษาหรือผลแห่งการเพิกถอนที่กระทบสถานะย่อมต้องมีผลในทางทะเบียนและต่อบุคคลภายนอกเพื่อความเป็นเอกภาพของสถานะบุคคลในสังคม หากปล่อยให้บุคคลภายนอกเลือกยึดผลตามใจ จะทำให้ระบบทะเบียนครอบครัวและความแน่นอนของสถานะบุคคลเสื่อมความหมาย

(ง) ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1): ขอบเขตคำร้องสอดเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย

เจตนารมณ์ของคำร้องสอดคือเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาคุ้มครองสิทธิของตนในคดีที่กำลังดำเนินอยู่ แต่เมื่อคู่ความฝ่ายโจทก์ถึงแก่ความตายและคดีเกี่ยวพันสถานะบุคคล ย่อมเกิดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของคดี ไม่อาจเพิ่มคู่ความใหม่ในลักษณะที่ทำให้คดีดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนววินิจฉัยที่สะท้อนจากคดีนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปที่ศาลฎีกามักย้ำในคดีครอบครัวว่า

(1) คดีสถานะบุคคลต้องให้ความสำคัญกับ “ความจริงแห่งสถานะ” มากกว่าผลชนะคดีด้วยเทคนิควิธีพิจารณา

(2) เมื่อคำพิพากษาขาดนัดถูกเพิกถอน ผลทางทะเบียนหรือการบังคับคดีที่อาศัยคำพิพากษานั้นต้องถูกถอนตามไปเพื่อคงความสอดคล้องของระบบทะเบียน

(3) การสมรสต้องห้ามเป็นเรื่องกระทบความสงบเรียบร้อย การอ้างสุจริตไม่ใช่คำตอบ หากองค์ประกอบข้อห้ามครบถ้วนแล้วผลโมฆะย่อมบังคับใช้เพื่อรักษาความแน่นอนของสถานะครอบครัว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับชายตามทะเบียนสมรสลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ เพราะเป็นสมรสต้องห้ามในขณะฝ่ายชายยังมีคู่สมรสอยู่ 

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าผลจากการอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ทำให้ทะเบียนหย่าถูกเพิกถอนไปด้วย 

3. ศาลฎีกา พิพากษายืน ชี้ว่าคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลเพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดทำให้การบันทึกหย่าถูกถอน และสมรสใหม่เป็นโมฆะ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. คดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลเป็นคดีที่ศาลต้องมุ่งหมายให้ความยุติธรรมปรากฏใน “เนื้อหาแห่งคดี” มิใช่ปล่อยให้การได้เปรียบเสียเปรียบทางวิธีพิจารณาเป็นตัวชี้ขาดสถานะสมรส ซึ่งกระทบสิทธิหน้าที่และความสงบเรียบร้อยโดยตรง

2. เมื่อศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ในกรณีคำพิพากษาขาดนัดโดยมีเหตุครบองค์ประกอบตามกฎหมายแล้ว ผลทางบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปบนฐานคำพิพากษานั้นย่อมถูกเพิกถอนไปในตัว เพื่อป้องกันมิให้เกิดสภาพทางนิติสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนฐานคำพิพากษาที่ถูกถอน

3. การบันทึกทะเบียนหย่าที่อาศัยคำพิพากษาหย่าเดิมเป็นเพียงผลสืบเนื่องทางทะเบียน มิใช่แหล่งกำเนิดสิทธิอิสระ เมื่อฐานคำพิพากษาถูกเพิกถอน ผลทางทะเบียนย่อมต้องถูกเพิกถอนไปด้วยเพื่อให้สถานะบุคคลสอดคล้องเป็นเอกภาพ

4. การสมรสในขณะที่ยังมีคู่สมรสอยู่เป็นข้อห้ามเด็ดขาดตามกฎหมาย มีผลให้การสมรสตกเป็นโมฆะโดยสภาพ ไม่อาจอ้างสุจริตเพื่อทำให้การสมรสดังกล่าวสมบูรณ์ได้ เพราะจะทำลายหลักความมั่นคงของสถานะครอบครัวและระบบทะเบียนราษฎร

5. บุคคลภายนอกในคดีสถานะบุคคลมิอาจเลือกยึดถือผลทางทะเบียนเฉพาะส่วนที่เป็นคุณแก่ตนแล้วปฏิเสธผลแห่งการเพิกถอนในภายหลังได้ เพราะผลคดีสถานะบุคคลมีผลผูกพันทั่วไปเพื่อความแน่นอนของสังคม และเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นสำคัญ

6. เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในคดีสถานะบุคคล การเข้ามาเป็นคู่ความโดยคำร้องสอดย่อมมีข้อจำกัดอย่างยิ่ง เพราะโครงสร้างคู่ความไม่อาจรองรับการดำเนินคดีต่อไปได้ตามปกติ การคุ้มครองสิทธิจึงต้องพิจารณาผ่านคดีหรือฐานสิทธิอื่นที่เหมาะสมตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

“พิจารณาคดีใหม่” ในคดีหย่าที่แพ้โดยขาดนัด ต้องมีเงื่อนไขสำคัญอะไรบ้างจึงจะขอได้?

คำตอบ

ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า การขาดนัดมิได้เป็นไปโดยจงใจ มีเหตุอันสมควร และมีข้อคัดค้านหรือแนวทางต่อสู้ในเนื้อหาที่หากได้พิจารณาใหม่อาจเป็นฝ่ายชนะ รวมถึงหากยื่นล่าช้าต้องชี้แจงเหตุแห่งความล่าช้าให้ศาลพิเคราะห์ได้ชัดเจน

2. คำถาม

เมื่อศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว คำพิพากษาขาดนัดเดิม “หายไปทันที” หรือไม่?

คำตอบ

ผลทางกฎหมายคือคำพิพากษาขาดนัดและการบังคับคดีที่อาศัยคำพิพากษานั้นย่อมถูกเพิกถอนไปในตัวตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ทำให้ฐานะที่เกิดจากการแพ้โดยขาดนัดไม่อาจยึดถือเป็นที่สุดต่อไปได้ และต้องกลับไปสู่กระบวนพิจารณาเพื่อวินิจฉัยเนื้อหาใหม่

3. คำถาม

ถ้าฝ่ายชนะคดีหย่าได้นำคำพิพากษาไปบันทึกการหย่าแล้ว การบันทึกนั้นยังมีผลอยู่หรือไม่เมื่อมีการเพิกถอนคำพิพากษาขาดนัด?

คำตอบ

เมื่อฐานคำพิพากษาที่ใช้เป็นเหตุให้บันทึกการหย่าถูกเพิกถอน ผลทางทะเบียนซึ่งเป็นผลสืบเนื่องย่อมต้องถูกเพิกถอนไปด้วย เพื่อให้สถานะบุคคลสอดคล้องกับผลทางกระบวนพิจารณาที่กลับสู่การพิจารณาใหม่

4. คำถาม

การสมรสใหม่ที่จดทะเบียนในช่วงที่มีการบันทึกหย่าอยู่ แต่ภายหลังทะเบียนหย่าถูกเพิกถอน จะมีผลอย่างไร?

คำตอบ

หากผลของการเพิกถอนทำให้สถานะสมรสเดิม “ยังคงอยู่” ในช่วงเวลาที่จดทะเบียนสมรสใหม่ การสมรสใหม่ย่อมเป็นการสมรสต้องห้าม (สมรสซ้อน) และตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้จะเคยมีการบันทึกหย่าไว้ก่อนก็ตาม

5. คำถาม

ผู้จดทะเบียนสมรสใหม่จะอ้างว่า “สุจริต” เพื่อให้การสมรสมีผลได้หรือไม่?

คำตอบ

ในกรณีที่องค์ประกอบสมรสต้องห้ามครบถ้วน การอ้างสุจริตไม่อาจลบล้างข้อห้ามเด็ดขาดและผลโมฆะได้ เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองความแน่นอนของสถานะครอบครัวและป้องกันความสับสนในสิทธิหน้าที่ทางครอบครัว

6. คำถาม

กรณีฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในคดีหย่า บุคคลภายนอกที่เสียประโยชน์สามารถยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีเดิมได้หรือไม่?

คำตอบ

โดยหลักเมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะคดีสถานะบุคคล การยื่นคำร้องสอดภายหลังย่อมมีข้อจำกัดสูงและอาจกระทำไม่ได้ เพราะโครงสร้างคู่ความไม่อาจดำเนินคดีต่อไปในรูปเดิมได้ การคุ้มครองสิทธิต้องพิจารณาช่องทางตามกฎหมายที่เหมาะสมอื่น

7. คำถาม

เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับการแพ้ชนะ “ในเนื้อหา” มากกว่าการแพ้ชนะด้วยวิธีพิจารณาในคดีครอบครัว?

คำตอบ

เพราะคดีครอบครัวโดยเฉพาะคดีหย่าเกี่ยวข้องกับสถานะบุคคลซึ่งส่งผลไกลไปถึงสิทธิหน้าที่ของคู่สมรส ทรัพย์สินครอบครัว และความแน่นอนของทะเบียนราษฎร การปล่อยให้ชนะคดีด้วยเทคนิควิธีพิจารณาอาจก่อความไม่เป็นธรรมและกระทบความสงบเรียบร้อยอย่างมีนัยสำคัญ

8. คำถาม

หากศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว ฝ่ายที่เคยชนะคดีหย่าควรระมัดระวังเรื่องใดเป็นพิเศษ?

คำตอบ

ต้องระมัดระวังผลทางทะเบียนและนิติสัมพันธ์ที่ได้ดำเนินไป เช่น การบันทึกหย่า การสมรสใหม่ หรือการทำนิติกรรมที่ยึดฐานะหย่า เพราะเมื่อฐานคำพิพากษาถูกเพิกถอน ผลสืบเนื่องอาจถูกถอนตามไปและทำให้เกิดข้อพิพาทใหม่ได้

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2561

คดีเดิม ก. ซึ่งเป็นสามีฟ้องหย่าโจทก์ ซึ่งเป็นภริยา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์และ ก. หย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมา ก. นำคำพิพากษาดังกล่าวไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควร ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ" ชี้ให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ถึงข้อความในคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวว่า ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า หากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าก็ได้แสดงเหตุแห่งการล่าช้านั้นด้วย อันเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 การที่ ก. โจทก์ และทนายโจทก์ไม่แถลงคัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า คู่ความในคดีนั้นประสงค์จะให้คดีแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดี หาใช่โดยการได้เปรียบกันด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความในคดีแพ่งสามารถกระทำได้โดยชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะใช้ดุลพินิจ มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ไม่ และกรณีเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ทั้งคดีหย่าระหว่าง ก. กับโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคล เมื่อ ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีดังกล่าวในภายหลังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) จึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีนั้นแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดของศาลชั้นต้นและวิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วนั้น ถือเป็นการเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดถูกเพิกถอน การที่ ก. ไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย สถานะของบุคคลระหว่าง ก. กับโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน เมื่อจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับ ก. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นเวลาหลังจากมีการเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่าง ก. กับโจทก์แล้ว จึงเป็นการสมรสในขณะที่ ก. มีคู่สมรสอยู่ จึงต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 จำเลยไม่อาจอ้างความสุจริตได้ การสมรสระหว่างจำเลยกับ ก. ไม่มีผลเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเพราะคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลและมีผลผูกพันบุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1)

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยตามทะเบียนสมรสลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับนายกำจัดจดทะเบียนสมรสกันเมื่อ 27 มีนาคม 2529 ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีหย่าพิพากษาให้หย่าขาดเมื่อ 10 กันยายน 2555 นายกำจัดนำคำพิพากษาไปบันทึกการหย่าเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2555 แล้วไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังโจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ในคดีหย่าเมื่อ 5 กรกฎาคม 2556 และในวันนัด 4 พฤศจิกายน 2556 นายกำจัดแถลงไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงงดไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ต่อมานายกำจัดถึงแก่ความตายเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2557

ประเด็นตามฎีกาคือคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ชอบหรือไม่ จำเลยอ้างว่ายื่นเกิน 6 เดือน จึงเป็นคำสั่งผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์เหตุขาดนัด เหตุล่าช้า และข้อคัดค้านครบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 และเมื่อคู่ความไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นย่อมใช้ดุลพินิจอนุญาตได้โดยชอบ คำสั่งเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่

เมื่อคำพิพากษาขาดนัดถูกเพิกถอน วิธีการบังคับคดีและการบันทึกการหย่าที่ทำไปแล้วถือว่าเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ทำให้สถานะนายกำจัดกับโจทก์ยังเป็นสามีภริยาอยู่ ดังนั้นการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2555 จึงเป็นสมรสต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 จำเลยอ้างสุจริตไม่ได้ อีกทั้งคดีสถานะบุคคลมีผลผูกพันบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1) ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนที่ 367/29278 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัด ตามทะเบียนสมรสสำนักทะเบียนอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนที่ 367/29278 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และนายกำจัดจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2529 ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2555 ศาลชั้นต้นในคดีที่นายกำจัดเป็นโจทก์ฟ้องหย่าโจทก์ พิพากษาให้นายกำจัดและโจทก์หย่าขาดจากกันปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้น วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 นายกำจัดนำคำพิพากษาดังกล่าวไปให้นายทะเบียนอำเภอกันทรารมย์ บันทึกการหย่าไว้ในทะเบียนการหย่า ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 นายกำจัดและจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันปรากฏตามสำเนาทะเบียนการหย่า และข้อมูลทะเบียนครอบครัว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย วันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ในคดีที่นายกำจัดฟ้องหย่าโจทก์ ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 นายกำจัดโจทก์ในคดีดังกล่าว แถลงไม่คัดค้านคำร้องขอเลื่อนคดีของฝ่ายจำเลยและไม่คัดค้านคำขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควรประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดการไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 นายกำจัดถึงแก่ความตายปรากฏตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 และสำเนามรณบัตร

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลทำให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดไม่ตกเป็นโมฆะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่า นายกำจัดนำคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้นไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 และจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้น ยื่นคำขอพิจารณาใหม่เมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่นายกำจัดนำคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าอันเป็นการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา และมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ในเรื่องการพิจารณาคดีใหม่จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะถึงที่สุดแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นายกำจัดและโจทก์หย่าขาดจากกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม และไม่มีผลผูกพันจำเลยซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ ดังนั้น ในขณะที่นายกำจัดจดทะเบียนสมรสกับจำเลย จึงมิใช่ทำการสมรสในขณะที่นายกำจัดมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นอกจากนี้หากคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาที่ให้นายกำจัดกับโจทก์หย่าขาดจากกัน ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม และเมื่อนายกำจัดถึงแก่ความตายในเวลาดังกล่าว การที่จะเพิกถอนการสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยในคดีนี้ ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้เช่นกันและยังเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการสมรสโดยสุจริตและศาลในคดีดังกล่าวก็มิได้มีคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควรโดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 เอกสารท้ายฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควร ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ชี้ให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ถึงข้อความในคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแล้วว่า ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าก็ได้แสดงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย อันเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ทั้งการที่นายกำจัด โจทก์ และทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าคู่ความในคดีนั้นประสงค์จะให้คดีแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดีหาใช่โดยการได้เปรียบกันด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความในคดีแพ่งสามารถกระทำได้โดยชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ตามคำแถลงของโจทก์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ นอกจากนี้คดีฟ้องหย่าระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลเมื่อนายกำจัดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีดังกล่าวในภายหลังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีนั้นแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 และวิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดถูกเพิกถอนแล้ว การที่นายกำจัดไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าตามคำพิพากษาดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย สถานะของบุคคลระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน เมื่อจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับนายกำจัดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นเวลาหลังจากมีการเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่างนายกำจัดกับโจทก์แล้ว จึงเป็นการสมรสในขณะที่นายกำจัดมีคู่สมรสอยู่จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495 จำเลยไม่อาจอ้างความสุจริตได้ การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดไม่มีผลเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ทั้งผลแห่งการที่เพิกถอนคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดดังกล่าว ก็ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังที่จำเลยอ้างเพราะคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลและยังมีผลผูกพันบุคคลภายนอกโดยบุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้หรือไม่ หากได้ฟ้องคดีสิทธิในทรัพย์เดียวกันไว้ก่อนแล้ว คำร้องสอดจะกลายเป็นฟ้องซ้อนตามกฎหมายหรือไม่
ศาลส่งหมายโดยประกาศหนังสือพิมพ์แทนได้หรือไม่ หากทายาทผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้รับโอกาสคัดค้านคดีครอบครองปรปักษ์
ฟ้องซ้ำไม่ได้จริงหรือ เมื่อศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ประเด็นเดิมในคดีใหม่ยังยกขึ้นสู้ได้หรือไม่
การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำหลังศาลวินิจฉัยแล้วทำได้หรือไม่ หลักผูกพันคำพิพากษาและฟ้องซ้ำในคดีบังคับคดีที่ดิน
ทนายความถอนตัวแล้วศาลไม่แจ้งคู่ความ กระบวนพิจารณาไม่ชอบหรือไม่ สิทธิในการต่อสู้คดีและผลของคำพิพากษาเป็นอย่างไร
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย
ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา
สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ยักยอกทรัพย์-ไม่รออาญา ศาลดูอะไรบ้าง และยื่นคำร้องช้าเสียสิทธิหรือไม่
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ใช้รายงานคุมประพฤติสู้คดีได้หรือไม่ ศาลไม่รอการลงโทษในคดีฉ้อโกงออนไลน์เพราะเหตุใด
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม-ผู้ร้องสอดอ้างครอบครองปรปักษ์เข้าคดีขับไล่ได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียและสิทธิเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
การยื่นเอกสารใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และศาลมีอำนาจงดสืบพยานเพียงใด
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229