
| เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของ “การอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่” ในคดีหย่าที่มีคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัด และผลต่อเนื่องที่กระทบไปถึงทะเบียนหย่าซึ่งนายทะเบียนได้บันทึกตามคำพิพากษานั้น รวมทั้งการสมรสใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง โดยแก่นสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อคำพิพากษาขาดนัดถูกเพิกถอนตามกระบวนพิจารณาแล้ว การบันทึกการหย่าที่อาศัยคำพิพากษานั้นย่อมถูกเพิกถอนไปด้วยหรือไม่ และหากสถานะสามีภริยายังคงอยู่ การสมรสใหม่ที่ไปจดทะเบียนย่อมเข้าลักษณะสมรสต้องห้าม เป็น “สมรสซ้อน” และตกเป็นโมฆะหรือไม่ อีกทั้งยังชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลที่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก การใช้ดุลพินิจของศาลในการรับคำขอพิจารณาคดีใหม่ และข้อจำกัดของบุคคลภายนอกในการเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ผู้ปฏิบัติงานด้านคดีครอบครัวต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะกระทบทั้งทะเบียนราษฎร สิทธิของคู่สมรส และความมั่นคงแน่นอนของสถานะบุคคลในทางกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์สำคัญของคดี โจทก์เป็นภริยาจดทะเบียนสมรสกับชาย (ก.) มาช้านาน ต่อมา ก. ฟ้องหย่าโจทก์ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ภายหลัง ก. นำคำพิพากษาไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าในทะเบียนการหย่า (บันทึกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555) จากนั้น ก. ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอีกคนหนึ่ง (จำเลยในคดีนี้) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ต่อมา โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีหย่าเดิม ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โดยอ้างเหตุขาดนัดมิได้เป็นไปโดยจงใจ มีเหตุอันสมควร และมีข้อคัดค้านในเนื้อหาคดีที่หากได้พิจารณาใหม่อาจเป็นฝ่ายชนะ พร้อมชี้แจงเหตุล่าช้า ศาลชั้นต้นในคดีหย่าเดิมนัดไต่สวนคำร้อง และในวันนัดไต่สวน (4 พฤศจิกายน 2556) ก. (โจทก์ในคดีหย่าเดิม) แถลง “ไม่คัดค้าน” คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นจึงงดไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ พร้อมอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนด ระหว่างกระบวนพิจารณา ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 ทำให้คดีหย่าเดิมมีลักษณะเป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลที่คู่ความฝ่ายโจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมา โจทก์ (ภริยาคนเดิม) ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาว่า “การสมรสระหว่าง ก. กับจำเลยตามทะเบียนสมรส ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ” โดยให้เหตุผลว่า เมื่อศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ คำพิพากษาหย่าขาดนัดและการบังคับคดีที่ทำไปแล้วถือว่าเพิกถอนไปในตัว ส่งผลให้ทะเบียนหย่าที่บันทึกตามคำพิพากษาถูกเพิกถอนไปด้วย ดังนั้น ณ วันที่จำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับ ก. สถานะของ ก. กับโจทก์ยังเป็นสามีภริยาอยู่ จึงเป็นสมรสต้องห้าม (สมรสซ้อน) และตกเป็นโมฆะ ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัย (ก) ประเด็นที่ 1 คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหย่าเดิมที่ “อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นคำสั่งที่สั่งโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 หรือไม่ จำเลยฎีกาโจมตีว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ล่วงเลยกำหนด 6 เดือน โดยนับจากวันที่มีการ “บังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น” กล่าวคือ การนำคำพิพากษาไปบันทึกการหย่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่ควรรับคำร้องไว้พิจารณา หากรับไว้ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ เป็นปัญหาข้อสงบเรียบร้อย แม้คำสั่งจะถึงที่สุดก็ไม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาหย่าขาดนัด และไม่ผูกพันจำเลยซึ่งมิใช่คู่ความในคดีหย่าเดิม ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดสาระของคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหย่าเดิมว่า ศาลได้พิเคราะห์ “เหตุขาดนัด” และ “ข้อคัดค้านในเนื้อหา” รวมถึง “เหตุล่าช้า” ไว้แล้วจนเข้าองค์ประกอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง และเมื่อ ก. กับทนายของก. แถลงไม่คัดค้าน ยิ่งสะท้อนว่า คู่ความประสงค์ให้แพ้ชนะกันในเนื้อหา มิใช่อาศัยความได้เปรียบทางวิธีพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงชอบใช้ดุลพินิจงดไต่สวนและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และเมื่อถึงที่สุดแล้วก็เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ (ข) ประเด็นที่ 2 เมื่ออนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว ผลของคำพิพากษาหย่าขาดนัดและการบังคับคดี (รวมถึงการบันทึกการหย่า) เป็นอย่างไร ศาลฎีกายึดหลักตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ว่า เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดถูกเพิกถอนแล้ว “วิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้ว” ถือเป็นอันเพิกถอนไปในตัว และเมื่อนำหลักดังกล่าวมาประกอบกับลักษณะคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 ย่อมทำให้การบันทึกการหย่าที่อาศัยคำพิพากษาหย่าขาดนัดนั้นถูกเพิกถอนไปด้วย กล่าวคือ ฐานะการหย่าที่เคยปรากฏในทะเบียนย่อมกลับคืนสู่สภาพที่ไม่มีผล เพราะฐานแห่งการบันทึกถูกถอนออกไปแล้ว (ค) ประเด็นที่ 3 เมื่อทะเบียนหย่าถูกเพิกถอน สถานะบุคคลของ ก. กับโจทก์เป็นอย่างไร และการสมรสใหม่ของจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ เมื่อคำพิพากษาหย่าเดิมและผลบังคับที่ตามมาถูกเพิกถอน สถานะระหว่าง ก. กับโจทก์ย่อม “ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน” ดังนั้น การที่จำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับ ก. ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานะสมรสเดิมยังคงอยู่ ย่อมเป็นการสมรสในขณะที่ฝ่ายชายมีคู่สมรสอยู่ เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 อีกทั้งจำเลยไม่อาจอ้างสุจริตเพื่อทำให้การสมรสมีผลสมบูรณ์ได้ เพราะเป็นข้อห้ามชัดแจ้งในกฎหมาย (ง) ประเด็นที่ 4 ข้ออ้างเรื่อง “พ้นวิสัยจะกลับคืนสู่ฐานะเดิม” และการคุ้มครองบุคคลภายนอก จำเลยอ้างว่า หากให้คำสั่งพิจารณาคดีใหม่มีผลเพิกถอนการหย่า จะเป็นกรณีพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิม และเมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย การจะเพิกถอนการสมรสของจำเลยยิ่งเป็นการพ้นวิสัย อีกทั้งกระทบสิทธิบุคคลภายนอกผู้สมรสโดยสุจริต ศาลฎีกาไม่รับข้ออ้างดังกล่าว โดยเน้นว่า คดีหย่าเป็นคดีเกี่ยวด้วย “สถานะของบุคคล” ซึ่งผลของคำพิพากษาเกี่ยวกับสถานะบุคคลมีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอก บุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างหรือใช้ยันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1) ดังนั้น เมื่อฐานะการหย่าถูกเพิกถอน สถานะสมรสเดิมย่อมกลับคืน และการสมรสใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงที่สถานะเดิมยังอยู่ย่อมต้องรับผลตามบทบัญญัติห้ามสมรสซ้อนโดยตรง ไม่ใช่เรื่อง “พ้นวิสัย” ในทางที่ทำให้การสมรสต้องห้ามกลับมีผลได้ (จ) ประเด็นที่ 5 การเข้ามาในคดีหย่าเดิมของจำเลยภายหลัง (คำร้องสอด) ทำได้หรือไม่เมื่อคู่ความฝ่ายโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า เมื่อ ก. ถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีหย่าเดิม การที่จำเลยจะยื่นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ภายหลังจึงกระทำไม่ได้ เพราะโครงสร้างคดีและฐานะคู่ความไม่เอื้อให้ดำเนินต่อไปในลักษณะดังกล่าว วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (ก) ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา และมาตรา 199 เบญจ: “พิจารณาคดีใหม่” กับการเยียวยาความไม่เป็นธรรมจากการขาดนัด เจตนารมณ์ของระบบพิจารณาคดีใหม่ในกรณีขาดนัด มิใช่เปิดช่องให้ยื้อคดีโดยไร้เหตุ แต่เป็นกลไกคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างแท้จริง เมื่อฝ่ายหนึ่งขาดนัดโดยไม่จงใจ มีเหตุสมควร และมีแนวทางต่อสู้ที่หากได้พิจารณาใหม่อาจชนะคดีได้ กฎหมายจึงให้ศาลใช้ดุลพินิจรับคำร้องเพื่อให้พิพาทแพ้ชนะกัน “ในเนื้อหา” ไม่ใช่แพ้ชนะกันด้วยกลวิธีทางกระบวนพิจารณา มาตรา 199 เบญจ วางผลสำคัญ 2 ชั้นคือ (1) เมื่อเพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดแล้ว การบังคับคดีที่ทำไปแล้วถือเพิกถอนไปในตัว เพื่อไม่ให้ผลบังคับคดีที่ตั้งอยู่บนคำพิพากษาที่ถูกถอนยังคงสร้างผลเสียหาย (2) เมื่อคำสั่งอนุญาตถึงที่สุดแล้ว ย่อมสร้างความแน่นอนทางกระบวนพิจารณา ไม่ให้ย้อนกลับมาทำลายหลักความมั่นคงของคำสั่งศาลโดยง่าย (ข) ป.พ.พ. มาตรา 1452 และมาตรา 1495: หลักห้ามสมรสซ้อนและผลเป็นโมฆะ เจตนารมณ์ของบทห้ามสมรสซ้อนคือคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัวและสถานะบุคคล ป้องกันความสับสนเรื่องสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สมรส สิทธิในทรัพย์สิน และสิทธิเกี่ยวกับบุตร เมื่อกฎหมายกำหนดข้อห้ามชัด การฝ่าฝืนจึงมีผลร้ายแรงถึงขั้น “โมฆะ” คือถือเสมือนไม่มีการสมรสมาแต่ต้น การอ้างสุจริตจึงไม่อาจทำให้การกระทำที่ต้องห้ามกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ในกรณีที่องค์ประกอบต้องห้ามปรากฏชัด (ค) ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1): ผลผูกพันบุคคลภายนอกในคดีสถานะบุคคล คดีหย่าเป็นคดีสถานะบุคคล ผลคำพิพากษาหรือผลแห่งการเพิกถอนที่กระทบสถานะย่อมต้องมีผลในทางทะเบียนและต่อบุคคลภายนอกเพื่อความเป็นเอกภาพของสถานะบุคคลในสังคม หากปล่อยให้บุคคลภายนอกเลือกยึดผลตามใจ จะทำให้ระบบทะเบียนครอบครัวและความแน่นอนของสถานะบุคคลเสื่อมความหมาย (ง) ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1): ขอบเขตคำร้องสอดเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย เจตนารมณ์ของคำร้องสอดคือเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาคุ้มครองสิทธิของตนในคดีที่กำลังดำเนินอยู่ แต่เมื่อคู่ความฝ่ายโจทก์ถึงแก่ความตายและคดีเกี่ยวพันสถานะบุคคล ย่อมเกิดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของคดี ไม่อาจเพิ่มคู่ความใหม่ในลักษณะที่ทำให้คดีดำเนินต่อไปได้ตามปกติ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยที่สะท้อนจากคดีนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปที่ศาลฎีกามักย้ำในคดีครอบครัวว่า (1) คดีสถานะบุคคลต้องให้ความสำคัญกับ “ความจริงแห่งสถานะ” มากกว่าผลชนะคดีด้วยเทคนิควิธีพิจารณา (2) เมื่อคำพิพากษาขาดนัดถูกเพิกถอน ผลทางทะเบียนหรือการบังคับคดีที่อาศัยคำพิพากษานั้นต้องถูกถอนตามไปเพื่อคงความสอดคล้องของระบบทะเบียน (3) การสมรสต้องห้ามเป็นเรื่องกระทบความสงบเรียบร้อย การอ้างสุจริตไม่ใช่คำตอบ หากองค์ประกอบข้อห้ามครบถ้วนแล้วผลโมฆะย่อมบังคับใช้เพื่อรักษาความแน่นอนของสถานะครอบครัว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับชายตามทะเบียนสมรสลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ เพราะเป็นสมรสต้องห้ามในขณะฝ่ายชายยังมีคู่สมรสอยู่ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าผลจากการอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ทำให้ทะเบียนหย่าถูกเพิกถอนไปด้วย 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน ชี้ว่าคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลเพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดทำให้การบันทึกหย่าถูกถอน และสมรสใหม่เป็นโมฆะ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. คดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลเป็นคดีที่ศาลต้องมุ่งหมายให้ความยุติธรรมปรากฏใน “เนื้อหาแห่งคดี” มิใช่ปล่อยให้การได้เปรียบเสียเปรียบทางวิธีพิจารณาเป็นตัวชี้ขาดสถานะสมรส ซึ่งกระทบสิทธิหน้าที่และความสงบเรียบร้อยโดยตรง 2. เมื่อศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ในกรณีคำพิพากษาขาดนัดโดยมีเหตุครบองค์ประกอบตามกฎหมายแล้ว ผลทางบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปบนฐานคำพิพากษานั้นย่อมถูกเพิกถอนไปในตัว เพื่อป้องกันมิให้เกิดสภาพทางนิติสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนฐานคำพิพากษาที่ถูกถอน 3. การบันทึกทะเบียนหย่าที่อาศัยคำพิพากษาหย่าเดิมเป็นเพียงผลสืบเนื่องทางทะเบียน มิใช่แหล่งกำเนิดสิทธิอิสระ เมื่อฐานคำพิพากษาถูกเพิกถอน ผลทางทะเบียนย่อมต้องถูกเพิกถอนไปด้วยเพื่อให้สถานะบุคคลสอดคล้องเป็นเอกภาพ 4. การสมรสในขณะที่ยังมีคู่สมรสอยู่เป็นข้อห้ามเด็ดขาดตามกฎหมาย มีผลให้การสมรสตกเป็นโมฆะโดยสภาพ ไม่อาจอ้างสุจริตเพื่อทำให้การสมรสดังกล่าวสมบูรณ์ได้ เพราะจะทำลายหลักความมั่นคงของสถานะครอบครัวและระบบทะเบียนราษฎร 5. บุคคลภายนอกในคดีสถานะบุคคลมิอาจเลือกยึดถือผลทางทะเบียนเฉพาะส่วนที่เป็นคุณแก่ตนแล้วปฏิเสธผลแห่งการเพิกถอนในภายหลังได้ เพราะผลคดีสถานะบุคคลมีผลผูกพันทั่วไปเพื่อความแน่นอนของสังคม และเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นสำคัญ 6. เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในคดีสถานะบุคคล การเข้ามาเป็นคู่ความโดยคำร้องสอดย่อมมีข้อจำกัดอย่างยิ่ง เพราะโครงสร้างคู่ความไม่อาจรองรับการดำเนินคดีต่อไปได้ตามปกติ การคุ้มครองสิทธิจึงต้องพิจารณาผ่านคดีหรือฐานสิทธิอื่นที่เหมาะสมตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม “พิจารณาคดีใหม่” ในคดีหย่าที่แพ้โดยขาดนัด ต้องมีเงื่อนไขสำคัญอะไรบ้างจึงจะขอได้? คำตอบ ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า การขาดนัดมิได้เป็นไปโดยจงใจ มีเหตุอันสมควร และมีข้อคัดค้านหรือแนวทางต่อสู้ในเนื้อหาที่หากได้พิจารณาใหม่อาจเป็นฝ่ายชนะ รวมถึงหากยื่นล่าช้าต้องชี้แจงเหตุแห่งความล่าช้าให้ศาลพิเคราะห์ได้ชัดเจน 2. คำถาม เมื่อศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว คำพิพากษาขาดนัดเดิม “หายไปทันที” หรือไม่? คำตอบ ผลทางกฎหมายคือคำพิพากษาขาดนัดและการบังคับคดีที่อาศัยคำพิพากษานั้นย่อมถูกเพิกถอนไปในตัวตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ทำให้ฐานะที่เกิดจากการแพ้โดยขาดนัดไม่อาจยึดถือเป็นที่สุดต่อไปได้ และต้องกลับไปสู่กระบวนพิจารณาเพื่อวินิจฉัยเนื้อหาใหม่ 3. คำถาม ถ้าฝ่ายชนะคดีหย่าได้นำคำพิพากษาไปบันทึกการหย่าแล้ว การบันทึกนั้นยังมีผลอยู่หรือไม่เมื่อมีการเพิกถอนคำพิพากษาขาดนัด? คำตอบ เมื่อฐานคำพิพากษาที่ใช้เป็นเหตุให้บันทึกการหย่าถูกเพิกถอน ผลทางทะเบียนซึ่งเป็นผลสืบเนื่องย่อมต้องถูกเพิกถอนไปด้วย เพื่อให้สถานะบุคคลสอดคล้องกับผลทางกระบวนพิจารณาที่กลับสู่การพิจารณาใหม่ 4. คำถาม การสมรสใหม่ที่จดทะเบียนในช่วงที่มีการบันทึกหย่าอยู่ แต่ภายหลังทะเบียนหย่าถูกเพิกถอน จะมีผลอย่างไร? คำตอบ หากผลของการเพิกถอนทำให้สถานะสมรสเดิม “ยังคงอยู่” ในช่วงเวลาที่จดทะเบียนสมรสใหม่ การสมรสใหม่ย่อมเป็นการสมรสต้องห้าม (สมรสซ้อน) และตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้จะเคยมีการบันทึกหย่าไว้ก่อนก็ตาม 5. คำถาม ผู้จดทะเบียนสมรสใหม่จะอ้างว่า “สุจริต” เพื่อให้การสมรสมีผลได้หรือไม่? คำตอบ ในกรณีที่องค์ประกอบสมรสต้องห้ามครบถ้วน การอ้างสุจริตไม่อาจลบล้างข้อห้ามเด็ดขาดและผลโมฆะได้ เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองความแน่นอนของสถานะครอบครัวและป้องกันความสับสนในสิทธิหน้าที่ทางครอบครัว 6. คำถาม กรณีฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในคดีหย่า บุคคลภายนอกที่เสียประโยชน์สามารถยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีเดิมได้หรือไม่? คำตอบ โดยหลักเมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะคดีสถานะบุคคล การยื่นคำร้องสอดภายหลังย่อมมีข้อจำกัดสูงและอาจกระทำไม่ได้ เพราะโครงสร้างคู่ความไม่อาจดำเนินคดีต่อไปในรูปเดิมได้ การคุ้มครองสิทธิต้องพิจารณาช่องทางตามกฎหมายที่เหมาะสมอื่น 7. คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับการแพ้ชนะ “ในเนื้อหา” มากกว่าการแพ้ชนะด้วยวิธีพิจารณาในคดีครอบครัว? คำตอบ เพราะคดีครอบครัวโดยเฉพาะคดีหย่าเกี่ยวข้องกับสถานะบุคคลซึ่งส่งผลไกลไปถึงสิทธิหน้าที่ของคู่สมรส ทรัพย์สินครอบครัว และความแน่นอนของทะเบียนราษฎร การปล่อยให้ชนะคดีด้วยเทคนิควิธีพิจารณาอาจก่อความไม่เป็นธรรมและกระทบความสงบเรียบร้อยอย่างมีนัยสำคัญ 8. คำถาม หากศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว ฝ่ายที่เคยชนะคดีหย่าควรระมัดระวังเรื่องใดเป็นพิเศษ? คำตอบ ต้องระมัดระวังผลทางทะเบียนและนิติสัมพันธ์ที่ได้ดำเนินไป เช่น การบันทึกหย่า การสมรสใหม่ หรือการทำนิติกรรมที่ยึดฐานะหย่า เพราะเมื่อฐานคำพิพากษาถูกเพิกถอน ผลสืบเนื่องอาจถูกถอนตามไปและทำให้เกิดข้อพิพาทใหม่ได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2561 คดีเดิม ก. ซึ่งเป็นสามีฟ้องหย่าโจทก์ ซึ่งเป็นภริยา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์และ ก. หย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมา ก. นำคำพิพากษาดังกล่าวไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควร ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ" ชี้ให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ถึงข้อความในคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวว่า ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า หากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าก็ได้แสดงเหตุแห่งการล่าช้านั้นด้วย อันเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 การที่ ก. โจทก์ และทนายโจทก์ไม่แถลงคัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า คู่ความในคดีนั้นประสงค์จะให้คดีแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดี หาใช่โดยการได้เปรียบกันด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความในคดีแพ่งสามารถกระทำได้โดยชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะใช้ดุลพินิจ มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ไม่ และกรณีเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ทั้งคดีหย่าระหว่าง ก. กับโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคล เมื่อ ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีดังกล่าวในภายหลังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) จึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีนั้นแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดของศาลชั้นต้นและวิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วนั้น ถือเป็นการเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดถูกเพิกถอน การที่ ก. ไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย สถานะของบุคคลระหว่าง ก. กับโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน เมื่อจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับ ก. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นเวลาหลังจากมีการเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่าง ก. กับโจทก์แล้ว จึงเป็นการสมรสในขณะที่ ก. มีคู่สมรสอยู่ จึงต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 จำเลยไม่อาจอ้างความสุจริตได้ การสมรสระหว่างจำเลยกับ ก. ไม่มีผลเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเพราะคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลและมีผลผูกพันบุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยตามทะเบียนสมรสลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับนายกำจัดจดทะเบียนสมรสกันเมื่อ 27 มีนาคม 2529 ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีหย่าพิพากษาให้หย่าขาดเมื่อ 10 กันยายน 2555 นายกำจัดนำคำพิพากษาไปบันทึกการหย่าเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2555 แล้วไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังโจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ในคดีหย่าเมื่อ 5 กรกฎาคม 2556 และในวันนัด 4 พฤศจิกายน 2556 นายกำจัดแถลงไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงงดไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ต่อมานายกำจัดถึงแก่ความตายเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2557 ประเด็นตามฎีกาคือคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ชอบหรือไม่ จำเลยอ้างว่ายื่นเกิน 6 เดือน จึงเป็นคำสั่งผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์เหตุขาดนัด เหตุล่าช้า และข้อคัดค้านครบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 และเมื่อคู่ความไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นย่อมใช้ดุลพินิจอนุญาตได้โดยชอบ คำสั่งเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ เมื่อคำพิพากษาขาดนัดถูกเพิกถอน วิธีการบังคับคดีและการบันทึกการหย่าที่ทำไปแล้วถือว่าเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ทำให้สถานะนายกำจัดกับโจทก์ยังเป็นสามีภริยาอยู่ ดังนั้นการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2555 จึงเป็นสมรสต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 จำเลยอ้างสุจริตไม่ได้ อีกทั้งคดีสถานะบุคคลมีผลผูกพันบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1) ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนที่ 367/29278 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัด ตามทะเบียนสมรสสำนักทะเบียนอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนที่ 367/29278 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และนายกำจัดจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2529 ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2555 ศาลชั้นต้นในคดีที่นายกำจัดเป็นโจทก์ฟ้องหย่าโจทก์ พิพากษาให้นายกำจัดและโจทก์หย่าขาดจากกันปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้น วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 นายกำจัดนำคำพิพากษาดังกล่าวไปให้นายทะเบียนอำเภอกันทรารมย์ บันทึกการหย่าไว้ในทะเบียนการหย่า ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 นายกำจัดและจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันปรากฏตามสำเนาทะเบียนการหย่า และข้อมูลทะเบียนครอบครัว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย วันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ในคดีที่นายกำจัดฟ้องหย่าโจทก์ ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 นายกำจัดโจทก์ในคดีดังกล่าว แถลงไม่คัดค้านคำร้องขอเลื่อนคดีของฝ่ายจำเลยและไม่คัดค้านคำขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควรประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดการไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 นายกำจัดถึงแก่ความตายปรากฏตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 และสำเนามรณบัตร คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลทำให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดไม่ตกเป็นโมฆะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่า นายกำจัดนำคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้นไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 และจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้น ยื่นคำขอพิจารณาใหม่เมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่นายกำจัดนำคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าอันเป็นการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา และมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ในเรื่องการพิจารณาคดีใหม่จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะถึงที่สุดแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นายกำจัดและโจทก์หย่าขาดจากกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม และไม่มีผลผูกพันจำเลยซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ ดังนั้น ในขณะที่นายกำจัดจดทะเบียนสมรสกับจำเลย จึงมิใช่ทำการสมรสในขณะที่นายกำจัดมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นอกจากนี้หากคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาที่ให้นายกำจัดกับโจทก์หย่าขาดจากกัน ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม และเมื่อนายกำจัดถึงแก่ความตายในเวลาดังกล่าว การที่จะเพิกถอนการสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยในคดีนี้ ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้เช่นกันและยังเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการสมรสโดยสุจริตและศาลในคดีดังกล่าวก็มิได้มีคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควรโดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 เอกสารท้ายฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควร ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ชี้ให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ถึงข้อความในคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแล้วว่า ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าก็ได้แสดงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย อันเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ทั้งการที่นายกำจัด โจทก์ และทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าคู่ความในคดีนั้นประสงค์จะให้คดีแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดีหาใช่โดยการได้เปรียบกันด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความในคดีแพ่งสามารถกระทำได้โดยชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ตามคำแถลงของโจทก์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ นอกจากนี้คดีฟ้องหย่าระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลเมื่อนายกำจัดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีดังกล่าวในภายหลังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีนั้นแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 และวิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดถูกเพิกถอนแล้ว การที่นายกำจัดไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าตามคำพิพากษาดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย สถานะของบุคคลระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน เมื่อจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับนายกำจัดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นเวลาหลังจากมีการเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่างนายกำจัดกับโจทก์แล้ว จึงเป็นการสมรสในขณะที่นายกำจัดมีคู่สมรสอยู่จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495 จำเลยไม่อาจอ้างความสุจริตได้ การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดไม่มีผลเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ทั้งผลแห่งการที่เพิกถอนคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดดังกล่าว ก็ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังที่จำเลยอ้างเพราะคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลและยังมีผลผูกพันบุคคลภายนอกโดยบุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




