ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 1201/2567, คดีบุกรุกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ข., หลักคู่ความสละประเด็นพิพาท, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และมาตรา 99, หลักการรับข้อเท็จจริงของคู่ความ, เดินเผชิญสืบและแผนผังที่ดิน, การวินิจฉัยสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท, การคิดดอกเบี้ยผิดนัดตาม พ.ร.ก.แก้ไข ป.พ.พ. ปี 2564, การวินิจฉัยค่าสินไหมที่เหมาะสมจากการบุกรุกที่ดิน, ตัวอย่างคดีแพ่งทรัพย์สินและการครอบครอง, วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการรุกล้ำแนวเขตที่ดิน, บทวิเคราะห์กฎหมายครอบครองทำประโยชน์และสิทธิฟ้องคดีบุกรุกที่ดิน

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

✅ บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดินที่อยู่ในการครอบครองทำประโยชน์ตาม น.ส.3 ข. และประเด็นการสละข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งคู่ความได้ลงนามยอมรับแผนผังและสละประเด็นในชั้นศาล ทำให้ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่ต้องสืบพยานเพิ่มเติม ภายใต้หลักประสงค์ของคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84(3) และมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ห้ามบุกรุกและให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหาย 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราใหม่ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. 2564 เป็นคดีตัวอย่างเรื่องการยึดถือข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว และอำนาจศาลอุทธรณ์ที่ต้องเคารพต่อการสละประเด็นของคู่ความ

✅ สรุปข้อเท็จจริง 

โจทก์ครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 ข. เลขที่ 274 ใช้ทำการเกษตรต่อเนื่องกว่า 100 ปี

จำเลยปรับถม โค่นต้นไม้บนพื้นที่พิพาทประมาณ 2-3 ไร่

ศาลชั้นต้นสั่งให้เดินเผชิญสืบ นำชี้แนวเขตจริงโดยเจ้าพนักงานที่ดิน

คู่ความ ลงชื่อรับรองแผนที่และสละประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะ ได้ค่าเสียหาย 250,000 บาท

ศาลอุทธรณ์กลับคำ โดยวินิจฉัยประเด็นที่คู่ความสละไปแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษากลับตามศาลชั้นต้น

✅ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

หลักข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับ/สละประเด็นแล้ว ศาลต้องผูกพัน ไม่อาจกลับไปวินิจฉัยใหม่ได้

เป็นหลักกระบวนพิจารณาความแพ่งเรื่องหลักความประสงค์ของคู่ความ

✅ กฎหมายที่ใช้ในคดีนี้

1. ป.วิ.พ. มาตรา 84(3)

ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว ไม่ต้องสืบ ไม่ต้องชั่งน้ำหนักพยาน

2. ป.วิ.พ. มาตรา 99 วรรคหนึ่ง

ข้อเท็จจริงที่ได้จากการตรวจสถานที่/แผนผังถือเป็นยุติ เมื่อคู่ความยอมรับ

3. ป.วิ.พ. มาตรา 142(5)

ศาลยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นพิจารณาเองได้ (ใช้กับดอกเบี้ย)

4. กฎหมายแก้ไข ป.พ.พ. พ.ศ. 2564 (แก้ ม.224 + อ้าง ม.7)

อัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่

✅ ทั้งหมดนี้ปรากฏชัดในเหตุผลคำพิพากษาศาลฎีกา

✅ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

1) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว

คู่ความลงชื่อรับแผนที่-แนวเขตที่ดิน ถือว่าข้อเท็จจริงยุติ ศาลไม่ต้องฟังพยานเพิ่ม

2) สละประเด็นข้อพิพาท

คู่ความสละประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์แล้ว ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจย้อนกลับไปวินิจฉัยใหม่

3) เดินเผชิญสืบ / แผนที่พิพาท

การนำชี้พื้นที่โดยเจ้าพนักงานที่ดินและลงชื่อรับรอง ถือเป็นข้อเท็จจริงผูกพันศาล

4) สิทธิครอบครอง น.ส.3 ข. ฟ้องบุกรุกได้

แม้ไม่ใช่โฉนด แต่เป็นสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ผู้ครอบครองมีสิทธิฟ้องห้ามบุกรุกและเรียกค่าเสียหายได้

5) ดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่

คดีนี้ศาลเปลี่ยนดอกเบี้ยเป็น 5% หลัง 11 เม.ย. 2564 ตาม ป.พ.พ. ม.224 ใหม่ และศาลยกขึ้นเองได้เพราะเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย

🎯 สรุป

คู่ความลงชื่อรับข้อเท็จจริงและสละประเด็นแล้ว ศาลต้องถือเป็นยุติ (ม.84(3), 99) ศาลอุทธรณ์ย้อนวินิจฉัยไม่ได้ และต้องคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ (ม.224 ใหม่)

ประเด็นสำคัญทางกฎหมาย

1. สละประเด็นข้อพิพาทแล้ว ศาลต้องเคารพ

อ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 84(3) และ มาตรา 99 วรรคหนึ่ง

ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้วถือว่ายุติ ไม่ต้องสืบพยาน ไม่ต้องชั่งน้ำหนักพยานอีก

หลักการนี้คือ principle of party disposition (หลักความประสงค์ของคู่ความ)

ศาลอุทธรณ์ฝ่าฝืน จึงไม่ชอบ

2. สิทธิครอบครองทำประโยชน์ตาม น.ส.3 ข. ฟ้องคดีบุกรุกได้

แม้ไม่ใช่โฉนด แต่เป็น "สิทธิครอบครองตามกฎหมาย" ฟ้องคุ้มครองการครอบครองได้

3. ค่าเสียหายตามความเหมาะสม

ศาลฎีกายึดตามศาลชั้นต้น 250,000 บาท เพราะ

โจทก์ไม่พิสูจน์ตัวเลข 500,000 บาทชัดเจน

ชดเชยตามความเสียหายต่อสภาพที่ดินและไม้ยืนต้น

4. ดอกเบี้ยผิดนัดใช้อัตราใหม่ตาม พ.ร.ก. 2564

ก่อน 11 เม.ย. 2564 = 7.5%

หลัง 11 เม.ย. 2564 = 5% (หรืออัตราใหม่+2%)

ศาลยกประเด็นเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5)

✅ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

เมื่อคู่ความลงนามรับข้อเท็จจริงและสละประเด็น ศาลต้องยึดถือ ไม่อาจรื้อฟื้น

ผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 ข. มีสิทธิฟ้องคดีบุกรุกคุ้มครองการครอบครอง

ความเสียหายต้องมีหลักฐานชัดเจน หากเปรียบเทียบตัวเลขไม่ได้ ศาลกำหนดค่าที่เหมาะสม

คดีหลังปี 2564 ต้องใช้ดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่

✅ IRAC แบบขยาย

Issue (ประเด็น)

1. เมื่อคู่ความสละประเด็นกรรมสิทธิ์แล้ว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจกลับไปวินิจฉัยหรือไม่

2. โจทก์ซึ่งครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 ข. มีสิทธิฟ้องห้ามบุกรุกและเรียกค่าเสียหายหรือไม่

Rule (กฎหมาย)

ป.วิ.พ. มาตรา 84(3): ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกัน ไม่ต้องสืบ

ป.วิ.พ. มาตรา 99 วรรคหนึ่ง: การตรวจสถานที่/แผนผังโดยศาล

ป.วิ.พ. มาตรา 142(5): ศาลฎีกายกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยได้

พ.ร.ก.แก้ไข ป.พ.พ. 2564 เรื่องดอกเบี้ยผิดนัด

Application (การปรับใช้กฎหมาย)

คู่ความทั้งสองลงชื่อรับแผนผังแนวเขต และสละประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์

→ ข้อเท็จจริงจึงยุติ

→ ศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยซ้ำได้

โจทก์มีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่อง

→ ถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย

→ มีสิทธิฟ้องห้ามบุกรุกและเรียกค่าเสียหาย

Conclusion (ข้อสรุป)

ศาลฎีกาพิพากษากลับตามศาลชั้นต้น

ห้ามบุกรุก + ชดใช้ 250,000 บาท + ดอกเบี้ยตามอัตราใหม่

✅ บทความ

คำพิพากษาฎีกา 1201/2567: คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. และหลักสละประเด็นข้อพิพาทในศาล

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ยืนยันหลักว่า เมื่อคู่ความตกลงยอมรับข้อเท็จจริงและสละประเด็นข้อพิพาทในศาลแล้ว ศาลต้องผูกพันตามนั้น ไม่อาจนำมาวินิจฉัยใหม่ได้ อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) ว่าเป็นสิทธิครอบครองที่สามารถคุ้มครองทางศาลได้เมื่อถูกบุกรุก

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ครอบครองที่ดินเพื่อทำการเกษตรต่อเนื่องมายาวนาน มีเอกสาร น.ส.3 ข. เป็นหลักฐาน ขณะที่จำเลยเข้ามาปรับพื้นที่และโค่นต้นไม้บางส่วนโดยอ้างว่าเป็นเขตที่ดินของตนเอง ศาลจึงนัดเดินเผชิญสืบและคู่ความยืนยันแนวเขตตามเจ้าพนักงานที่ดิน พร้อมลงชื่อยอมรับผังแนวเขต และสละข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ทันที

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ยุติตามที่คู่ความรับกันแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่อาจย้อนกลับมาวินิจฉัยในประเด็นที่สละไปแล้วได้ ถือเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายวิธีพิจารณา ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้:

ห้ามจำเลยบุกรุกที่ดินโจทก์

ชดใช้ค่าเสียหาย 250,000 บาท

ใช้อัตราดอกเบี้ยใหม่ตาม พ.ร.ก.แก้ไข ป.พ.พ. 2564

ความสำคัญทางกฎหมาย

ยืนยันหลัก party disposition: ศาลต้องเคารพเจตนาคู่ความ

สิทธิครอบครองตาม น.ส.3 ข. ฟ้องคุ้มครองได้

ความเสียหายต้องพิสูจน์ชัดเจน ศาลกำหนดตามความเหมาะสม

อัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ใช้บังคับทันทีเมื่อถึงกำหนด

✅ สรุปกฎหมายสั้น ๆ 

ถ้าคู่ความยอมรับข้อเท็จจริงแล้ว ศาลต้องยึดตามนั้น ไม่สามารถย้อนกลับไปพิสูจน์ใหม่ และแม้ที่ดินจะเป็น น.ส.3 ข. ก็สามารถฟ้องคดีบุกรุกและเรียกค่าเสียหายได้ตามสิทธิครอบครอง

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

✅ ประเด็นคำถามที่ 1

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าบุกรุกแผ้วถางที่ดินที่ตนครอบครองทำประโยชน์ตาม น.ส.3 ข. และต่อมาศาลชั้นต้นได้เดินเผชิญสืบ โดยเจ้าพนักงานที่ดินนำชี้แนวเขต คู่ความทั้งสองฝ่ายลงชื่อรับรองแผนผังแนวเขตและแถลงสละประเด็นพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากนั้นศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เหตุใด

✅ ธงคำตอบ

กรณีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า เมื่อคู่ความได้แถลงสละประเด็นข้อพิพาทและลงชื่อรับรองแผนผังแนวเขตที่ดินแล้ว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจกลับไปวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวหรือไม่

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(3) บัญญัติว่า “ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล ไม่ต้องสืบพยานหลักฐาน” และมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลเดินเผชิญสืบตรวจสถานที่หรือหลักฐานในพื้นที่ เมื่อคู่ความลงชื่อรับรองความถูกต้องของแผนผังและสละประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมฟังเป็นยุติ

หลักนี้เรียกว่า principle of party disposition (หลักความประสงค์ของคู่ความ) ซึ่งผูกพันศาล กล่าวคือ เมื่อคู่ความยืนยันข้อเท็จจริงร่วมกัน ศาลต้องยึดถือและไม่อาจย้อนกลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ถูกสละไปแล้ว

ในคดีนี้ คู่ความลงชื่อรับรองแผนผัง ต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินในวันเดินเผชิญสืบ และแถลงสละประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ ต่อหน้าศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์กลับไปวินิจฉัยว่าหลักฐานโจทก์พิสูจน์กรรมสิทธิ์ไม่ได้จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่คู่ความสละแล้ว อันฝ่าฝืนหลักวิธีพิจารณาความแพ่งที่สำคัญ

ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับตามศาลชั้นต้น

✅ ประเด็นคำถามที่ 2

โจทก์อ้างว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตาม น.ส.3 ข. ที่โจทก์ครอบครองมากว่า 100 ปี โดยนำแบ็กโฮและรถเกรดเข้าไปโค่นไม้และถางพื้นที่บางส่วน แต่ไม่อาจพิสูจน์ค่าเสียหายตามที่ฟ้อง 500,000 บาทได้ ศาลกำหนดค่าเสียหายให้ 250,000 บาท พร้อมคิดดอกเบี้ยอัตราใหม่ตาม พ.ร.ก.แก้ไข ป.พ.พ. พ.ศ.2564 การที่ศาลกำหนดค่าเสียหายและคิดดอกเบี้ยเช่นนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเหตุใดโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีบุกรุกที่ดินตาม น.ส.3 ข. ได้

✅ ธงคำตอบ

ประเด็นแรก ต้องพิจารณาว่าเจ้าของที่ดินที่ครอบครองตาม หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) มีสิทธิฟ้องร้องคดีบุกรุกได้หรือไม่

กฎหมายรับรองสิทธิครอบครองซึ่งชอบด้วยกฎหมาย แม้ยังไม่มีโฉนดก็ฟ้องคุ้มครองได้ เพราะเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์ ตามหลักการคุ้มครองการครอบครองโดยสงบและเปิดเผยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฝ่ายทรัพย์สิน

เมื่อจำเลยเข้าบุกรุกแผ้วถาง ปรับพื้นที่และทำลายต้นไม้ของโจทก์ ถือเป็นการละเมิดสิทธิครอบครอง โจทก์มีอำนาจฟ้องห้ามบุกรุกและเรียกค่าเสียหายได้

ประเด็นต่อมา แม้โจทก์อ้างค่าเสียหาย 500,000 บาท แต่ไม่ได้พิสูจน์รายละเอียดศาลจึงพิจารณาความเหมาะสมตามพฤติการณ์ และกำหนดให้ 250,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามหลักการประเมินค่าเสียหายตามความเป็นธรรมในมาตราเกี่ยวกับสินไหม

ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้น ตาม พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. พ.ศ.2564 กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่มีผลตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยก่อนวันดังกล่าวใช้อัตรา 7.5% และหลังจากนั้นใช้อัตรา 5% ศาลมีอำนาจวินิจฉัยโดยลำพังได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ดังนั้น การที่ศาลกำหนดค่าเสียหาย 250,000 บาทและคิดดอกเบี้ยตามเกณฑ์เก่าและใหม่ตามช่วงเวลาจึงชอบด้วยกฎหมาย

1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84  “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่ (1) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป (2) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ (3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”  2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 99 วรรคหนึ่ง “ถ้าศาลเห็นว่า จำเป็นที่จะต้องตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรือตั้งผู้เชี่ยวชาญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 129 และ 130 เมื่อศาลเห็นสมควร ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะอยู่ในชั้นใด หรือเมื่อมีคำขอของคู่ความฝ่ายใดภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 87 และ 88 ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งกำหนดการตรวจหรือการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเช่นว่านั้นได้”  3) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ (1) …(2) …(3) …(4) … (5) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ 4) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (บทดอกเบี้ยตามกฎหมาย—ฉบับแก้ไขปี 2564) “ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2567

ในวันนัดเดินเผชิญสืบ คู่ความทั้งสองฝ่ายลงชื่อรับรองความถูกต้องของแผนผังและแถลงสละประเด็นพิพาท ข้อ 2 ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง กรณีจึงไม่จำต้องสืบพยานและวินิจฉัยประเด็นพิพาท ข้อ 2 อีกต่อไป ข้อเท็จจริงจึงเป็นไปตามที่คู่ความยอมรับกันในความรับรู้ของศาลตามหลักความประสงค์ของคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) และมาตรา 99 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้พยานหลักฐาน ไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์เรื่องหน้าที่นำสืบ เรื่องการรับฟังพยานหลักฐานหรือเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแต่อย่างใด

โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมใช้แทน 5,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่ศาลสั่งคืนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 274 เนื้อที่ 19 ไร่ 61 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 15537 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 15530 วันที่ 17 สิงหาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านจัดทำแผนที่พิพาท จำเลยทั้งสองไม่ไปนำชี้และไม่รับรองแผนที่พิพาท วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ 2) ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง 3) โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด วันที่ 5 มีนาคม 2564 ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่พิพาท โจทก์และจำเลยทั้งสองรับรองความถูกต้องของแนวเขตตามแผนผัง คู่ความแถลงสละประเด็นข้อพิพาทในข้อ 2

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งยกประเด็นข้อพิพาทข้อ 2) ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง ซึ่งคู่ความสละแล้วขึ้นวินิจฉัยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 บัญญัติว่า การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่ (3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล มาตรา 99 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรือตั้งผู้เชี่ยวชาญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 129 และ 130 เมื่อศาลเห็นสมควร ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะอยู่ในชั้นใด หรือเมื่อมีคำขอของคู่ความฝ่ายใดภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 87 และ 88 ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งกำหนดการตรวจหรือการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเช่นว่านั้นได้ ดังนี้ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 274 จำเลยทั้งสองนำรถแบ็กโฮและรถไถเกรดเข้าไปปรับไถพื้นที่และโค่นไม้ยืนต้นจำนวนมาก เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองปรับถมที่ดินโฉนดเลขที่ 15537 ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นนี้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า 1) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ 2) ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง 3) โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดและให้โจทก์นำสืบก่อน โดยโจทก์อ้างตนเองเป็นพยาน และมีนายสถาพรเบิกความสนับสนุนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 274 ซึ่งเป็นมรดกตกทอดสืบจากบรรพบุรุษมากว่า 100 ปี โดยที่ราบลุ่มใช้ทำนา ที่ดอนใช้ทำสวนปลูกต้นผลไม้ เช่น ขนุน ไผ่ ฉำฉา แนวเขตการครอบครองทำประโยชน์ด้านทิศใต้จรดร่องน้ำ (หมายถึงลำเหมืองสาธารณประโยชน์) จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ (ในกรอบสีเขียว) ตามแผนที่พิพาท โดยนำรถแบ็กโฮและรถเกรดเข้าไปปรับไถพื้นที่และโค่นไม้ยืนต้นเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มีนาคม 2564 ในวันดังกล่าวนายวิษณุ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านมาศาลตามที่โจทก์ขอหมายเรียกไว้ ศาลชั้นต้นสอบคู่ความและนายวิษณุได้ความว่า ที่พิพาทได้มีการรังวัดสอบเขตแน่นอนแล้ว ขอให้ศาลไปเดินเผชิญสืบเพื่อเจ้าพนักงานที่ดินจะนำชี้หลักเขตให้เห็นสภาพที่แท้จริง ศาลชั้นต้นนัดเดินเผชิญสืบวันที่ 5 มีนาคม 2564 วันดังกล่าวมีโจทก์ ทนายโจทก์ จำเลยทั้งสอง ทนายจำเลยทั้งสอง นายวิษณุ และนายภานุวัฒน์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านมาพร้อม เจ้าพนักงานที่ดินขึงเชือกฟางตามหลักหมุดในภาพถ่ายแนบท้ายรายงานกระบวนพิจารณาประกอบแผนผัง ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายลงชื่อรับรองความถูกต้องและแถลงสละประเด็นข้อ 2) ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง แล้วศาลชั้นต้นให้สืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไป จำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ เนื่องจากหลักเขตไม่แน่นอน ที่ดินโฉนดเลขที่ 15537 เป็นของจำเลยทั้งสอง การปรับไถพื้นที่จำเลยทั้งสองอาศัยแนวเขตจาก GOOGLE MAP และให้ช่างรังวัดสอบเขตที่ดิน ต้นไม้ที่ตัดอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสอง ดังนี้ เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาการเดินเผชิญสืบลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 ภาพถ่ายแนบท้ายรายงาน ประกอบแผนผัง ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายลงชื่อรับรองความถูกต้องตรงกับที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 274 ในฟ้องตามแนวเขตด้านทิศใต้จนจรดลำเหมืองสาธารณประโยชน์ ซึ่งส่วนหนึ่งครอบที่ดินโฉนดเลขที่ 15537 (ในกรอบสีน้ำเงิน) และที่ดินโฉนดเลขที่ 15530 (ในกรอบสีแดง) ที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม แต่เมื่อหักที่ดินของจำเลยที่ 2 ทั้งสองแปลงออกแล้ว จำเลยทั้งสองยังคงบุกรุกแผ้วถางที่ดินและต้นผลไม้ที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์อยู่ประมาณ 2 ไร่เศษ คือที่พิพาทในกรอบสีเขียว เยี่ยงนี้ กรณีจึงไม่จำต้องสืบพยานและวินิจฉัยประเด็นพิพาทข้อ 2) ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสองต่อไป ที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงสละประเด็นข้อ 2) จึงเป็นไปดังที่คู่ความได้ยอมรับข้อเท็จจริงกันในความรับรู้ของศาลแล้วตามหลักความประสงค์ของคู่ความ (principle of party disposition) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) และมาตรา 99 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกแผ้วถางที่ดินและต้นไม้ที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์อยู่ประมาณ 2 ไร่เศษ คือที่พิพาทในกรอบสีเขียวโดยไม่ต้องใช้พยานหลักฐาน ไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์เรื่องหน้าที่นำสืบ เรื่องการรับฟังพยานหลักฐานหรือเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่มีอำนาจยกประเด็นข้อพิพาทข้อ 2) ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง ซึ่งคู่ความสละและยุติแล้วขึ้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าที่พิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์กับพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์เสียหายเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เสียหายเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท นั้น โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองไถปรับดินและโค่นต้นไม้ของโจทก์คิดคำนวณเป็นเงินดังกล่าวได้อย่างไร ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 250,000 บาท ไม่ชอบไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ชอบที่ถูกต้องควรเป็นจำนวนเท่าใด เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย และที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 250,000 บาท เหมาะสมแล้ว

อนึ่ง ตามที่ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบถึงอัตราดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และมาตรา 7 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับในวันที่ 11 เมษายน 2564 จึงให้ใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ในอัตราใหม่ดังกล่าว การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

พิพากษากลับว่า ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 274 หมู่ที่ 4 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ตามแผนผัง เว้นแต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15537 และที่ดินโฉนดเลขที่ 15530 ในกรอบสีน้ำเงินและสีแดง ให้จำเลยทั้งสองร่วมชำระเงิน 250,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ

✅ หลักกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84(3)

หลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) กำหนดว่า เมื่อคู่ความในคดีแพ่ง “รับข้อเท็จจริงร่วมกันแล้ว” ไม่ว่าด้วยวาจาในชั้นพิจารณา หนังสือแถลง หรือการลงชื่อยอมรับในเอกสารร่วมกัน ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงนั้นได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานหรือชั่งน้ำหนักพยานเพิ่มเติมอีก หลักนี้มุ่งหมายให้กระบวนการพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนและความจำเป็นในการนำสืบในประเด็นที่คู่ความมิได้โต้แย้ง เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในทางพิจารณา อีกทั้งสะท้อนหลักการว่า ศาลต้องตัดสินคดีตามข้อเท็จจริงที่คดีนำสืบปรากฏ และต้องคำนึงถึงเจตนาของคู่ความเป็นสำคัญ (party disposition principle)

การที่คู่ความ “รับข้อเท็จจริงร่วมกัน” หมายถึง การรับสาระสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นในคดีจนไม่เกิดข้อพิพาทนั้นอีก เช่น รับว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ รับว่าได้สัญญากัน รับการวัดแนวเขตโดยเจ้าพนักงานที่ดิน เป็นต้น ไม่จำกัดเฉพาะถ้อยคำรับโดยตรง หากคู่ความแสดงออกด้วยพฤติการณ์อย่างชัดเจนจนถือว่า “รับโดยปริยาย” ก็มีผลตามมาตรา 84(3) เช่น ลงนามในแผนที่พิพาท หรือแถลงไม่โต้แย้งผลการตรวจสถานที่ในศาล

อย่างไรก็ดี ต้องเป็นข้อเท็จจริง “ที่เป็นสาระสำคัญ” ต่อประเด็นคดี มิใช่ประเด็นกฎหมาย และต้องมีความชัดเจนไม่กำกวม หากคู่ความรับบางส่วนปฏิเสธบางส่วน ศาลต้องตีความโดยเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดการตีความเกินเจตนาคู่ความ

🧾 ตัวอย่างฎีกาประกอบ

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 766/2559 – สรุปแบบขยาย

ในคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งขอให้คืนการครอบครองและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ที่จำเลยก่อสร้างบนที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบ ซึ่งได้รับมาต่อเนื่องจากบุพการี ส่วนจำเลยเข้าครอบครองพื้นที่ดังกล่าวโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเอง

จำเลยให้การต่อสู้ว่า ตนไม่ได้บุกรุก และที่ดินที่จำเลยครอบครองนั้นเป็นส่วนที่ตนถือครองมาก่อนหรือเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเอง อย่างไรก็ดี ในคำให้การดังกล่าว จำเลยกลับมีถ้อยคำตอนหนึ่งที่ยอมรับ “ข้อเท็จจริงว่าตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่จริง” แม้จะพยายามอ้างเหตุผลว่าครอบครองโดยสุจริต หรือครอบครองมาก่อนก็ตาม ซึ่งสาระสำคัญคือการยอมรับว่าตนอยู่ในที่พิพาทจริง

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การที่จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงเรื่องการครอบครอง จะทำให้ศาลต้องถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นที่ยุติหรือไม่ และจำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มไหม เพื่อวินิจฉัยว่าจำเลยบุกรุกจริงหรือไม่

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยรับข้อเท็จจริงว่าตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อประเด็นข้อพิพาทในคดีตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(3) ซึ่งบัญญัติว่าข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความรับกันแล้วในศาลไม่จำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มเติม ศาลถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นที่ยุติในสำนวนทันที ไม่จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลหรือพยานเอกสารเพื่อพิสูจน์ซ้ำให้สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองอยู่บนที่ดินพิพาทจริง ขณะที่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์ว่าสิทธิของตนชอบด้วยกฎหมายหรือมีเอกสารสิทธิรองรับ จึงเป็นการครอบครองโดยไม่ชอบ การกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญหรือรุกล้ำสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ

ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าของสิทธิครอบครองย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน และเรียกคืนการครอบครองได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออก และให้โจทก์กลับเข้าครอบครองพื้นที่ดังกล่าว

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักกระบวนพิจารณาในเรื่อง “ข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันแล้ว” ว่าสามารถตัดวงจรการสืบพยานที่ไม่จำเป็น และยืนยันว่าผู้ครอบครองทรัพย์โดยไม่ชอบไม่มีสิทธิต่อสู้เพื่ออยู่ต่อไปในที่ดินของผู้อื่นได้ เมื่อมีการยอมรับข้อเท็จจริงที่ตัดประเด็นในคดีโดยชัดแจ้ง

✨ จุดสรุปสำคัญ

จำเลย “รับ” ว่าครอบครองที่พิพาท

ถือเป็นข้อเท็จจริงยุติตาม ม.84(3) ป.วิ.พ.

ศาลไม่ต้องสืบพยานเรื่องการครอบครองอีก

โจทก์มีสิทธิขับไล่จำเลยได้

ตัวอย่างชัดเจนของหลัก “ข้อเท็จจริงที่รับกันแล้ว ยุติคดีโดยไม่ต้องสืบพยาน”

🎯 ใจความสำคัญ

หากคู่ความ “ยอมรับข้อเท็จจริงร่วมกัน” ไม่ว่าจะโดยถ้อยคำ แถลงการณ์ เอกสาร หรือการลงสัญญลักษณ์ในแผนที่แล้ว ศาลต้องยึดข้อเท็จจริงนั้นเป็นที่สิ้นสุด ไม่ต้องสืบ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ผูกพันศาลตาม ม.84(3) 




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4) article
เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย
ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา
สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ & วินิจฉัยโทษยักยอก ป.วิ.พ มาตรา 27,(ฎีกา 131/2567)
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ใช้รายงานคุมประพฤติสู้คดีได้หรือไม่ ศาลไม่รอการลงโทษในคดีฉ้อโกงออนไลน์เพราะเหตุใด article
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วคดีอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์
คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
ไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การส่งหมายนัดไต่สวน-สำเนาคำร้องไม่ชอบ