
| สิทธิการขอรับบำนาญชราภาพตามกฎหมายประกันสังคม(ฎีกาที่ 3307/2567): บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิการได้รับเงินบำนาญชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยเฉพาะการตีความมาตรา 76, มาตรา 77 ทวิ และมาตรา 56 ว่าด้วยการยื่นคำขอรับสิทธิภายในกำหนดเวลา ศาลวินิจฉัยว่า แม้ผู้ประกันตนยื่นคำขอล่าช้ากว่ากำหนด แต่เมื่อมีเหตุผลและพฤติการณ์ที่สมควร เช่น ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน ก็ยังถือว่ามีสิทธิได้รับเงินบำนาญ โดยต้องคำนวณสิทธิตามค่าจ้างเฉลี่ยและสิทธิปรับเพิ่มร้อยละ 1.5 ทุก 12 เดือนที่ส่งเงินสมทบ ข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และส่งเงินสมทบครบ 181 เดือน สิ้นสภาพลูกจ้างวันที่ 21 ธันวาคม 2556 • โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ตั้งแต่ปี 2551 จึงมีสิทธิรับเงินบำนาญตั้งแต่มกราคม 2557 • อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอทันที แต่แสดงความจำนงกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อมีนาคม 2557 และส่งเงินสมทบต่ออีก 60 เดือน • ภายหลังยื่นคำขอเมื่อมีนาคม 2562 แต่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีและคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่าให้สิทธิเพียงเดือนละ 1,320 บาท • ศาลแรงงานภาค 1 เพิกถอนคำวินิจฉัย และให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญ 2,644.40 บาทต่อเดือนตั้งแต่มกราคม 2557 • ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษปรับใหม่ ให้จ่ายเฉพาะเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2557 และตั้งแต่มีนาคม 2562 เดือนละ 3,636.05 บาท • จำเลยฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลวินิจฉัยว่า 1. โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญตั้งแต่มกราคม 2557 ตามมาตรา 76 และ 77 ทวิ 2. แม้ยื่นคำขอเกินสองปีตามมาตรา 56 แต่พฤติการณ์ที่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ถือเป็นเหตุผลเพียงพอ 3. การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ทำให้การรับบำนาญหยุดชั่วคราว แต่สิทธิยังคงอยู่ 4. เมื่อส่งเงินสมทบเพิ่ม 60 เดือน โจทก์มีสิทธิรับเพิ่มร้อยละ 7.5 ของค่าจ้างเฉลี่ย คิดเป็น 991.65 บาท รวมเป็นเดือนละ 3,636.05 บาทตั้งแต่มีนาคม 2562 วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. เงื่อนไขการได้รับบำนาญชราภาพ • ต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน • มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง (มาตรา 76 และ 77 ทวิ) 2. การยื่นคำขอและข้อยกเว้น • มาตรา 56 กำหนดให้ยื่นภายใน 2 ปี • ศาลพิจารณาว่ากรณีที่เจ้าหน้าที่แนะนำผิด ถือเป็น “เหตุผลเพียงพอ” ตามวรรคสอง 3. ผลของการกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 • ระหว่างมีสถานะ มาตรา 39 ไม่สามารถรับบำนาญชราภาพ • แต่สิทธิเก่ามิได้สูญสิ้น เพียงเลื่อนไปบวกเพิ่มตามอัตรา 1.5% ทุก 12 เดือน 4. อำนาจศาลแรงงาน • มาตรา 52 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงาน ให้อำนาจศาลกำหนดสิทธิที่เป็นธรรม แม้โจทก์จะเรียกร้องน้อยกว่าที่ควรได้ IRAC Analysis Issue โจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพย้อนหลังหรือไม่ เมื่อยื่นคำขอเกิน 2 ปีและกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 Rule • มาตรา 76, 77 ทวิ: สิทธิได้รับบำนาญเมื่อครบอายุ 55 ปี และสิ้นสภาพผู้ประกันตน • มาตรา 56: ต้องยื่นคำขอภายใน 2 ปี แต่หากมีเหตุผลเพียงพอ สามารถยื่นเกินกำหนดได้ • กฎกระทรวง พ.ศ. 2550: เพิ่มเงินบำนาญ 1.5% ต่อ 12 เดือนที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน Application • โจทก์มีคุณสมบัติครบตั้งแต่ปี 2557 • แม้ยื่นเกินกำหนด แต่ศาลถือว่ามีเหตุสมควรเพราะได้รับคำแนะนำที่คลาดเคลื่อนจากเจ้าหน้าที่ • การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ไม่ทำให้สิทธิเก่าสิ้นสุด แต่เพียงหยุดชั่วคราวและกลับมาใหม่พร้อมเงินเพิ่ม Conclusion ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ และให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญย้อนหลังตั้งแต่มกราคม 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท และตั้งแต่มีนาคม 2562 เพิ่มเป็นเดือนละ 3,636.05 บาท ข้อคิดทางกฎหมาย • สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนไม่ควรถูกตัดสิทธิ์เพียงเพราะการยื่นคำขอล่าช้า หากมีเหตุผลสมควร • เจ้าหน้าที่รัฐควรให้คำแนะนำที่ถูกต้องเพื่อป้องกันข้อพิพาท • การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนสามารถเพิ่มสิทธิในอนาคต แต่ไม่ทำให้สิทธิเดิมสูญสิ้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม" และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" จึงเห็นได้ว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ และต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน 2551 จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน ติดต่อกัน และโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 อันเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพจะต้องได้ความด้วยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนแสดงความประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามสิทธิของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 โดยมาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ ..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณียื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการ หากเลขาธิการเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอให้รับคำขอนั้นไว้พิจารณา" คดีนี้แม้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้แสดงเหตุผลและความจําเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกําหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน โจทก์จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่ตนมีสิทธิได้รับแล้ว แต่แสดงความจำนงกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 ภายหลังโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 2 เดือน แล้วส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน จึงลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีเหตุผลและความจำเป็นที่ทำให้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาและเงื่อนไขตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อแสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 ต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอันเนื่องมาจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ในอัตราเดือนละ 2,644.40 บาท เป็นต้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง แต่เมื่อได้ความว่าในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมเป็นเหตุให้สิ้นสุดเงื่อนไขการได้รับเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับต่อไป จำเลยจึงต้องงดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 เป็นต้นไปถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และทำให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งตามมาตรา 77 ตรี วรรคหนึ่ง โจทก์ส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวมเป็นเวลา 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าของค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิมก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนในช่วงระยะเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง คิดเป็นเงินเพิ่มเดือนละ 991.65 บาท รวมเป็นเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 3,636.05 บาท แม้ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์จะระบุว่าขอรับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ในอัตราเดือนละ 2,644.50 บาท เพียงเท่านั้นก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพตามสิทธิที่เพิ่มขึ้น โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 และให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพ 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไปแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 กับให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์จำนวน 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท และจ่ายเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 ว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัท ช. (โรงแรม อ.) และเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยจ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน และโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 20 กันยายน 2551 ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คือ เดือนละ 13,222 บาท โจทก์ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีในขณะที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างว่า ขณะนั้นโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 2,644.44 บาท หากโจทก์ยังไม่ขอรับเงินบำนาญชราภาพให้แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปอีก 60 เดือน โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,600 บาท เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 โจทก์แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน แล้วลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 1,320 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 77 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 2 จึงมีมติยกอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 แล้วศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า สิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพของโจทก์เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จึงต้องนำค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ในขณะนั้นมาเป็นฐานในการคำนวณเพื่อจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ แม้ต่อมาโจทก์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปอีก 60 เดือน ก็เป็นเพียงการเพิ่มสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนเท่านั้น โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นอีก 991.65 บาท รวมเงินบำนาญชราภาพเดิม 2,644.40 บาท จึงเป็นเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,636.05 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 เป็นการลดทอนสิทธิของโจทก์และไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ประกอบข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 จึงมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่เงินบำนาญชราภาพที่โจทก์ขอมาไม่ได้คำนวณอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้ปรับเพิ่มขึ้นรวมไว้ด้วย ถือว่าโจทก์สละสิทธิในส่วนที่เพิ่มขึ้น จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง เงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ขณะนั้นจึงเท่ากับร้อยละยี่สิบของจำนวนเงิน 13,222 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คิดเป็นเงิน 2,644.40 บาท การที่โจทก์ยังไม่ขอรับเงินในทันทีโดยโจทก์แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 อีกนั้น มิได้ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่มีอยู่ การที่โจทก์ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ ถือได้ว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอตามมาตรา 56 วรรคสอง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพในระหว่างเดือนมีนาคม 2557 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน เมื่อความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 โดยในช่วงระยะเวลาที่โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง โจทก์จ่ายเงินสมทบแล้ว 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เดือนละ 2,644.40 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเดิมที่โจทก์มีสิทธิได้รับก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน และจ่ายเพิ่มอีกร้อยละ 7.5 ของจำนวนเงิน 13,222 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิม คิดเป็นเงิน 991.65 บาท รวมเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 จึงไม่ชอบ กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว และเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตามสิทธิ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เป็นกฎหมายที่มุ่งสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ประกันตน โดยจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นเพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ประกันตนให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ หรือกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน (ยกเว้น ผู้ประกันตนตามมาตรา 39) ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง (6) หรือไม่นั้น มาตรา 76 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม" และสำหรับกรณีผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เมื่อใดนั้น มาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" จึงเห็นได้ว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ และต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน 2551 จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน ติดต่อกัน และโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 อันเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ส่วนโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเพียงใด นั้น มาตรา 77 วรรคสอง บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 2 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "การจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้จ่ายเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" และวรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบเกินหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพตามวรรคหนึ่งขึ้นอีกในอัตราร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือน" เมื่อศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คือ เดือนละ 13,222 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของจำนวนเงิน 13,222 บาท คิดเป็นเงิน 2,644.40 บาท อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตามอัตราดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้ความด้วยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนแสดงความประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามสิทธิของโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 โดยเห็นว่า มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ ..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณียื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการ หากเลขาธิการเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอให้รับคำขอนั้นไว้พิจารณา" คดีนี้แม้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้แสดงเหตุผลและความจําเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกําหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน โจทก์จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่ตนมีสิทธิได้รับแล้ว แต่แสดงความจำนงกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 ภายหลังโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 2 เดือน แล้วส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน จึงลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีเหตุผลและความจำเป็นที่ทำให้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาและเงื่อนไขตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อแสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 ต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอันเนื่องมาจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ในอัตราเดือนละ 2,644.40 บาท เป็นต้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง แต่เมื่อได้ความว่าในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมเป็นเหตุให้สิ้นสุดเงื่อนไขการได้รับเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับต่อไป จำเลยจึงต้องงดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 เป็นต้นไปถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และทำให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งตามมาตรา 77 ตรี วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์ส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวมเป็นเวลา 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าของค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิมก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนในช่วงระยะเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง คิดเป็นเงินเพิ่มเดือนละ 991.65 บาท รวมเป็นเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 3,636.05 บาท ทั้งนี้ แม้ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์จะระบุว่าขอรับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ในอัตราเดือนละ 2,644.50 บาท เพียงเท่านั้นก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพตามสิทธิที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 จึงไม่ชอบ กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า หากการที่โจทก์ส่งเงินสมทบต่อเป็นเพียงการเพิ่มสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพเท่านั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ยังมิได้ยื่นคำขอและต่อมากลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และได้อัตราค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างเดิม จะทำให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพน้อยกว่าที่ควรได้รับจริงอันเป็นการเสียสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างเพื่อเปรียบเทียบแตกต่างจากข้อเท็จจริงคดีนี้ กรณีที่มีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน ผลของคดีย่อมแตกต่างกันไปได้ สำหรับที่จำเลยฎีกาอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2564 มานั้น ก็มีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาปรับใช้วินิจฉัยคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สิทธิรับบำนาญชราภาพของผู้ประกันตน โดยยึดหลักการสำคัญในพระราชบัญญัติประกันสังคมพร้อมทั้งความเห็นในทางพิจารณาของศาลแรงงาน เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติและแนวทางตีความกฎหมายที่เหมาะสม โดยแบ่งเป็นสามประเด็นหลัก ดังนี้ ประเด็นที่ 1: การขาดช่วงการส่งเงินสมทบและผลต่อสิทธิเริ่มต้นของบำนาญ ข้อเท็จจริงสมมุติว่าผู้ประกันตนหยุดส่งเงินสมทบต่อเนื่องหลังจากส่งครบกว่า 150 เดือน และกลับมาส่งใหม่ภายหลัง แต่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างก่อนครบ 180 เดือน ศาลอาจพิจารณาว่า แม้การส่งเงินสมทบจะขาดช่วง แต่จำนวนรวมก่อนสิ้นสภาพผู้ประกันตนยังสามารถนับรวมได้ หากเป็นการขาดช่วงที่ชอบด้วยเหตุสมควร เช่น การเลิกจ้างกะทันหันหรือปัญหาสุขภาพ ส่งผลให้ได้รับสิทธิเมื่ออายุครบ 55 ปี ตามมาตรา 76 ประเด็นนี้จึงสะท้อนความยืดหยุ่นในการตีความของกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ประกันตน ประเด็นที่ 2: การยื่นคำขอไม่สมบูรณ์และข้อพิจารณาเรื่องเหตุสมควรตามมาตรา 56 ข้อเท็จจริงสมมุติคือ ผู้ประกันตนยื่นคำขอรับบำนาญแต่แนบเอกสารไม่ครบถ้วน หรือระบุข้อมูลผิดพลาด ทำให้สำนักงานประกันสังคมปฏิเสธคำขอ ต่อมาผู้ประกันตนยื่นใหม่เกินสองปีจากวันที่มีสิทธิตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญคือศาลต้องพิจารณาว่าความบกพร่องทางข้อมูลเป็นเหตุอันสมควรหรือไม่ โดยอาจคำนึงถึงการขาดความรู้ด้านกฎหมาย การได้รับข้อมูลผิด หรือบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้แจ้งข้อบกพร่องให้ครบถ้วน การตีความเช่นนี้มีจุดประสงค์ปกป้องสิทธิของผู้ประกันตนไม่ให้สูญหายเพียงเพราะความผิดพลาดทางเทคนิค ประเด็นที่ 3: ผู้ประกันตนที่เปลี่ยนสถานะไปใช้มาตรา 40 ก่อนยื่นคำขอรับบำนาญ ข้อเท็จจริงสมมุติว่าผู้ประกันตนเลือกสมัครมาตรา 40 หลังออกจากงานโดยไม่ทราบว่าตนมีสิทธิขอบำนาญอยู่แล้ว การเข้าสู่มาตรา 40 ทำให้ไม่ได้รับบำนาญตามสิทธิทันที แต่ศาลอาจตีความว่าการเลือกมาตรา 40 เป็นผลจากความไม่รู้เกี่ยวกับสิทธิเดิม จึงไม่ควรทำให้สิทธิขอบำนาญสิ้นสุด เมื่อออกจากมาตรา 40 และยื่นคำขอใหม่ ศาลอาจกำหนดให้ได้รับสิทธิย้อนหลัง โดยกำหนดแนวทางคำนวณตามมาตรา 77 ทวิ และหลักความเป็นธรรมของศาลแรงงานตามมาตรา 52 จากสามประเด็นข้างต้น บทความจึงชี้ให้เห็นว่าการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนจำเป็นต้องตีความกฎหมายโดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี ความสุจริตใจของผู้ประกันตน และความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่อาจเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ระบบประกันสังคมสามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่ผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ผู้ประกันตนที่ยื่นคำขอรับบำนาญชราภาพล่าช้ากว่า 2 ปี ยังมีสิทธิหรือไม่? คำตอบ: ยังมีสิทธิ หากการยื่นล่าช้ามี “เหตุผลสมควร” ตามมาตรา 56 วรรคสอง เช่น ได้รับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องจากเจ้าหน้าที่รัฐ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยื่นล่าช้าไม่ทำให้สิทธิสวัสดิการสูญสิ้นโดยอัตโนมัติในกรณีเช่นนี้ 2. การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ทำให้สิทธิรับบำนาญชราภาพเดิมหายไปหรือไม่? คำตอบ: ไม่ทำให้สิทธิเก่าหายไป เพียง “หยุดชั่วคราว” ระหว่างอยู่ในสถานะมาตรา 39 เมื่อออกจากสถานะดังกล่าว สิทธิเดิมกลับมาทันทีและยังได้รับ “เงินเพิ่มบำนาญ” ตามอัตรา 1.5% ทุก 12 เดือนที่ส่งเงินสมทบเพิ่ม 3. เงื่อนไขสำคัญในการได้บำนาญชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมคืออะไร? คำตอบ: ต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน, มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 4. ศาลแรงงานมีอำนาจกำหนดสิทธิให้มากกว่าที่โจทก์ขอได้หรือไม่? คำตอบ: ได้ ศาลแรงงานมีอำนาจตามมาตรา 52 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ที่จะกำหนดสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนตามความเป็นธรรม แม้คู่ความจะเรียกร้องน้อยกว่าสิทธิที่ควรได้ 5. คดีนี้ศาลฎีกาตัดสินให้ผู้ประกันตนได้รับบำนาญย้อนหลังหรือไม่? คำตอบ: ใช่ ศาลสั่งให้ได้รับบำนาญย้อนหลังตั้งแต่มกราคม 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท และเมื่อส่งเงินสมทบเพิ่ม 60 เดือน ภายใต้มาตรา 39 ได้เพิ่มเป็นเดือนละ 3,636.05 บาท ตั้งแต่มีนาคม 2562 |
การสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 |




