
| การสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เกี่ยวกับเงื่อนไขการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 41 (5) โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบล่าช้าแต่ได้ชำระเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนดก่อนที่สำนักงานประกันสังคมจะมีหนังสือแจ้งการสิ้นสุดสิทธิ ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่าการ “ขาดส่งเงินสมทบ” ตามกฎหมาย หมายถึงการไม่ชำระเงินโดยสิ้นเชิง หรือรวมถึงกรณีที่มีการชำระล่าช้าแต่ได้รับการผ่อนผันแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาได้วางหลักการสำคัญว่าบทบัญญัติใดที่เป็นการตัดสิทธิของผู้ประกันตนต้องตีความอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายซึ่งมุ่งหมายให้ความคุ้มครองและการสงเคราะห์แก่แรงงานเป็นสำคัญ สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นลูกจ้างและเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาหลังจากลาออกจากงาน โจทก์ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โดยมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบรายเดือน ภายในระยะเวลา 12 เดือนหนึ่ง โจทก์มีการขาดส่งเงินสมทบในบางเดือน แต่ได้ชำระเงินสมทบที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายก่อนที่สำนักงานประกันสังคมจะมีหนังสือแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมมีคำสั่งว่าโจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เนื่องจากเห็นว่าโจทก์ส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือนภายใน 12 เดือน คำวินิจฉัยของศาลโดยแยกประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง คือ การตีความคำว่า “ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือน” ตามมาตรา 41 (5) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ได้นำส่งเงินสมทบอย่างแท้จริง มิใช่กรณีที่มีการนำส่งล่าช้าแต่ได้รับการผ่อนผันตามมาตรา 39 วรรคสี่ ประเด็นที่สอง คือ ผลของการชำระเงินสมทบล่าช้าพร้อมเงินเพิ่ม การที่สำนักงานประกันสังคมรับชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มก่อนมีหนังสือแจ้งการสิ้นสุดสิทธิ ถือเป็นการผ่อนผันและยอมรับการชำระเงินตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ประกันตนยังคงสถานะเดิม วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ พระราชบัญญัติประกันสังคมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสงเคราะห์และคุ้มครองแรงงาน บทบัญญัติที่เป็นการตัดสิทธิย่อมต้องตีความอย่างเคร่งครัด มาตรา 39 วรรคสี่ เป็นกลไกเยียวยาผู้ประกันตนที่ขาดส่งเงินสมทบ ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุใด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิอย่างร้ายแรงเกินสมควร การตีความมาตรา 41 (5) โดยไม่คำนึงถึงมาตรา 39 วรรคสี่ ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้ตอกย้ำแนวทางที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักการคุ้มครองสิทธิผู้ประกันตน และถือว่าการตัดสิทธิต้องเป็นกรณีชัดแจ้งและปราศจากข้อสงสัย มิฉะนั้นต้องตีความเป็นคุณแก่ผู้ประกันตน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม และให้โจทก์มีสิทธิตามกฎหมายประกันสังคม 2. ศาลอุทธรณ์ ไม่มีการอุทธรณ์ในประเด็นข้อเท็จจริง 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าคำสั่งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่แก้ไขในส่วนวันที่เริ่มสิทธิ โดยถือว่าโจทก์ไม่เคยสิ้นสุดสถานะผู้ประกันตน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายประกันสังคม โดยศาลฎีกาเน้นย้ำว่าบทบัญญัติที่เป็นการตัดสิทธิของผู้ประกันตนต้องตีความอย่างเคร่งครัดและสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งการคุ้มครองทางสังคม การใช้อำนาจทางปกครองที่กระทบสิทธิประชาชนต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและความเป็นธรรม มิฉะนั้นย่อมถูกเพิกถอนได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบล่าช้ายังมีสิทธิอยู่หรือไม่ คำตอบ หากมีการชำระเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายก่อนมีคำสั่งสิ้นสุดสิทธิ ย่อมยังคงเป็นผู้ประกันตน 2. คำถาม มาตรา 41 (5) ใช้ตัดสิทธิได้ทันทีหรือไม่ คำตอบ ต้องตีความอย่างเคร่งครัด และพิจารณาร่วมกับมาตรา 39 วรรคสี่ 3. คำถาม การรับเงินสมทบของสำนักงานประกันสังคมมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ ถือเป็นการผ่อนผันและยอมรับสถานะผู้ประกันตน 4. คำถาม ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15114/2558 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างผู้ประกันตนและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นจะต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 41 (5) บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อภายในระยะเวลา 12 เดือนส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือนนั้น หมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบไม่ครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างแท้จริง ในกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 39 วรรคสี่ ให้สิทธิผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบได้โดยต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ เมื่อโจทก์นำเงินสมทบและเงินเพิ่มของเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2550 ไปชำระแก่จำเลยในวันที่ 8 มิถุนายน 2550 ซึ่งจำเลยได้รับไว้ก่อนที่จำเลยมีหนังสือแจ้งการสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่จำเลยผ่อนผันให้โจทก์นำส่งเงินสมทบของเดือนดังกล่าวล่าช้าโดยไม่ตัดสิทธิความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์นำส่งเงินสมทบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว ภายในระยะเวลา 12 เดือนนับแต่เดือนพฤษภาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2550 โจทก์เพียงแต่ขาดส่งเงินสมทบของเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคม 2549 โจทก์จึงส่งเงินสมทบมาแล้วเป็นเวลา 10 เดือน เกินกว่า 9 เดือน ตามที่มาตรา 41 (5) กำหนดไว้แล้ว โจทก์ยังไม่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและยังคงเป็นผู้ประกันตนตลอดมา ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นไป จึงไม่ถูกต้องและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือที่ รง 0621/49431 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2550 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1497/2550 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2550 โดยขอให้โจทก์มีสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือและคำวินิจฉัยดังกล่าว และให้โจทก์มีสิทธิตามกฎหมายประกันสังคม จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างและผู้ประกันตนมาตั้งแต่ปี 2535 ต่อมาได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2550 โจทก์ขาดส่งเงินสมทบบางเดือน แต่ได้นำเงินสมทบของเดือนมีนาคมและเมษายน 2550 พร้อมเงินเพิ่มไปชำระเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2550 ซึ่งจำเลยรับไว้ก่อนมีหนังสือแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนในวันที่ 20 มิถุนายน 2550 ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 39 วรรคสี่ เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบล่าช้าสามารถนำส่งภายหลังได้โดยชำระเงินเพิ่ม และการที่จำเลยรับเงินสมทบดังกล่าวก่อนมีหนังสือแจ้งสิ้นสุดสิทธิ ถือเป็นการผ่อนผันโดยไม่ตัดสิทธิความเป็นผู้ประกันตน ดังนั้น ภายในระยะเวลา 12 เดือน โจทก์ส่งเงินสมทบมาแล้ว 10 เดือน เกินกว่า 9 เดือนตามมาตรา 41 (5) โจทก์จึงไม่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งสิ้นสุดสิทธิและคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่เคยสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่ต้น การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้โจทก์มีสิทธินับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นไป จึงไม่ถูกต้องและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงพิพากษาแก้ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง |
สิทธิการขอรับบำนาญชราภาพตามกฎหมายประกันสังคม(ฎีกาที่ 3307/2567): |




