
| (ฎีกาที่ 2959/2567): การฆ่าโดยบันดาลโทสะจากการลักผลปาล์มและประเด็นการพกพาอาวุธปืน, พยายามฆ่า,
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะและพยายามฆ่าอันเกิดจากเหตุลักทรัพย์ในสวนปาล์มของบุตรชายจำเลย พร้อมทั้งมีประเด็นสำคัญเรื่องการพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ การบรรเทาโทษ และการรอการลงโทษ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยถึงขอบเขตของ “เหตุบันดาลโทสะ” ตามประมวลกฎหมายอาญา และสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการป้องกันและติดตามผู้ลักทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79
ข้อเท็จจริงของคดี • ผู้ตายและผู้เสียหาย (ซึ่งเป็นพี่น้องกัน) เข้ามาลักผลปาล์มในสวนของบุตรชายจำเลย • จำเลยเป็นผู้ดูแลสวน และพกปืนที่ได้รับอนุญาตติดตัว เมื่อพบเห็นจึงตะโกนสั่งให้หยุด • ผู้ตายและผู้เสียหายทิ้งผลปาล์มและขับรถจักรยานยนต์พยายามหนี • จำเลยเกิดโทสะใช้อาวุธปืนยิง กระสุนถูกผู้ตายเสียชีวิต ส่วนผู้เสียหายไม่ถูกยิง • มีประเด็นฟ้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนและการยิงปืนในที่สาธารณะ รวมทั้งการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
คำวินิจฉัยของศาล ศาลชั้นต้น • จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะและพยายามฆ่า • ลงโทษจำคุก 7 ปี ลดเหลือ 4 ปี 8 เดือน และรอการลงโทษ 2 ปี ศาลอุทธรณ์ • เห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนา ปรับโทษเพิ่มเป็นจำคุก 15 ปี • ลดโทษเหลือ 7 ปี 6 เดือน และไม่รอการลงโทษ ศาลฎีกา • วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะ “บันดาลโทสะ” เพราะเกิดขึ้นทันทีภายหลังถูกผู้ตายและผู้เสียหายลักทรัพย์และไม่หยุดหนี • พิพากษากลับไปตามศาลชั้นต้น ให้เป็นการฆ่าโดยบันดาลโทสะและพยายามฆ่าโดยบันดาลโทสะ • ลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท • มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุก 2 ปี
ประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญ 1. เหตุบันดาลโทสะ (ป.อ. มาตรา 72) o ศาลพิจารณาว่าการลักทรัพย์ซึ่งหน้าและการพยายามหนีโดยไม่สำนึกผิด ก่อให้เกิดโทสะอย่างรุนแรงที่ต่อเนื่อง o ทำให้จำเลยได้รับสิทธิการบรรเทาโทษตามเหตุบันดาลโทสะ 2. สิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการป้องกันและติดตาม (ป.วิ.อ. มาตรา 79) o เจ้าของทรัพย์หรือผู้ดูแลมีสิทธิเรียกร้องให้นำทรัพย์คืนและติดตามผู้กระทำผิด o การที่ผู้ตายไม่หยุดและหลบหนีเป็นการกระตุ้นโทสะเพิ่มเติม 3. การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ o แม้เหตุเกิดในสวนปาล์มซึ่งเป็นที่ดินเอกชน แต่การเดินทางจากบ้านไปสวนถือเป็นการพกพาอาวุธปืนในทางสาธารณะ 4. การบรรเทาโทษและการรอการลงโทษ o จำเลยชดใช้ค่าสินไหมให้มารดาผู้ตาย ผู้ร้องจึงให้อภัย o ศาลจึงเห็นสมควรรอการลงโทษเพื่อความเป็นธรรม
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา): • การใช้อาวุธปืนยิงผู้ลักผลปาล์มเข้าข่ายความผิดฐานฆ่าโดยเจตนาหรือฆ่าโดยบันดาลโทสะ? • การพกพาอาวุธปืนไปยังสวนปาล์มถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาวุธปืนหรือไม่? • มีเหตุอันสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือไม่? Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ): • ป.อ. มาตรา 288 (ฆ่าผู้อื่น), มาตรา 80 (พยายามฆ่า), มาตรา 72 (บันดาลโทสะ), มาตรา 78 (บรรเทาโทษ), มาตรา 90 (กรรมเดียวหลายบท), มาตรา 56 (รอการลงโทษ) • ป.วิ.อ. มาตรา 79 (สิทธิของผู้พบเห็นการกระทำผิดซึ่งหน้าในการจับกุม) • พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ (พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ) Application (การปรับใช้กฎหมาย): • ศาลวินิจฉัยว่า การลักผลปาล์มเป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์และก่อให้เกิดโทสะทันทีต่อจำเลย • แม้ผู้ตายทิ้งผลปาล์มแล้ว แต่ยังคงพยายามหลบหนี ทำให้โทสะต่อเนื่อง • จึงเข้าลักษณะฆ่าโดยบันดาลโทสะ ไม่ใช่ฆ่าโดยเจตนา • ส่วนการพกพาอาวุธปืน แม้ที่เกิดเหตุเป็นที่เอกชน แต่การเดินทางผ่านสาธารณะถือว่ามีความผิด • การที่จำเลยชดใช้ค่าสินไหมและไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม ศาลจึงใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ Conclusion (ข้อสรุป): • จำเลยมีความผิดฐานฆ่าโดยบันดาลโทสะและพยายามฆ่าโดยบันดาลโทสะ • มีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ • ศาลลดโทษและรอการลงโทษจำคุก เพื่อความเป็นธรรมและสอดคล้องกับพฤติการณ์คดี
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญกับเจตนาที่เกิดขึ้นทันทีจากการถูกละเมิดสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งอาจลดความร้ายแรงของความผิดจากฆ่าโดยเจตนาเป็นฆ่าโดยบันดาลโทสะ ขณะเดียวกัน ยังชี้ชัดว่า “การพกพาอาวุธปืน” ครอบคลุมถึงการเดินทางผ่านที่สาธารณะ ไม่จำกัดเฉพาะที่เกิดเหตุ สุดท้าย การชดใช้ค่าเสียหายและการให้อภัยจากผู้เสียหายมีน้ำหนักต่อการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ
English Summary The Supreme Court Decision No. 2959/2567 involves a case where the defendant shot intruders who were stealing oil palm fruits from his son’s plantation. The Court ruled that the killing and attempted killing were committed under provocation (Article 72 of the Criminal Code), not intentional murder. The Court also upheld liability for carrying a firearm in public and finally suspended the prison sentence considering the defendant’s compensation to the victim’s family and lack of criminal record.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2567
ผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักผลปาล์มในสวนของบุตรชายจำเลย การลักทรัพย์เป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและเป็นการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของผลผลิตและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องลงทุนลงแรง เมื่อจำเลยมีหน้าที่เฝ้าดูแลสวนป่าให้บุตรชายมาพบเห็นการกระทำของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งหน้า ย่อมต้องเกิดโทสะและมีอำนาจที่จะปกป้องติดตามจับกุมผู้ตายและผู้เสียหายเพื่อนำทรัพย์สินคืนมาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 แม้จะได้ความว่าจำเลยตะโกนบอกให้ผู้ตายและผู้เสียหายหยุด โดยผู้ตายและผู้เสียหายได้ทิ้งผลปาล์มที่ลักมาแล้วและพยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุดกลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีโดยมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดของตน ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลยยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย ซึ่งโทสะของจำเลยนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่บุคคลทั้งสองยังพยายามหลบหนี การใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกจากการถูกผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักทรัพย์และมีโทสะอยู่เช่นนี้ จึงนับเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ระหว่างพิจารณา นางสาวพิไลพร มารดานายโชติมนต์ ผู้ตายและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายชยานันท์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 288 ประกอบมาตรา 72, 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี โดยคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด ได้รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท คำให้การกับทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นการบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายแล้ว กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมประพฤติของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นายโชติมนต์ ผู้ตาย กับเด็กชายชยานันท์ ผู้เสียหาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายเข้าไปลักผลปาล์มในสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยที่เกิดเหตุ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ดูแล จำเลยพาอาวุธปืนพกออโตเมติก (HK) ขนาด 9 มม. LUGER ที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากเจ้าพนักงานติดตัวไป มาพบเห็นเหตุการณ์ขณะที่ผู้ตายและผู้เสียหายกำลังช่วยกันนำผลปาล์ม 2 ทะลาย ออกไป จึงเรียกให้ทั้งสองคนหยุด แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่หยุด จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายและผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและซองกระสุนปืนเป็นของกลาง แล้วกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยก่อเหตุเป็นคดีนี้ ก็เพราะผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักผลปาล์มในสวนของบุตรชายจำเลย การลักทรัพย์เป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน และเป็นการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นเจ้าของของเจ้าของทรัพย์ โดยเฉพาะทรัพย์ในคดีนี้เป็นผลปาล์ม ซึ่งจำต้องมีการลงทุนและต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะได้ผลผลิต การที่ผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาฉกฉวยลักเอาผลผลิตไปเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของผลผลิตและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องลงทุนลงแรง เมื่อจำเลยซึ่งมีหน้าที่เฝ้าดูแลสวนปาล์มให้บุตรชายมาพบเห็นการกระทำของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งหน้า ย่อมต้องเกิดโทสะและมีอำนาจที่จะปกป้องติดตามจับกุมผู้ตายและผู้เสียหายเพื่อนำทรัพย์สินคืนมาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79 แม้จะได้ความว่าจำเลยตะโกนบอกให้ผู้ตายและผู้เสียหายหยุด โดยผู้ตายและผู้เสียหายได้ทิ้งผลปาล์มที่ลักมาและพยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุด กลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีโดยมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดของตน ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลยยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย ซึ่งโทสะของจำเลยนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่บุคคลทั้งสองยังพยายามหลบหนี การใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกจากการถูกผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักทรัพย์และมีโทสะอยู่เช่นนี้ จึงนับเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปเป็นสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยซึ่งเป็นที่ดินเอกชน มิใช่เมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ แล้วพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า บ้านที่จำเลยพักอาศัยอยู่คนละแห่งกับสวนปาล์มที่เกิดเหตุ การที่จำเลยพาอาวุธปืนจากบ้านเดินทางมาสวนปาล์ม จึงถือได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปตามทางสาธารณะมาบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่จำเลยมิได้ฎีกาว่าไม่ได้พาอาวุธปืนจากบ้านเดินทางมาสวนปาล์มของบุตรชายจำเลย คงฎีกาอ้างเพียงว่า สถานที่ที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปเป็นสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยไม่ใช่เมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะเท่านั้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การพาอาวุธปืนของจำเลยเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ก็เป็นฎีกาที่โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เท่ากับเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปแล้วขึ้นมาโต้เถียงใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะฟังว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ก็เป็นเพียงการวินิจฉัยยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว หาก่อให้เกิดสิทธิในการฎีกาแก่จำเลยไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 แล้วเป็นเงินถึง 450,000 บาท จนผู้ร้องที่ 1 ให้อภัยไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย ทั้งที่เหตุเกิดเพราะผู้ตายและผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุลักทรัพย์ของบุตรชายจำเลย หากผู้ตายและผู้เสียหายไม่เข้าไปลักทรัพย์ในสวนปาล์มที่จำเลยเฝ้าดูแล และเมื่อจำเลยพบเห็นแล้วบุคคลทั้งสองยอมให้จำเลยจับแต่โดยดี ไม่พยายามหลบหนี ก็จะไม่เกิดเหตุขึ้น ดังนั้น การที่จะลงโทษจำคุกจำเลยซึ่งเป็นสุจริตชนไปเสียทีเดียว ย่อมไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วเป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
|
เหตุบันดาลโทสะจากการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงและอำนาจลดโทษตามกฎหมายอาญา (ฎีกา 2952/2567) ฆ่าคนตายโดยบันดาลโทสะ & พกพาอาวุธ (ยอมความไม่ได้) |





.jpg)
.jpg)