
| เหตุบันดาลโทสะจากการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงและอำนาจลดโทษตามกฎหมายอาญา
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญว่าการกระทำความผิดอาญาที่เกิดจากความเคียดแค้นและความอัดอั้นใจสะสม อันมีสาเหตุจากการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม สามารถนำไปสู่การบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ได้เพียงใด ศาลได้พิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับบุตรผู้เสียหาย ความขัดแย้งภายในครอบครัว การบุกรุกปลูกสร้างบ้านในที่ดินของจำเลย การตีความสิทธิครอบครอง และพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเกิดความอับอายเสียหน้าในสังคมท้องถิ่น จนเป็นเหตุให้จำเลยตัดสินใจก่อเหตุวางเพลิง โดยมีข้อสู้คดีเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ข้อหาทำร้ายร่างกาย และเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยประกอบกัน ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและความยุติธรรมโดยรวม ก่อนมีคำวินิจฉัยให้ลดโทษและรอการลงโทษตามกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริงของคดี ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นมารดาของผู้เสียหายและเป็นผู้ส่งเสียเลี้ยงดูผู้เสียหายตั้งแต่เยาว์จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อผู้เสียหายตั้งครรภ์และคลอดบุตรโดยไม่มีบิดา ก็ได้นำเด็กให้จำเลยช่วยเลี้ยงดู หลังจบการศึกษา ผู้เสียหายเข้ารับราชการครูและสมรส แต่ชีวิตสมรสยุติลงเพียงหนึ่งเดือน ผู้เสียหายต่อมามีความสัมพันธ์กับโจทก์ร่วมและเตรียมจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของจำเลย ซึ่งจำเลยไม่ยินยอม ภายหลังผู้เสียหายได้ลักลอบนำไม้และทรัพย์สินในบ้านของจำเลยไปใช้สร้างบ้านใหม่บนที่ดินของจำเลยเอง โดยอ้างสิทธิว่าได้รับการยกให้โดยนายสุพจน์ สามีของจำเลย ทั้งที่ข้อเท็จจริงนายสุพจน์ปฏิเสธว่าไม่เคยให้ การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความคับข้องใจแก่จำเลยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการละเมิดต่อทั้งสิทธิในทรัพย์สินและเกียรติภูมิของผู้เป็นมารดา วันเกิดเหตุ ผู้เสียหายยังคงปฏิเสธที่จะรื้อถอนบ้านที่ปลูกบนที่ดินของจำเลย อีกทั้งมีพฤติการณ์โต้เถียงเรื่องสิทธิครอบครอง จำเลยจึงเกิดอารมณ์โกรธจัด และถูกพยานโจทก์เบิกความว่าเห็นเดินถือแกลลอนน้ำมันไปยังบ้านของผู้เสียหาย ต่อมาบ้านเกิดเพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งหมด หลังเกิดเหตุจำเลยขับรถออกไปจากที่เกิดเหตุทันที ต่อมาผู้เสียหายแจ้งความ และการสอบสวนพบว่ามีพยานแวดล้อมสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้วางเพลิง โรงเรือนและทรัพย์สินของผู้เสียหายถูกเผาทำลายทั้งหมด คำวินิจฉัยประเด็นย่อยของศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกเป็นประเด็นดังนี้ 1 ประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้วางเพลิงหรือไม่ ศาลพิเคราะห์คำให้การพยานโจทก์ ได้แก่ นายศรีนวล ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหาย เห็นจำเลยถือแกลลอนน้ำมันเดินผ่านห้องครัวก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ โดยแม้พยานไม่ได้เห็นการจุดไฟโดยตรง แต่เห็นจำเลยเข้า–ออกจากบริเวณบ้านในช่วงที่เพลิงลุกไหม้และไม่มีบุคคลอื่นอยู่ในบริเวณดังกล่าว พยานให้การตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนซึ่งทำในเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์ จึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ แม้จำเลยอ้างว่าตนอยู่ที่โรงเรียนในเวลานั้น แต่มีระยะห่างเพียงประมาณ 20 กิโลเมตร และจำเลยมีรถยนต์ใช้ จึงสามารถเดินทางได้ทันเวลาตามที่พยานโจทก์กล่าว ศาลเห็นว่าพยานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักและสอดคล้องกับพฤติการณ์โดยรวม จึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้วางเพลิงจริง 2 ประเด็นข้อหาทำร้ายร่างกาย ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าการกล่าวหาจำเลยในข้อหานี้มีเพียงคำเบิกความของผู้เสียหายฝ่ายเดียว อีกทั้งบาดแผลตรวจพบเพียงรอยถลอกเล็กน้อย ไม่สอดคล้องกับการถูกตีด้วยด้ามพลั่วตามที่อ้าง และในชั้นสอบสวนไม่มีการตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายในช่วงแรก ทั้งที่เหตุเกิดในวันเดียวกัน จึงเป็นเหตุอันควรสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประเด็นนี้จำเลยชนะคดี การวิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประเด็นสำคัญที่สุดในคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเข้าลักษณะ “บันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 หรือไม่ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษ เป็นข้อยกเว้นเกี่ยวกับการลงโทษ โดยให้อำนาจศาลลดโทษต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดได้หากปรากฏพฤติการณ์ว่า 1. ผู้กระทำถูก “ข่มเหงอย่างร้ายแรง” 2. เหตุข่มเหงต้องเป็น “เหตุอันไม่เป็นธรรม” 3. การข่มเหงนั้นเป็นเหตุให้ “บันดาลโทสะ” จนขาดสติยั้งคิดชั่วขณะ ความสัมพันธ์เชิงเหตุ–ผลระหว่างการข่มเหง กับ การกระทำความผิด ต้องปรากฏชัด 1 บทวิเคราะห์คำว่า “ข่มเหงอย่างร้ายแรง” ศาลฎีกาพิจารณาถึงพฤติการณ์สะสมหลายประการ ได้แก่ • ผู้เสียหายเป็นบุตรที่จำเลยเลี้ยงดูอุปถัมภ์มาตลอด • ผู้เสียหายตั้งครรภ์ไม่มีพ่อและนำเด็กให้จำเลยเลี้ยง • หลังเรียนจบ ผู้เสียหายมีปัญหาในชีวิตสมรส ถูกฟ้องหย่า • ต่อมามีความสัมพันธ์กับชายอื่นและต้องการย้ายเข้าบ้านจำเลย • ลักลอบนำไม้และวัสดุของจำเลยไปสร้างบ้านบนที่ดินของจำเลยเอง • โต้เถียงจำเลยด้วยถ้อยคำแสดงสิทธิโดยไม่มีมูล • ปลูกบ้านบุกรุกที่ดินโดยไม่ยอมรื้อถอน ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลย ซึ่งเป็นมารดา ต้องอับอาย ชอกช้ำและได้รับผลกระทบต่อศักดิ์ศรีทางครอบครัวอย่างรุนแรง จึงถือได้ว่าเป็น “การข่มเหงอย่างร้ายแรง” แม้ผู้เสียหายเองจะไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือข่มขู่โดยตรง แต่การกระทำที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินและศักดิ์ศรีต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมเพียงพอจะเข้าเงื่อนไขของมาตรา 72 2 ความหมายของ “เหตุอันไม่เป็นธรรม” เงื่อนไขสำคัญคือเหตุข่มเหงต้องเป็นเหตุที่ผู้ถูกข่มเหง “ไม่ได้เป็นต้นเหตุ” และลักษณะของการข่มเหงนั้น “ไม่เป็นธรรมต่อจำเลย” ในคดีนี้ ศาลเห็นชัดว่าผู้เสียหาย • ไม่มีสิทธินำไม้ของจำเลยไปใช้ • ไม่มีสิทธิตัดไผ่หรือปลูกบ้านในที่ดินของจำเลย • ไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะโต้เถียงเรื่องการยกที่ดิน • แสดงพฤติการณ์ละเมิดสิทธิของจำเลยอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุข่มเหงที่ “ไม่เป็นธรรม” ตามความหมายของกฎหมาย 3 ความสัมพันธ์ระหว่างการข่มเหงกับการบันดาลโทสะ มาตรา 72 ต้องการให้มีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างแรงกดดันทางจิตใจที่เกิดจากการข่มเหง กับ การกระทำความผิดในช่วงเวลาใกล้ชิดกัน ศาลเห็นว่า • วันที่เกิดเหตุจำเลยได้ไปบอกให้ผู้เสียหายรื้อถอนบ้านอีกครั้ง • ผู้เสียหายโต้เถียงอย่างไม่ยอมรับสิทธิของจำเลย • เกิดการปะทะทางอารมณ์อย่างเฉียบพลัน • จึงนำไปสู่การก่อเหตุวางเพลิงในช่วงเวลาใกล้กัน จึงมี “ความสัมพันธ์เชิงเหตุ–ผล” ชัดเจนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย 4 อำนาจของศาลฎีกาที่จะยกเหตุลดโทษขึ้นวินิจฉัยเอง แม้จำเลยไม่ได้ยกเหตุบันดาลโทสะเป็นข้อต่อสู้ในชั้นฎีกา แต่ศาลฎีกายังคงพิจารณาได้ เนื่องจากมาตรา 72 เป็น “เหตุอันควรลดหย่อนผ่อนโทษ” และศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้เพื่อประโยชน์แก่จำเลย ตามแนวทางการตีความเชิงคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา ศาลจึงพิพากษาแก้ ลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี และให้รอการลงโทษ 2 ปี การวิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าใจมาตรา 72 อย่างลึกซึ้ง ศาลฎีกาอ้างอิงและยึดแนวทางจากคำพิพากษาอื่นที่ตีความในทำนองเดียวกัน ได้แก่ 1 แนวที่ถือว่าการข่มเหงที่เกิดในครอบครัวสามารถเข้าข่ายร้ายแรงได้ คำพิพากษาฎีกาหลายคดีให้หลักว่า ความสัมพันธ์ทางครอบครัวอาจทำให้เหตุข่มเหงมีน้ำหนักรุนแรงขึ้นกว่าความขัดแย้งทั่วไป เพราะมีมิติด้านศักดิ์ศรี ความผูกพัน และสภาพสังคมท้องถิ่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง การถูกบุตรที่เลี้ยงดูมาตลอดโต้เถียงอย่างไม่เป็นธรรม และบุกรุกทรัพย์สิน ย่อมกระทบจิตใจอย่างร้ายแรง แนวนี้สอดคล้องกับคดี 6980/2540 โดยตรง 2 แนวที่ถือว่าพฤติการณ์สะสมสามารถใช้ประกอบการตีความได้ หลายคดีระบุว่า แม้การข่มเหงในวันเกิดเหตุไม่รุนแรงมาก แต่หากมีพฤติการณ์สะสมเร็วแรง เช่น การดูหมิ่นหยามเหยียด การละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเข้าข่ายมาตรา 72 ได้ ในคดีนี้ เหตุสะสม ได้แก่ • การนำไม้ไปสร้างบ้านโดยไม่มีสิทธิ • การกล่าวอ้างสิทธิเท็จ • การบุกรุกปลูกบ้าน • ปัญหาครอบครัวที่จำเลยต้องแบกรับ ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์โดยรวมเข้าข่าย “ร้ายแรง” 3 แนวการประเมินพยานแวดล้อม ศาลฎีกาใช้หลักว่า หากพยานเห็นเหตุการณ์เชื่อมโยงโดยใกล้ชิด แม้จะไม่เห็นการจุดไฟโดยตรง แต่หาก • เห็นผู้ต้องสงสัยเข้าไปในบ้านก่อนเกิดเหตุ • เห็นออกมาจากบ้านทันทีหลังเกิดไฟ • ไม่มีบุคคลอื่นปรากฏในบริเวณใกล้เคียง ก็สามารถรับฟังเป็นพยานแวดล้อมที่มีน้ำหนักได้ ซึ่งตรงกับคดีนี้อย่างสำคัญ 4 แนวที่ถือว่าศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยในข้อหาที่หลักฐานไม่พอ แนวคำพิพากษาระบุว่า หากพยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ หรือขัดแย้งกับผลตรวจบาดแผล ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ในคดีนี้ ข้อหาทำร้ายร่างกายถูกยกประโยชน์ให้จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสอง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 217, 218, 295, 358 ลงโทษจำคุกรวม 5 ปี 2 เดือน 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ในส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 391 ลงโทษจำคุก 1 เดือน รวมโทษจำคุก 5 ปี 1 เดือน และลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงเหลือจำคุก 3 ปี 4 เดือน 20 วัน 3. ศาลฎีกา พิพากษายกข้อหาทำร้ายร่างกายโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัย เห็นว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะตามมาตรา 72 ให้ลงโทษตามมาตรา 218(1) จำคุก 1 ปี และให้รอการลงโทษ 2 ปี สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การข่มเหงอย่างร้ายแรงในความสัมพันธ์ครอบครัวสามารถมีผลทางกฎหมายสูงกว่าความขัดแย้งทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อกระทบสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้เสียหายหรือผู้กระทำอย่างต่อเนื่อง อาจเข้าลักษณะมาตรา 72 ได้ 2. ศาลมีอำนาจยกเหตุบรรเทาโทษขึ้นวินิจฉัยเอง แม้จำเลยไม่ยกเป็นข้อต่อสู้ หากเป็นเหตุที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์แก่จำเลย ตามแนวคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม 3. พยานแวดล้อมที่เกิดขึ้นกระชั้นชิดและมีความสอดคล้องต่อเนื่อง แม้ไม่เห็นขณะลงมือกระทำผิด ก็สามารถรับฟังเป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิดได้ 4. ข้อหาทำร้ายร่างกายที่มีพยานฝ่ายเดียวและหลักฐานทางการแพทย์ไม่สัมพันธ์กัน ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสอง 5. มาตรา 72 มีเจตนารมณ์เพื่อรองรับพฤติการณ์ที่ผู้กระทำถูกยั่วยุหรือข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรมจนขาดสติยั้งคิด จึงเปิดช่องให้ศาลลดโทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้สมดุลระหว่างความยุติธรรมและจิตวิทยาของมนุษย์ 6. ในกรณีความผิดกรรมเดียวหลายบท ศาลต้องลงโทษตามบทหนักที่สุดตามมาตรา 90 ก่อนจะพิจารณาเหตุลดหย่อนตามมาตรา 72 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับการบันดาลโทสะในคดีนี้? คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจากพฤติการณ์สะสม ทั้งการบุกรุกปลูกบ้าน การโต้เถียงสิทธิ และการนำทรัพย์สินไปใช้โดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นเหตุให้จำเลยบันดาลโทสะตามมาตรา 72 และมีสิทธิลดโทษต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด 2. คำถาม เหตุใดศาลฎีกายกข้อหาทำร้ายร่างกายให้จำเลย? คำตอบ เพราะข้อหาทำร้ายร่างกายมีเพียงคำให้การของผู้เสียหายเพียงปากเดียว และผลตรวจบาดแผลไม่สอดคล้องกับพฤติการณ์ตามคำให้การ อีกทั้งไม่ได้มีการตั้งข้อหาในชั้นสอบสวนแต่แรก จึงมีเหตุสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสอง 3. คำถาม เหตุใดศาลจึงกำหนดโทษจำคุก 1 ปีและให้รอการลงโทษ? คำตอบ แม้จำเลยมีความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ แต่เมื่อเข้าลักษณะบันดาลโทสะตามมาตรา 72 ศาลมีอำนาจลดโทษต่ำกว่าอัตราปกติ และเมื่อประกอบกับพฤติการณ์ส่วนตัวของจำเลย ศาลจึงลงโทษจำคุก 1 ปี และให้รอการลงโทษ 2 ปี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2540 ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดเพราะบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ แม้จำเลยไม่ได้ยกเหตุนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่เมื่อกรณีมีเหตุอันควรลดหย่อนผ่อนโทษ ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จำเลยรักใคร่ให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่ผู้เสียหายในฐานะที่จำเลยเป็นมารดาอย่างดีจนสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี ระหว่างศึกษาผู้เสียหายมีท้องไม่มีพ่อเมื่อคลอดบุตรแล้วก็นำมาให้จำเลยเลี้ยงเมื่อผู้เสียหายสำเร็จการศึกษาและเข้ารับราชการครูได้สมรสกับ ถ. แต่อยู่กินกันได้เพียง1เดือนก็ถูกถ. ฟ้องหย่า ต่อมาผู้เสียหายลักลอบได้เสียกับโจทก์ร่วมและจะนำโจทก์ร่วมเข้ามาอยู่ในบ้าน จำเลยไม่ยอม ผู้เสียหายได้ขโมยไม้บางส่วนซึ่งเก็บไว้ที่บ้านจำเลยไปสร้างบ้านด้วยจำเลยบอกให้รื้อถอนออกไป ผู้เสียหายกลับโต้แย้งสิทธิว่า ยกให้โดยไม่เป็นความจริง เห็นได้ว่าผู้เสียหายได้สร้าง ความชอกช้ำระกำใจอับอายขายหน้าให้จำเลยผู้เป็นมารดามาโดยตลอดประกอบกับผู้เสียหายบุกรุกเข้ามาสร้างบ้านในที่ดินของจำเลยแล้วโต้เถียงสิทธิไม่ยอมออกไป ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยวางเพลิงเผาโรงเรือนดังกล่าวของผู้เสียหายและโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานวางเพลิงและทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 217, 218, 295, 358 ส่วนจำเลยปฏิเสธ ระหว่างพิจารณามีผู้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เนื่องจากมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินที่ถูกไฟไหม้ ศาลชั้นต้นอนุญาตและพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานวางเพลิงและทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวหลายบท ลงโทษตามมาตรา 218 จำคุก 5 ปี และความผิดทำร้ายร่างกายอีก 2 เดือน รวม 5 ปี 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ให้ความผิดทำร้ายร่างกายเป็นเพียงมาตรา 391 จำคุก 1 เดือน รวมโทษ 5 ปี 1 เดือน และลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 3 ปี 4 เดือน 20 วัน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าเพลิงไหม้บ้านผู้เสียหายเกิดขึ้นจริง พยานโจทก์เห็นจำเลยถือแกลลอนน้ำมันไปที่บ้านก่อนเกิดเหตุ และเห็นออกจากจุดเกิดเหตุทันทีหลังเพลิงลุก อีกทั้งคำให้การชั้นสอบสวนสอดคล้องกัน ไม่มีเหตุให้พยานปรักปรำ แม้จำเลยอ้างว่าอยู่โรงเรียนห่าง 20 กิโลเมตร แต่มีรถยนต์สามารถเดินทางไป–กลับได้ตามเวลา ทั้งไม่มีบุคคลอื่นในบริเวณ จึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้วางเพลิง ส่วนข้อหาทำร้ายร่างกาย ศาลเห็นว่ามีพยานปากเดียว และบาดแผลที่ตรวจพบไม่สอดคล้องกับคำให้การ อีกทั้งไม่ได้มีการตั้งข้อหาตั้งแต่แรก จึงมีเหตุสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสอง ประเด็นสำคัญ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ เพราะถูกผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรข่มเหงอย่างร้ายแรง ผู้เสียหายเคยตั้งครรภ์ไม่มีพ่อและนำบุตรให้จำเลยเลี้ยง ต่อมาขโมยไม้และวัสดุของจำเลยไปสร้างบ้านในที่ดินจำเลย โต้แย้งเรื่องสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ยอมรื้อถอนบ้าน ทำให้จำเลยได้รับความอับอายและชอกช้ำยาวนาน จึงเป็นเหตุอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 72 ศาลฎีกาแก้พิพากษาให้จำเลยผิดตามมาตรา 218(1), 358 ประกอบมาตรา 72 ลงโทษตามบทหนักสุดจำคุก 1 ปี และให้รอการลงโทษ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก |
(ฎีกา 2952/2567) ฆ่าคนตายโดยบันดาลโทสะ & พกพาอาวุธ (ยอมความไม่ได้) (ฎีกาที่ 2959/2567): การฆ่าโดยบันดาลโทสะจากการลักผลปาล์มและประเด็นการพกพาอาวุธปืน, พยายามฆ่า, |




