
| สัญญาโมฆะย้อนหลังส่งผลอย่างไรต่อผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำต้องรับผิดหรือหลุดพ้นจากหนี้ตามกฎหมายค้ำประกันและนิติกรรม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลของการบอกล้างโมฆียกรรมและผลย้อนหลังของนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ รวมถึงประเด็นสำคัญว่าความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะยังคงมีอยู่หรือไม่เมื่อสัญญาหลักไม่มีผลใช้บังคับ โดยศาลวินิจฉัยยึดหลักว่าการค้ำประกันจะมีได้เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์เท่านั้น เมื่อสัญญาหลักถูกบอกล้างจนตกเป็นโมฆะย้อนหลัง ย่อมถือเสมือนว่าไม่เคยมีหนี้เกิดขึ้น ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความผูกพันโดยอัตโนมัติ คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ยืนยันความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาระหว่างหนี้หลักกับสัญญาค้ำประกัน และสะท้อนหลักความมั่นคงของนิติกรรมตามกฎหมายแพ่ง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ทำสัญญาจ้างออกแบบและก่อสร้างโรงงานกับผู้รับจ้าง โดยผู้รับจ้างเสนอสิทธิบัตรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจทำสัญญา และได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้า ต่อมาปรากฏว่าผู้รับจ้างไม่มีสิทธิใช้สิทธิบัตรดังกล่าว โจทก์จึงบอกล้างสัญญาในฐานะโมฆียกรรมและเรียกคืนเงิน ผู้รับจ้างไม่คืนเงินและมีการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการว่าสัญญาเป็นโมฆียะและถูกบอกล้างแล้ว ศาลมีคำพิพากษาให้คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันปฏิเสธความรับผิด ทำให้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาค้ำ คำวินิจฉัยของศาล ศาลวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันคู่กรณี และเมื่อมีการบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว สัญญาย่อมตกเป็นโมฆะย้อนหลังตามมาตรา 176 ส่งผลให้นิติกรรมถือเสมือนไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อไม่มีหนี้ตามสัญญาหลัก ย่อมไม่มีหนี้อันสมบูรณ์ให้ค้ำประกันตามมาตรา 681 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับผู้ค้ำ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ผลย้อนหลังของโมฆียกรรม ซึ่งทำให้นิติกรรมเสมือนไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่ต้น เมื่อสัญญาหลักไม่มีอยู่ หนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น การค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงต้องพึ่งพาหนี้หลัก หากหนี้หลักไม่มีอยู่หรือไม่สมบูรณ์ ความรับผิดของผู้ค้ำย่อมสิ้นสุดไปโดยผลของกฎหมาย หลักนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง accessory obligation เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 176 มีเจตนารมณ์เพื่อคืนความยุติธรรมให้คู่สัญญาเมื่อมีการบอกล้างนิติกรรม โดยให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนมาตรา 681 มีเจตนารมณ์คุ้มครองผู้ค้ำไม่ให้ต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่มีอยู่จริงและสมบูรณ์ จึงเป็นหลักการคุ้มครองความเป็นธรรมในระบบสัญญา แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสม่ำเสมอว่าความรับผิดของผู้ค้ำประกันต้องอิงกับหนี้หลัก หากหนี้หลักสิ้นไปหรือเป็นโมฆะ ผู้ค้ำย่อมหลุดพ้น เช่น กรณีหนี้สิ้นสุดโดยชำระหรือโดยผลของโมฆะ หลักการนี้ถูกยืนยันอย่างชัดเจนในคดีนี้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด เนื่องจากสัญญาหลักตกเป็นโมฆะแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าความรับผิดของผู้ค้ำต้องอิงกับหนี้อันสมบูรณ์ เมื่อสัญญาหลักไม่มีผลใช้บังคับ ผู้ค้ำย่อมไม่ต้องรับผิด ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการบอกล้างโมฆียกรรมทำให้สัญญาเป็นโมฆะย้อนหลัง ส่งผลให้ไม่มีหนี้อันสมบูรณ์ตามมาตรา 681 ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิด และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่าความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ที่ต้องอาศัยหนี้หลักเป็นฐาน เมื่อหนี้หลักสิ้นไปหรือไม่สมบูรณ์ ผู้ค้ำย่อมไม่ต้องรับผิด หลักดังกล่าวมีความสำคัญในการตีความสัญญาค้ำประกัน และเป็นแนวทางป้องกันการเรียกร้องเกินสิทธิจากผู้ค้ำ อีกทั้งยังสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างหลักโมฆียกรรมกับโครงสร้างหนี้ในกฎหมายแพ่งอย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลย้อนหลังของการบอกล้างโมฆียกรรม และผลกระทบต่อสัญญาค้ำประกันว่าผู้ค้ำยังต้องรับผิดหรือไม่ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 โมฆียกรรมและผลย้อนหลังตามมาตรา 176 หมายถึงเมื่อมีการบอกล้างแล้ว นิติกรรมถือว่าไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่ต้น ทำให้หนี้ไม่เกิดขึ้น 2 หนี้อันสมบูรณ์ตามมาตรา 681 หมายถึงการค้ำประกันจะมีได้เฉพาะเมื่อมีหนี้ที่สมบูรณ์ หากหนี้หลักไม่มี ผู้ค้ำย่อมไม่ต้องรับผิด คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. คำถาม ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดหรือไม่เมื่อสัญญาหลักถูกบอกล้างเป็นโมฆะย้อนหลัง คำตอบ หลักกฎหมายค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การค้ำประกันจะมีได้เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์เท่านั้น กล่าวคือ ต้องมีหนี้ที่มีอยู่จริงและมีผลบังคับตามกฎหมายเป็นฐานรองรับความรับผิดของผู้ค้ำ หากสัญญาหลักซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของหนี้ถูกบอกล้างในฐานะโมฆียกรรมแล้ว ผลของการบอกล้างย่อมย้อนหลังไปถึงวันที่เริ่มทำนิติกรรม ทำให้สัญญานั้นเสมือนว่าไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่ต้น หนี้ที่เคยอ้างอิงจากสัญญานั้นจึงถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นตามกฎหมาย เมื่อไม่มีหนี้อันสมบูรณ์ ความรับผิดของผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมายทันที ผู้ค้ำไม่อาจถูกบังคับให้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ได้ และเจ้าหนี้ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องบังคับผู้ค้ำประกันในกรณีเช่นนี้ เพราะเป็นการเรียกร้องโดยปราศจากฐานหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย 2. คำถาม ผลของการบอกล้างโมฆียกรรมมีผลย้อนหลังเพียงใดและกระทบสิทธิของคู่สัญญาอย่างไร คำตอบ การบอกล้างโมฆียกรรมตามมาตรา 176 มีลักษณะเป็นการทำให้นิติกรรมที่เคยมีผลสมบูรณ์ในเบื้องต้น กลับกลายเป็นโมฆะย้อนหลังไปถึงวันเริ่มต้นทำนิติกรรม ผลทางกฎหมายคือให้ถือเสมือนว่าคู่กรณีไม่เคยทำนิติกรรมกันมาก่อนเลย สิทธิและหน้าที่ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากนิติกรรมนั้นย่อมสิ้นไปโดยปริยาย คู่กรณีต้องคืนสิ่งที่ได้รับแก่กันเพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิม เช่น หากมีการชำระเงินล่วงหน้า ผู้รับเงินต้องคืนเงินดังกล่าว หากมีการส่งมอบทรัพย์สินก็ต้องคืนทรัพย์นั้น การคืนสู่ฐานะเดิมนี้เป็นกลไกสำคัญเพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์โดยไม่เป็นธรรมจากนิติกรรมที่มีข้อบกพร่อง ทั้งนี้ผลย้อนหลังดังกล่าวย่อมกระทบถึงสัญญาอื่นที่อาศัยนิติกรรมหลักนั้นเป็นฐาน เช่น สัญญาค้ำประกัน ซึ่งย่อมสิ้นผลไปด้วย 3. คำถาม ความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาหลักกับสัญญาค้ำประกันมีลักษณะอย่างไรในทางกฎหมาย คำตอบ สัญญาค้ำประกันเป็นนิติกรรมที่มีลักษณะเป็นหนี้อุปกรณ์ กล่าวคือ ความมีอยู่และความสมบูรณ์ของสัญญาค้ำประกันต้องขึ้นอยู่กับหนี้ตามสัญญาหลักเป็นสำคัญ หากหนี้หลักเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ค้ำจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชำระ แต่หากหนี้หลักไม่สมบูรณ์ เช่น เป็นโมฆะ หรือถูกบอกล้างจนกลายเป็นโมฆะย้อนหลัง หนี้ดังกล่าวย่อมไม่อาจถือว่าเป็นหนี้อันสมบูรณ์ได้ สัญญาค้ำประกันซึ่งอิงอยู่กับหนี้นั้นย่อมไม่มีผลใช้บังคับตามไปด้วย หลักการนี้สะท้อนแนวคิดว่าผู้ค้ำไม่ควรถูกผูกพันเกินกว่าที่หนี้หลักมีอยู่จริง และเป็นการจำกัดขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำให้อยู่ภายใต้กรอบของหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น 4. คำถาม หากมีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว คู่กรณีต้องปฏิบัติตามหรือไม่ คำตอบ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันคู่กรณีเช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาล หากไม่มีการดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด คู่กรณีต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้นโดยเคร่งครัด ในกรณีที่คำชี้ขาดวินิจฉัยว่าสัญญาหลักเป็นโมฆียะและถูกบอกล้างแล้ว ย่อมส่งผลให้สถานะของนิติกรรมเปลี่ยนไปเป็นโมฆะย้อนหลัง และศาลสามารถนำคำชี้ขาดดังกล่าวมาเป็นฐานในการวินิจฉัยคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่องได้ด้วย ดังนั้น การมีคำชี้ขาดจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีมีความชัดเจนและผูกพันคู่กรณีในทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด 5. คำถาม ผู้ค้ำประกันสามารถยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของหนี้หลักได้หรือไม่ คำตอบ ผู้ค้ำประกันมีสิทธิยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับหนี้หลักได้ เนื่องจากความรับผิดของผู้ค้ำเป็นความรับผิดที่สืบเนื่องมาจากหนี้ของลูกหนี้ หากหนี้หลักไม่มีอยู่จริง หรือมีข้อบกพร่องจนไม่สมบูรณ์ เช่น เป็นโมฆะหรือถูกบอกล้าง ผู้ค้ำย่อมสามารถอ้างเหตุนี้เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ หลักการดังกล่าวเป็นไปเพื่อคุ้มครองผู้ค้ำไม่ให้ต้องรับภาระเกินสมควร และทำให้เกิดความเป็นธรรมในระบบสัญญา โดยเฉพาะในกรณีที่หนี้หลักถูกทำลายลงโดยผลของกฎหมาย ผู้ค้ำย่อมไม่ควรถูกบังคับให้รับผิดแทนหนี้ที่ไม่มีอยู่ 6. คำถาม การคืนสู่ฐานะเดิมตามกฎหมายมีผลอย่างไรต่อคู่กรณี คำตอบ การคืนสู่ฐานะเดิมเป็นผลโดยตรงของการบอกล้างโมฆียกรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คู่กรณีกลับไปอยู่ในสถานะเดิมก่อนการทำนิติกรรม กล่าวคือ ฝ่ายที่ได้รับทรัพย์สินหรือเงินต้องคืนให้แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง การคืนดังกล่าวอาจรวมถึงผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากทรัพย์นั้นด้วย หลักการนี้มีความสำคัญในการป้องกันการได้ประโยชน์โดยไม่ชอบ และเป็นการรักษาความยุติธรรมในทางแพ่ง อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถคืนสิ่งเดิมได้ อาจต้องชดใช้เป็นค่าเสียหายแทน ซึ่งศาลจะพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดี 7. คำถาม หากลูกหนี้ได้รับเงินล่วงหน้าแล้วสัญญาถูกบอกล้าง เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกคืนอย่างไร คำตอบ เมื่อสัญญาถูกบอกล้างและตกเป็นโมฆะย้อนหลัง ลูกหนี้ที่ได้รับเงินล่วงหน้าจะต้องคืนเงินดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ตามหลักการคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 176 การเรียกคืนสามารถทำได้โดยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้มีคำพิพากษาบังคับคืนเงิน พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ทั้งนี้ สิทธิเรียกคืนดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยตรงจากผลของการบอกล้าง ไม่ใช่สิทธิจากสัญญาเดิมอีกต่อไป แต่เป็นสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้ไปโดยปราศจากมูลเหตุทางกฎหมาย 8. คำถาม เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในคดีนี้ คำตอบ ศาลวินิจฉัยโดยอาศัยหลักกฎหมายสองประการสำคัญ ได้แก่ ผลย้อนหลังของการบอกล้างโมฆียกรรมตามมาตรา 176 และหลักหนี้อันสมบูรณ์ตามมาตรา 681 เมื่อสัญญาหลักถูกบอกล้างและตกเป็นโมฆะย้อนหลัง ย่อมถือว่าไม่เคยมีหนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น หนี้ที่ผู้ค้ำเคยค้ำจึงไม่มีอยู่ในทางกฎหมาย ส่งผลให้สัญญาค้ำประกันสิ้นผลไปโดยปริยาย ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดโดยไม่ต้องชำระหนี้แทนลูกหนี้ ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับผู้ค้ำ และพิพากษายืนยกฟ้องตามศาลล่างทั้งสอง อธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้กำหนดผลของการบอกล้างโมฆียกรรม โดยให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม เสมือนมิได้มีการทำนิติกรรมกันมาก่อน เจตนารมณ์เพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการทำนิติกรรมโดยมีข้อบกพร่อง เช่น สำคัญผิด ถูกหลอกลวง หรือข่มขู่ ผลย้อนหลังนี้มีนัยสำคัญเพราะกระทบสิทธิหน้าที่ทั้งหมดที่เกิดจากนิติกรรมนั้น ข้อ 2 มาตรา 681 บัญญัติว่าการค้ำประกันมีได้เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ แสดงถึงลักษณะของสัญญาค้ำประกันที่เป็นหนี้อุปกรณ์ หากหนี้หลักไม่สมบูรณ์หรือสิ้นผล ผู้ค้ำย่อมไม่ต้องรับผิด เจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำไม่ให้ต้องรับภาระเกินกว่าหนี้ที่มีอยู่จริง และรักษาความสมดุลของความรับผิดในระบบสัญญา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2568 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดแล้วว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นโมฆียะเพราะเกิดขึ้นโดยการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลและโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างแล้ว สัญญาดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และคดีที่โจทก์ฟ้องผู้รับจ้างเพื่อเรียกคืนเงินค่าจ้างศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้พิพากษาให้ผู้รับจ้างคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้างวดที่ 1 แก่โจทก์ อันเป็นการชี้ขาดตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างตกเป็นโมฆะด้วยมีการบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว ดังนั้น โจทก์ต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างตกเป็นโมฆะ เป็นผลให้นิติกรรมระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างถือว่าเป็นโมฆะย้อนหลังขึ้นไปนับแต่วันเริ่มต้นทำสัญญาเสมือนว่าโจทก์กับผู้รับจ้างไม่ได้ทำนิติกรรมกันเลยมาตั้งแต่เริ่มต้นทำนิติกรรม แม้จำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้รับจ้างไว้ต่อโจทก์ แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 การค้ำประกันมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป จำเลยจึงหลุดพ้นจากความผูกพันตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิด ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องเรียกเงิน 34,303,983.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา โดยอ้างว่าผู้รับจ้างผิดสัญญาจ้างออกแบบและก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและไม่คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้างวดแรกที่โจทก์ชำระไป จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2556 โดยผู้รับจ้างเสนอสิทธิบัตรมาเลเซียเกี่ยวกับวิธีการฆ่าเชื้อผลปาล์มเป็นสาระสำคัญในการเข้าทำสัญญา โจทก์ชำระเงินล่วงหน้างวดแรก 3,191,092 ริงกิตมาเลเซีย และจำเลยออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาให้ ต่อมาโจทก์ทราบว่าผู้รับจ้างไม่มีสิทธิใช้สิทธิบัตรดังกล่าว จึงบอกล้างโมฆียกรรมและทวงถามให้คืนเงิน แต่ผู้รับจ้างไม่คืน จึงมีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ซึ่งชี้ขาดว่าสัญญาจ้างเป็นโมฆียะเพราะสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล และเมื่อโจทก์บอกล้างแล้ว สัญญาย่อมตกเป็นโมฆะ คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง ต่อมาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาให้ผู้รับจ้างคืนเงินล่วงหน้าแก่โจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาดังกล่าวผูกพันให้สัญญาจ้างตกเป็นโมฆะย้อนหลัง เสมือนคู่กรณีไม่เคยทำนิติกรรมกันเลยตั้งแต่ต้น หนี้ตามสัญญาจ้างจึงไม่มีอยู่อีกต่อไป และตามมาตรา 681 การค้ำประกันจะมีได้เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ เมื่อหนี้ประธานไม่สมบูรณ์และไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาค้ำประกัน ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ให้ยกฟ้อง และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 34,303,983.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,647,171.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2556 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท อ. ผู้รับจ้าง ให้ออกแบบและก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ กำลังการผลิต 75/150 ตันทะลายปาล์มสดต่อชั่วโมง ทั้งระบบให้แก่ พีซีปาล์ม ประเทศไทย ให้แล้วเสร็จภายใน 12 ถึง 14 เดือน ตกลงชำระค่าก่อสร้าง 10,260,746 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 31,910,920 ริงกิตมาเลเซีย โดยผู้รับจ้างต้องวางหลักประกันให้แก่โจทก์ในจำนวนที่เท่ากันและสกุลเงินเดียวกับที่โจทก์ชำระล่วงหน้า ก่อนทำสัญญาผู้รับจ้างเสนอสิทธิบัตรมาเลเซียเลขที่ MY-134916-A ต่อโจทก์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาข้อ A03(f) อันเป็นวิธีการและเครื่องมือสำหรับการฆ่าเชื้อผลน้ำมันปาล์ม ที่นึ่งทะลายปาล์มน้ำมันด้วยการป้อนทะลายผลปาล์มเข้าไปในเครื่องแนวตั้ง ที่ผู้รับจ้างได้รับสิทธิในการใช้สิทธิบัตรจากนายโย ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตร และอ้างว่าโจทก์มีสิทธิใช้วิธีการและเครื่องมือที่จดสิทธิบัตรเพื่อประกอบการทำสัญญากับโจทก์ ต่อมาผู้รับจ้างเก็บเงินงวดที่ 1 เป็นเงิน 3,191,092 ริงกิตมาเลเซีย โจทก์ชำระเงินให้แล้วเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 และผู้รับจ้างดำเนินการให้จำเลยออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาเลขที่ UOVBMYKL001 QCMPG109092 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มอบให้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ทราบว่าผู้รับจ้างไม่สามารถใช้สิทธิบัตรที่เคยนำเสนอเพื่อประกอบการทำสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกล้างโมฆียกรรมและทวงถามให้ผู้รับจ้างคืนเงินค่าจ้างงวดแรกที่ได้รับไปแล้ว แต่ผู้รับจ้างไม่คืนเงินและยื่นเรื่องขอระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเป็นคดีอนุญาโตตุลาการหมายเลขแดงที่ 55/2559 ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องผู้รับจ้างเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ผู้รับจ้างคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าของงานงวดที่ 1 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาให้ผู้รับจ้างคืนเงิน 31,289,807.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ระหว่างมีการดำเนินคดี โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 8 เมษายน 2557 บอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน จำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่จำเลยแจ้งปฏิเสธการชำระเงิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีที่โจทก์ฟ้องผู้รับจ้าง เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 956/2560 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นโมฆียะเพราะเหตุเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นโดยการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล และโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างแล้วสัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้เป็นคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และคดีดังกล่าวศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาให้ผู้รับจ้างคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้างวดที่ 1 ให้แก่โจทก์ อันเป็นการชี้ขาดตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นโมฆะด้วยมีการบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว ดังนั้น โจทก์ต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นโมฆะ เป็นผลให้นิติกรรมระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างถือว่าเป็นโมฆะย้อนหลังขึ้นไปนับแต่วันเริ่มต้นทำสัญญาเสมือนว่าระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างมิได้มีการทำนิติกรรมกันเลยมาตั้งแต่เริ่มต้นทำนิติกรรม แม้จำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้รับจ้างไว้ต่อโจทก์ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 บัญญัติว่า "อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์" เมื่อสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป จำเลยจึงหลุดพ้นจากความผูกพันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้อีก ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



